เรียนต่อป.ตรี ด้าน Business ที่อังกฤษ


ประเทศอังกฤษเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จัดได้ว่าเป็นประเทศผู้นำทางด้านการศึกษา อาจจะเพราะว่ามีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับโลก ที่ผลิตคนเก่งๆที่มีชื่อเสียงออกมามากมาย ทำให้อังกฤษเป็นเป้าหมายการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของใครหลายๆคน ไม่ใช่แต่เพียงปริญญาโทเท่านั้น เดี๋ยวนี้มีคุณพ่อคุณแม่และน้องๆหลายๆคนให้ความสนใจกับการไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้าน Business ที่ถ้าเราไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ นอกจากจะได้ภาษาแล้ว ยังจะได้ Connection จากนักเรียนอังกฤษ และเด็กต่างชาติที่มาเรียนปริญญาตรีเหมือนกันอีกด้วย และแน่นอนว่าเพื่อนตอนป.ตรี จะมีความสนิทมากกว่าเพื่อนป.โท เพราะใช้เวลาเรียนด้วยกันถึง 3 ปี

ไปเรียนยังไง?

สำหรับน้องๆที่อยากไปเรียนต่อป.ตรีที่อังกฤษ สามารถสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของอังกฤษผ่านระบบ UCAS โดยยื่นคะแนน A-Level ซึ่งนี่เป็นระบบการเข้ามหาวิทยาลัยแบบปกติของทางประเทศอังกฤษ แต่อังกฤษเปิดโอกาสให้กับนักเรียนต่างชาติได้เข้าเรียนปริญญาตรีโดยไม่ต้องใช้คะแนน A-Level ผ่านระบบ UCAS ด้วย ซึ่งเป็นทางลัดที่เรียกว่า Foundation

Foundation คือ หลักสูตร 1 ปี ที่จะช่วยปรับระดับความรู้ทั้งทางด้านภาษาอังกฤษ วิชาการ และการใช้ชีวิต ให้เข้ากับระบบการศึกษาแบบอังกฤษที่น้องๆจะต้องไปเจอในระดับปริญญาตรี การเรียนการสอนของ Foundation จะเป็นรูปแบบเหมือนการเรียนในมหาวิทยาลัยจริงๆ สอนการเขียนแนว Academic Writing ทำ Research เพื่อใช้ในการเรียน ซึ่งถ้าน้องๆต้องการเรียนต่อปริญญาตรี Business เช่น BSc Management หรือ BSc Marketing หรือ BSc Business studies น้องๆก็จะต้องสมัครเรียนหลักสูตร Business and Management Foundation

โดยหลักสูตร Foundation จะมีสถาบันที่เปิดสอนมี 2 แบบ คือ

  1. มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation คือ การเรียน Foundation ในมหาวิทยาลัยที่เราต้องการจะเข้าเรียนป.ตรีโดยตรง เหมือนเป็นการก้าวขาข้างหนึ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นๆแล้ว ข้อดีคือ น้องๆจะได้เรียนใน Campus ของมหาวิทยาลัยเลย ได้ใช้ Facilities ต่างๆเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยนั้นๆ ซึ่งเป็นการปรับตัวให้คุ้นเคยกับสภาพชีวิตนักเรียนอังกฤษได้เป็นอย่างดี เหมาะกับน้องๆที่รู้ตัวแล้วว่าอยากจะไปต่อมหาวิทยาลัยไหน แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่า หลักสูตร Foundation นี้ไม่ได้มีเปิดสอนในทุกมหาวิทยาลัย ยังไงลองติดต่อพี่แมงโก้เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้นะคะ
  2. โรงเรียนสอน Foundation โดยเฉพาะ เช่น Bellerbys College ซึ่งเป็นโรงเรียนปรับพื้นฐานสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ ข้อดีของการเรียน Foundation ที่นี่ คือ น้องๆจะมีตัวเลือกมหาวิทยาลัยในการไปต่อระดับป.ตรีได้มากกว่า เหมาะกับน้องๆที่อาจจะยังเลือกไม่ได้ว่าจะไปเรียนป.ตรีที่มหาวิทยาลัยไหนในอังกฤษดี

ใครไปเรียนได้บ้าง?

ไม่ว่าน้องๆจะเรียนอยู่ High School ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ก็สามารถไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษได้ แม้กระทั่งน้องๆนักเรียนมัธยมที่เรียนอยู่โรงเรียนไทยก็ไปได้ค่ะ อยากรู้ว่าเส้นการเรียนไหนที่จะเหมาะกับเราที่สุด สามารถติดต่อพี่แมงโก้เพื่อขอคำปรึกษาได้เลย พี่แมงโก้พร้อมแนะนำเส้นทางการศึกษาที่จะทำให้น้องๆประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลา แถมยังได้เรียนจบในมหาวิทยาลัยที่ฝันไว้ในประเทศอังกฤษอีกด้วยนะคะ

แอดไลน์มาคุยกันได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-081-1888 บริการด้านการเรียนต่อประเทศอังกฤษกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนต่อกว่า 10 ปี บริการฟรี!! ทุกขั้นตอน ครบจบในที่เดียว ติดต่อพี่แมงโก้นะคะ

Foundation Programme เรียนยังไง


หลักสูตร Foundation คือ หลักสูตรปรับพื้นฐานเพื่อเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ โดยที่น้องๆจะได้เรียนปรับพื้นฐานทั้งทางด้านภาษา (English Language Skill) พื้นฐานการเรียนเพื่อไปใช้เรียนต่อตอนป.ตรี (Academic Skills) และ Subject Knowledge ซึ่งเป็นการเรียนเฉพาะวิชาที่จำเป็นเพียง 3-4 วิชา เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ในการไปต่อปริญญาตรีหลักสูตรนั้นๆโดยตรง เช่น ถ้าน้องๆอยากเรียน BSc Management หรือ BSc Business Administration น้องๆก็ต้องเลือกเรียน Foundation ที่เป็นโปรแกรม Business and Management Foundation ซึ่งมีวิชาที่น้องจะได้เรียน เช่น Business Studies, Accounting, Mathematics for Business เป็นต้น จริงๆแล้วชื่อเรียก Programme หรือ Pathway ของ Subject Knowledge ของแต่ละมหาลัยหรือสถาบันที่เปิดสอน Foundation ก็จะแตกต่างกันออกไป แต่สามารถสรุปได้คร่าวๆดังนี้ค่ะ

  • Art and Design
  • Business, Finance and Management
  • Building and Architecture
  • Computing
  • Engineering
  • Environment and Agriculture
  • International Relations and Politics
  • Law
  • Hospitality and Tourism
  • Marketing and Media
  • Mathematics
  • Music and Performing Arts
  • Science and Health
  • Social Sciences and Humanities

จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายโปรแกรมให้น้องๆได้เลือกเรียนตามความสนใจที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเลยนะคะ ถึงตรงนี้ ถ้าอยากรู้ว่าคณะที่เรียนอยากไปเรียนต่อตอนปริญญาตรีที่อังกฤษต้องเรียนโปรแกรมไหน สอบถามพี่แมงโก้ได้เลย หลักสูตร Foundation นี้ เป็นหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปรับทั้งวิธีการเรียน และการใช้ชีวิตให้กับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการจะไปต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษโดยเฉพาะ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียน A-Level ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของอังกฤษอีก 2 ปี แต่เรียน Foundation เพียง 1 ปีเท่านั้น ก็จะสามารถเข้ามหาลัยในอังกฤษได้ และที่สำคัญ เกณฑ์การรับเข้าหลักสูตร Foundation ยังเปิดกว้างสำหรับน้องๆนักเรียนม.ปลาย หรือ High School จากทั่วโลก เพราะรับทั้งคะแนน GCSE, IGCSE, IB, AP หรือใครที่ทำ A-Level ไปแล้ว ไม่ว่าจะ 1 ปี หรือสอบ A-Level จนครบแล้ว แต่คะแนนไม่ถึงถ้ายื่นผ่าน UCAS หรือว่าไม่อยากรอลุ้นกับผลของ UCAS และมีมหาวิทยาลัยในใจที่อยากเรียนอยู่แล้ว พี่แมงโก้ก็แนะนำให้มาเรียน Foundation ได้เลย หรือน้องๆคนไหนที่เป็นเด็กโรงเรียนไทย เกิดคำถามว่าจะไปต่อป.ตรีที่อังกฤษ ต้องทำยังไง บอกเลยค่ะว่า Foundation คือคำตอบ เพราะมีเกรดม.5 หรือ ม.6 ก็สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าเรียนได้เลย ไม่มีปัญหา

