เตรียมตัวอย่างไรให้สอบผ่าน IELTS


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังคิดว่าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี หรือปริญญาโท คงรู้กันทุกคนอยู่แล้วว่าหนึ่งในเกณฑ์ที่ต้องใช้ในการสมัครก็คือคะแนนสอบ IELTS หรือ The International English Language Testing System การจะทำคะแนนให้ได้ดี ย่อมต้องมีการเตรียมตัวที่ดี วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนะวิธีการเตรียมตัวเพื่อให้สอบ IELTS ผ่านฉลุย ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษที่น้องใฝ่ฝัน

ข้อสอบ IELTS จะแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ก็คือ Listening, Reading, Writing และ Speaking โดย 3 พาร์ทแรกจะสอบในช่วงเช้าเรียงต่อกันไป ส่วนพาร์ท Speaking จะสอบกับอาจารย์ต่างชาติในภาคบ่าย แม้ว่าเดี๋ยวนี้การสอบ IELTS จะมีสอบแบบ Computer base แต่ว่าสำหรับพาร์ท Speaking  ก็จะยังคงสอบกับอาจาร์ยชาวต่างชาติแบบตัวต่อตัวเหมือนเดิม ในวันสอบน้องต้องอย่าลืมเตรียมบัตรประชนหรือ Passport เพื่อยืนยันตัวตน ส่วนอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นดินสอ ปากกา หรือนาฬิกา ก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบทั้งนั้น สิ่งที่จะนำติดตัวเข้าไปได้มีเพียงน้ำขวดเดียวค่ะ

ก่อนอื่นพี่แมงโก้อยากจะแนะนำหนังสือที่ใช้ในการเตรียมตัวก่อนเลย หนังสือแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่เป็น Beginner มากๆ พี่แมงโก้แนะนำให้อ่านหนังสือของ Baron’s เพราะเป็นหนังสือที่มีบทเรียนก่อนพาร์ทที่เป็นข้อสอบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ข้อสอบง่ายสำหรับน้อง ๆ ที่ภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่แข็งแรงมาก ถ้าเขยิบเลเวลขึ้นมาอีกนิด ก็อ่านของ Kaplan ที่จะมีความยากขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ยากจนเกินไป เหมาะกับคนที่พัฒนาภาษาอังกฤษในระดับที่ยากขึ้นมา

ต่อไปเป็นหนังสือของ Cambridge ชื่อว่า The Official Cambridge Guide to IELTS with Answers เล่มสีขาว เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่แนะนำมาก ๆ เพราะเรียบเรียงเนื้อหาได้ดีมาก อ่านง่าย เข้าใจง่าย ราคาก็ไม่แพงด้วย พออ่านหนังสือจบแล้ว ก็อย่างลืมลองฝึกทำข้อสอบจริงด้วย เพราะถึงแม้ในหนังสือจะมีแบบฝึกหัดข้อสอบให้เราแล้ว แต่เราจำเป็นอย่างมากที่จะต้องฝึกลองทำข้อสอบพร้อมกับจับเวลาจริง ๆ ไปด้วย
เหมือนจำลองการสอบ IELTS จริง ๆ เลย เพื่อเราจะได้ไม่ลนในวันจริง และทำข้อสอบได้ทันเวลา เพราะวันสอบจริงจะมีการจับเวลาอย่างเคร่งครัด วิธีนี้จะช่วยทำให้น้อง ๆ รู้จักตัวเองว่าใช้เวลาทำข้อสอบแต่ละพาร์ทนานขนาดไหนและช่วยให้น้อง ๆ บริหารเวลาในการทำข้อสอบได้ดีขึ้นด้วย เพราะถึงทำได้ แต่ถ้าทำไม่ทันเวลา น้อง ๆ ก็จะไม่ได้คะแนนนะจ๊ะ พี่แมงโก้แนะนำให้ซื้อหรือดาว์นโหลดหนังสือ Cambridge English IELTS with Answers แบบ Academic Training เพราะเป็นหนังสือที่มีแต่ข้อสอบล้วน ๆ ในทุก ๆ พาร์ท ถ้าน้องซื้อหนังสือเล่มนี้ให้เลือกแบบที่มี CD เพื่อให้น้องฝึก Listening ด้วย ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีตั้งแต่เล่ม 1 – 11 เล่มเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าน้อง ๆ ทำข้อสอบในทุกเล่มจนหมดแล้ว ก็จะเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับข้อสอบไอเอลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

สำหรับพาร์ท Listening แนะนำให้น้อง ๆ ฝึกด้วยการฟังข่าง BBC ทุกวันเพิ่มเติม และดูหนังภาษาอังกฤษโดยที่ปิด Subtitle เป็นการฝึกให้หูเราคุ้ยเคยกับภาษา ถ้ารถติดอาจจะโหลด Podcast ที่เป็นภาษาอังกฤษมาฟังฆ่าเวลาไปก็ได้ ฟังทุกวันน้อง ๆ จะคุ้นเคยกับสำเนียงต่าง ๆ แน่นอน และตอนฟังข้อสอบ จะต้องฟังให้ดี ๆ เพราะบางทีข้อสอบอาจจะหลอกเราได้ เช่น จะพูดคำตอบที่ผิดช้าๆแต่คำตอบที่ถูกเร็ว ๆ เป็นการเทสว่าน้อง ๆ ฝึกออกเสียงและเข้าใจภาษามากแค่ไหน นอกจากนี้เวลาเขียนตอบ แนะนำให้เขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดเพราะบางที่คำตอบนั้นอาจจะเป็นคำเฉพาะที่เริ่มด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นตัดปัญหาไปเลยด้วยการเขียนตอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

Reading พาร์ทนี้น้อง ๆ ควรอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษให้บ่อยที่สุด อ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นบทความที่เจอตามเฟสบุ๊ค ฉลากอาหาร ใบปลิวใด ๆ ก็จะช่วยฝึกน้อง ๆ ได้หมด อ่านแล้วก็อย่าลืมฝึกจับใจความสำคัญ ในการทำข้อสอบเราไม่จำเป็นต้องอ่านให้เข้าใจทุกประโยคแต่ต้องจับใจความให้ ได้ แล้วถ้าศัพท์คำไหนไม่รู้ ก็เปิดหาความหมายทันที จะช่วยทำให้น้อง ๆ จำศัพท์ได้มากขึ้น ยิ่งมีศัพท์ในคลังสมองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้น้องๆอ่านบทความในข้อสอบได้ดีเท่านั้น แถมยังนำไปใช้ในพาร์ท Writing อีกด้วย

พาร์ท Writing ข้อสอบจะให้เขียน 2 บทความ โดยจะกำหนดจำนวนคำที่ต้องเขียนมาแล้ว เช่น Writing I จะต้องเขียนให้ครบ 15 คำ โดยเป็นการอธิบายแผนที่ หรือวิเคราะห์กราฟ เราก็พยายามฝึกเขียนไปเรื่อย ๆ ตามแบบฝึกหัดในหนังสือ ทริคก็คือ พยายามนับคำว่าบรรทัดหนึ่งเราเขียนได้กี่คำ เพื่อเวลาสอบจริงเราจะได้กะ ๆ ได้ว่าเราเขียนไปกี่คำแล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลามานับอีกรอบ และ Writing II จะมีโจทย์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆมาให้เราวิเคราะห์ โดยกำหนดให้เราเขียน 250 คำ น้อง ๆ ก็ใช้วิธีเขียนเหมือนเรียงความที่เราเคยเรียนกันมา ที่ต้องมีบทกล่าวนำ เนื้อเรื่อง และสรุป พยายามเน้นเรื่องแกรมม่าให้ถูกต้องและใช้ศัพท์ที่เป็น Academic
มากขึ้น เช่นคำว่า Big อาจจะเปลี่ยนเป็น Giant, Gigantic หรือ Huge แทน ส่วนนี้ก็จะสามารถเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้

