ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ


ค่าใช้จ่ายในการเรียนปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษอาจจะแตกต่างกันไปสำหรับน้องๆ แต่ละคนนะคะ เพราะอย่างแรกเลย ค่าเรียนของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอนและมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่นอกตัวกรุงลอนดอนจะมีราคาที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน 

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ค่าครองชีพในลอนดอนจะสูงกว่าเมืองอื่นๆ เลยค่ะ ทั้งค่าหอ ค่าอาหาร และการเดินทาง หากน้องๆ ตัดสินใจไปเรียนนกรุงลอนดอนอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเพื่อนๆ คนอื่นที่เรียนในเมืองอื่นค่ะ 

เรามาดูค่าใช้จ่ายของการไปเรียน Bachelor’s degree หรือปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษกันเลยดีกว่า ว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมือง กับมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่นอกเมืองจะมีค่าใช้จ่ายและราคาที่แตกต่างกันขนาดไหน 

 

ค่าเรียนต่อปี

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีนอกกรุงลอนดอนจะอยู่ที่ปีละประมาณ 500,000 – 800,000 บาท * ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขาที่น้องๆ เลือกด้วยค่ะ โดยขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 500,000+ บาท 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีในกรุงลอนดอนอาจสูงถึงปีละ 1,000,000 บาทเลยค่ะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสาขาและมหาวิทยาลัยที่น้องๆ เลือกอีกเช่นกัน หากน้องๆ มีค่าเทอมในใจแต่ยังไม่แน่ใจว่ามีมหาวิทยาลัยไหนที่ตรงใจน้องๆ สามารถมาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะคะ เราพร้อมให้คำแนะนำแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย! 

มาลองเทียบกันดูดีกว่า ว่าหากสาขาเดียวกันกับ 2 มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกรุงลอนดอนกับนอกกรุงลอนดอน ราคาจะแตกต่างกันเท่าไหร่ 

 

ค่าเทอม Bachelor of Law, Queen Mary, University of London: £21,950 ต่อปี (ประมาณ 950,000 บาท) x 3 ปี  = 2,850,000 บาท ต่อ 3 ปี

ค่าเทอม Bachelor of Law, University of Exeter : £19,500 ต่อปี (ประมาณ 844,000 บาท) x 3 ปี = 2,532,000 บาท ต่อ 3 ปี

 

ค่าหอพัก 

ราคาของหอพักก็แตกต่างกันไปมากมายเลยค่ะ และแน่นอนว่าหากน้องๆ เรียนอยู่ในกรุงลอนดอน ค่าหอพักจะมีราคาค่อนข้างสูง และอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้ตัวมหาวิทยาลัยมากนัก ส่วนหอพักสำหรับมหาวิทยาลัยนอกกรุงลอนดอนก็มีหลายราคา หลายแบบให้น้องๆ ได้เลือกในแบบที่ชอบและแบบที่อยู่ในงบที่ตั้งไว้ค่ะ 

ค่าหอพักในกรุงลอนดอนต่อปี: ประมาณ £15,300 (ประมาณ 620,000 บาท) 

ค่าหอพักนอกกรุงลอนดอน (Durham) ต่อปี: ประมาณ £6,800 (ประมาณ 275,000 บาท) 

 

 

ค่าใช้จ่ายกินอยู่ในชีวิตประจำวัน 

แต่ละเมืองก็มีค่าครองชีพที่แตกต่างกันไป บางเมืองอาจจะถูกกว่า และบางเมืองก็อาจจะแพงกว่า รวมไปถึง lifestyle ของน้องๆ ที่อาจจะแตกต่างกัน น้องๆ บางคนอาจจะชอบที่จะไปทานข้าวที่ร้านอาหาร และบางคนก็เลือกที่จะทำอาหารทานเองที่บ้าน แต่ขอบอกก่อนเลยว่าค่าอาหารในร้านอาหารต่างๆ ค่อนข้างที่จะสูง 

ร้านอาหารทั่วไปตกมื้อละ £8 -12 แล้วแต่ร้านอาหารที่เลือกไปทาน 

ร้านอาหาร Fast food ตกมื้อละ: £2.5 – 5 

 

โดยรวมๆ แล้ว ค่ากินอยู่อาจจะตกอยู่ที่เดือนละ £300 – 500 แล้วแต่ lifestyle ของน้องๆ แต่ละคนเลยค่ะ (ประมาณ 12,000 บาท ถึง 25,000 บาทต่อเดือน)

 

ค่าเดินทาง 

ค่าเดินทางเป็นอีกค่าใช้จ่ายหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปสำหรับน้องๆ หลายๆ คนค่ะ บางคนอาจจะอยู่ใกล้ campus ทำให้น้องๆ ไม่ต้องนั่งรถ และสามารถเดินไปได้เลย แต่หอพักบางคนก็อาจจะอยู่ไกล หรือเดินไม่สะดวก 

ค่าเดินทางนอกเมืองลอนดอนต่อเดือน: £0-30 (ประมาณ 1,200 บาท) 

ค่าเดินทางในเมืองลอนดอนต่อเดือน: £130 (ประมาณ 5,200 บาท) 

 

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก่อนไป

นอกจากค่าใช้จ่ายที่มีในการไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้ว ก็ยังมีค่าอื่นๆ ในการเตรียมการก่อนไปด้วยนะคะอย่างเช่น 

  1. ค่า Student Visa ที่ตอนนี้อยู่ประมาณ: 16,000 บาท (515USD) 
  2. ค่าประกันสุขภาพ: 11,000 – 15,000 บาท ** การจ่ายค่าประกันสุขภาพเป็นข้อบังคับในประเทศอังกฤษ เพราะหากน้องๆ เกิดไม่สบายหรือบาดเจ็บ ทางอังกฤษจะมีบริการ NHS ที่ช่วยเหลือในการรักษาน้องๆ เลยค่ะ

 

หลักๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายประมาณนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าราคาจะขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของตัวนักเรียนเลย ที่แตกต่างกันมากๆ คือค่าเทอมและค่าหอพักในและนอกกรุงลอนดอน ฉะนั้น การเลือกมหาวิทยาลัยที่เข้ากับงบที่ตั้งไว้คือดีที่สุดค่ะ 

หากน้องๆ ยังไม่แน่ใจว่าจะไปมหาวิทยาลัยไหนดี เข้ามาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะ เราเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอนเลยค่ะ! โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

 