ใครสนใจอยากเรียนต่อ Bachelor Degree ที่อังกฤษ ผ่านหลักสูตร Foundation สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้เลยกับพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 พี่แมงโก้ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่า

ทางลัดเรียนป.ตรีอังกฤษ ที่ใครๆก็ไปเรียนได้


undergrad-uk

ไม่ว่าตอนนี้น้องๆ จะกำลังเรียน High School อยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ตาม แต่มีเป้าหมายว่าอยากเข้าเรียนปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ มาทางนี้ได้เลย เพราะที่อังกฤษมีหลักสูตรที่เรียกว่า Foundation Pathway เป็นทางเลือกที่คล้ายๆทางลัด ให้กับเด็กที่กำลังเรียน High School ทั่วโลก ได้เข้ามาเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในระดับปริญญาตรีได้เลย

Foundation Pathway คืออะไร

หลักสูตร Foundation คือ หลักสูตร 1 ปี ที่จะเป็นการเรียนปรับพื้นฐานให้กับนักเรียนก่อนที่จะเข้าไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี แต่ก่อนที่น้องๆจะเริ่มเรียน Foundation น้องๆจะได้เลือก Pathways หรือ กลุ่มคณะที่เราต้องการจะเรียนต่อตอนป.ตรีก่อน เช่น ถ้าน้องๆตั้งจะใจเรียนหลักสูตร Management ตอนปริญญาตรี น้องๆก็จะต้องเลือกเรียน Pathway ที่เป็นสาย Business หรือถ้าเป็นเด็กสายวิทย์ที่อยากเรียนต่อป.ตรีด้าน Chemical Engineering ก็สามารถเลือกเรียน Engineering Pathway ได้เลย ซึ่งใน 1 ปีนี้ นอกจากจะได้ปรับพื้นฐานทางด้านภาษาสำหรับนักเรียนต่างชาติแล้ว ยังเป็นการเรียนการสอนที่อิงกับหลักสูตรป.ตรีที่เราจะไปต่อ ก็ Pathways ต่างๆที่พี่แมงโก้เล่าไปแล้วด้านบนนั้นแหละค่ะ และหลักสูตร Foundation ยังจะสอนให้น้องๆเรียนแบบเด็กมหาวิทยาลัย มี Coursework ให้ทำ เน้นแนว research และนำมาปฏิบัติจริง เป็นการเตรียมความพร้อมจากชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมไปสู่การเป็นเด็กมหาลัยอย่างแท้จริง

แล้วหลักสูตร Foundation เป็นทางลัดยังไงล่ะ

เพราะว่าหลักสูตรปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ ใช้เวลาเรียนเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ถ้าเป็นน้องๆโรงเรียนไทย สามารถไปเรียนต่อ Foundation ได้ตั้งแต่จบ ม.5 ส่วนน้องๆเด็กอินเตอร์ทั้งหลาย ก็สามารถไปได้ตั้งแต่จบ Year 11 หรือมีคะแนน GCSE หรือ IGCSE ก็สามารถเข้าเรียนหลักสูตร Foundation ได้เลย โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียน A-Level หรือ Year 12-13 อีก 2 ปี เท่ากับน้องๆสามารถประหยัดเวลาไปได้อย่างต่ำๆก็คนละ 1 ปี เลยนะคะ

นอกจากนี้ยังเป็นทางลัดให้น้องๆได้เข้าเรียนในมหาลัยมีชื่อในอังกฤษ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงลุ้นยื่นคะแนน UCAS ซึ่งน้องๆจะต้องแข่งขันกับเด็กจากทั่วโลกที่ยื่นคะแนนผ่านระบบนี้ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่เราอยากเข้าผ่านระบบ UCAS มีโอกาสน้อยกว่า ยื่นคะแนนสมัครเข้าโปรแกรม Foundation ในมหาลัยนั้นๆโดยตรงเลย เรียกได้ว่าคู่แข่งน้อยกว่าหลายเท่าตัว แถมยังมีโอกาสได้เรียนรู้ระบบการเรียนการสอนในมหาลัยก่อนเพื่อนๆที่เข้าผ่าน UCAS และยังจะได้ใช้ Facilities ต่างๆของมหาลัยเหมือนเป็นนักศึกษาของมหาลัยนั้นๆด้วย อาจจะพูดได้ว่า เราจะได้โตเร็วกว่าเพื่อนๆในวัยเดียวกัน 1 ปีเลยทีเดียวนะคะ

แม้ว่าจะไม่ได้มีทุกมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตร Foundation แต่ก็มีมหาวิทยาลัยดังๆหลายที่เปิดหลักสูตรนี้อยู่นะ เช่น Durham University, University of Bristol 2 มหาวิทยาลัยที่คนอังกฤษมองว่าถ้าเข้า Oxford Cambridge ไม่ได้ก็ต้องมาที่นี่ ดังนั้นความเข้ายากเมื่อยื่นผ่าน UCAS จะมีสูงมากๆ แต่ถ้าสมัครผ่าน Foundation มีโอกาสมากกว่า และยังไม่ต้องรอลุ้น UCAS อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี University of Exeter, Lancaster University และมหาลัยชื่อดังอื่นๆอีกมากมายที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation ถ้าน้องๆคนไหนสนใจ หรืออยากรู้ว่ามีมหาลัยที่เราเล็งไว้เปิดสอน Foundation รึป่าว ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลย พี่แมงโก้พาน้องๆถึงฝั่งฝันมาหลายคนแล้วค่า

GED คืออะไร ทำไมผ่าน GED แล้วถึงไปเรียนต่อที่อังกฤษได้เลย


เดี๋ยวนี้อะไรๆก็เร็วไปหมด จนทำให้น้องๆหลายๆคนเลย ที่อยากรีบเรียน รีบจบ เพื่อออกมาใช้ชีวิตทำงานให้ประสบความสำเร็จเร็วๆ แต่ระบบสอบเทียบของไทยก็ถูกยกเลิกไปตั้งนานแล้ว ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ?!?!? พี่แมงโก้มีหนทางแห่งการได้มาซึ่งวุฒิ ม.6 นั่นก็คือข้อสอบที่มีชื่อว่า “GED” เพื่อให้น้องๆสามารถนำวุฒินี้ ไปใช้สมัครปริญญาตรีที่ไทย หรือจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ ก็ใช้คะแนนนี้ได้เลย

GED ย่อมาจาก General Educational Development ซึ่งเป็นข้อสอบที่เมื่อสอบผ่านแล้ว จะทำให้น้องๆได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่าระดับม.ปลาย ทันที ข้อสอบนี้เป็นของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ทั้งมหาวิทยาลัยในไทยก็ยอมรับวุฒิ GED เพื่อให้น้องๆได้ใช้สมัครกันอย่างแพร่หลาย แต่เหนือกว่านั้นคือ น้องๆสามารถใช้คะแนน GED เข้า Pathway เพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้อีกด้วย

ข้อสอบ GED แบ่งออกเป็น 4 วิชา คือ

  1. Reasoning Through Language Arts (RLA) ข้อสอบทดสอบความคิดเป็นเหตุเป็นผล ผ่านวิชาภาษาอังกฤษ ข้อสอบแบ่งเป็น 3 sections คือ
  • เขียน Essay 1 เรื่อง เพื่อวัดความรู้ไวยกรณ์พื้นฐาน
  • ข้อสอบ Multiple choice, และข้อสอบประเภท Drag and drop, select an area, and drop down ขึ้นอยู่กับข้อสอบที่เราได้รับในวันนั้นๆ ซึ่งส่วนนี้จะแบ่งเป็น 2 พาร์ท

