P’PLOY


  • London School of Economics and Political Science (LSE)

SPECIAL INTERVIEW


ทำไมถึงเลือกเรียนต่อ LLM ที่ LSE?
เพราะ LSE มีชื่อเสียงดีที่สุดในมหาวิทยาลัยที่ตอบรับมา ถ้าอนาคตจะทำงานใน law firm ก็เลือกชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมาก่อนก็น่าจะดี ตอนยื่นใบสมัครไปมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ได้คิดถึงเรื่องเมืองว่าจะตั้งอยู่ที่ไหน แต่คิดว่ามหาวิทยาลัยไหน rank ดีสุดก็จะเรียนอันนั้น จริง ๆ ไม่คิดว่า LSE จะตอบรับกลับมา เพราะคิดมาตลอดว่าเข้ายาก แถมตอนสมัครก็สมัครช้ากว่าคนอื่น (LSE ให้เริ่มส่งใบสมัครได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม และเป็น first come first serve basis คือส่งไปก่อน LSE ก็จะพิจารณาก่อน ถ้าที่เต็มแล้ว ส่งไปทีหลังเค้าก็ไม่พิจารณาแล้ว แต่เราส่งใบสมัครไปเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตอนนั้น LSE ส่งอีเมล์ตอบรับหรือปฏิเสธคนที่ยื่นใบสมัครไปหลายรอบแล้ว) คะแนน IELTS ก็ไม่มี ยังไม่ได้สอบ พอเดือนเมษายน LSE ก็ส่งอีเมล์มาบอกว่าให้ conditional offer คือต้องไปสอบ IELTS ให้ได้ก่อน ก็ดีใจมาก

เมืองและมหาวิทยาลัย LSE เป็นอย่างไร?
​LSE อยู่ใน London zone 1 สถานี Holborn เดินไป Covent Garden หรือ Leicester Square ได้ อาหาร ขนม การเดินทาง ที่ช้อปปิ้ง ซุปเปอร์มาร์เก็ตสะดวกไปหมด คนเยอะ ใครไม่ชอบความวุ่นวายก็อาจจะไม่ชอบที่นี่ก็ได้ ​ส่วนตัวมหาวิทยาลัยจะไม่เป็น campus ตึกเรียนอยู่ตามถนน ปน ๆ ไปกับตึกของคนอื่น

ที่พักและการเดินทางเป็นอย่างไร?
ได้ที่พักที่ Lilian Knowles House ซึ่งทั้งหอจะเป็นนักศึกษาปริญญาโทของ LSE ทั้งหมด อยู่สถานี Liverpool Street ปลอดภัยดี ตรงนั้นจะเป็นบริเวณ financial district ของลอนดอน ดังนั้น ความสะดวกสบายมีพร้อมหมด ห้องที่หอนี้ทั้งหมดจะมีห้องน้ำในตัว แต่ใช้ครัวรวมกับแฟลตเมททั้งหมด 8 คน ห้องเล็กมาก มีอินเตอร์เนทให้ทุกห้อง มีปริ๊นท์เตอร์ให้ที่ห้องคอม มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้ารวม ในห้องมีโต๊ะ ตู้ เตียงให้ นอกนั้นต้องซื้อเอง เช่น หมอน ที่คลุมเตียง จานชามช้อมส้อม

การเดินทางก็สามารถไปรถไฟใต้ดินได้ ไม่ต้องเปลี่ยนสาย เพราะสถานี Liverpool Street กับสถานี Holborn เป็น Central line เหมือนกัน รถเมล์ก็มีวิ่งผ่าน LSE เยอะ จะเดินไป LSE ก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที จะเดินผ่าน St Paul’s Cathedral ด้วย สวยสุด ๆ

วิชาเรียน ลักษณะการเรียนการสอนเป็นอย่างไร?
​​ตอนนี้ทราบมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงการคิดหน่วยกิต ทำให้ต้องเรียนวิชามากขึ้น แต่ตอนที่เรียน (ปี 2010-2011) ต้องเรียนทั้งหมด 4 หน่วยกิต ก็คือ 4 วิชา แต่บางวิชาอาจจะมีครึ่งหน่วยกิต ก็ต้องลงเรียนอีกวิชาที่เป็นครึ่งหน่วยกิต
​หลังเปิดเทอม สามารถเข้าเรียนวิชาอะไรก็ได้ก่อนประมาณ 2 อาทิตย์เพื่อให้รู้ว่าเราควรจะเรียนไหมชอบไหม แล้วค่อยลงทะเบียนเรียน แต่วิชาที่ป๊อปปูล่าร์ก็ต้องลงทะเบียนเรียนเร็ว ๆ เดี๋ยวเต็ม เพราะบางวิชากำหนดคนเรียนไว้ที่ 30 คนเท่านั้น บางวิชาเป็นแบบ lecture บางวิชาเป็นแบบ seminar แต่ถ้าวิชาเป็นแบบ lecture ก็จะมี class พิเศษเป็น seminar ด้วย สอบ final 100% ไม่มีคะแนนเก็บ มีเช็คชื่อ บางวิชาอาจจะมีการบ้านให้ไปเขียน essay ส่งอาจารย์ นักศึกษาสามารถเลือกสอบทุกวิชาเลยก็ได้ หรือเลือกทำ dissertation 1 วิชาก็ได้ ข้อสอบก็คล้าย ๆ ปีก่อน ๆ ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูข้อสอบเก่า ๆ และฝึกทำได้ ก่อนเรียนทุกคาบ ต้องไปดูว่าอาจารย์จะสอนเรื่องอะไร เค้าจะบอกให้อ่านหนังสือเล่มไหนหน้าอะไรก่อนเรียน ถ้าไม่อ่าน ก็เรียนไม่รู้เรื่อง ทำให้ต้องขยันอ่านหนังสือ

รู้สึกอย่างไรต่อ LSE?
​เนื่องจาก LSE ไม่มี campus ทำให้พอเลิกเรียนแล้วก็ต่างคนต่างไป ไม่สนิทกับคนอื่น ๆ เท่าไหร่ แต่จะไปสนิทกับแฟลตเมทมากกว่า ตอนเรียนก็รู้สึกว่ามีแต่คนเก่ง ๆ จริงจังกับการเรียน เครียดบ้างเหมือนกัน

อะไรที่คนอาจไม่รู้กับ LSE?
​​น้องบางคนอาจคิดว่า LSE เข้ายากเลยไม่สมัครเลย แต่อย่างที่บอกข้างบน เราสมัครช้า เกียรตินิยมก็ไม่ได้ IELTS ก็ยังไม่มี LSE ยังรับเลย (แต่อาจจะมีอย่างอื่นทดแทน เช่น ได้เนติ์แล้ว และมีประสบการณ์ทำงานที่ law firm 2 ปี) ขอให้สมัครไปก่อนเถอะ อย่าตัดโอกาสตัวเอง