มาถึงพาร์ท Speaking ก็จะเป็นการพูดคุยโต้ตอบกับอาจารย์ชาวต่างชาติใน Topic ที่อาจารย์ถาม และยังมีการให้เราเลือกจับการ์ดหัวข้อที่เราจะต้องพูดด้วย การเตรียมตัวก็พยายามใช้ภาษาอังกฤษให้มากที่สุด อาจจะเป็นการพิมพ์แชทไลน์กับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ หรือลงเรียนคอร์สพูดภาษาอังกฤษออนไลน์ หรือถ้ามีโอกาสได้เจอฝรั่งก็พยายามเข้าไปพูดคุยกับเค้าให้มากที่สุด นี่เป็นการ Make Friend กับฝึก IELTS ไปในตัวเลยด้วยเลยนะคะ

พอถึงวันสอบจริงก็ขอให้น้องไปก่อนเวลา เพราะบางทีน้องได้คิว 14.30น. ถ้าน้องไปถึงเร็ว อาจจะได้เข้าห้องสอบตอน 14.15น.เลยก็ได้ แล้วก็พยายามตั้งสติ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ไม่ตื่นเต้น
ให้คิดว่าเหมือนเราเข้าไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง สุดท้ายนี้ก็ขอให้น้องๆทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม มีสติในการทำข้อสอบทุกพาร์ทให้ดี และขอให้คะแนนน้องๆออกมาดีผ่านเกณฑ์ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษกันทุกคนนะคะ พี่แมงโก้เป็นกำลังใจให้เสมอ 🙂

มหาวิทยาลัยน่าเรียนในเมืองน่าอยู่สำหรับเด็ก ป.ตรี ในอังกฤษ


หลังจากจัดหนักจัดเต็มด้านวิชาการ Ranking ความเข้มข้นทางด้านการเรียนการสอนและงานวิจัยมาพอสมควรแล้ว สำหรับน้อง ๆ ที่อยากไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ พี่แมงโก้อยากแนะนำแบบ Highly Recommended มากๆ!! ว่าให้เลือกพิจารณาเมืองที่เราจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย เพราะการเรียนหลักสูตรปริญญาตรีใช้เวลาถึง 3 ปี ส่วนถ้าใครไปเรียน Foundation Programme ก็ต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่น้องๆจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั่นๆ เรียกได้ว่าไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้น “เมือง” จึงจัดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก (รองลงมาจากคุณภาพทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยนะคะ) ในการใช้ตัดสินใจเข้าเรียนต่อใมหาวิทยาลัยที่น้องอยากเข้าเรียนเพื่อให้ตรงกับLifestyle ความชอบของน้อง ๆ วันนี้พี่แมงโก้มีมหาวิทยาลัยที่คุณภาพการศึกษาดีไปจนถึงยอดเยี่ยม และตั้งอยู่ในเมืองที่ดีงาม ที่น้อง ๆ ไปใช้ชีวิตอยู่ 3-4 ปีแล้วไม่ Suffer หรือ Homesick แน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกให้ตรงกับบุคลิกความชอบของเราเองด้วยน้า


เมือง Durham
ด้านคุณภาพการศึกษาคงไม่ต้องพูดมาก เพราะพูดกันมาเยอะแล้ว ฮ่าๆ มาพูดกันถึงเมืองที่เงียบสงบ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม อากาศเย็น ๆ ไปถึงหนาว สำหรับคนที่ชอบอยู่ที่เย็น ๆ เพราะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษติดกับสกอตแลนด์ ด้วยตัวเมือง Durham เคยเป็นเมืองหน้าด่านที่ใช้เป็นป้อมปราการกันไม่ให้ชาวสกอตมารบกับชาวอังกฤษมาก่อน ทำให้สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในเมืองมีความคลาสสิคแบบยุคกลาง ทำให้มี Durham Castle ที่สวยงามและเป็นที่ตั้งของ University College ของมหาวิทยาลัยเดอแรม เนื่องจากเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่มาก และมีศูนย์กลางเป็นมหาวิทยาลัย จึงทำให้เมืองนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่แท้ทรู มีความสงบ ผู้คนเป็นมิตรพร้อมให้ความช่วยเหลือกันเสมอ เพียบพร้อมไปด้วยร้านอาหาร และร้านขายของต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต แต่ถ้าใครอยากไปช็อปปิ้งในเมืองที่ใหญ่หน่อย ก็นั่งรถไฟไปแค่ 15 นาที ก็จะถึงเมืองใหญ่อย่าง Newcastle แล้ว เรียกได้ว่าใครชอบธรรมชาติความสงบ แต่ไม่ห่างใกล้ความเจริญแบบเมืองใหญ่ เมือง Durham จัดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ เลย


เมือง Exeter
อีกหนึ่งเมืองมหาวิทยาลัยทางแถบ South West ของเกาะอังกฤษ เป็นเมืองฮิปสเตอร์ที่มีทัศนียภาพที่ร่มรื่น เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารมากมาย ร้านไทยเองก็มีหลายร้าน หางานทำ Part time ก็ไม่ยากมาก จัดว่ามีความเจริญครบจบเหมือนลอนดอน แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือความเป็นเมืองปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตรพร้อมให้ความช่วยเหลือ และการเดินทางก็แสนสะดวกสบาย สามารถเดินได้ทั่วถึงกันทั้งเมือง และประหยัด เพราะค่าครองชีพต่ำกว่าลอนดอนมาก



เมือง Nottingham
เมืองมหาวิทยาลัยทางตอนกลางของเกาะอังกฤษ อาณาเขตของ Campus ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง จึงทำให้ผู้คนที่อาศัยในเมืองส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการศึกษาและนักศึกษา ทำให้มีร้านค้าให้ได้ช็อปปิ้งและสิ่งอำนวยนความสะดวกครบครัน พร้อมทั้งการเดินทางก็แสนสะดวกสบาย มีรถ Tram วิ่งรอบเมืองถือเป็นการคมนาคมแบบพิเศษที่เมืองอื่นไม่ค่อยมี แถมเมืองก็ยังปลอดภัยตัวมหาวิทยาลัยเองก็มีหลายแคมปัสแยกตามคณะเรียนพร้อมหอพักที่อยู่ใกล้ตึกเรียน เพื่อความสะดวกสบายของนักศึกษาเป็นอย่างมาก



เมือง Bristol
มหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group ที่อยู่ในเมืองที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในอังกฤษ ตัวเมือง Bristol เป็นเมืองเก่าแก่ มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันที่ยิ่งใหญ่อย่างโบสถ์ และสะพานแขวนที่ให้อารมณ์แบบ Brooklyn Bridge แต่เป็นแบบคลาสสิคกว่า ในเมืองมีร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีความปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร และอยู่ห่างจากลอนดอนโดยการนั่งรถไฟประมาณ 1.30 ชม.เท่านั้น