เวลา:      –     ทั้งหมด 150 นาที

  • เวลาเขียน Essay 45 นาที
  • มีพักเบรก 10 นาที ระหว่างพาร์ทที่ 2 และพาร์ทที่ 3
  1. Mathematical Reasoning ข้อสอบวิชาเลขที่เน้นการทำความเข้าใจ และนับวิชาคณิตศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านข้อสอบในเนื้อหา คณิตศาสตร์พื้นฐาน (Basic Math), เรขาคณิต (Geometry), พีชคณิตพื้นฐาน (Basic Algebra), กราฟและฟังก์ชั่น (Graphs and function)

ข้อสอบมีทั้งหมด 2 พาร์ท เป็นแบบ Multiple choice, drag and drop, fill-in-the-blank, select an area, และ drop-down ใช้เวลา 115 นาที ไม่มีพักเบรค

  1. Social Studies ข้อสอบวิชาสังคมศึกษา ที่เน้นทดสอบทักษะทางด้านการอ่าน และวิเคราะห์ข้อมูล ในเนื้อหาประวัติศาสตร์ การเมือง และการปกครอง ซึ่งโจทย์จะมาในรูปแบบบทความ กราฟ ตาราง และแผนที่ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวของกับวิชาสังคมศึกษา

ข้อสอบมีทั้งหมด 1 พาร์ท ใช้เวลา 70 นาที ไม่มีพักเบรก

  1. Science ข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ที่วัดความเข้าใจคอนเซปวิทยาศาสตร์ของน้องๆ ผ่านการอ่านกราฟ ชาร์ต ซึ่งเป็นการแสดงผลทางด้านวิทยาศาสตร์ และให้ใช้เหตุผลในการอธิบาย วิชานี้น้องๆไม่จำเป็นต้องจำตารางธาตุเข้ามาสอบขนาดนั้นนะคะ แต่ให้รู้และเข้าใจสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์และใช้ในการตอบคำถามก็พอค่ะ

หัวข้อ มี 3 หัวข้อหลัก คือ

  • การอ่านบทความภาษาอังกฤษที่มีความหมายทางวิทยาศาสตร์ (Reading for meaning in Science)
  • การออกแบบและตีความ การทดลองวิทยาศาสตร์ (Designing and interpreting science experiments)
  • การใช้ตัวเลขและกราฟกับวิชาวิทยาศาสตร์ (Using numbers and graphics in science)

เวลา       –      90 นาที ไม่มีเบรก

คะแนน GED แต่ละวิชาจะเต็ม 200 คะแนน ซึ่งน้องๆจะต้องทำให้ได้วิชาละ 145 คะแนน เพื่อผ่านข้อสอบ GED นี้ ในกรณีที่น้องๆสอบไม่ผ่านในครั้งแรก สามารถลงสอบใหม่ได้ทั้งที แต่พอลงสอบครบ 3 ครั้งแล้ว น้องๆจะต้องรอจนควร 60 วัน เพื่อลงสอบครั้งต่อไป

โดยน้องๆที่สนใจสมัครสอบจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป และจะต้องมีจดหมายยินยอมจากผู้ปกครองในกรณีที่น้องๆอายุไม่ถึง 18 ปี โดยสมัครสอบได้ที่ www.ged.com ซึ่งมีรอบสอบทุกวัน ซึ่งน้องๆจะสามารถรู้ผลคะแนนได้ทันที ยกเว้นวิชา Reasoning Through Language Arts (RLA) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ในการตรวจข้อสอบ ส่วนค่าสมัครสอบจะอยู่ที่ 75 USD/วิชา (ประมาณ 2,400 บาท) รวมค่าสมัครสอบ 4 วิชา เป็นเงิน 300 USD

เพียงแค่นี้ น้องๆก็จะสามารถมีคะแนน GED ไปยื่นเข้าเรียน Pathway และต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้แล้วค่ะ

น้องๆคนไหนอ่านบทความนี้แล้วยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทียบวุฒิเรียนต่อที่อังกฤษ หรือไปเรียนป.ตรีที่อังกฤษต้องใช้คะแนนอะไรในการสมัครบ้า ติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นในในประเทศอังกฤษมากว่า 10 ปี ได้ที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ได้เลยนะคะ พี่แมงโก้บริการให้คำปรึกษา พร้อมสมัครเรียน รวมถึงดูแลตั้งแต่การขอวีซ่าไปจนถึงความเป็นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆแอบแฝงเลยค่า

 

ความแตกต่างระหว่าง Informal VS. Formal Language


Informal Language คือ ภาษาที่เรามักใช้ในการพูด หรือสื่อสารกันในที่ที่ไม่เป็นทางการ อย่างการคุยกันในกลุ่ม การโต้ตอบกันใน Social Network ต่างๆ ซึ่งคำนึงถึงการสื่อสารเป็นหลัก อาจจะสามารถใช้แกรมม่าผิด หรือคำศัพท์ได้บ้าง มีความลื่นไหลของภาษามากกว่า

Formal Language คือ ภาษาที่เรามักใช้ในงานเขียน หรืองานพูดที่เป็นทางการมากๆ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระ และประเด็นที่ต้องการจะเขียนเป็นหลัก โดยจะต้องมีความถูกต้องของทั้งคำศัพท์และแกรมม่า และยังต้องมีความสละสลวยของการใช้ภาษา มีโครงสร้างประโยคที่ถูกต้องชัดเจน รวมไปถึงโครงสร้างของชิ้นงานที่ต้องมีการเกริ่นนำ เสนอประเด็นสำคัญ เขียนสนับสนุนประเด็นนั้นๆ ไปจนถึงการสรุปสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอย่างชัดเจน

สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษแบบเราๆ อาจจะคิดว่าภาษาพูดกับภาษาเขียนในภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่คล้ายๆกัน แค่จำศัพท์ได้ ใช้ศัพท์ให้หลากหลาย ใช้แกรมม่าให้ถูกก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว Written and Spoken English มีความแตกต่างกันพอสมควร เหมือนกับเวลาที่เราพูดภาษาไทย กับการเขียนเรียงความภาษาไทยก็มีข้อแตกต่างกันอย่างมาก เช่น เวลาใช้ภาษาพูด ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรามักจะใช้คำที่ไม่เป็นทางการในการสื่อสารได้ เราสามารถอธิบายศัพท์ที่เราคิดไม่ออก โดยใช้การอธิบายยกตัวอย่างไปเรื่อยๆ รวมถึงการสร้างประโยค และการใช้แกรมม่าที่อาจจะมีจุดผิดได้ ซึ่งเหล่านี้พอเป็นงานเขียนแล้ว จะไม่สามารถทำได้ เพราะว่าในงานเขียน เราจะต้องใช้คำศัพท์ แกรมม่า รวมถึงรูปประโยคที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่สามารถอธิบายคำที่ไม่รู้ไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้งานเขียนของเราเยิ่นเย้อ ดูไม่มีน้ำหนัก และที่สำคัญ หาประเด็นสำคัญไม่ได้ ในการพูด เราคำนึงถึงการสื่อสารได้เป็นหลัก แต่ในการเขียนนั้น เราคำนึงถึงความถูกต้อง ประเด็นและใจความสำคัญเป็นหลัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเขียนเชิงวิชาการ หรือ Academic Writing ที่น้องๆจะต้องใช้ใน assignment thesis dissertation ยิ่งเป็นงานเขียนที่เราต้องเขียนให้ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็น ที่สำคัญต้องมีความสละสลวยในการใช้ภาษา จะให้มาเขียนเหมือนที่เขียนตอบเพื่อนใน Facebook ก็คงจะไม่ได้คะแนนที่ดี และถ้าเราเกิดสะกดคำผิด หรือใช้แกรมม่าผิดด้วยแล้ว อาจจะโดนตัดคะแนนได้ง่ายๆ เพราะคนที่ตรวจงานเขียนของเรา จะถือว่าในงานเขียนเราสามารถกลับมาย้อนอ่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้องการส่งงานกี่ครั้งก็ได้ ดังนั้นการเขียนผิดจึงอาจจะสื่อถึงความตั้งใจในการทำงานนั้นของเราได้เลย นี่เป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนของ Informal language กับ Formal Language