Update การไปเรียนต่อที่อังกฤษในยุค COVID-19


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลายๆ คนอาจจะมองว่าการไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในช่วง COVID-19 เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง แต่พี่แมงโก้บอกได้เลยว่าไม่ต้องกลัวไป! ที่อังกฤษตอนนี้มีมาตรการในการป้องกันการกระจายของโรคอย่างไรบ้าง โดยที่บ้านมา จะมีการ Lockdown และค่อนๆ คลายตลอด และในวันที่ 21 มิถุนายน 2021 จะไม่มีการ Lockdown ใดๆ ทั้งหมดแล้ว สามารถใช้ชีวิตได้ปกติอย่างเต็มที่เลย 

นอกจากมาตรการต่างๆ ของประเทศอังกฤษแล้ว มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีการรับมือกับ COVID-19 ด้วยการตั้งศูนย์ตรวจเพื่อนักศึกษาทุกคน ในการตรวจเพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของทุกๆ คนในมหาวิทยาลัย แต่แน่นอนว่าถึงเรารู้แบบนี้แล้ว หลายๆ คนก็มีคำถามที่ถามเข้ามาหาพี่แมงโก้บ่อยๆ ฉะนั้นวันนี้พี่แมงโก้เราจะมาไขข้อสงสัยกับการไปเรียนต่อในยุค COVID-19 ว่าการเรียนการสอน การใช้ชีวิตจะเป็นอย่างไรบ้าง 

Update COVID-19 ใน UK (26/04/2021) 

จำนวนคนที่ได้รับการฉีด (คิดเป็น 49% ของประชากรที่ได้รับ Dose แรก)

  • Dose แรก: 33,666,683 คน 
  • Dose ที่สอง: 12,587,116 คน
  • วัคซีนที่ถูกใช้ทั้งหมดในตอนนี้: 46,253,754 คน

 

วัคซีนที่ใช้ในการฉีด 

  • BioNTech, Pfizer vaccine 
  • Moderna vaccine 
  • Oxford, AstraZeneca vaccine 

 

การตรวจ COVID-19 ในประเทศอังกฤษ 

  • แจกชุดตรวจ COVID-19 ฟรีสัปดาห์ละ 2 ชุด 
  • ชุดตรวจแสดงผลภายใน 30 นาที 
  • รับได้ที่ศูนย์ทดสอบ ร้านขายยา และผ่านทางไปรษณีย์ 
  • ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

 

FAQ Section 

  • การบินไปเรียนต่อ 

ตอนนี้บินไปเรียนได้ด้วยหรอ? 

✔️ ตอนนี้สำหรับน้องๆ ที่จะไปเรียนต่อและได้รับการออก Student Visa จากทางมหาวิทยาลัยสามารถบินไปเรียนต่อแบบปกติเลยค่ะ ไม่มีการห้ามบินเข้าประเทศอังกฤษแต่อย่างใด 

  • การกักตัวเมื่อถึงประเทศอังกฤษ 

✔️ เมื่อน้องๆ เดินทางถึงประเทศอังกฤษ ไม่ได้มีการสั่งให้กักตัวแบบ State Quarantine ค่ะ แต่จะเป็นการกักตัวแบบ Self Quarantine มากกว่า โดยน้องๆ ต้องกักตัวภายในที่พักของน้องๆ เป็นเวลา 10 วัน 

✔️ ในวันที่ 2 และวันที่ 8 ของการกักตัว น้องๆ จะต้องตรวจ COVID-19 จาก Testing kit ที่ถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว หากพบกว่าไม่ติดเชื้อก็สามารถออกมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้เลยค่าา 

✔️ Testing Kit ที่ได้จะมากับการซื้อ Travel Test Package ที่น้องๆ ต้องซื้อไว้ก่อนที่จะเข้าประเทศนะคะ จะได้เตรียมความพร้อมในการกักตัวเพื่อไม่เป็นการแพร่เชื้อให้กับคนอื่นในประเทศอังกฤษ 

  • ทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีน 

✔️ การที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ น้องๆ ไม่จำเป็นจะต้องฉีดวัคซีนเพื่อการบินเข้าประเทศค่ะ แต่ต้องมีการตรวจเชื้อก่อนเข้าประเทศว่าน้องๆ ไม่มีเชื้อ COVID-19 ติดตัวเข้าไปด้วย 

✔️ น้องๆ ที่ไปเรียนต่อที่อังกฤษจะได้ฉีดวัคซีนอย่างแน่นอนค่ะ ! ไม่ต้องห่วงเลยว่าเราจะได้ฉีดรึเปล่านะ เพราะหากน้องๆ อยู่ในประเทศอังกฤษช่วงที่ทางประเทศมีการฉีดวัคซีน น้องๆ จะได้ฉีดแน่นอน 100% และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

✔️ นักเรียนต่างชาติจะได้สิทธิในการเข้าถึงประกันสังคมเช่นเดียวกับคนอังกฤษ โดยเมื่อไปที่เราจะต้องขึ้นทะเบียนกับ GP และทางอังกฤษจะใช้วิธีการเรียงลำดับตาม priority เมื่อถึงคิวของเราทาง NHS จะติดต่อนัดมาว่าจะได้ไปฉีดเมื่อไหร่ 

✔️ วัคซีนที่ใช้ในการฉีด: BioNTech – Pfizer vaccine, Moderna vaccine, และ Oxford – AstraZeneca vaccine 

 

  • การเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในช่วง COVID-19 

✔️ ไม่ได้เป็นการเรียนออนไลน์อย่างเดียว 

✔️ เรียนแบบ Blended Approach : การเรียนแบบนี้หมายความว่า นักศึกษาจะได้เรียนทั้งคลาสออนไลน์และคลาสออฟไลน์ โดยทางมหาวิทยาลัยจะดูว่าคลาสไหนเหมาะสมกับการมาเรียนที่ Campus และคลาสไหนควรจะเป็นการเรียนออนไลน์แทน 

✔️ คลาส Seminar และ Workshop ที่เป็นคลาสเล็กไม่เกิน 20-25 คน ส่วนใหญ่จะเป็นคลาสที่มาเจอและมา Discuss กันในห้องเรียนที่มหาวิทยาลัย 

✔️ คลาส Lecture ที่มีจำนวนนักเรียนเยอะๆ จะถูกจัดเป็นการเรียนออนไลน์เพื่อลดความเสี่ยงขอการแพร่เชื้อ

 

มหาวิทยาลัย Russell Group ในอังกฤษคืออะไร?