เมือง York
University of York หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและมีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งอยู่ในเมือง York เมืองทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ อย่างเช่น โบสถ์ที่อยู่กลางเมือง สถาปัตยกรรมในเมืองเป็นแบบอิฐสวยงาม บ้านเรือน ร้านรวงหลังจิ๋ว ๆ น่ารัก มีแม่น้ำพาดผ่านเมือง ทำให้ชาวเมืองนิยมทำกิจกรรมทางน้ำเช่น การพายเรือแคนนู เป็นต้น เป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย สามารถนั่งรถไฟมาจากลอนดอนได้เลย โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง และตัวสถานีรถไฟก็อยู่ใกล้ใจกลางเมืองในระยะที่เดินไปนิดเดียวก็ถึงจัดว่าเป็นอีกเมืองที่มีสภาพแวดล้อมดี ปลอดภัย ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ จึงเหมาะกับการมาเรียนเป็นอย่างมาก


เมือง Liverpool
เมืองทีมฟุตบอล Liverpool ที่ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จัก และเป็นเมืองบ้านเกิดของวงดนตรีชื่อดังตลอดกาลอย่าง The Beatles ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่และดูยิ่งใหญ่ในแบบ London ย่อส่วน เมืองปากอ่าวที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม มี River Mersey ที่เป็นทางออกของแม่น้ำไปสู่ Irish Sea และเป็นเมืองทางตอนเหนือที่ผู้คนเป็นมิตร และพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาอีกด้วย จัดว่าเป็นเมืองใหญ่อีกแห่งที่ไม่จอแจ ปลอดภัย และทันสมัยด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน เหมาะกับน้อง ๆ ที่อยากมาอยู่เมืองเจริญแต่ไม่วุ่นวายอย่างลอนดอน หรือน้องคนไหนที่เป็นเด็กหงส์มาเรียนที่นี่วันว่าง ๆ ก็จะเยี่ยมสนามบอลทีมในดวงใจหรือจะไปดูการเตะนัดสำคัญของทีม Liverpool ก็ยังได้



เมือง Surrey
ตั้งอยู่ในเมือง Guildford ห่างจากลอนดอนมาทางตอนใต้เพียงนิดเดียว มี 2 Campus คือ Stage Hill Campus และ Manor Park Campus ตัวเมืองมีสภาพแวดล้อมที่ดี ร่มรื่นบวกกับความใกล้ลอนดอนมากๆจึงทำให้เมืองนี้เป็นที่อยู่ของคนมีฐานะและเหล่าเศรษฐีของอังกฤษที่อยากอยู่แทบชานเมือง เพราะฉะนั้นหายห่วงเรื่องความปลอดภัยไปได้เลย ถ้าวันไหนเบื่อ ๆ อยากเข้าเมืองก็แค่นั่งรถไฟเข้าลอนดอน ซึ่งใช้เวลาแค่ 40 นาทีเท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Top 6 Universities ที่พลาดจาก UCAS ก็ยังเข้าป.ตรีที่นี่ได้!


น้อง ๆ เด็กอินเตอร์ทั้งหลายที่กำลังกัวลว่าผล Allocate ตามระบบ UCAS จะทำให้เราไม่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษที่ฝันอยากเข้า อย่างเพิ่งหมดหวังจ้า! ระบบการศึกษาของอังกฤษยังมีอีกเส้นทางให้น้อง ๆได้เดินเข้ามหาวิทยาลัย Ranking ดี ที่น้อง ๆ อยากเข้า ผ่าน Pathway ที่เรียกว่า Foundation ซึ่งพี่แมงโก้เคยเขียนอธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ คลิกเข้าไปดูกันได้เลย ที่นี่ 

มาวันนี้ พี่แมงโก้จะมาแนะนำมหาวิทยาลัยชื่อดังที่คับแน่นไปด้วยคุณภาพการเรียนการสอน และรางวัลการันตรีจากหลายสถาบัน มาดูกันเลยว่ามีมหาวิทยาลัยอะไรบ้าง


1. Durham University
มหาวิทยาลัยชื่อดังทางตอนเหนือที่อยู่จัดอยู่ใน Tier ใกล้เคียงกับ Oxford และ Cambridge เนื่องจากคะแนนเข้า UCAS สูงพอ ๆ กันกับ 2 มหาวิทยาลัยชื่อดังนี้ มหาวิทยาลัย Durham จัดเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ Durham University เปิดการเรียนการสอนมามากกว่า 600 ปี ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากที่สุดในอังกฤษเป็นอันดับ 3 รองจาก Oxford และ Cambridge และยังคงมีระบบ College ที่เป็นเหมือน Student Union เหมือนกับ Oxbridge ด้วย อยู่ในเครือ Russell Group ซึ่งเป็นเครือมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มุ่งเน้นในการทำงานวิจัยอย่างเข้มข้น และได้รับการยกย่องว่ามีการเรียนการสอนที่ดีในระดับโลก ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีในหลายสาขาวิชา เช่น Law, IR, Humanities, Chemistry, Biological Science, Psychology และ Business School โดย Ranking ในประเทศอังกฤษอยู่ใน Top 10 ของทุกสื่อ (อันดับ 6 The Complete University Guide 2020, อันดับ 5 จาก The Guardian 2020 และอันดับ 7 จาก The Times and Sunday Times)



2. University of Manchester
เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ในปีศตวรรษที่ 19 University of Manchester เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอันดับ 6 รองจาก Oxford, Cambridge, UCL, Imperial และ Edinburgh เท่านั้น จึงมั่นใจได้เลยว่าการเรียนการสอนของที่นี่อยู่ในระดับที่ดีมาก รวมถึงงานวิจัยก็อยู่ในระดับโลก และยังเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group ที่เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยผู้นำด้านการศึกษาและงานวิจัย โดดเด่นในสาขาวิชา Business และด้าน IT ที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีเสมอมาจากสถาบันต่าง ๆ (อันดับที่ 15 จาก The Complete 2020, อันดับที่ 34 จาก The Guardian 2020 จากสื่อในประเทศอังกฤษ และในอันดับโลกอยู่ที่ลำดับ 29 จาก QS World University Rankings 2019, อันดับที่ 57 จาก Times Higher Education World University Rankings 2019) เป็นผลให้ 95% ของนักศึกษาที่จบจากที่นี่ได้รับการจ้างงานต่อ



3. University of Exeter
มหาวิทยาลัยทางแถบ South West ของเกาะอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1955 โดดเด่นในด้านการเรียนการสอนที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ GOLD (for Teaching Excellence) โดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศอังกฤษ (The Department for Education หรือ TEF 2018) และมีงานวิจัยที่อยู่ในระดับสากล ทำให้เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่ม Russell Group ถูกจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีมากจากสื่อในประเทศเช่น อันดับที่ 11 จาก The Complete University Guide 2020, อันดับที่ 10 จาก The Guardian 2020 และอันดับที่ 12 จาก The Times and Sunday Times เด่นในสาขา Business และ Law เป็นอย่างมาก รวมถึงมีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง J.K. Rowling นักเขียดนิยายชื่อดัง Harry Potter และสมาชิกราชวงศ์อังกฤษอย่าง Peter และ Sara Phillips ลูก ๆ ของเจ้าฟ้าหญิงแอนน์