แม้ว่าเราจะไม่ใช่เจ้าของภาษา หรือไม่คุ้นเคยกับการเขียนแนว Academic writing แต่ก็สามารถทำงานเขียนออกมาได้ดีได้ ถ้าเราใช้บริการ Proofreading จากทีมงาน editor ของ Mango ที่นำทีมโดยอาจารย์ชาวอังกฤษ ผู้มีประสบการณ์ด้านการสอนภาษาอังกฤษระดับสูงมากกว่า 10 ปี รับรองว่า assignment thesis หรือ dissertation จะออกมาดี ถูกต้อง ใช้ภาษาสละสลวย ถูกใจอาจารย์ที่รอตรวจงานอยู่แน่นอน ติดต่อเลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-1293313 เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยค่า

3 เหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ


3 เหตุผลทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ

3 เหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ

ประเทศอังกฤษ ถือเป็นประเทศ 1 ในต้นแบบการศึกษาของไทย เป็นบ้านของภาษาสากลที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีการส่งเชื้อพระวงศ์ รวมถึงลูกหลานของบุคคลที่มีชื่อเสียงไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นี่คงเป็นเหตุผลว่า ทำไมประเทศอังกฤษถึงเป็นตัวเลือกแรกๆของเด็กไทยทุกยุคทุกสมัย เมื่อคิดถึงการไปเรียนต่อต่างประเทศ เรามาวิเคราะห์กันให้ชัดไปเลยดีกว่าว่า อะไรที่ทำให้อังกฤษ เป็นเป้าหมายการเรียนต่อต่างประเทศมากกว่าประเทศอื่นๆ

  1. ชื่อเสียงมหาวิทยาลัย

ที่อังกฤษมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง University of Oxford ที่ก่อตั้งมาเกือบพันปีแล้ว และยังคงความเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก ที่ไม่ว่าการจัดอันดับของสำนักไหนก็มันจะติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 เสมอๆ นอกจาก University of Oxford แล้ว ยังมีอีกหลายๆมหาวิทยาลัยในอังกฤษที่ติดอันดับ Top 100 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกด้วย จากการจัดอันดับ The World’s Top 100 Universities ปี 2020 โดย QS World Ranking มีมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษถึง 18 แห่ง ที่ติดอันดับโลก ซึ่งนอกจาก Oxford Cambridge ที่ติดอันดับ Top 10 แล้ว ยังมี University of Edinburgh ยูเก่าแก่ทางฝั่งสกอตแลนด์ และ Durham University มหาลัยที่คนอังกฤษให้ความเชื่อมั่นรองจาก OxBridge ก็อยู่ใน Top 100 นี้ด้วย

  1. หลักสูตรการเรียนการสอน

การดีไซน์หลักสูตรการศึกษาของประเทศอังกฤษ เป็นไปอย่างกระชับ ฉับไว แต่เข้มข้นด้วยเนื้อหาอย่างมาก เน้นการสอนให้นักเรียนคิดตนเอง ผ่าน 3 กระบวกการ คือ ค้นคว้า วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ ทำให้เราจะเห็นนักเรียนเต็มห้องสมุดตลอดทั้งปี ระยะเวลาเรียนก็จะสั้นกว่าที่อื่น โดยระดับปริญญาตรีจะใช้เวลาเรียน 3 ปี ส่วนปริญญาโท ก็จะเรียนเพียง 1 ปีก็จบหลักสูตรแล้ว ด้วยระยะเวลานี้เอง ทำให้นักเรียนต่างชาติประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเป็นเวลานานๆได้มากเลย แถมยังช่วยให้เราได้เริ่มชีวิตการทำงานได้เร็วขึ้นอีกด้วย

  1. Connection

ด้วยความที่ประเทศอังกฤษเป็นประเทศยอดฮิตของเด็กไทย ทำให้ปีๆหนึ่งมีนักเรียนไปเรียนต่อเยอะมากๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ไปเรียนที่อังกฤษไม่มีเหงาแน่ๆ เพราะนอกจากจะมีเพื่อนต่างชาติมากมายแล้ว ยังมีเพื่อนคนไทยที่จะคอยช่วยเหลือกันยามอยู่ต่างแดน แถมกลับมาก็ยังจะได้เป็นเพื่อนกันต่อ และช่วยเหลือกันในภายภาคหน้าด้วย นอกจากนี้ ด้วยความที่มีคนไทยไปเรียนที่อังกฤษเป็นร้อยๆปีมาแล้ว ทำให้มี “สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่เป็นสมาคนนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยรัชกาลที่ 6 และมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ให้นักเรียนไทยในอังกฤษอย่างเหนียวแน่นตลอดมา ทั้งงานกีฬาสามัคคีเกมส์ ที่เป็น 1 ในอีเว้นท์ใหญ่ของเด็กไทยในอังกฤษ ทำให้น้องๆที่ไปเรียนได้รู้จักกับเพื่อนๆที่เรียนอยู่ต่างเมืองด้วย

แล้วทำไมต้องไปเรียนต่ออังกฤษกับ Mango Learning Express

  1. 10 ปี ในวงการศึกษาต่อต่างประเทศ

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ในแวดวงการศึกษาต่อ ทำให้เราเข้าใจหลักการ และขั้นตอนการไปเรียนต่อเป็นอย่างดี รวมถึงมหาวิทยาลัยที่เราเป็นตัวแทน ล้วนเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง University of Edinburgh, Durham University, University of Nottingham, University of Exeter และพี่ๆ Consultant ที่แมงโก้ มีความรู้และความเข้าใจในหลักสูตรเป็นอย่างดี รวมถึงยังมีความเข้าใจไปถึงเมืองต่างๆ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในประเทศอังกฤษเป็นอย่างดี

  1. Best Service with Free of Charge

เพราะแมงโก้ เราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ประจำประเทศไทย ทำให้เรามีสายสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยต่างๆเป็นอย่างดี รวมถึงสามารถช่วยเหลือ และติดตามใบสมัครเรียน รวมถึง Offer ของน้องๆได้ด้วย และเพราะการเป็นตัวแทน เหมือนเป็นการช่วยทำการตลาด และคัดนักเรียน เป็นประตูด่านแรกให้มหาลัยอยู่แล้ว เราจึงไม่คิดค่าใช้จ่ายๆใดๆกับน้องๆที่มาสมัครเรียนกับเรา เพราะทางมหาลัยที่ประเทศอังกฤษดูแลค่าใช้จ่ายตรงนี้อยู่ นอกจากพี่ Consultant ที่แมงโก้จะมีความรู้แน่นปึ้กในเรื่องการเรียนต่ออังกฤษแล้ว พี่ๆแมงโก้ยังมีความเป็นกันเอง ติดตามน้องๆและการสมัครเรียนอย่างใกล้ชิด และยังให้ความช่วยเหลือ และแนะนำน้องๆตั้งแต่ตอนเริ่มหาข้อมูลเรียนต่อ รีวิว SOP สมัครเรียน ตอบรับ Offer จองหอ ช่วยเหลือด้านวีซ่า ไปจนถึงช่วยให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อน้องเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษด้วย

  1. We are Mango Family

ทุกๆปี แมงโก้จะจัดงาน Pre-Departure ให้น้องๆที่จะไปเรียนต่ออังกฤษในปีนั้นๆ เพื่อให้น้องๆได้ทำความรู้จักกันก่อนไปเรียน ทั้งน้องที่เรียนอยู่เมืองเดียวกัน และเพื่อให้น้องได้มีเพื่อนต่างเมืองด้วย เพราะเราให้ความสำคัญกับ Connection เสมอ ในงานจะมีน้องๆตั้งแต่ระดับปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอกมาร่วมงานด้วย เป็นกิจกรรมที่พี่แมงโก้ตั้งใจจัด เพื่อต้อนรับน้องๆเข้าสู่ครอบครัว Mango ของเรา รวมถึงจะมีกิจกรรมอื่นๆอีกหลังจากที่น้องๆเรียนจบกลับมา เพื่อสานต่อความเชื่อของเราที่ว่า “การเรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด”

รู้อย่างงี้แล้ว ถ้าใครอยากเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ติดต่อพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-1293313 ได้เลย แล้วมาเป็นครอบครัวแมงโก้ด้วยกันนะคะ