น้องๆ ที่กำลังไปเรียนต่อเคยสงสัยกันหรือเปล่าคะ ว่ามหาวิทยาลัยใน Russell Group มีอะไรบ้าง แล้ว Russell Group นี่คืออะไร? วันนี้พี่แมงโก้มาพร้อมคำตอบให้น้องๆ ได้เข้าใจกันอย่างง่ายดายค่ะ 

Russell Group คือการรวมตัวกันของ 24 มหาวิทยาลัยดังของประเทศอังกฤษที่ทุ่มเทในเรื่องของการทำวิจัยในด้านต่างๆ โดยเรื่องของคุณภาพการสอนไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน น้องๆ อาจจะเคยได้ยิน Ivy League ของฝั่ง USA มาแล้ว ถ้าให้เข้าใจง่ายๆ Russell Group ก็คือมหาวิทยาลัย Ivy League จากประเทศอังกฤษนี่แหละค่ะ 

เรารู้จักกับนิยามของ Russell Group แล้ว มาดูกันเลยดีกว่าว่ามหาวัทยาลัยที่น้องๆ เล็งไว้อยู่ใน Russell Group หรือเปล่า และมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ อะไรบ้าง 

  1. University of Birmingham 
  2. University of Bristol 
  3. University of Cambridge 
  4. Cardiff University 
  5. Durham University
  6. University of Edinburgh 
  7. University of Exeter
  8. University of Glasgow
  9. Imperial College London 
  10. King’s College London 
  11. University of Leeds 
  12. University of Liverpool 
  13. London School of Economics and Political Science 
  14. University of Manchester  
  15. Newcastle University 
  16. University of Nottingham 
  17. University of Oxford 
  18. Queen Mary University of London 
  19. Queen’s University Belfast 
  20. University of Sheffield 
  21. University of Southampton 
  22. University College London 
  23. University of Warwick 
  24. University of York 

รู้จักมหาวิทยาลัยใน Russell Group กันแล้ว น้องๆ เล็งที่ไหนไว้บ้างคะ? แต่หากน้องๆ คนไหนที่สนใจอยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษแล้วยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากไหน มาปรึกษาพี่แมงโก้ได้น้า ที่ช่องทางการติดต่อได้เลยนะคะ ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313 หรือ 085-144-8808 บริการฟรี ย้ำว่าฟรี! 

เรียนต่อป.ตรี ด้าน Business ที่อังกฤษ


ประเทศอังกฤษเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จัดได้ว่าเป็นประเทศผู้นำทางด้านการศึกษา อาจจะเพราะว่ามีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับโลก ที่ผลิตคนเก่งๆที่มีชื่อเสียงออกมามากมาย ทำให้อังกฤษเป็นเป้าหมายการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของใครหลายๆคน ไม่ใช่แต่เพียงปริญญาโทเท่านั้น เดี๋ยวนี้มีคุณพ่อคุณแม่และน้องๆหลายๆคนให้ความสนใจกับการไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้าน Business ที่ถ้าเราไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ นอกจากจะได้ภาษาแล้ว ยังจะได้ Connection จากนักเรียนอังกฤษ และเด็กต่างชาติที่มาเรียนปริญญาตรีเหมือนกันอีกด้วย และแน่นอนว่าเพื่อนตอนป.ตรี จะมีความสนิทมากกว่าเพื่อนป.โท เพราะใช้เวลาเรียนด้วยกันถึง 3 ปี

ไปเรียนยังไง?

สำหรับน้องๆที่อยากไปเรียนต่อป.ตรีที่อังกฤษ สามารถสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของอังกฤษผ่านระบบ UCAS โดยยื่นคะแนน A-Level ซึ่งนี่เป็นระบบการเข้ามหาวิทยาลัยแบบปกติของทางประเทศอังกฤษ แต่อังกฤษเปิดโอกาสให้กับนักเรียนต่างชาติได้เข้าเรียนปริญญาตรีโดยไม่ต้องใช้คะแนน A-Level ผ่านระบบ UCAS ด้วย ซึ่งเป็นทางลัดที่เรียกว่า Foundation

Foundation คือ หลักสูตร 1 ปี ที่จะช่วยปรับระดับความรู้ทั้งทางด้านภาษาอังกฤษ วิชาการ และการใช้ชีวิต ให้เข้ากับระบบการศึกษาแบบอังกฤษที่น้องๆจะต้องไปเจอในระดับปริญญาตรี การเรียนการสอนของ Foundation จะเป็นรูปแบบเหมือนการเรียนในมหาวิทยาลัยจริงๆ สอนการเขียนแนว Academic Writing ทำ Research เพื่อใช้ในการเรียน ซึ่งถ้าน้องๆต้องการเรียนต่อปริญญาตรี Business เช่น BSc Management หรือ BSc Marketing หรือ BSc Business studies น้องๆก็จะต้องสมัครเรียนหลักสูตร Business and Management Foundation

โดยหลักสูตร Foundation จะมีสถาบันที่เปิดสอนมี 2 แบบ คือ

  1. มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation คือ การเรียน Foundation ในมหาวิทยาลัยที่เราต้องการจะเข้าเรียนป.ตรีโดยตรง เหมือนเป็นการก้าวขาข้างหนึ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นๆแล้ว ข้อดีคือ น้องๆจะได้เรียนใน Campus ของมหาวิทยาลัยเลย ได้ใช้ Facilities ต่างๆเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยนั้นๆ ซึ่งเป็นการปรับตัวให้คุ้นเคยกับสภาพชีวิตนักเรียนอังกฤษได้เป็นอย่างดี เหมาะกับน้องๆที่รู้ตัวแล้วว่าอยากจะไปต่อมหาวิทยาลัยไหน แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่า หลักสูตร Foundation นี้ไม่ได้มีเปิดสอนในทุกมหาวิทยาลัย ยังไงลองติดต่อพี่แมงโก้เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้นะคะ
  2. โรงเรียนสอน Foundation โดยเฉพาะ เช่น Bellerbys College ซึ่งเป็นโรงเรียนปรับพื้นฐานสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ ข้อดีของการเรียน Foundation ที่นี่ คือ น้องๆจะมีตัวเลือกมหาวิทยาลัยในการไปต่อระดับป.ตรีได้มากกว่า เหมาะกับน้องๆที่อาจจะยังเลือกไม่ได้ว่าจะไปเรียนป.ตรีที่มหาวิทยาลัยไหนในอังกฤษดี

ใครไปเรียนได้บ้าง?