4. University of Nottingham
มหาวิทยาลัยทางตอนกลางของประเทศที่โดดเด่นทั้งทางด้านการสอนและ Facilities ในมหาวิทยาลัยที่พร้อมให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงยังโดดเด่นทางด้านงานวิจัยการันตีคุณภาพจากการเป็นมหาวิทยาลัยในเครือ Russell Group รวมทั้งมาตรฐานการสอนหรือ TEF ที่อยู่ในระดับ Gold จึงไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็อยากเข้าเรียนที่นี่ หลักสูตรที่โด่งดังของ University of Nottingham คือด้าน Engineer, Pharmacy & Pharmacology, Architecture, Computer Science & Information Systems รวมไปถึงด้าน Business ที่มี Campus แยกออกมาอย่าง Jubilee Campus ซึ่งรวบรวมทุกอย่างที่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียน Business นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีนโยบายที่กระจายแคมปัสออกนอกประเทศอังกฤษอย่าง แคมปัสใน Ningbo ที่จีน หรือ Semenyih Campus ในมาเลเซีย เพื่อการแลกเปลี่ยนทางด้านความรู้และวัฒนธรรม รวมถึงบุคลากรที่เก่ง ๆ ในประเทศนั้น ๆ ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษา และตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียนที่ต้องการเรียนหลักสูตรแบบมหาวิทยาลัยในอังกฤษแต่อยากได้ภาษาจีนด้วย ส่วนทางด้าน Ranking เองก็ในระดับ Top 20 อย่างได้อันดับ 19 The Complete University Guide 2020, อันดับ 17 จาก The Guardian 2020 และอันดับ 16 จาก The Times and Sunday Times



5. University of Bristol
อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ในปีศตวรรษที่ 19 และมีการสอนและการวิจัยที่โดดเด่นจนได้อยู่ใครกลุ่ม Russell Group ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 16 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในอังกฤษปี 2020 จาก The Complete University Guide และอยู่ในอันดับที่ 51 ของโลกจากการจัดอันดับของ QS World University rankings 2020 จึงทำให้ University of Bristol ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งยังเป็นหนึ่งในสองอันดับแรกที่เป็นเป้าหมายจากบริษัทนายจ้างชั้นนำของโลก จากการจัดอันดับของ High Fliers Research 2020 ทำให้นักศึกษาที่จบจากที่นี่มีโอกาสได้งานหลังเรียนจบสูงมาก นั่นอาจเป็นเพราะ University of Bristol มีการลงทุนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและเยี่ยมยอดที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ University of Bristol จะโดดเด่นทางด้านหลักสูตรสาย IT ส่วน Business เองก็จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ แต่ถ้าใครอยากเรียน Law and Humanities ที่นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้ที่อื่นเหมือนกัน ดูได้จากงานวิจัยเรื่องสิทธิมนุษยชนที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของมหาวิทยาลัยที่มีต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้



6. Newcastle University
มหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1834 ในยุคที่มหาวิทยาลัยก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของตัวมหาวิทยาลัย และยังแสดงถึงว่ามหาวิทยาลัย Newcastle ยังสั่งสมชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนมาอย่างยาวนาน เข้มข้นด้วยงานวิจัยชั้นดีระดับนานาชาติจนได้อยู่ในเครือมหาวิทยาลัย Russell Group และได้รับการจัดอันดับโดย The Complete University Guide 2020 ให้อยู่ในลำดับที่ 22 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร โดดเด่นทางด้านหลักสูตร Art, Engineering, Architecture, Journalism, Publishing & PR, Media & Film Studies และหลักสูตร Business ที่มีแคมปัสอยู่ใน London เมืองหลวงทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการเงินของโลก เพราะมหาวิทยาลัย Newcastle ได้เล็งเห็นแล้วว่าการเรียนในเมืองหลวงจะเป็นประโยชน์และทำให้นักศึกษาได้คุ้น ชินกับบรรยากาศ รวมถึงได้เข้าถึงแหล่งความรู้และหาประสบการณ์ได้มากกว่าการอยู่เมือง Newcastle ซึ่งก็เป็นเมืองใหญ่และมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจการค้าของอังกฤษเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าคงสู้ London ไม่ได้ จึงไม่ได้แปลกใจเลยที่มหาวิทยาลัยเลือกที่จะไปสร้าง Business School อีกหนึ่งแคมปัสในลอนดอน

ทั้ง 6 มหาวิทยาลัยที่พี่แมงโก้ได้กล่าวมาด้านบนล้วนแต่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงทั้งทางด้านการเรียนและงานวิจัย พร้อมได้รับรางวัลการันตรีคุณภาพมากมายจากหลายสถาบัน ถ้าน้อง ๆ คนไหนที่ยื่น UCAS ไปแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้ ก็ยังมีอีกเส้นทางที่ให้น้องได้มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเหล่านี้อยาก Foundation Pathway หรือในบางมหาวิทยาลัยก็มีหลักสูตร International Year One (IYO) ให้น้อง ๆ ได้ย่นระยะเวลาเรียนปริญญาตรีไปอีก


ถ้าข้อมูลข้างบนยังไม่ตอบโจทย์ความสงสัยของน้องๆ ติดต่อมาคุยข้อมูลเชิงลึก และทำยังไงจะได้เรียนหลักสูตร Foundation กับมหาวิทยาลัยเหล่านี้กับพี่แมงโก้ได้เลยที่ 02-129-3313 หรือจะ Line มาก็ได้ Add เลย @mangolearning อย่าลืมมาคุยกันนะคะ พี่ ๆ ไม่ดุ น้องไหวแน่นอน 🙂

ขอวีซ่าแบบไหน ถ้าไปเรียนภาษาที่อังกฤษ


สำหรับน้อง ๆ ที่เตรียมตัวจะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ แต่ยังงงอยู่ว่า เอ..เราต้องขอวีซ่าประเภทไหนกันน้า แล้วทางสถานทูตเพิ่งจะเปลี่ยนระบบการกรอกวีซ่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 นี้เอง ใครงงว่าต้องขอวีซ่าประเภทอะไร มาทางนี้ได้เลยจ้า ก่อนที่จะไปขอวีซ่า น้อง ๆ จะต้องสมัครเรียนกับโรงเรียนนั้น ๆ ก่อน เพื่อให้โรงเรียนออกเอกสารยืนยันที่เรียน ระยะเวลาเรียน และที่อยู่ระหว่างเรียน เพื่อนำมาเป็นเอกสารประกอบการขอวีซ่า ซึ่งเอกสารตัวนี้ค่อนข้างจำเป็นมากเป็นเอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่านักเรียนทุกประเภท