เตรียมตัวอย่างไรให้สอบผ่าน IELTS


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังคิดว่าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี หรือปริญญาโท คงรู้กันทุกคนอยู่แล้วว่าหนึ่งในเกณฑ์ที่ต้องใช้ในการสมัครก็คือคะแนนสอบ IELTS หรือ The International English Language Testing System การจะทำคะแนนให้ได้ดี ย่อมต้องมีการเตรียมตัวที่ดี วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนะวิธีการเตรียมตัวเพื่อให้สอบ IELTS ผ่านฉลุย ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษที่น้องใฝ่ฝัน

ข้อสอบ IELTS จะแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ก็คือ Listening, Reading, Writing และ Speaking โดย 3 พาร์ทแรกจะสอบในช่วงเช้าเรียงต่อกันไป ส่วนพาร์ท Speaking จะสอบกับอาจารย์ต่างชาติในภาคบ่าย แม้ว่าเดี๋ยวนี้การสอบ IELTS จะมีสอบแบบ Computer base แต่ว่าสำหรับพาร์ท Speaking  ก็จะยังคงสอบกับอาจาร์ยชาวต่างชาติแบบตัวต่อตัวเหมือนเดิม ในวันสอบน้องต้องอย่าลืมเตรียมบัตรประชนหรือ Passport เพื่อยืนยันตัวตน ส่วนอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นดินสอ ปากกา หรือนาฬิกา ก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบทั้งนั้น สิ่งที่จะนำติดตัวเข้าไปได้มีเพียงน้ำขวดเดียวค่ะ

ก่อนอื่นพี่แมงโก้อยากจะแนะนำหนังสือที่ใช้ในการเตรียมตัวก่อนเลย หนังสือแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่เป็น Beginner มากๆ พี่แมงโก้แนะนำให้อ่านหนังสือของ Baron’s เพราะเป็นหนังสือที่มีบทเรียนก่อนพาร์ทที่เป็นข้อสอบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ข้อสอบง่ายสำหรับน้อง ๆ ที่ภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่แข็งแรงมาก ถ้าเขยิบเลเวลขึ้นมาอีกนิด ก็อ่านของ Kaplan ที่จะมีความยากขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ยากจนเกินไป เหมาะกับคนที่พัฒนาภาษาอังกฤษในระดับที่ยากขึ้นมา

ต่อไปเป็นหนังสือของ Cambridge ชื่อว่า The Official Cambridge Guide to IELTS with Answers เล่มสีขาว เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่แนะนำมาก ๆ เพราะเรียบเรียงเนื้อหาได้ดีมาก อ่านง่าย เข้าใจง่าย ราคาก็ไม่แพงด้วย พออ่านหนังสือจบแล้ว ก็อย่างลืมลองฝึกทำข้อสอบจริงด้วย เพราะถึงแม้ในหนังสือจะมีแบบฝึกหัดข้อสอบให้เราแล้ว แต่เราจำเป็นอย่างมากที่จะต้องฝึกลองทำข้อสอบพร้อมกับจับเวลาจริง ๆ ไปด้วย
เหมือนจำลองการสอบ IELTS จริง ๆ เลย เพื่อเราจะได้ไม่ลนในวันจริง และทำข้อสอบได้ทันเวลา เพราะวันสอบจริงจะมีการจับเวลาอย่างเคร่งครัด วิธีนี้จะช่วยทำให้น้อง ๆ รู้จักตัวเองว่าใช้เวลาทำข้อสอบแต่ละพาร์ทนานขนาดไหนและช่วยให้น้อง ๆ บริหารเวลาในการทำข้อสอบได้ดีขึ้นด้วย เพราะถึงทำได้ แต่ถ้าทำไม่ทันเวลา น้อง ๆ ก็จะไม่ได้คะแนนนะจ๊ะ พี่แมงโก้แนะนำให้ซื้อหรือดาว์นโหลดหนังสือ Cambridge English IELTS with Answers แบบ Academic Training เพราะเป็นหนังสือที่มีแต่ข้อสอบล้วน ๆ ในทุก ๆ พาร์ท ถ้าน้องซื้อหนังสือเล่มนี้ให้เลือกแบบที่มี CD เพื่อให้น้องฝึก Listening ด้วย ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีตั้งแต่เล่ม 1 – 11 เล่มเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าน้อง ๆ ทำข้อสอบในทุกเล่มจนหมดแล้ว ก็จะเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับข้อสอบไอเอลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

สำหรับพาร์ท Listening แนะนำให้น้อง ๆ ฝึกด้วยการฟังข่าง BBC ทุกวันเพิ่มเติม และดูหนังภาษาอังกฤษโดยที่ปิด Subtitle เป็นการฝึกให้หูเราคุ้ยเคยกับภาษา ถ้ารถติดอาจจะโหลด Podcast ที่เป็นภาษาอังกฤษมาฟังฆ่าเวลาไปก็ได้ ฟังทุกวันน้อง ๆ จะคุ้นเคยกับสำเนียงต่าง ๆ แน่นอน และตอนฟังข้อสอบ จะต้องฟังให้ดี ๆ เพราะบางทีข้อสอบอาจจะหลอกเราได้ เช่น จะพูดคำตอบที่ผิดช้าๆแต่คำตอบที่ถูกเร็ว ๆ เป็นการเทสว่าน้อง ๆ ฝึกออกเสียงและเข้าใจภาษามากแค่ไหน นอกจากนี้เวลาเขียนตอบ แนะนำให้เขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดเพราะบางที่คำตอบนั้นอาจจะเป็นคำเฉพาะที่เริ่มด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นตัดปัญหาไปเลยด้วยการเขียนตอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

Reading พาร์ทนี้น้อง ๆ ควรอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษให้บ่อยที่สุด อ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นบทความที่เจอตามเฟสบุ๊ค ฉลากอาหาร ใบปลิวใด ๆ ก็จะช่วยฝึกน้อง ๆ ได้หมด อ่านแล้วก็อย่าลืมฝึกจับใจความสำคัญ ในการทำข้อสอบเราไม่จำเป็นต้องอ่านให้เข้าใจทุกประโยคแต่ต้องจับใจความให้ ได้ แล้วถ้าศัพท์คำไหนไม่รู้ ก็เปิดหาความหมายทันที จะช่วยทำให้น้อง ๆ จำศัพท์ได้มากขึ้น ยิ่งมีศัพท์ในคลังสมองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้น้องๆอ่านบทความในข้อสอบได้ดีเท่านั้น แถมยังนำไปใช้ในพาร์ท Writing อีกด้วย

พาร์ท Writing ข้อสอบจะให้เขียน 2 บทความ โดยจะกำหนดจำนวนคำที่ต้องเขียนมาแล้ว เช่น Writing I จะต้องเขียนให้ครบ 15 คำ โดยเป็นการอธิบายแผนที่ หรือวิเคราะห์กราฟ เราก็พยายามฝึกเขียนไปเรื่อย ๆ ตามแบบฝึกหัดในหนังสือ ทริคก็คือ พยายามนับคำว่าบรรทัดหนึ่งเราเขียนได้กี่คำ เพื่อเวลาสอบจริงเราจะได้กะ ๆ ได้ว่าเราเขียนไปกี่คำแล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลามานับอีกรอบ และ Writing II จะมีโจทย์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆมาให้เราวิเคราะห์ โดยกำหนดให้เราเขียน 250 คำ น้อง ๆ ก็ใช้วิธีเขียนเหมือนเรียงความที่เราเคยเรียนกันมา ที่ต้องมีบทกล่าวนำ เนื้อเรื่อง และสรุป พยายามเน้นเรื่องแกรมม่าให้ถูกต้องและใช้ศัพท์ที่เป็น Academic
มากขึ้น เช่นคำว่า Big อาจจะเปลี่ยนเป็น Giant, Gigantic หรือ Huge แทน ส่วนนี้ก็จะสามารถเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้