ไม่ว่าน้องๆจะเรียนอยู่ High School ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ก็สามารถไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษได้ แม้กระทั่งน้องๆนักเรียนมัธยมที่เรียนอยู่โรงเรียนไทยก็ไปได้ค่ะ อยากรู้ว่าเส้นการเรียนไหนที่จะเหมาะกับเราที่สุด สามารถติดต่อพี่แมงโก้เพื่อขอคำปรึกษาได้เลย พี่แมงโก้พร้อมแนะนำเส้นทางการศึกษาที่จะทำให้น้องๆประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลา แถมยังได้เรียนจบในมหาวิทยาลัยที่ฝันไว้ในประเทศอังกฤษอีกด้วยนะคะ

แอดไลน์มาคุยกันได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-081-1888 บริการด้านการเรียนต่อประเทศอังกฤษกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนต่อกว่า 10 ปี บริการฟรี!! ทุกขั้นตอน ครบจบในที่เดียว ติดต่อพี่แมงโก้นะคะ

Foundation Programme เรียนยังไง


หลักสูตร Foundation คือ หลักสูตรปรับพื้นฐานเพื่อเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ โดยที่น้องๆจะได้เรียนปรับพื้นฐานทั้งทางด้านภาษา (English Language Skill) พื้นฐานการเรียนเพื่อไปใช้เรียนต่อตอนป.ตรี (Academic Skills) และ Subject Knowledge ซึ่งเป็นการเรียนเฉพาะวิชาที่จำเป็นเพียง 3-4 วิชา เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ในการไปต่อปริญญาตรีหลักสูตรนั้นๆโดยตรง เช่น ถ้าน้องๆอยากเรียน BSc Management หรือ BSc Business Administration น้องๆก็ต้องเลือกเรียน Foundation ที่เป็นโปรแกรม Business and Management Foundation ซึ่งมีวิชาที่น้องจะได้เรียน เช่น Business Studies, Accounting, Mathematics for Business เป็นต้น จริงๆแล้วชื่อเรียก Programme หรือ Pathway ของ Subject Knowledge ของแต่ละมหาลัยหรือสถาบันที่เปิดสอน Foundation ก็จะแตกต่างกันออกไป แต่สามารถสรุปได้คร่าวๆดังนี้ค่ะ

  • Art and Design
  • Business, Finance and Management
  • Building and Architecture
  • Computing
  • Engineering
  • Environment and Agriculture
  • International Relations and Politics
  • Law
  • Hospitality and Tourism
  • Marketing and Media
  • Mathematics
  • Music and Performing Arts
  • Science and Health
  • Social Sciences and Humanities

จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายโปรแกรมให้น้องๆได้เลือกเรียนตามความสนใจที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเลยนะคะ ถึงตรงนี้ ถ้าอยากรู้ว่าคณะที่เรียนอยากไปเรียนต่อตอนปริญญาตรีที่อังกฤษต้องเรียนโปรแกรมไหน สอบถามพี่แมงโก้ได้เลย หลักสูตร Foundation นี้ เป็นหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปรับทั้งวิธีการเรียน และการใช้ชีวิตให้กับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการจะไปต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษโดยเฉพาะ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียน A-Level ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของอังกฤษอีก 2 ปี แต่เรียน Foundation เพียง 1 ปีเท่านั้น ก็จะสามารถเข้ามหาลัยในอังกฤษได้ และที่สำคัญ เกณฑ์การรับเข้าหลักสูตร Foundation ยังเปิดกว้างสำหรับน้องๆนักเรียนม.ปลาย หรือ High School จากทั่วโลก เพราะรับทั้งคะแนน GCSE, IGCSE, IB, AP หรือใครที่ทำ A-Level ไปแล้ว ไม่ว่าจะ 1 ปี หรือสอบ A-Level จนครบแล้ว แต่คะแนนไม่ถึงถ้ายื่นผ่าน UCAS หรือว่าไม่อยากรอลุ้นกับผลของ UCAS และมีมหาวิทยาลัยในใจที่อยากเรียนอยู่แล้ว พี่แมงโก้ก็แนะนำให้มาเรียน Foundation ได้เลย หรือน้องๆคนไหนที่เป็นเด็กโรงเรียนไทย เกิดคำถามว่าจะไปต่อป.ตรีที่อังกฤษ ต้องทำยังไง บอกเลยค่ะว่า Foundation คือคำตอบ เพราะมีเกรดม.5 หรือ ม.6 ก็สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าเรียนได้เลย ไม่มีปัญหา

ใครสนใจอยากเรียนต่อ Bachelor Degree ที่อังกฤษ ผ่านหลักสูตร Foundation สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้เลยกับพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 พี่แมงโก้ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่า

ทางลัดเรียนป.ตรีอังกฤษ ที่ใครๆก็ไปเรียนได้


undergrad-uk

ไม่ว่าตอนนี้น้องๆ จะกำลังเรียน High School อยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ตาม แต่มีเป้าหมายว่าอยากเข้าเรียนปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ มาทางนี้ได้เลย เพราะที่อังกฤษมีหลักสูตรที่เรียกว่า Foundation Pathway เป็นทางเลือกที่คล้ายๆทางลัด ให้กับเด็กที่กำลังเรียน High School ทั่วโลก ได้เข้ามาเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในระดับปริญญาตรีได้เลย

Foundation Pathway คืออะไร

หลักสูตร Foundation คือ หลักสูตร 1 ปี ที่จะเป็นการเรียนปรับพื้นฐานให้กับนักเรียนก่อนที่จะเข้าไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี แต่ก่อนที่น้องๆจะเริ่มเรียน Foundation น้องๆจะได้เลือก Pathways หรือ กลุ่มคณะที่เราต้องการจะเรียนต่อตอนป.ตรีก่อน เช่น ถ้าน้องๆตั้งจะใจเรียนหลักสูตร Management ตอนปริญญาตรี น้องๆก็จะต้องเลือกเรียน Pathway ที่เป็นสาย Business หรือถ้าเป็นเด็กสายวิทย์ที่อยากเรียนต่อป.ตรีด้าน Chemical Engineering ก็สามารถเลือกเรียน Engineering Pathway ได้เลย ซึ่งใน 1 ปีนี้ นอกจากจะได้ปรับพื้นฐานทางด้านภาษาสำหรับนักเรียนต่างชาติแล้ว ยังเป็นการเรียนการสอนที่อิงกับหลักสูตรป.ตรีที่เราจะไปต่อ ก็ Pathways ต่างๆที่พี่แมงโก้เล่าไปแล้วด้านบนนั้นแหละค่ะ และหลักสูตร Foundation ยังจะสอนให้น้องๆเรียนแบบเด็กมหาวิทยาลัย มี Coursework ให้ทำ เน้นแนว research และนำมาปฏิบัติจริง เป็นการเตรียมความพร้อมจากชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมไปสู่การเป็นเด็กมหาลัยอย่างแท้จริง