วีซ่านักเรียนของประเทศอังกฤษมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. Short-term Student visa เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนภาษา โดยคอร์สเรียนต้องเป็นแบบระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกิน 11 เดือนสำหรับน้องเรียนภาษาที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป น้องที่ได้วีซ่าประเภทนี้จะไม่สามารถทำงาน Part time ได้ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ
2. Tier 4 (General) Student visa คือวีซ่าสำหรับน้อง ๆ ที่ไปเรียนระยะยาว เกิน 6 เดือนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนใหญ่มักเป็นนักเรียนปริญญาตรี-โท-เอก หรือน้อง ๆ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจจะไปเรียน Sixth form หรือ Foundation Pathway เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษต่อไป โดยวีซ่าประเภทนี้ น้อง ๆ จะต้องลงเรียนเต็มเวลา อย่างน้อย 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และสามารถทำงาน Part time ได้ แต่ต้องไม่เกินข้อกำหนดของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งในส่วนนี้ประเภทงานและชั่วโมงทำงานจะแตกต่างกันไปตามหลักสูตรที่น้องต้องไปศึกษาที่อังกฤษ
3. Tier 4 (Child) Student visa วีซ่าสำหรับน้องๆอายุ 4 – 17 ปี ที่ต้องการไปเรียนในโรงเรียนของประเทศอังกฤษ ซึ่งจะต้องเป็นโรงเรียนเอกชนเท่านั้น น้อง ๆ ที่อายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถทำงาน Part time ได้ ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เรามาเจาะลึกกันที่ Short-term Student Visa สำหรับน้อง ๆ ที่จะเตรียมตัวไปเรียนภาษาระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือนและ 11 เดือน กันดีกว่า เอกสารพื้นฐานอื่น ๆ ที่น้องต้องเตรียมคือ

  • – Passport ที่อายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน Passport เล่มเก่าที่หมดอายุไปแล้ว
  • – ใบแสดงผลการเรียนเป็นภาษาอังกฤษ (Transcript)
  • – หนังสือรับรองความเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ กำลังศึกษาอยู่
  • – สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของตัวน้องเอง คุณพ่อ และคุณแม่
  • – สำเนาทะเบียนสมรสของคุณพ่อคุณแม่
  • – สำเนาสูติบัตรของน้อง
  • – เอกสารของผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือที่เรียนว่า “Sponsor” ในการไปเรียนที่ประเทศอังกฤษครั้งนี้ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ก็ได้ น้อง ๆ สามารถเลือกยื่นเอกสารของใครคนใดคนหนึ่งได้ โดยเอกสารของ Sponsor จะมีหลักฐานการทำงาน ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวอาจจะเป็น ทะเบียนการค้า หรือถ้าเปิดบริษัทเองก็จะเป็นสำเนาหนังสือรับรองบริษัท หรือใบรับรองการทำงานจากที่ทำงานของ Sponsor ซึ่งถ้าเอกสารตัวไหนเป็นภาษาไทย น้อง ๆ จำเป็นจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย
  • –  Statement หรือหลักฐานการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานว่าน้องจะมีเงินครอบคลุมค่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดเวลาที่เรียนที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งต้องเป็นบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารไหนก็ได้ (พี่แมงโก้แนะนำให้ไปขอที่ธนาคารและเน้นย้ำว่าชื่อบัญชีต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น)

สำหรับน้องคนไหนที่ทำงานแล้วแต่ต้องการไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศอังกฤษก็สามารถขอวีซ่าประเภท Short-term Student visa ได้ แต่เพิ่มเอกสารทางด้านการทำงานของตัวน้องเอง ในกรณีที่น้องทำงานแล้ว และถ้าน้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาระยะสั้นครั้งนี้เอง น้องสามารถใช้ Statement ในชื่อของน้องเองได้เลย ส่วนสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของคุณพ่อคุณแม่นั้นก็ยังจำเป็นต้องยื่นไปด้วยอยู่ เพื่อเป็นหลักฐานประกอกว่าเรายังมีครอบครัวอยู่ที่นี่ และจะกลับมาหลังเรียนภาษาระยะสั้นจบแน่นอน ถึงแม้ว่าเอกสารจะเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับทุกคนเลยนะคะ


ถ้าใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรืออยากไปเรียนภาษาอังกฤษระยะสั้นหรือช่วงซัมเมอร์ หรือทำงานแล้วอยากไปเรียนภาษาเพิ่มเติม ก็สามารถปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลย พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทั้งโรงเรียน เมือง คอร์สเรียน ที่พัก และที่สำคัญเอกสารและขั้นตอนการขอวีซ่า ให้กับน้อง ๆ ทุกคน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่า

เรียนโรงเรียนไทย ก็ไปต่อป.ตรีที่อังกฤษได้


น้อง ๆ หลายคนคงเคยมีความฝันว่าอยากไปเรียนต่อใช้ชีวิตในเมืองนอก หรืออยากเรียนในสาขาที่เมืองไทยไม่มีสอน และคงคิดว่าคงจะไปต่อได้แค่ตอนปริญญาโทปีหรือสองปีเท่านั้น เพราะตอนนี้เรียนอยู่โรงเรียนไทย โอกาสไปต่อปริญญาตรีที่เมืองนอกเลยคงยาก และเสียเวลาเรียนภาษา เรียนปรับพื้นฐานอะไรอีก บางทีอาจจะเรียนจบช้ากว่าเพื่อนร่วมห้องอีกหลายปี พี่แมงโก้อยากให้น้อง ๆ เด็กโรงเรียนไทยทั้งหลาย สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วฟังพี่แมงโก้ให้ดี เพราะเรามีวิธีที่จะให้น้องไปเรียนอังกฤษได้ โดยไม่ต้องซ้ำชั้น เผลอ ๆ จะจบเร็วกว่าเพื่อนที่เมืองไทยด้วยซ้ำ!
ที่อังกฤษจะมีโปรแกรมที่ชื่อ Pathways เป็นหลักสูตรปรับพื้นฐานสำหรับนักเรียนต่างชาติเพื่อให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ระดับชั้นปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษได้อย่างราบรื่น เช่นหลักสูตร International
Foundation Year เปิดโอกาสให้นักเรียนชาวต่างชาติที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียนอินเตอร์หลักสูตรของอังกฤษ ก็สามารถใช้ผลการเรียนในโรงเรียนไทยยื่นสมัครได้

สำหรับเกณฑ์การรับเข้านั้น น้อง ๆ สามารถยื่นผลการเรียนของชั้นม.5 เกรด 2.50 ขึ้นไป หรือ ม.6 เกรด 2.00 ขึ้นไป ร่วมกับคะแนนสอบ IELTS ประมาณ 5.0 ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขาที่น้องต้องการจะเรียนต่อปริญญาตรีเป็นคนกำหนด) แต่ถ้าใครเข้าเรียนชั้นปี 1 ของมหาวิทยาลัยในไทยไปแล้ว ชอบดูซีรี่ย์สืบสวนสอบสวน ใฝ่ฝันอยากเป็น Sherlock Holmes วันดีคืนดีไปเซิร์จเจอคณะที่อยากเรียนแบบเฉพาะทางมาก ๆ และมีสอนที่ประเทศอังกฤษ อย่างคณะ Chemistry with Forensic Investigation หรือคณะที่เรียนเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางเคมี เหมือนเห็นโอกาสที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง เรียนจบกลับมาสามารถมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ได้เลย เพราะเมืองไทยไม่มีสอน และมีคนเชี่ยวชาญด้านนี้น้อยมาก น้องก็สามารถเข้าเรียน Pathways ในหลักสูตร International Foundation Year 1 ปี แล้วเข้าเรียนต่ออีก 3 ปีเท่านั้นก็จะจบปริญญาตรีสาขานี้แล้ว เหมือนน้องซิ่ว แต่เป็นการซิ่วไปเรียนในคณะในฝันที่ไม่มีสอนในเมืองไทย แล้วมีโอกาสทางการทำงานมากมายในระดับโลกรออยู่มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีกนะคะ

นอกจากนี้ยังมีอีก 1 หลักสูตรของ Pathways ที่เรียกว่า International Year One ซึ่งส่วนมากจะเปิดสอนในสาย Business และ Engineering สำหรับน้อง ๆ ที่เรียนจบม.6 หรือจบปี 1 ที่มหาวิทยาลัยในไทย แต่อยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษและไม่อยากเสียเวลาแล้ว ก็สามารถสมัครเข้าเรียน International Year One ได้เลย เพราะนี่เป็นการเรียนเหมือนปี 1 ในหลักสูตรปริญญาตรีของอังกฤษ แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนักเรียนชาวต่างชาติโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถปรับตัวใช้ชินกับระบบการสอนและเข้าเรียนปี 2 ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไม่มีปัญหา และจบปริญญาตรีภายในเวลา 3 ปี เมื่อนับรวมเวลาที่เรียนปรับพื้นฐานในหลักสูตร International Year One แล้ว นี่เท่ากับว่าน้องที่เรียนปี 1 ไปแล้วจะจบปริญญาตรีพร้อมเพื่อน ไม่เสียเวลาเลยส่วนน้องที่จบม.6 แล้วไปต่อ International Year One ก็จะจบเร็วกว่าเพื่อน 1 ปี เพราะหลักสูตรของอังกฤษใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีเท่านั้นเอง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ที่พี่แมงโก้ยกมาแนะนำ เพื่อให้น้องๆได้เห็นภาพว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนโรงเรียนอินเตอร์ก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษได้เหมือนกัน ถ้าน้องๆคนไหนสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่านี้ก็สามารถติดต่อมาถามพี่แมงโก้ได้เลยนะจ๊ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Bellerbys College โรงเรียนนานาชาติชั้นนำในอังกฤษ สำหรับนักเรียนต่างชาติ


Bellerbys College คือโรงเรียนนานาชาติเพื่อสอนนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ เพราะที่ Bellerbys จะปิดสอนเฉพาะหลักสูตรเพื่อสอบ GCSE, As-Level, A-Level หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Sixth Form สำหรับนักเรียนชาวต่างชาติที่ต้องการมาศึกษาต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษ อย่าง Oxbridge และมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group เช่น Durham University, University of Exeter และ Imperial College London

การเรียนการสอนที่ Bellerbys College จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาทักษะและความรู้อย่างครบวงจรให้กันตัวนักเรียนต่างชาติ ที่อาจจะยังไม่คุ้ยเคยกับการเรียนแบบอังกฤษ ช่วยในการปรับตัวและช่วยให้นักเรียนมีคุณสมบัติและความรู้เพียงพอที่จะสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษได้ นักเรียนต่างชาติที่จบจาก Bellerbys College สามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่กล่าวมาแล้วด้วยคะแนน A-Level ในระดับ A* – B ถึง 62% และเด็กจาก Bellerbys College ได้คะแนน GCSE เกรด A*-A 29%, A*-B 49% และ A*-C ถึง 69% ในปี 2018 ที่ผ่านมา

หลักสูตรที่ Bellerbys College เปิดรับตั้งแต่เด็กอายุ 14 – 16 ปีเพื่อเข้าเรียน Year 10 สำหรับสอบ GCSE และรับนักเรียนอายุ 15.5 ปีขึ้น เข้าเรียนเพื่อสอบ A-Level และนำคะแนนไปยื่นในระบบ UCAS เพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษต่อไป

นอกจากนี้ยังมีเปิดสอนหลักสูตร Foundation Year และ International Year One สำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่ออีกเพียง 1 ปี เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเลยน้อง ๆ สามารถเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมกับความฝันในอนาคตของน้อง ๆ เองได้ที่ Bellerbys College พร้อมกับได้ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอังกฤษไปพร้อม ๆ กับเพื่อนต่างชาติ ในบรรยากาศโรงเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมดี มีคุณภาพและมีการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานระดับสูง สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bellerbys College สามารถติดต่อสอบถามกับเรา Mango Learning Express เพราะเราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการและพร้อมดูแลช่วยเหลือน้อง ๆ ในทุกเรื่องตั้งแต่ให้ข้อมูลในขั้นต้นไปจนถึงส่งน้อง ๆ ไปเรียนที่อังกฤษแล้วมีปัญหาอะไร ก็สามารถติดต่อเราได้เสมอนะคะ

พลาดจาก UCAS ไม่ใช่ปัญหา โอกาสเรียนต่อมหาลัยในฝันที่ประเทศอังกฤษยังรออยู่ที่นี่!


สำหรับใครที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ในประเทศไทยหลายคนที่กลัวว่ายื่นคะแนน UCAS แล้วจะไม่ผ่านเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ อยากเข้าเรียน วันนี้พี่ ๆ Mango มีอีกเส้นทางการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษอีกหนึ่งเส้นทางให้น้อง ๆ เพื่อสานฝันสู่การเข้าเรียนในคณะและมหาลัยที่น้องอยากเรียน

สำหรับน้อง ๆ ที่มีคะแนน A-Level อยู่แล้ว สามารถนำคะแนนมายื่นเพื่อเรียนหลักสูตร International Year One หลักสูตรที่เตรียมพร้อมน้อง ๆ เข้าสู่การเรียนในมหาลัยจริงๆสำหรับนักเรียนต่างชาติที่สนใจจะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษโดยมุ่งเน้นการเรียนเข้าหลักสูตรที่น้อง ๆ อยากเรียนในระดับป.ตรีเลยตั้งแต่แรก เมื่อจบ Internation Year One แล้ว น้อง ๆ สามารถเข้าเรียน Year 2 และจบปริญญาตรีที่อังกฤษใน Year 3 ได้เลย สรุปแล้วคือได้เรียนจบป.ตรี พร้อมเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีหลักสูตรอังกฤษเลย

หรือน้อง ๆ คนไหนมีคะแนน IGCSE หรือ AS Level ก็สามารถมาเรียน Pathway เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัยในอังกฤษได้เลย โดยหลักสูตรนี้จะเรียนว่า Foundation น้อง ๆ จะต้องเรียนหลักสูตร Foundationในสาขาที่น้องอยากจะเรียนต่อป.ตรีในมหาวิทยาลัยนั้น ๆ วิธีนี้เหมาะมาก ๆ กับน้อง ๆ ที่จบ Year 11 และไม่ต้องการต่อ Year 12-13 แล้วมาต่อหลักสูตร Foundation ประมาณ 1 ปี เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่น้องต้องการ โดยสามารถประหยัดเวลาในการเรียนไปได้อีก 2 ปีเลยทีเดียว