มาถึงพาร์ท Speaking ก็จะเป็นการพูดคุยโต้ตอบกับอาจารย์ชาวต่างชาติใน Topic ที่อาจารย์ถาม และยังมีการให้เราเลือกจับการ์ดหัวข้อที่เราจะต้องพูดด้วย การเตรียมตัวก็พยายามใช้ภาษาอังกฤษให้มากที่สุด อาจจะเป็นการพิมพ์แชทไลน์กับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ หรือลงเรียนคอร์สพูดภาษาอังกฤษออนไลน์ หรือถ้ามีโอกาสได้เจอฝรั่งก็พยายามเข้าไปพูดคุยกับเค้าให้มากที่สุด นี่เป็นการ Make Friend กับฝึก IELTS ไปในตัวเลยด้วยเลยนะคะ

พอถึงวันสอบจริงก็ขอให้น้องไปก่อนเวลา เพราะบางทีน้องได้คิว 14.30น. ถ้าน้องไปถึงเร็ว อาจจะได้เข้าห้องสอบตอน 14.15น.เลยก็ได้ แล้วก็พยายามตั้งสติ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ไม่ตื่นเต้น
ให้คิดว่าเหมือนเราเข้าไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง สุดท้ายนี้ก็ขอให้น้องๆทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม มีสติในการทำข้อสอบทุกพาร์ทให้ดี และขอให้คะแนนน้องๆออกมาดีผ่านเกณฑ์ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษกันทุกคนนะคะ พี่แมงโก้เป็นกำลังใจให้เสมอ 🙂

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

มหาวิทยาลัยน่าเรียนในเมืองน่าอยู่สำหรับเด็ก ป.ตรี ในอังกฤษ


หลังจากจัดหนักจัดเต็มด้านวิชาการ Ranking ความเข้มข้นทางด้านการเรียนการสอนและงานวิจัยมาพอสมควรแล้ว สำหรับน้อง ๆ ที่อยากไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ พี่แมงโก้อยากแนะนำแบบ Highly Recommended มากๆ!! ว่าให้เลือกพิจารณาเมืองที่เราจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย เพราะการเรียนหลักสูตรปริญญาตรีใช้เวลาถึง 3 ปี ส่วนถ้าใครไปเรียน Foundation Programme ก็ต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่น้องๆจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั่นๆ เรียกได้ว่าไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้น “เมือง” จึงจัดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก (รองลงมาจากคุณภาพทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยนะคะ) ในการใช้ตัดสินใจเข้าเรียนต่อใมหาวิทยาลัยที่น้องอยากเข้าเรียนเพื่อให้ตรงกับLifestyle ความชอบของน้อง ๆ วันนี้พี่แมงโก้มีมหาวิทยาลัยที่คุณภาพการศึกษาดีไปจนถึงยอดเยี่ยม และตั้งอยู่ในเมืองที่ดีงาม ที่น้อง ๆ ไปใช้ชีวิตอยู่ 3-4 ปีแล้วไม่ Suffer หรือ Homesick แน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกให้ตรงกับบุคลิกความชอบของเราเองด้วยน้า


เมือง Durham
ด้านคุณภาพการศึกษาคงไม่ต้องพูดมาก เพราะพูดกันมาเยอะแล้ว ฮ่าๆ มาพูดกันถึงเมืองที่เงียบสงบ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม อากาศเย็น ๆ ไปถึงหนาว สำหรับคนที่ชอบอยู่ที่เย็น ๆ เพราะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษติดกับสกอตแลนด์ ด้วยตัวเมือง Durham เคยเป็นเมืองหน้าด่านที่ใช้เป็นป้อมปราการกันไม่ให้ชาวสกอตมารบกับชาวอังกฤษมาก่อน ทำให้สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในเมืองมีความคลาสสิคแบบยุคกลาง ทำให้มี Durham Castle ที่สวยงามและเป็นที่ตั้งของ University College ของมหาวิทยาลัยเดอแรม เนื่องจากเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่มาก และมีศูนย์กลางเป็นมหาวิทยาลัย จึงทำให้เมืองนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่แท้ทรู มีความสงบ ผู้คนเป็นมิตรพร้อมให้ความช่วยเหลือกันเสมอ เพียบพร้อมไปด้วยร้านอาหาร และร้านขายของต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต แต่ถ้าใครอยากไปช็อปปิ้งในเมืองที่ใหญ่หน่อย ก็นั่งรถไฟไปแค่ 15 นาที ก็จะถึงเมืองใหญ่อย่าง Newcastle แล้ว เรียกได้ว่าใครชอบธรรมชาติความสงบ แต่ไม่ห่างใกล้ความเจริญแบบเมืองใหญ่ เมือง Durham จัดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ เลย


เมือง Exeter
อีกหนึ่งเมืองมหาวิทยาลัยทางแถบ South West ของเกาะอังกฤษ เป็นเมืองฮิปสเตอร์ที่มีทัศนียภาพที่ร่มรื่น เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารมากมาย ร้านไทยเองก็มีหลายร้าน หางานทำ Part time ก็ไม่ยากมาก จัดว่ามีความเจริญครบจบเหมือนลอนดอน แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือความเป็นเมืองปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตรพร้อมให้ความช่วยเหลือ และการเดินทางก็แสนสะดวกสบาย สามารถเดินได้ทั่วถึงกันทั้งเมือง และประหยัด เพราะค่าครองชีพต่ำกว่าลอนดอนมาก



เมือง Nottingham
เมืองมหาวิทยาลัยทางตอนกลางของเกาะอังกฤษ อาณาเขตของ Campus ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง จึงทำให้ผู้คนที่อาศัยในเมืองส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการศึกษาและนักศึกษา ทำให้มีร้านค้าให้ได้ช็อปปิ้งและสิ่งอำนวยนความสะดวกครบครัน พร้อมทั้งการเดินทางก็แสนสะดวกสบาย มีรถ Tram วิ่งรอบเมืองถือเป็นการคมนาคมแบบพิเศษที่เมืองอื่นไม่ค่อยมี แถมเมืองก็ยังปลอดภัยตัวมหาวิทยาลัยเองก็มีหลายแคมปัสแยกตามคณะเรียนพร้อมหอพักที่อยู่ใกล้ตึกเรียน เพื่อความสะดวกสบายของนักศึกษาเป็นอย่างมาก



เมือง Bristol
มหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group ที่อยู่ในเมืองที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในอังกฤษ ตัวเมือง Bristol เป็นเมืองเก่าแก่ มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันที่ยิ่งใหญ่อย่างโบสถ์ และสะพานแขวนที่ให้อารมณ์แบบ Brooklyn Bridge แต่เป็นแบบคลาสสิคกว่า ในเมืองมีร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีความปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร และอยู่ห่างจากลอนดอนโดยการนั่งรถไฟประมาณ 1.30 ชม.เท่านั้น



เมือง York
University of York หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและมีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งอยู่ในเมือง York เมืองทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ อย่างเช่น โบสถ์ที่อยู่กลางเมือง สถาปัตยกรรมในเมืองเป็นแบบอิฐสวยงาม บ้านเรือน ร้านรวงหลังจิ๋ว ๆ น่ารัก มีแม่น้ำพาดผ่านเมือง ทำให้ชาวเมืองนิยมทำกิจกรรมทางน้ำเช่น การพายเรือแคนนู เป็นต้น เป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย สามารถนั่งรถไฟมาจากลอนดอนได้เลย โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง และตัวสถานีรถไฟก็อยู่ใกล้ใจกลางเมืองในระยะที่เดินไปนิดเดียวก็ถึงจัดว่าเป็นอีกเมืองที่มีสภาพแวดล้อมดี ปลอดภัย ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ จึงเหมาะกับการมาเรียนเป็นอย่างมาก


เมือง Liverpool
เมืองทีมฟุตบอล Liverpool ที่ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จัก และเป็นเมืองบ้านเกิดของวงดนตรีชื่อดังตลอดกาลอย่าง The Beatles ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่และดูยิ่งใหญ่ในแบบ London ย่อส่วน เมืองปากอ่าวที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม มี River Mersey ที่เป็นทางออกของแม่น้ำไปสู่ Irish Sea และเป็นเมืองทางตอนเหนือที่ผู้คนเป็นมิตร และพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาอีกด้วย จัดว่าเป็นเมืองใหญ่อีกแห่งที่ไม่จอแจ ปลอดภัย และทันสมัยด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน เหมาะกับน้อง ๆ ที่อยากมาอยู่เมืองเจริญแต่ไม่วุ่นวายอย่างลอนดอน หรือน้องคนไหนที่เป็นเด็กหงส์มาเรียนที่นี่วันว่าง ๆ ก็จะเยี่ยมสนามบอลทีมในดวงใจหรือจะไปดูการเตะนัดสำคัญของทีม Liverpool ก็ยังได้