แล้วหลักสูตร Foundation เป็นทางลัดยังไงล่ะ

เพราะว่าหลักสูตรปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ ใช้เวลาเรียนเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ถ้าเป็นน้องๆโรงเรียนไทย สามารถไปเรียนต่อ Foundation ได้ตั้งแต่จบ ม.5 ส่วนน้องๆเด็กอินเตอร์ทั้งหลาย ก็สามารถไปได้ตั้งแต่จบ Year 11 หรือมีคะแนน GCSE หรือ IGCSE ก็สามารถเข้าเรียนหลักสูตร Foundation ได้เลย โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียน A-Level หรือ Year 12-13 อีก 2 ปี เท่ากับน้องๆสามารถประหยัดเวลาไปได้อย่างต่ำๆก็คนละ 1 ปี เลยนะคะ

นอกจากนี้ยังเป็นทางลัดให้น้องๆได้เข้าเรียนในมหาลัยมีชื่อในอังกฤษ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงลุ้นยื่นคะแนน UCAS ซึ่งน้องๆจะต้องแข่งขันกับเด็กจากทั่วโลกที่ยื่นคะแนนผ่านระบบนี้ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่เราอยากเข้าผ่านระบบ UCAS มีโอกาสน้อยกว่า ยื่นคะแนนสมัครเข้าโปรแกรม Foundation ในมหาลัยนั้นๆโดยตรงเลย เรียกได้ว่าคู่แข่งน้อยกว่าหลายเท่าตัว แถมยังมีโอกาสได้เรียนรู้ระบบการเรียนการสอนในมหาลัยก่อนเพื่อนๆที่เข้าผ่าน UCAS และยังจะได้ใช้ Facilities ต่างๆของมหาลัยเหมือนเป็นนักศึกษาของมหาลัยนั้นๆด้วย อาจจะพูดได้ว่า เราจะได้โตเร็วกว่าเพื่อนๆในวัยเดียวกัน 1 ปีเลยทีเดียวนะคะ

แม้ว่าจะไม่ได้มีทุกมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตร Foundation แต่ก็มีมหาวิทยาลัยดังๆหลายที่เปิดหลักสูตรนี้อยู่นะ เช่น Durham University, University of Bristol 2 มหาวิทยาลัยที่คนอังกฤษมองว่าถ้าเข้า Oxford Cambridge ไม่ได้ก็ต้องมาที่นี่ ดังนั้นความเข้ายากเมื่อยื่นผ่าน UCAS จะมีสูงมากๆ แต่ถ้าสมัครผ่าน Foundation มีโอกาสมากกว่า และยังไม่ต้องรอลุ้น UCAS อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี University of Exeter, Lancaster University และมหาลัยชื่อดังอื่นๆอีกมากมายที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation ถ้าน้องๆคนไหนสนใจ หรืออยากรู้ว่ามีมหาลัยที่เราเล็งไว้เปิดสอน Foundation รึป่าว ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลย พี่แมงโก้พาน้องๆถึงฝั่งฝันมาหลายคนแล้วค่า

GED คืออะไร? ใช้คะแนน GED สมัครเรียนต่อตรีที่อังกฤษได้มั้ย?


เดี๋ยวนี้อะไรๆก็เร็วไปหมด จนทำให้น้องๆหลายๆคนเลย ที่อยากรีบเรียน รีบจบ เพื่อออกมาใช้ชีวิตทำงานให้ประสบความสำเร็จเร็วๆ แต่ระบบสอบเทียบของไทยก็ถูกยกเลิกไปตั้งนานแล้ว ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ?!?!? พี่แมงโก้มีหนทางแห่งการได้มาซึ่งวุฒิ ม.6 นั่นก็คือข้อสอบที่มีชื่อว่า “GED” เพื่อให้น้องๆสามารถนำวุฒินี้ ไปใช้สมัครปริญญาตรีที่ไทย หรือจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ ก็ใช้คะแนนนี้ได้เลย

GED ย่อมาจาก General Educational Development ซึ่งเป็นข้อสอบที่เมื่อสอบผ่านแล้ว จะทำให้น้องๆได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่าระดับม.ปลาย ทันที ข้อสอบนี้เป็นของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ทั้งมหาวิทยาลัยในไทยก็ยอมรับวุฒิ GED เพื่อให้น้องๆได้ใช้สมัครกันอย่างแพร่หลาย แต่เหนือกว่านั้นคือ น้องๆสามารถใช้คะแนน GED เข้า Pathway เพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้อีกด้วย

ข้อสอบ GED แบ่งออกเป็น 4 วิชา คือ

  1. Reasoning Through Language Arts (RLA) ข้อสอบทดสอบความคิดเป็นเหตุเป็นผล ผ่านวิชาภาษาอังกฤษ ข้อสอบแบ่งเป็น 3 sections คือ
  • เขียน Essay 1 เรื่อง เพื่อวัดความรู้ไวยกรณ์พื้นฐาน
  • ข้อสอบ Multiple choice, และข้อสอบประเภท Drag and drop, select an area, and drop down ขึ้นอยู่กับข้อสอบที่เราได้รับในวันนั้นๆ ซึ่งส่วนนี้จะแบ่งเป็น 2 พาร์ท

เวลา:      –     ทั้งหมด 150 นาที

  • เวลาเขียน Essay 45 นาที
  • มีพักเบรก 10 นาที ระหว่างพาร์ทที่ 2 และพาร์ทที่ 3
  1. Mathematical Reasoning ข้อสอบวิชาเลขที่เน้นการทำความเข้าใจ และนับวิชาคณิตศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านข้อสอบในเนื้อหา คณิตศาสตร์พื้นฐาน (Basic Math), เรขาคณิต (Geometry), พีชคณิตพื้นฐาน (Basic Algebra), กราฟและฟังก์ชั่น (Graphs and function)

ข้อสอบมีทั้งหมด 2 พาร์ท เป็นแบบ Multiple choice, drag and drop, fill-in-the-blank, select an area, และ drop-down ใช้เวลา 115 นาที ไม่มีพักเบรค

  1. Social Studies ข้อสอบวิชาสังคมศึกษา ที่เน้นทดสอบทักษะทางด้านการอ่าน และวิเคราะห์ข้อมูล ในเนื้อหาประวัติศาสตร์ การเมือง และการปกครอง ซึ่งโจทย์จะมาในรูปแบบบทความ กราฟ ตาราง และแผนที่ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวของกับวิชาสังคมศึกษา

ข้อสอบมีทั้งหมด 1 พาร์ท ใช้เวลา 70 นาที ไม่มีพักเบรก

  1. Science ข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ที่วัดความเข้าใจคอนเซปวิทยาศาสตร์ของน้องๆ ผ่านการอ่านกราฟ ชาร์ต ซึ่งเป็นการแสดงผลทางด้านวิทยาศาสตร์ และให้ใช้เหตุผลในการอธิบาย วิชานี้น้องๆไม่จำเป็นต้องจำตารางธาตุเข้ามาสอบขนาดนั้นนะคะ แต่ให้รู้และเข้าใจสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์และใช้ในการตอบคำถามก็พอค่ะ