ใครที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร Pathway ทั้ง Foundation และ International Year One สามารถสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ Mango Learning Express ได้ที่โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@mangolearning พี่ ๆ พร้อมรอตอบทุกข้อสงสัยของน้อง ๆ และเพื่อแนะนำเต็มที่เพื่อให้น้อง ๆ ได้เรียนในมหาวิทยาลัยในฝันของน้อง ๆ นะจ๊ะ

Application ช่วยประหยัดเงินเมื่อไปเรียนต่อที่อังกฤษ


โลกดิจิตอลที่เราอยู่ในตอนนี้ นอกจากจะทำให้เรามีความสะดวกสบายในชีวิต ยังมีแอพพลิเคชั่นมากมายที่สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ใครกำลังจะไปเรียนต่ออังกฤษหรือตอนนี้เรียนอยู่ที่อังกฤษแล้ว พี่แมงโก้แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชั่นชื่อว่า UniDays และ Totum มาใช้เพื่อกดดีลรับลดราคาร้านค้าต่าง ๆ ที่มีตั้งแต่ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร ร้านของใช้อิเลคทรอนิคส์ ไปจนถึงยิมออกกำลังกายเลย

โดย Totum เป็นแอพน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ส่วน UniDays เปิดตัวมันตั้งแต่ปี 2011 โดยทั้ง 2 แอพนี้ทำหน้าที่คล้ายกันคือ เป็นแอพแจกส่วนลดให้กับนักเรียนที่เรียนอยู่ในเกาะอังกฤษ โดยจะต้องเป็นนักเรียนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป และเรียนในหลักสูตรขอโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในระยะยาวเท่านั้น น้องที่จะไปเรียนภาษา 2 – 3 เดือนอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้นะคะ แต่น้อง ๆ ป.โท หรือน้อง ๆ ที่ไปเรียน High School, Foundation หรือ Pathway ต่าง ๆ สามารถโหลดมาใช้ได้เลย โดยน้อง ๆ ต้องไปทำเกิดสมัครบัตรของที่ UniDays หรือ Totum มาก่อน จากนั้นก็โหลด Application ของบัตรนั้น ๆ มาลงมือถือ Log in เข้าระบบ และ Verify ความเป็นนักเรียนของตัวเอง ก็จะสามารถใช้แอพพวกนี้ได้แล้ว จากนั้นก็คอยกดดูได้เลยว่าช่วงนี้มี Deal อะไรน่าสนใจ ที่จะลดอยู่เป็นประจำอยู่แล้วของ Tatum ก็คือ ร้าน Co-Op
ร้านค้าซุปเปอร์มาร์เกตที่ขายทุกอย่างตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ไปจนถึงอาหารพร้อมทาน ถ้าสมัครบัตร Tatum ก็จะเป็นสมาชิกร้าน Co-Op ไปในตัวด้วย และได้ลด 10% เป็นพื้นฐาน ส่วนถ้าวันไหนมีดีลดี ๆ
เช่น บางร้านอาหารก็มีดีลลดค่าอาหารได้ถึง 50% เลย น้อง ๆ ก็ต้องคอยหมั่นเข้าไปเช็คในแอพนะคะว่าวันนี้มีดีลอะไรบ้าง

ในส่วนของแอพ UniDays ก็ทำงานเหมือนกัน Tatum เลย แต่ด้วยความที่ก่อตั้งมานานกว่า จึงทำให้ระบบมีความเสถียรมากกว่า และมีร้านค้าที่เข้ารวมทำโปรโมชั่นด้วยเยอะกว่า น้องคนไหนชอบแต่งตัวเป็นขาช็อปเสื้อผ้าอย่าง Topshop ASOS ไม่ควรพลาดแอพนี้ เพราะจะมีดีลดี ๆ มาลดราคาให้อยู่เสมอ ร้านอาหารก็เช่นกัน นอกจากนี้ในแอพ UniDays ยังมีบทความน่าสนใจให้เข้าไปอ่านกันเพลิน ๆ อีกด้วย ปัจจุบัน UniDays ได้ขยายกิจการไปสู่ประเทศต่าง ๆ นอกเกาะอังกฤษแล้วกว่า 10 ประเทศในแทบยุโรปและอเมริกา เป็นเครื่องการันตรีได้เป็นอย่างดีว่าดีลต่าง ๆ ที่มีในแอพนั้น ได้ลดจริงไม่มีหลอกแน่นอน

ใครไปเรียนแล้วอยากเซฟเงินช่วงไปเรียนก็อย่างลืมโหลด 2 แอพนี้ไว้นะ พี่แมงโก้ได้รับการคอนเฟิมมาจากน้อง ๆ หลายคนแล้วว่าคุ้มจริงอะไรจริงจ้า

IELTS UKVI จำเป็นมากมั้ยกับ Visa Tier 4 เมื่อต้องไปเรียนต่อโทอังกฤษ


น้อง ๆ หลายคนที่อยากไปเรียนต่อป.โทที่อังกฤษ แต่ยังแอบสงสัยอยู่ในใจว่าไม่สอบ IELTS UKVI ได้มั้ย หรือไม่มีคะแนน IELTS เลยได้มั้ย จะมีปัญหากับการเข้าเรียน หรือสมัครวีซ่านักเรียนรึป่าว พี่แมงโก้มาตอบข้อสงสัยแล้วจร้า

1. จำเป็นต้องสอบ IELTS for UKVI มั้ย
ขึ้นอยู่กับว่าเกณฑ์การรับสมัครเข้าเรียนของแต่มหาวิทยาลัยระบุไว้ว่าต้องการคะแนน IELTS หรือไม่ บางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ระบุว่าต้องการคะแนน IELTS ตั้งแต่ตอนอยู่ไทย หรือบางมหาวิทยาลัยก็จะมีการยกเว้นคะแนน IELTS ให้กับน้อง ๆ ที่จบหลักสูตรอินเตอร์จากสถาบันที่พี่แมงโก้ลิสมาให้ข้างล่างนี้ค่ะ
– มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)
– มหาวิทยาลัยบูรพา International Programme
– มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ International Programme
– จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย International Programme
– Mahidol University International College (MUIC)
– มหาวิทยาลัยชินวัตร International Programme
– สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT)
– มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ International Programme
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาอังกฤษของน้องๆด้วยนะคะ ถ้ามั่นใจว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอาจจะเคยสอบ IELTS มาแล้วได้ 6.0 ขึ้นไป และคิดว่าไม่จำเป็นต้องเรียน Pre-Sessional English Course ก็ได้
ก็สามารถข้ามในส่วนของการสอบ IELTS ไปได้เลยค่ะ

2. น้องเรียนปริญญาตรีที่อเมริกา นิวซีแลนด์ หรือว่าออสเตรเลียมา
อยากเรียนต่อป.โทที่อังกฤษ จะต้องสอบ IELTS มั้ย? สำหรับน้องที่เรียนปริญญาตรีในประเทศอเมริกา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือประเทศอื่นๆที่สอนด้วยภาษาอังกฤษทั้งหลักสูตร (International Programme)
น้อง ๆ สามารถยื่นวุฒิปริญญาตรีจากประเทศต่างๆเหล่านี้แทนคะแนน IELTS ได้เลย แต่เพื่อความชัวร์แบบล้านเปอร์เซ็นต์ น้อง ๆ สามารถส่งเอกสารมาสอบถามกับพี่แมงโก้ก่อนได้เลย เพราะพี่แมงโก้จะมีอัพเดทข้อกำหนดจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และพร้อมตรวจสอบและให้คำปรึกษากับน้อง ๆ ทุกเมื่อเลยจ้า