เมือง Surrey
ตั้งอยู่ในเมือง Guildford ห่างจากลอนดอนมาทางตอนใต้เพียงนิดเดียว มี 2 Campus คือ Stage Hill Campus และ Manor Park Campus ตัวเมืองมีสภาพแวดล้อมที่ดี ร่มรื่นบวกกับความใกล้ลอนดอนมากๆจึงทำให้เมืองนี้เป็นที่อยู่ของคนมีฐานะและเหล่าเศรษฐีของอังกฤษที่อยากอยู่แทบชานเมือง เพราะฉะนั้นหายห่วงเรื่องความปลอดภัยไปได้เลย ถ้าวันไหนเบื่อ ๆ อยากเข้าเมืองก็แค่นั่งรถไฟเข้าลอนดอน ซึ่งใช้เวลาแค่ 40 นาทีเท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Top 6 Universities ที่พลาดจาก UCAS ก็ยังเข้าป.ตรีที่นี่ได้!


น้อง ๆ เด็กอินเตอร์ทั้งหลายที่กำลังกัวลว่าผล Allocate ตามระบบ UCAS จะทำให้เราไม่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษที่ฝันอยากเข้า อย่างเพิ่งหมดหวังจ้า! ระบบการศึกษาของอังกฤษยังมีอีกเส้นทางให้น้อง ๆได้เดินเข้ามหาวิทยาลัย Ranking ดี ที่น้อง ๆ อยากเข้า ผ่าน Pathway ที่เรียกว่า Foundation ซึ่งพี่แมงโก้เคยเขียนอธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ คลิกเข้าไปดูกันได้เลย ที่นี่ 

มาวันนี้ พี่แมงโก้จะมาแนะนำมหาวิทยาลัยชื่อดังที่คับแน่นไปด้วยคุณภาพการเรียนการสอน และรางวัลการันตรีจากหลายสถาบัน มาดูกันเลยว่ามีมหาวิทยาลัยอะไรบ้าง


1. Durham University
มหาวิทยาลัยชื่อดังทางตอนเหนือที่อยู่จัดอยู่ใน Tier ใกล้เคียงกับ Oxford และ Cambridge เนื่องจากคะแนนเข้า UCAS สูงพอ ๆ กันกับ 2 มหาวิทยาลัยชื่อดังนี้ มหาวิทยาลัย Durham จัดเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ Durham University เปิดการเรียนการสอนมามากกว่า 600 ปี ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากที่สุดในอังกฤษเป็นอันดับ 3 รองจาก Oxford และ Cambridge และยังคงมีระบบ College ที่เป็นเหมือน Student Union เหมือนกับ Oxbridge ด้วย อยู่ในเครือ Russell Group ซึ่งเป็นเครือมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มุ่งเน้นในการทำงานวิจัยอย่างเข้มข้น และได้รับการยกย่องว่ามีการเรียนการสอนที่ดีในระดับโลก ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีในหลายสาขาวิชา เช่น Law, IR, Humanities, Chemistry, Biological Science, Psychology และ Business School โดย Ranking ในประเทศอังกฤษอยู่ใน Top 10 ของทุกสื่อ (อันดับ 6 The Complete University Guide 2020, อันดับ 5 จาก The Guardian 2020 และอันดับ 7 จาก The Times and Sunday Times)



2. University of Manchester
เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ในปีศตวรรษที่ 19 University of Manchester เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอันดับ 6 รองจาก Oxford, Cambridge, UCL, Imperial และ Edinburgh เท่านั้น จึงมั่นใจได้เลยว่าการเรียนการสอนของที่นี่อยู่ในระดับที่ดีมาก รวมถึงงานวิจัยก็อยู่ในระดับโลก และยังเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group ที่เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยผู้นำด้านการศึกษาและงานวิจัย โดดเด่นในสาขาวิชา Business และด้าน IT ที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีเสมอมาจากสถาบันต่าง ๆ (อันดับที่ 15 จาก The Complete 2020, อันดับที่ 34 จาก The Guardian 2020 จากสื่อในประเทศอังกฤษ และในอันดับโลกอยู่ที่ลำดับ 29 จาก QS World University Rankings 2019, อันดับที่ 57 จาก Times Higher Education World University Rankings 2019) เป็นผลให้ 95% ของนักศึกษาที่จบจากที่นี่ได้รับการจ้างงานต่อ



3. University of Exeter
มหาวิทยาลัยทางแถบ South West ของเกาะอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1955 โดดเด่นในด้านการเรียนการสอนที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ GOLD (for Teaching Excellence) โดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศอังกฤษ (The Department for Education หรือ TEF 2018) และมีงานวิจัยที่อยู่ในระดับสากล ทำให้เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่ม Russell Group ถูกจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีมากจากสื่อในประเทศเช่น อันดับที่ 11 จาก The Complete University Guide 2020, อันดับที่ 10 จาก The Guardian 2020 และอันดับที่ 12 จาก The Times and Sunday Times เด่นในสาขา Business และ Law เป็นอย่างมาก รวมถึงมีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง J.K. Rowling นักเขียดนิยายชื่อดัง Harry Potter และสมาชิกราชวงศ์อังกฤษอย่าง Peter และ Sara Phillips ลูก ๆ ของเจ้าฟ้าหญิงแอนน์



4. University of Nottingham
มหาวิทยาลัยทางตอนกลางของประเทศที่โดดเด่นทั้งทางด้านการสอนและ Facilities ในมหาวิทยาลัยที่พร้อมให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงยังโดดเด่นทางด้านงานวิจัยการันตีคุณภาพจากการเป็นมหาวิทยาลัยในเครือ Russell Group รวมทั้งมาตรฐานการสอนหรือ TEF ที่อยู่ในระดับ Gold จึงไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็อยากเข้าเรียนที่นี่ หลักสูตรที่โด่งดังของ University of Nottingham คือด้าน Engineer, Pharmacy & Pharmacology, Architecture, Computer Science & Information Systems รวมไปถึงด้าน Business ที่มี Campus แยกออกมาอย่าง Jubilee Campus ซึ่งรวบรวมทุกอย่างที่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียน Business นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีนโยบายที่กระจายแคมปัสออกนอกประเทศอังกฤษอย่าง แคมปัสใน Ningbo ที่จีน หรือ Semenyih Campus ในมาเลเซีย เพื่อการแลกเปลี่ยนทางด้านความรู้และวัฒนธรรม รวมถึงบุคลากรที่เก่ง ๆ ในประเทศนั้น ๆ ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษา และตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียนที่ต้องการเรียนหลักสูตรแบบมหาวิทยาลัยในอังกฤษแต่อยากได้ภาษาจีนด้วย ส่วนทางด้าน Ranking เองก็ในระดับ Top 20 อย่างได้อันดับ 19 The Complete University Guide 2020, อันดับ 17 จาก The Guardian 2020 และอันดับ 16 จาก The Times and Sunday Times



5. University of Bristol
อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ในปีศตวรรษที่ 19 และมีการสอนและการวิจัยที่โดดเด่นจนได้อยู่ใครกลุ่ม Russell Group ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 16 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในอังกฤษปี 2020 จาก The Complete University Guide และอยู่ในอันดับที่ 51 ของโลกจากการจัดอันดับของ QS World University rankings 2020 จึงทำให้ University of Bristol ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งยังเป็นหนึ่งในสองอันดับแรกที่เป็นเป้าหมายจากบริษัทนายจ้างชั้นนำของโลก จากการจัดอันดับของ High Fliers Research 2020 ทำให้นักศึกษาที่จบจากที่นี่มีโอกาสได้งานหลังเรียนจบสูงมาก นั่นอาจเป็นเพราะ University of Bristol มีการลงทุนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและเยี่ยมยอดที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ University of Bristol จะโดดเด่นทางด้านหลักสูตรสาย IT ส่วน Business เองก็จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ แต่ถ้าใครอยากเรียน Law and Humanities ที่นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้ที่อื่นเหมือนกัน ดูได้จากงานวิจัยเรื่องสิทธิมนุษยชนที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของมหาวิทยาลัยที่มีต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้