หัวข้อ มี 3 หัวข้อหลัก คือ

  • การอ่านบทความภาษาอังกฤษที่มีความหมายทางวิทยาศาสตร์ (Reading for meaning in Science)
  • การออกแบบและตีความ การทดลองวิทยาศาสตร์ (Designing and interpreting science experiments)
  • การใช้ตัวเลขและกราฟกับวิชาวิทยาศาสตร์ (Using numbers and graphics in science)

เวลา       –      90 นาที ไม่มีเบรก

คะแนน GED แต่ละวิชาจะเต็ม 200 คะแนน ซึ่งน้องๆจะต้องทำให้ได้วิชาละ 145 คะแนน เพื่อผ่านข้อสอบ GED นี้ ในกรณีที่น้องๆสอบไม่ผ่านในครั้งแรก สามารถลงสอบใหม่ได้ทั้งที แต่พอลงสอบครบ 3 ครั้งแล้ว น้องๆจะต้องรอจนควร 60 วัน เพื่อลงสอบครั้งต่อไป

โดยน้องๆที่สนใจสมัครสอบจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป และจะต้องมีจดหมายยินยอมจากผู้ปกครองในกรณีที่น้องๆอายุไม่ถึง 18 ปี โดยสมัครสอบได้ที่ www.ged.com ซึ่งมีรอบสอบทุกวัน ซึ่งน้องๆจะสามารถรู้ผลคะแนนได้ทันที ยกเว้นวิชา Reasoning Through Language Arts (RLA) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ในการตรวจข้อสอบ ส่วนค่าสมัครสอบจะอยู่ที่ 75 USD/วิชา (ประมาณ 2,400 บาท) รวมค่าสมัครสอบ 4 วิชา เป็นเงิน 300 USD

เพียงแค่นี้ น้องๆก็จะสามารถมีคะแนน GED ไปยื่นเข้าเรียน Pathway และต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้แล้วค่ะ

น้องๆคนไหนอ่านบทความนี้แล้วยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทียบวุฒิเรียนต่อที่อังกฤษ หรือไปเรียนป.ตรีที่อังกฤษต้องใช้คะแนนอะไรในการสมัครบ้า ติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นในในประเทศอังกฤษมากว่า 10 ปี ได้ที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ได้เลยนะคะ พี่แมงโก้บริการให้คำปรึกษา พร้อมสมัครเรียน รวมถึงดูแลตั้งแต่การขอวีซ่าไปจนถึงความเป็นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆแอบแฝงเลยค่า

 

3 เหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ


3 เหตุผลทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ

3 เหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ

ประเทศอังกฤษ ถือเป็นประเทศ 1 ในต้นแบบการศึกษาของไทย เป็นบ้านของภาษาสากลที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีการส่งเชื้อพระวงศ์ รวมถึงลูกหลานของบุคคลที่มีชื่อเสียงไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นี่คงเป็นเหตุผลว่า ทำไมประเทศอังกฤษถึงเป็นตัวเลือกแรกๆของเด็กไทยทุกยุคทุกสมัย เมื่อคิดถึงการไปเรียนต่อต่างประเทศ เรามาวิเคราะห์กันให้ชัดไปเลยดีกว่าว่า อะไรที่ทำให้อังกฤษ เป็นเป้าหมายการเรียนต่อต่างประเทศมากกว่าประเทศอื่นๆ

  1. ชื่อเสียงมหาวิทยาลัย

ที่อังกฤษมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง University of Oxford ที่ก่อตั้งมาเกือบพันปีแล้ว และยังคงความเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก ที่ไม่ว่าการจัดอันดับของสำนักไหนก็มันจะติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 เสมอๆ นอกจาก University of Oxford แล้ว ยังมีอีกหลายๆมหาวิทยาลัยในอังกฤษที่ติดอันดับ Top 100 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกด้วย จากการจัดอันดับ The World’s Top 100 Universities ปี 2020 โดย QS World Ranking มีมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษถึง 18 แห่ง ที่ติดอันดับโลก ซึ่งนอกจาก Oxford Cambridge ที่ติดอันดับ Top 10 แล้ว ยังมี University of Edinburgh ยูเก่าแก่ทางฝั่งสกอตแลนด์ และ Durham University มหาลัยที่คนอังกฤษให้ความเชื่อมั่นรองจาก OxBridge ก็อยู่ใน Top 100 นี้ด้วย

  1. หลักสูตรการเรียนการสอน

การดีไซน์หลักสูตรการศึกษาของประเทศอังกฤษ เป็นไปอย่างกระชับ ฉับไว แต่เข้มข้นด้วยเนื้อหาอย่างมาก เน้นการสอนให้นักเรียนคิดตนเอง ผ่าน 3 กระบวกการ คือ ค้นคว้า วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ ทำให้เราจะเห็นนักเรียนเต็มห้องสมุดตลอดทั้งปี ระยะเวลาเรียนก็จะสั้นกว่าที่อื่น โดยระดับปริญญาตรีจะใช้เวลาเรียน 3 ปี ส่วนปริญญาโท ก็จะเรียนเพียง 1 ปีก็จบหลักสูตรแล้ว ด้วยระยะเวลานี้เอง ทำให้นักเรียนต่างชาติประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเป็นเวลานานๆได้มากเลย แถมยังช่วยให้เราได้เริ่มชีวิตการทำงานได้เร็วขึ้นอีกด้วย

  1. Connection

ด้วยความที่ประเทศอังกฤษเป็นประเทศยอดฮิตของเด็กไทย ทำให้ปีๆหนึ่งมีนักเรียนไปเรียนต่อเยอะมากๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ไปเรียนที่อังกฤษไม่มีเหงาแน่ๆ เพราะนอกจากจะมีเพื่อนต่างชาติมากมายแล้ว ยังมีเพื่อนคนไทยที่จะคอยช่วยเหลือกันยามอยู่ต่างแดน แถมกลับมาก็ยังจะได้เป็นเพื่อนกันต่อ และช่วยเหลือกันในภายภาคหน้าด้วย นอกจากนี้ ด้วยความที่มีคนไทยไปเรียนที่อังกฤษเป็นร้อยๆปีมาแล้ว ทำให้มี “สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่เป็นสมาคนนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยรัชกาลที่ 6 และมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ให้นักเรียนไทยในอังกฤษอย่างเหนียวแน่นตลอดมา ทั้งงานกีฬาสามัคคีเกมส์ ที่เป็น 1 ในอีเว้นท์ใหญ่ของเด็กไทยในอังกฤษ ทำให้น้องๆที่ไปเรียนได้รู้จักกับเพื่อนๆที่เรียนอยู่ต่างเมืองด้วย