3. การที่เราไม่มีคะแนน IELTS for UKVI จะมีผลต่อการสมัครวีซ่านักเรียน หรือ Tier 4 Student Visa หรือไม่
ถ้าน้อง ๆ ได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และมหาวิทยาลัยออกเอกสารสมัครวีซ่านักเรียน หรือ CAS มาแล้ว การที่น้อง ๆ ไม่มีคะแนน IELTS for UKVI ก็จะไม่เป็นปัญหาต่อการสมัคร Tier 4 Student Visa ตามข้อกำหนดของสถานทูตในเวลานี้ แต่ถ้าน้องคนไหนยังไม่แน่ใจอะไร ก็สามารถมาปรึกษาพี่แมงโก้ได้ เพราะเราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษเพื่อการ
ศึกษาต่อทั้งป.ตรี ป.โท ดังนั้นพี่แมงโก้จะมีข้อมูลที่อัพเดทข้อกำหนดต่างๆจากมหาวิทยาลัยและสถานทูตสำหรับข้อมูลสมัครวีซ่าอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ต้องกลัวจ้า พี่แมงโก้มีคำตอบให้ โดยที่น้องๆไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย

4 เหตุผลที่ต้องเรียน Pathways in UK


น้อง ๆ ที่กำลังมองหาโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะการเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ อาจจะเคยได้ยินคำว่า “Pathways” มาบ้าง หรือใครที่บอกว่า I have no ideas และกำลังสงสัยว่า Pathways คืออะไร? ทำไมต้องเรียน Pathways? เรียนแล้วได้อะไร? พี่แมงโก้มาแล้ววววว มาเพื่อไขข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pathways ให้น้อง ๆ หายสงสัยกัน มาเริ่มกันเลย


Pathways คือโปรแกรมการเรียนระยะเวลาประมาณ 1 ปีก่อนเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาตรี ที่สร้างขึ้นมาสำหรับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในประเทศอังกฤษโดยเฉพาะ เพื่อให้นักเรียนมั่นใจว่าจะมีศักยภาพพอที่จะสามารถเรียนในมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษได้ เข้าใจเนื้อหาความรู้ เรียนจบและมีความสุขกับการเรียนไปด้วย

1. Pathways ถูกสร้างมาเพื่อนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะ


หลักสูตรนี้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนต่างชาติได้คุ้นเคย กับการเรียนในระบบมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าน้องบางคนอาจจะเป็นนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่สอนตามระบบการศึกษาของอังกฤษมาก่อนก็ตาม แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นย่อมแตกต่างจากการเรียนมัธยม ยิ่งถ้าต้องย้ายจากประเทศหนึ่งไปเรียนปริญญาตรีอีกประเทศหนึ่งด้วยแล้ว การเตรียมตัวให้พร้อมจึงสำคัญมากและน้องบางคนที่จบจากโรงเรียนไทยแต่อยากไปต่อ ป.ตรี ที่อังกฤษ ยิ่งต้องเตรียมตัวเป็นอย่างมากกับความเปลี่ยนแปลงนี้ หลักสูตร Pathways จึงถูกสร้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ น้อง ๆ จะได้เรียนกับอาจารย์ที่มีความคุ้นเคยกับการสอนนักเรียนต่างชาติ และหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนต่างชาติค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับการเรียนป.ตรีที่อังกฤษได้


2. สามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอังกฤษได้

น้อง ๆ จะได้เรียนกับเพื่อนนักเรียนชาวต่างชาติเหมือนกันในโปรแกรม Pathways แต่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษกับคนอังกฤษจริง ๆ ถ้าน้องเข้าไปเรียนระดับปริญญาตรีกับนักเรียนและระบบการสอนแบบอังกฤษเลย น้องบางคนอาจจะเกิดอาการ Culture Shock ได้ การเรียน Pathways นี้ จะเป็นการทำให้น้อง ๆ ค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และการเรียน ร่วมไปกับนักเรียนจากชาติอื่น เหมือนมีเพื่อนต่างชาติหัวอกเดียวกันที่ต้องย้ายจากบ้านเกิดมาเรียนที่อังกฤษเหมือนกัน


3. เตรียมพร้อมและพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษก่อนการเข้าเรียนจริง


Pathways เป็นการสอนที่เน้นพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษให้กับนักศึกษาต่างชาติ และช่วยให้น้อง ๆ ให้ฝึกฝนภาษาให้คล่องแคล่วกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก หรือน้องบางคนอาจจะมาจากโรงเรียนไทยพูดภาษาอังกฤษได้แต่ไม่ถึงกับคล่อง การออกไปพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนต้องใช้การพูดที่เป็นวิชาการและทักษะการพูดต่อหน้าคนหมู่มาก อาจจะทำให้น้องมีปัญหาได้ โปรแกรมนี้ก็จะช่วยฝึกฝนให้น้องได้ใช้ภาษาอังกฤษในทุก ๆ วันทำให้พูดคล่องขึ้นและสามารถมีสกิลที่ดีกว่าเดิมในการไปพรีเซนต์งานหน้าห้องได้อย่างคล่องแคล่วมั่นใจ ไม่ตื่นเต้น และไม่มีปัญหา


4. พัฒนาทักษะทางด้านวิชาการและคุ้นเคยกับการเรียนในระบบมหาวิทยาลัย

อย่างที่บอกไปแล้วว่าการเรียนมหาวิทยาลัยย่อมไม่เหมือนกับการเรียนมัธยมน้อง ๆ ที่เรียน Pathways จะได้เรียนในวิชาเฉพาะที่จะเป็นพื้นฐานในการเรียนปริญญาตรีสาขาที่น้องเลือกเป็นการพัฒนาความรู้ของน้อง ๆ เองในวิชาเฉพาะที่ต้องไปเรียนต่อในระดับ ป.ตรี โดยการเรียนการสอนจะเป็นแบบมหาวิทยาลัยเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นจริง ๆ ได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด และได้ใช้ชีวิตแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยก่อนจะเข้าสู่ระบบจริง เพื่อให้น้อง ๆ เข้าใจอย่างชัดเจน พี่แมงโก้มีตัวอย่างของตารางเรียนของนักเรียน Pathways ที่จะเข้าเรียนต่อป.ตรี ในสาขาวิชา Economic and International Management มาให้ดูกัน

จะเห็นได้ว่า น้องจะได้เรียนวิชา Foundation Economics ที่เตรียมพร้อมน้อง ๆ ในด้านความรู้ให้เข้ากับสาขาที่น้องจะไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และวิชา Skills for Study ที่เป็นการเรียนแบบสัมมนา ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในห้องเรียนปริญญาตรี เช่นการ Discussion หรือ Presentation ในห้องเรียน เป็นต้น นอกจากนี้น้อง ๆ จะไม่ได้นั่งเรียนทั้งวันแบบมัธยมอีกแล้ว แต่จะสามารถเข้าเรียนเฉพาะวันและเวลาที่มีการสอนและเลือกเรียนในวิชาที่ไม่ได้บังคับได้ตามแบบฉบับของการเรียนในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