P’PLOY

London School of Economics and Political Science (LSE)

::SPECIAL INTERVIEW::

เรียนต่อ LSE 3

ทำไมถึงเลือกเรียนต่อ LLM ที่ LSE?

P’PLOY : เพราะ LSE มีชื่อเสียงดีที่สุดในมหาวิทยาลัยที่ตอบรับมา ถ้าอนาคตจะทำงานใน law firm ก็เลือกชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมาก่อนก็น่าจะดี
​ตอนยื่นใบสมัครไปมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ได้คิดถึงเรื่องเมืองว่าจะตั้งอยู่ที่ไหน แต่คิดว่ามหาวิทยาลัยไหน rank ดีสุดก็จะเรียนอันนั้น จริง ๆ ไม่คิดว่า LSE จะตอบรับกลับมา เพราะคิดมาตลอดว่าเข้ายาก แถมตอนสมัครก็สมัครช้ากว่าคนอื่น (LSE ให้เริ่มส่งใบสมัครได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม และเป็น first come first serve basis คือส่งไปก่อน LSE ก็จะพิจารณาก่อน ถ้าที่เต็มแล้ว ส่งไปทีหลังเค้าก็ไม่พิจารณาแล้ว แต่เราส่งใบสมัครไปเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตอนนั้น LSE ส่งอีเมล์ตอบรับหรือปฏิเสธคนที่ยื่นใบสมัครไปหลายรอบแล้ว) คะแนน IELTS ก็ไม่มี ยังไม่ได้สอบ พอเดือนเมษายน LSE ก็ส่งอีเมล์มาบอกว่าให้ conditional offer คือต้องไปสอบ IELTS ให้ได้ก่อน ก็ดีใจมาก

เมืองและมหาวิทยาลัย LSE เป็นอย่างไร?

P’PLOY : ​LSE อยู่ใน London zone 1 สถานี Holborn เดินไป Covent Garden หรือ Leicester Square ได้ อาหาร ขนม การเดินทาง ที่ช้อปปิ้ง ซุปเปอร์มาร์เก็ตสะดวกไปหมด คนเยอะ ใครไม่ชอบความวุ่นวายก็อาจจะไม่ชอบที่นี่ก็ได้
​ส่วนตัวมหาวิทยาลัยจะไม่เป็น campus ตึกเรียนอยู่ตามถนน ปน ๆ ไปกับตึกของคนอื่น

ที่พักและการเดินทางเป็นอย่างไร?

เรียนต่อLSE2
P’PLOY : ​ได้ที่พักที่ Lilian Knowles House ซึ่งทั้งหอจะเป็นนักศึกษาปริญญาโทของ LSE ทั้งหมด อยู่สถานี Liverpool Street ปลอดภัยดี ตรงนั้นจะเป็นบริเวณ financial district ของลอนดอน ดังนั้น ความสะดวกสบายมีพร้อมหมด ห้องที่หอนี้ทั้งหมดจะมีห้องน้ำในตัว แต่ใช้ครัวรวมกับแฟลตเมททั้งหมด 8 คน ห้องเล็กมาก มีอินเตอร์เนทให้ทุกห้อง มีปริ๊นท์เตอร์ให้ที่ห้องคอม มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้ารวม ในห้องมีโต๊ะ ตู้ เตียงให้ นอกนั้นต้องซื้อเอง เช่น หมอน ที่คลุมเตียง จานชามช้อมส้อม
​การเดินทางก็สามารถไปรถไฟใต้ดินได้ ไม่ต้องเปลี่ยนสาย เพราะสถานี Liverpool Street กับสถานี Holborn เป็น Central line เหมือนกัน รถเมล์ก็มีวิ่งผ่าน LSE เยอะ จะเดินไป LSE ก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที จะเดินผ่าน St Paul’s Cathedral ด้วย สวยสุด ๆ

วิชาเรียน ลักษณะการเรียนการสอนเป็นอย่างไร?

P’PLOY : ​ตอนนี้ทราบมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงการคิดหน่วยกิต ทำให้ต้องเรียนวิชามากขึ้น แต่ตอนที่เรียน (ปี 2010-2011) ต้องเรียนทั้งหมด 4 หน่วยกิต ก็คือ 4 วิชา แต่บางวิชาอาจจะมีครึ่งหน่วยกิต ก็ต้องลงเรียนอีกวิชาที่เป็นครึ่งหน่วยกิต
​หลังเปิดเทอม สามารถเข้าเรียนวิชาอะไรก็ได้ก่อนประมาณ 2 อาทิตย์เพื่อให้รู้ว่าเราควรจะเรียนไหมชอบไหม แล้วค่อยลงทะเบียนเรียน แต่วิชาที่ป๊อปปูล่าร์ก็ต้องลงทะเบียนเรียนเร็ว ๆ เดี๋ยวเต็ม เพราะบางวิชากำหนดคนเรียนไว้ที่ 30 คนเท่านั้น บางวิชาเป็นแบบ lecture บางวิชาเป็นแบบ seminar แต่ถ้าวิชาเป็นแบบ lecture ก็จะมี class พิเศษเป็น seminar ด้วย สอบ final 100% ไม่มีคะแนนเก็บ มีเช็คชื่อ บางวิชาอาจจะมีการบ้านให้ไปเขียน essay ส่งอาจารย์ นักศึกษาสามารถเลือกสอบทุกวิชาเลยก็ได้ หรือเลือกทำ dissertation 1 วิชาก็ได้ ข้อสอบก็คล้าย ๆ ปีก่อน ๆ ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูข้อสอบเก่า ๆ และฝึกทำได้ ก่อนเรียนทุกคาบ ต้องไปดูว่าอาจารย์จะสอนเรื่องอะไร เค้าจะบอกให้อ่านหนังสือเล่มไหนหน้าอะไรก่อนเรียน ถ้าไม่อ่าน ก็เรียนไม่รู้เรื่อง ทำให้ต้องขยันอ่านหนังสือ

รู้สึกอย่างไรต่อ LSE?

เรียนต่อLSE1
P’PLOY : ​เนื่องจาก LSE ไม่มี campus ทำให้พอเลิกเรียนแล้วก็ต่างคนต่างไป ไม่สนิทกับคนอื่น ๆ เท่าไหร่ แต่จะไปสนิทกับแฟลตเมทมากกว่า ตอนเรียนก็รู้สึกว่ามีแต่คนเก่ง ๆ จริงจังกับการเรียน เครียดบ้างเหมือนกัน

อะไรที่คนอาจไม่รู้กับ LSE?

P’PLOY : ​น้องบางคนอาจคิดว่า LSE เข้ายากเลยไม่สมัครเลย แต่อย่างที่บอกข้างบน เราสมัครช้า เกียรตินิยมก็ไม่ได้ IELTS ก็ยังไม่มี LSE ยังรับเลย (แต่อาจจะมีอย่างอื่นทดแทน เช่น ได้เนติ์แล้ว และมีประสบการณ์ทำงานที่ law firm 2 ปี) ขอให้สมัครไปก่อนเถอะ อย่าตัดโอกาสตัวเอง

Mango
Share
This