แล้วทำไมต้องไปเรียนต่ออังกฤษกับ Mango Learning Express

  1. 10 ปี ในวงการศึกษาต่อต่างประเทศ

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ในแวดวงการศึกษาต่อ ทำให้เราเข้าใจหลักการ และขั้นตอนการไปเรียนต่อเป็นอย่างดี รวมถึงมหาวิทยาลัยที่เราเป็นตัวแทน ล้วนเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง University of Edinburgh, Durham University, University of Nottingham, University of Exeter และพี่ๆ Consultant ที่แมงโก้ มีความรู้และความเข้าใจในหลักสูตรเป็นอย่างดี รวมถึงยังมีความเข้าใจไปถึงเมืองต่างๆ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในประเทศอังกฤษเป็นอย่างดี

  1. Best Service with Free of Charge

เพราะแมงโก้ เราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ประจำประเทศไทย ทำให้เรามีสายสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยต่างๆเป็นอย่างดี รวมถึงสามารถช่วยเหลือ และติดตามใบสมัครเรียน รวมถึง Offer ของน้องๆได้ด้วย และเพราะการเป็นตัวแทน เหมือนเป็นการช่วยทำการตลาด และคัดนักเรียน เป็นประตูด่านแรกให้มหาลัยอยู่แล้ว เราจึงไม่คิดค่าใช้จ่ายๆใดๆกับน้องๆที่มาสมัครเรียนกับเรา เพราะทางมหาลัยที่ประเทศอังกฤษดูแลค่าใช้จ่ายตรงนี้อยู่ นอกจากพี่ Consultant ที่แมงโก้จะมีความรู้แน่นปึ้กในเรื่องการเรียนต่ออังกฤษแล้ว พี่ๆแมงโก้ยังมีความเป็นกันเอง ติดตามน้องๆและการสมัครเรียนอย่างใกล้ชิด และยังให้ความช่วยเหลือ และแนะนำน้องๆตั้งแต่ตอนเริ่มหาข้อมูลเรียนต่อ รีวิว SOP สมัครเรียน ตอบรับ Offer จองหอ ช่วยเหลือด้านวีซ่า ไปจนถึงช่วยให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อน้องเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษด้วย

  1. We are Mango Family

ทุกๆปี แมงโก้จะจัดงาน Pre-Departure ให้น้องๆที่จะไปเรียนต่ออังกฤษในปีนั้นๆ เพื่อให้น้องๆได้ทำความรู้จักกันก่อนไปเรียน ทั้งน้องที่เรียนอยู่เมืองเดียวกัน และเพื่อให้น้องได้มีเพื่อนต่างเมืองด้วย เพราะเราให้ความสำคัญกับ Connection เสมอ ในงานจะมีน้องๆตั้งแต่ระดับปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอกมาร่วมงานด้วย เป็นกิจกรรมที่พี่แมงโก้ตั้งใจจัด เพื่อต้อนรับน้องๆเข้าสู่ครอบครัว Mango ของเรา รวมถึงจะมีกิจกรรมอื่นๆอีกหลังจากที่น้องๆเรียนจบกลับมา เพื่อสานต่อความเชื่อของเราที่ว่า “การเรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด”

รู้อย่างงี้แล้ว ถ้าใครอยากเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ติดต่อพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-1293313 ได้เลย แล้วมาเป็นครอบครัวแมงโก้ด้วยกันนะคะ

8 ข้อที่ควรทำ เมื่อต้องเขียน SOP


Statement of Purpose หรือ SOP คือจดหมายแนะนำตัวเองที่ใช้ความตั้งใจที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่น้องๆใฝ่ฝัน เป็นจดหมายที่จะอธิบายให้ Admission Committee ของมหาวิทยาลัยได้รู้จักตัวเรา มากกว่า GPA และ Reference Letter ที่อาจารย์หรือหัวหน้างานเขียนให้ จดหมายนี้จะอธิบายถึงความตั้งใจ และทำไมเราถึงอยากเข้าเรียนที่นี่ รวมทั้งความรู้หรือประสบการณ์การทำงานและกิจกรรมที่ได้ทำมา แล้วทำให้เราค้นพบตัวเองว่าอยากเรียนต่อในด้านนี้ รวมถึงเราจะได้เล่าถึงเป้าหมายในอนาคตของตัวเองว่าจบจากที่อังกฤษมาแล้วเรา จะทำอะไรต่อไปในชีวิต เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญมาก ๆ ในการตัดสินใจเลือกรับน้อง ๆ เข้าเรียนต่อของมหาวิทยาลัยในอังกฤษเลยค่ะ เห็นความสำคัญของ SOP กันแล้วใช่มั้ยเอ่ย ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า 8 ข้อที่ควรทำเมื่อต้องเขียน SOP มีอะไรบ้าง

1. กำหนดประเด็นของแต่ Paragraph ให้ชัดเจน ว่าในแต่ละ Paragraph เราจะพูดถึงเรื่องอะไร และสื่อประเด็นอะไร

2. ยกตัวอย่างประสบการณ์การทำงาน หรือกิจกรรมที่เราได้เคยทำมา ถ้าเราไม่มีประสบการณ์ทำงาน หรือไม่รู้จะเขียนอะไร น้อง ๆ จะเล่าถึงงานกลุ่มที่เคยทำตอนเรียนมหาวิทยาลัยมาก็ได้เช่นกันจ้า

3. อธิบายประสบการณ์การทำงาน หรือกิจกรรมที่เราได้ทำมาให้ชัดเจน เห็นภาพ เช่น เราทำอะไร ทำหน้าที่อะไร ได้รับผิดชอบตรงไหนบ้าง และประสบการณ์ตรงนี้ให้อะไรกับเรา เพื่อให้ Admission Committee เข้าใจ และเห็นความสำคัญของประสบการณ์การทำงานหรือกิจกรรมที่เรายกขึ้นมาเขียนใน SOP

4. ใช้ประโยคและคำง่ายๆ ได้ใจความ และตรงประเด็น มีความชัดเจน ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์ยาก ถ้าเราไม่มั่นใจวิธีการใช้คำ ๆ นั้นจริง ๆ

5. ไม่ลอก SOP ของคนอื่นเพราะมหาวิทยาลัยสามารถตรวจสอบได้

6. เขียน SOP ด้วยตัวเอง และเล่าเรื่องจากความเป็นจริง

7. เล่าถึงเป้าหมายในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรนี้ ว่าจะช่วยต่อยอด และนำความรู้ที่ได้เรียนมานั้นนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

8. กำหนดเป้าหมายในการเขียนให้ชัดเจน เพื่อให้ทีม Admission Committee ประทับใจ และต้องแสดงความสามารถที่ทำให้เชื่อว่า ที่นั่งว่างตรงนั้นเป็นของน้องแต่เพียงผู้เดียว

เพียงทำตาม 8 ข้อนี้ ก็จะเป็น Keys to Success a good SOP เพื่อให้น้อง ๆ ได้ที่นั่งในการเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษแล้วค่ะ และสำหรับน้อง ๆ ลูกค้า Mango ทุกคน เรามีบริการรีวิว SOP ให้ ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น!! เพราะพี่แมงโก้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเนื้อหาในการเขียน SOP ที่จะสามารถช่วยพาน้อง ๆไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้ค่ะ แอดไลน์มาได้เลยที่ @mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

ถ้าทำบัตร BRP หาย!! จะทำยังไงดี


ถ้าเราทำหายในประเทศอังกฤษ เราจะต้องรีบแจ้งหายให้เร็วที่สุด!! เพราะถ้าเกิดเราโดยสุ่มตรวจ เราจะกลายเป็นคนอยู่ประเทศอังกฤษแบบผิดกฎหมายทันที และอาจจะถูกส่งกลับประเทศไทยเลยก็ได้ โดยน้อง ๆ สามารถแจ้งหายได้ทางเว็บไซต์ https://www.gov.uk/biometric-residence-permits/lost-stolen-damaged แล้วแจ้งข้อมูลบัตร BRP ตัวที่หายไป โดยไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ซึ่งน้อง ๆ จะต้องลงทะเบียนทำบัตร BRP ใบใหม่ ภายใน 3 เดือน โดยมีค่าใช้จ่าย 2 แบบให้เลือกคือ

1. ทำที่ไปรษณีย์: จะเสียค่าบริการ £56 โดยน้องๆจะต้องกรอกใบสมัคร BRP Card แล้วนำใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครไปยื่นที่ไปรษณีย์ที่ใกล้ที่พักของน้อง ๆ จากนั้นก็รอเรียกไปสแกนนิ้วที่ไปรษณีย์ที่เราไปยื่นเหมือนตอนที่เราไปทำวีซ่า ภายใน 2 สัปดาห์ ค่าสแกนนิ้วอยู่ที่ประมาณ £19 และจะได้บัตร BRP ใบใหม่หลักจากนี้ประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป

2. ทำที่ Premium Service Centre: เสียค่าบริการ £590 ค่าจองคิวอีก £100 โดยน้อง ๆ สามารถเช็ค Premium Service Centre ทั้ง 7 แห่งได้ที่เว็บไซต์ https://www.gov.uk/ukvi-premium-service-centres โดยใช้เวลาวันเดียวเท่านั้น ในการทำบัตร BRP คือ ยื่นเอกสารตอนเช้า รอฟังผลตอนบ่าย และหลังจากนั้นรอประมาณ 7-10 วัน ไปรษณีย์ก็จะส่งบัตร BRP ใบใหม่มาให้เราถึงหน้าประตูห้องเลย ..อย่างว่านะคะ จ่ายแพงกว่า(มาก)ก็ได้เร็วกว่าเป็นธรรมดา 🙂

กรณีที่ทำหายนอกประเทศอังกฤษ
1. ทำหายในประเทศไทย
ขั้นตอนแรก เราจะต้องอีเมลไปแจ้งที่ BRPLost@homeoffice.gsi.gov.uk เพื่อแจ้งว่า เราจะทำ Replacement Biometric Residence Permit ในไทย จากนั้นให้น้อง ๆ เตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอ Visa กลับเข้าอังกฤษใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็คือ Replacement Biometric Residence Permit จากนั้นก็กรอกใบสมัครใน https://www.visa4uk.fco.gov.uk เพื่อทำเรื่องขอคิวยื่นวีซ่ากับ VFS โดยค่าธรรมเนียมการยื่น Replacement Biometric Residence Permit จะอยู่ 169 GBP ค่ะ จากนั้นน้อง ๆ จะได้หน้าวีซ่า สำหรับเดินทางเข้าประเทศเพียงครั้งเดียวเท่านั้นค่ะ

2. ทำให้ที่ต่างประเทศที่ไม่ใช่อังกฤษ (อาจจะเป็นประเทศในแถบยุโรปที่เราเดินทางไปเที่ยว)
ถ้าประเทศที่น้องๆทำให้มีสถานที่ให้ทำวีซ่าอังกฤษ น้อง ๆ สามารถทำวีซ่าอังกฤษได้ที่ประเทศนั้น ๆ ได้เลย โดยขั้นตอนเหมือนกับการยื่นขอ Replacement Biometric Residence Permit ในไทยเลย เพียงแต่ต้องอีเมลไปแจ้งที่ BRPLost@homeoffice.gsi.gov.uk ว่าเราจะทำ Replacement Biometric Residence Permit ในประเทศที่เราอยู่ ณ ตอนนั้น เช่น น้อง ๆ กำลังเที่ยวอยู่ที่ อิตาลี แล้วเกิดทำ BRP หล่นหาย ก็แจ้งว่าเราจะขอทำวีซ่าประเภท Replacement Biometric Residence Permit ที่ประเทศอิตาลี จากนั้นก็ดำเนินการขอวีซ่าตามกฎระเบียบของการขอวีซ่าอังกฤษที่ประเทศนั้น ๆ ได้เลย

การป้องกันบัตรหาย
พอเห็นค่าทำบัตร BRP ใหม่แล้ว น้อง ๆ หลายคนอาจจะสยองกันนิดหน่อย พี่แมงโก้เลยมาเสนอทางเลือกวิธีเก็บบัตรไม่ให้หายกัน น้อง ๆ สามารถถ่ายเอกสารบัตร BRP แบบหน้าหลังแล้วตัดประกอบเหมือนเป็นการ์ดกระดาษ เอาไว้พกแทนตัวจริงได้โดยที่เราเก็บตัวจริงไว้ที่หอ เพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าไม่ไปเผลอทำหล่นหายที่ไหนแน่ ๆ วิธีนี้พี่แนะนำให้ทำกับหน้า Passport ด้วยก็ดีนะคะ จะได้ไม่ต้องพก Passport ไปไหนต่อไหนตลอดเวลา แต่ถ้าน้อง ๆ จะต้องออกนอกประเทศอังกฤษ ก็ต้องใช้ทั้ง BRP และ Passport ตัวจริงเท่านั้นนะค้า


มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนต่ออังกฤษ อย่าลืมปรึกษาพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องเที่ยว เรื่องเอกสาร เรื่องทำของหาย พี่แมงโก้พร้อมดูแลด้วยใจ ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆค่า ติดต่อพี่แมงโก้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 พี่แมงโก้รอน้อง ๆ อยู่น้า