6. Newcastle University
มหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1834 ในยุคที่มหาวิทยาลัยก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของตัวมหาวิทยาลัย และยังแสดงถึงว่ามหาวิทยาลัย Newcastle ยังสั่งสมชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนมาอย่างยาวนาน เข้มข้นด้วยงานวิจัยชั้นดีระดับนานาชาติจนได้อยู่ในเครือมหาวิทยาลัย Russell Group และได้รับการจัดอันดับโดย The Complete University Guide 2020 ให้อยู่ในลำดับที่ 22 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร โดดเด่นทางด้านหลักสูตร Art, Engineering, Architecture, Journalism, Publishing & PR, Media & Film Studies และหลักสูตร Business ที่มีแคมปัสอยู่ใน London เมืองหลวงทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการเงินของโลก เพราะมหาวิทยาลัย Newcastle ได้เล็งเห็นแล้วว่าการเรียนในเมืองหลวงจะเป็นประโยชน์และทำให้นักศึกษาได้คุ้น ชินกับบรรยากาศ รวมถึงได้เข้าถึงแหล่งความรู้และหาประสบการณ์ได้มากกว่าการอยู่เมือง Newcastle ซึ่งก็เป็นเมืองใหญ่และมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจการค้าของอังกฤษเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าคงสู้ London ไม่ได้ จึงไม่ได้แปลกใจเลยที่มหาวิทยาลัยเลือกที่จะไปสร้าง Business School อีกหนึ่งแคมปัสในลอนดอน

ทั้ง 6 มหาวิทยาลัยที่พี่แมงโก้ได้กล่าวมาด้านบนล้วนแต่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงทั้งทางด้านการเรียนและงานวิจัย พร้อมได้รับรางวัลการันตรีคุณภาพมากมายจากหลายสถาบัน ถ้าน้อง ๆ คนไหนที่ยื่น UCAS ไปแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้ ก็ยังมีอีกเส้นทางที่ให้น้องได้มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเหล่านี้อยาก Foundation Pathway หรือในบางมหาวิทยาลัยก็มีหลักสูตร International Year One (IYO) ให้น้อง ๆ ได้ย่นระยะเวลาเรียนปริญญาตรีไปอีก


ถ้าข้อมูลข้างบนยังไม่ตอบโจทย์ความสงสัยของน้องๆ ติดต่อมาคุยข้อมูลเชิงลึก และทำยังไงจะได้เรียนหลักสูตร Foundation กับมหาวิทยาลัยเหล่านี้กับพี่แมงโก้ได้เลยที่ 02-129-3313 หรือจะ Line มาก็ได้ Add เลย @mangolearning อย่าลืมมาคุยกันนะคะ พี่ ๆ ไม่ดุ น้องไหวแน่นอน 🙂

ขอวีซ่าแบบไหน ถ้าไปเรียนภาษาที่อังกฤษ


สำหรับน้อง ๆ ที่เตรียมตัวจะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ แต่ยังงงอยู่ว่า เอ..เราต้องขอวีซ่าประเภทไหนกันน้า แล้วทางสถานทูตเพิ่งจะเปลี่ยนระบบการกรอกวีซ่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 นี้เอง ใครงงว่าต้องขอวีซ่าประเภทอะไร มาทางนี้ได้เลยจ้า ก่อนที่จะไปขอวีซ่า น้อง ๆ จะต้องสมัครเรียนกับโรงเรียนนั้น ๆ ก่อน เพื่อให้โรงเรียนออกเอกสารยืนยันที่เรียน ระยะเวลาเรียน และที่อยู่ระหว่างเรียน เพื่อนำมาเป็นเอกสารประกอบการขอวีซ่า ซึ่งเอกสารตัวนี้ค่อนข้างจำเป็นมากเป็นเอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่านักเรียนทุกประเภท

วีซ่านักเรียนของประเทศอังกฤษมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. Short-term Student visa เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนภาษา โดยคอร์สเรียนต้องเป็นแบบระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกิน 11 เดือนสำหรับน้องเรียนภาษาที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป น้องที่ได้วีซ่าประเภทนี้จะไม่สามารถทำงาน Part time ได้ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ
2. Tier 4 (General) Student visa คือวีซ่าสำหรับน้อง ๆ ที่ไปเรียนระยะยาว เกิน 6 เดือนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนใหญ่มักเป็นนักเรียนปริญญาตรี-โท-เอก หรือน้อง ๆ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจจะไปเรียน Sixth form หรือ Foundation Pathway เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษต่อไป โดยวีซ่าประเภทนี้ น้อง ๆ จะต้องลงเรียนเต็มเวลา อย่างน้อย 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และสามารถทำงาน Part time ได้ แต่ต้องไม่เกินข้อกำหนดของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งในส่วนนี้ประเภทงานและชั่วโมงทำงานจะแตกต่างกันไปตามหลักสูตรที่น้องต้องไปศึกษาที่อังกฤษ
3. Tier 4 (Child) Student visa วีซ่าสำหรับน้องๆอายุ 4 – 17 ปี ที่ต้องการไปเรียนในโรงเรียนของประเทศอังกฤษ ซึ่งจะต้องเป็นโรงเรียนเอกชนเท่านั้น น้อง ๆ ที่อายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถทำงาน Part time ได้ ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เรามาเจาะลึกกันที่ Short-term Student Visa สำหรับน้อง ๆ ที่จะเตรียมตัวไปเรียนภาษาระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือนและ 11 เดือน กันดีกว่า เอกสารพื้นฐานอื่น ๆ ที่น้องต้องเตรียมคือ

  • – Passport ที่อายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน Passport เล่มเก่าที่หมดอายุไปแล้ว
  • – ใบแสดงผลการเรียนเป็นภาษาอังกฤษ (Transcript)
  • – หนังสือรับรองความเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ กำลังศึกษาอยู่
  • – สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของตัวน้องเอง คุณพ่อ และคุณแม่
  • – สำเนาทะเบียนสมรสของคุณพ่อคุณแม่
  • – สำเนาสูติบัตรของน้อง
  • – เอกสารของผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือที่เรียนว่า “Sponsor” ในการไปเรียนที่ประเทศอังกฤษครั้งนี้ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ก็ได้ น้อง ๆ สามารถเลือกยื่นเอกสารของใครคนใดคนหนึ่งได้ โดยเอกสารของ Sponsor จะมีหลักฐานการทำงาน ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวอาจจะเป็น ทะเบียนการค้า หรือถ้าเปิดบริษัทเองก็จะเป็นสำเนาหนังสือรับรองบริษัท หรือใบรับรองการทำงานจากที่ทำงานของ Sponsor ซึ่งถ้าเอกสารตัวไหนเป็นภาษาไทย น้อง ๆ จำเป็นจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย
  • –  Statement หรือหลักฐานการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานว่าน้องจะมีเงินครอบคลุมค่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดเวลาที่เรียนที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งต้องเป็นบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารไหนก็ได้ (พี่แมงโก้แนะนำให้ไปขอที่ธนาคารและเน้นย้ำว่าชื่อบัญชีต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น)

สำหรับน้องคนไหนที่ทำงานแล้วแต่ต้องการไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศอังกฤษก็สามารถขอวีซ่าประเภท Short-term Student visa ได้ แต่เพิ่มเอกสารทางด้านการทำงานของตัวน้องเอง ในกรณีที่น้องทำงานแล้ว และถ้าน้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาระยะสั้นครั้งนี้เอง น้องสามารถใช้ Statement ในชื่อของน้องเองได้เลย ส่วนสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของคุณพ่อคุณแม่นั้นก็ยังจำเป็นต้องยื่นไปด้วยอยู่ เพื่อเป็นหลักฐานประกอกว่าเรายังมีครอบครัวอยู่ที่นี่ และจะกลับมาหลังเรียนภาษาระยะสั้นจบแน่นอน ถึงแม้ว่าเอกสารจะเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับทุกคนเลยนะคะ


สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning