รีวิวเรียนต่อโท Marketing แบบเจาะลึกเฉพาะด้าน Marketing



เป็นอีกหนึ่งสาขาฮอตฮิตตลอดกาลของเด็กไทยที่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศ อังกฤษ แต่ด้วยความที่โลกยุคใหม่หมุนเร็วกว่าที่เราคิด ทำให้การทำการตลาดแบบเดิมๆอาจจะไม่ได้ผลดีแบบเดิมอีกแล้ว และศาสตร์ด้านมาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นเหมือนวิชาที่รวมสาย Creative เข้ากับ Business ทำให้มีการแตกแขนงสาขาออกมามากมาย วันนี้พี่แมงโก้จะพาน้องๆ ไปรู้จักกับ Marketing สาขาต่างๆ ที่จะทำให้น้องๆได้เป็น Specialist ในสาขาที่เจาะลึกลงไปมากกว่ามาร์เก็ตติ้งแบบธรรมดาๆ เลย


1. Brand and Advertising เน้นการทำมาร์เก็ตติ้งสายสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และการทำโฆษณาให้ประสบความสำเร็จในวงกว้าง เหมาะกับน้องๆที่อยากทำงานต่อในวงการโฆษณา หรือทำฝั่งคอร์ปเปอร์เรท ที่เน้นการสร้าง Brand ให้เป็นที่รู้จักและจดจำของผู้บริโภคหลักสูตรนี้มีที่;
– MA Advertising and Marketing, University of Leeds
– MSc Branding and Advertising, Nottingham Trent
– MSc Marketing and Brand Management, University of Essex


2. Marketing and User Experience เพราะทุกวันนี้เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประสบการณ์ของลูกค้า มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า รวมไปถึงมุมมองที่มีต่อแบรนด์ ทำให้เกิดเป็นหลักสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อมุ่งเน้นการสร้าง Strategy เพื่อให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีทั้งต่อแบรนด์และตัวสินค้าเอง โดยได้รวม Experience ทั้งทางด้าน Online และ Offline มาสอนทั้งหมด เป็นสาขาใหม่ที่น่าสนใจ และน่าจะใช้ได้จริงในโลกธุรกิจทุกวันนี้ด้วยหลักสูตรนี้มีที่;
– MSc Marketing and User Experience, Bournemouth University


3. Retail Management and Marketing การค้าปลีกเป็นส่วนสำคัญที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่ต้องรู้ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ก็เน้นขายสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยอยู่แล้ว หลักสูตรนี้จึงเป็นประโยชน์ในวงกว้างมากๆ ทั้งต่อคนที่จบไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือรับช่วงต่อธุรกิจที่บ้าน หรือแม้กระทั่งทำงานใน Global Company อย่า Unilever หรือ P&G ซึ่งจัดว่าเป็นธุรกิจค้าปลีกระดับใหญ่ยักษ์ โดยหลักสูตรนี้จะสอนทั้งการบริหารธุรกิจ Retail ไปจนถึงการทำ Marketing ยังไงให้ถูกใจลูกค้า หลักสูตรนี้มีที่;
– MSc Marketing Management (Retail), Bournemouth University


4. Digital Marketing เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ซื้อของ Online กันทั้งนั้น เพราะทั้งซื้อง่าย ขายคล่องขนาดนี้ หลายๆ บริษัทเลยให้ความสำคัญกับการทำ Digital Marketing เป็นอย่างมาก ซึ่ง Digital Marketing นี้ไม่ใช่เพียงแต่การทำมาร์เก็ตติ้งผ่านทางช่องทาง Social Media เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง website และ application ต่างๆ หรือก็คือทุกช่องทางที่อยู่ในหมวดหมู่ของ Digital ซึ่งหลักสูตร Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษก็จะสอนครอบคลุมไปในทุกส่วน และที่สำคัญหลายๆ มหาวิทยาลัย จะเน้นสอน Mindset ในการทำ Digital Marketing เพื่อให้ทันกับโลกแห่งการ Disrupt จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ในทุกๆวันด้วยหลักสูตรนี้มีที่;
– MSc Digital Marketing, Royal Holloway, University of London
– MSc Digital Marketing Management, Coventry University
– MSc Digital Marketing, University of Southampton
– MSc Digital Marketing and Analytics, University of Kent


5. Fashion Marketing ใครมีความฝันอยากทำแบรนด์เสื้อผ้า หรือเครื่องประดับเป็นของตัวเองกันบ้าง? ถ้าเป็นสายแฟ ที่มีความอาร์ตอยากทำเสื้อผ้าเอง แต่ก็ไม่อยากทิ้งด้านธุรกิจ และอยากรู้ว่าจะทำยังไงให้เสื้อผ้าเราขายได้ เชิญมุ่งหน้ามาเรียนหลักสูตร Fashion Marketing ได้เลย เพราะหลักสูตรนี้จะเน้นเจาะไปที่การทำ Marketing ให้กับแบรนด์แฟชั่นทั้งหลายโดยเฉพาะ เรียนได้ว่าจบออกไปสามารถไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง หรือจะไปทำงานในบริษัทแฟชั่นในดวงใจได้เลยหลักสูตรนี้มีที่;
– MA International Fashion Marketing, Regent’s University
– MBA International Fashion Management, Coventry University (London Campus)
– MSc International Fashion Marketing, Coventry University (London Campus)
– MA International Fashion Management, Nottingham Trent University
– MA Fashion Marketing, Nottingham Trent University
– MA Fashion Communication, Nottingham Trent University

luxury-brand-management

6. Luxury Brand Management ถ้า Fashion Marketing ยังกว้างไป อยากจะลงลึกไปที่ธุรกิจ Luxury Goods ซึ่งไปเป็นตลาด Niche ที่มีกำลังซื้อที่เข้มแข็งตลอดกาล ต้องมาเรียนหลักสูตรนี้เลย เพราะลูกค้าในกลุ่ม Luxury จะมีความยูนิค ที่อาจจะต้องใช้วิชาความรู้ที่เฉพาะเจาะจงในการพิชิตใจลูกค้ากลุ่มนี้ให้ได้ รวมถึงการได้มีโอกาสเรียนกับมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญ มีผู้สอนที่เคยอยู่ในธุรกิจนี้จริงๆ รวมทั้งการมีเพื่อนในห้องเรียน และ Alumni ที่จะเป็นคอนเนคชั่นในธุรกิจประเภทนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ในอนาคตการทำงานเป็นอย่างมาก หลักสูตรนี้มีที่;
– MA Luxury Fashion Brand Management, Nottingham Trent University
– MA Luxury Brand Management, Regent’s University

.
หวังว่าหลักสูตร Marketing แบบเจาะลึกที่พี่แมงโก้รวบรวมมา จะมีซักหลักสูตรที่ตรงใจน้องๆกันบ้างนะคะ ถ้าใครอ่านแล้วยังไม่จุใจ จะไปฟังแบบละเอียดเน้นๆที่ Mango Podcast ก็ได้ หรือถ้าใครอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติม
หรือมีคำถามแบบเจาะลึกลงไปอีก อยากถามพี่แมงโก้โดยตรง ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ก็ได้ทุกช่องทางเลย พี่แมงโก้พร้อมตอบทุกคำถาม และให้การช่วยเหลือด้านการเรียนต่อทุกขั้นตอน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลยค่า

5 สิ่งที่คนเข้าใจผิด เมื่อต้องเตรียมตัวไปเรียนต่ออังกฤษ


สำหรับน้องๆหลายคนที่อยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่เพิ่งเริ่มหาข้อมูล อาจจะทำให้มีความเข้าใจผิดในขั้นตอนการสมัครเรียนได้ และนั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้องๆ สมัครเรียนช้า จนที่นั่งของคณะที่น้องอยากเข้าเหลือน้อย หรืออาจจะช้าจนไม่มีเวลาทำใบสมัครให้ดี ไปจนถึงสมัครไม่ทัน ทำให้พลาดโอกาสการไปเรียนในปีนี้เลยก็ได้ พี่แมงโก้เลยรวบรวมสิ่งที่น้องๆส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด เพื่อไขข้อข้องใจ และทำให้น้องๆมีโอกาสในการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่น้องๆตั้งใจได้

  1. ต้องเลือกมหาวิทยาลัยจาก Ranking เท่านั้น

คำถามแรกที่น้องๆมักจะถามคือ ไปเรียนที่ไหนดี? และหลายๆคนไม่รู้ว่าเราควรเลือกมหาวิทยาลัยจากอะไร จึงเริ่มด้วยการดู Ranking เพื่อหามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ดี เหนือกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่ความจริงก็คือ Ranking มาจากหลายสำนักมาก แล้วเราจะเชื่อถือสำนักไหนได้มากกว่ากัน ยังคงเป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ พี่แมงโก้เลยอยากให้น้องๆที่กำลังจะไปเรียนต่อพิจารณาเลือกที่เรียนจากหลายๆปัจจัย มากกว่าที่จะเลือกจากที่ Ranking เพียงอย่างเดียว เพราะ Ranking ไม่ได้เป็นตัวตัดสินทุกอย่าง จริงอยู่ว่าวิชาการนั้นสำคัญ แต่การไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นปี ทำให้ความเป็นอยู่ สภาพเมืองก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราสามารถหาข้อมูลได้จากศิษย์เก่าที่เคยไปเรียน หรือดูตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่มีรีวิวกันอยู่มากมาย ส่วนด้านวิชาการ พี่แมงโก้แนะนำให้ดู Course Structure และอาจารย์ที่สอนประกอบกันไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่ามหาวิทยาลัยที่เราสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการทั้งทางด้านวิชาการ และไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ

  1. ต้องมีสอบ IELTS ก่อนสมัครเรียน

พอคิดว่าจะไปเรียนอังกฤษ ก็จะคิดว่าต้องสอบ IELTS ก่อน ถึงจะสมัครเรียนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วคะแนน IELTS เป็นเพียงตัวชี้วัดความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของเราเท่านั้น ซึ่งมีผลต่อการพิจารณารับเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยต่างๆไม่มากเลย และมหาวิทยาลัยในอังกฤษส่วนใหญ่จะให้เราสมัครเรียนได้โดยที่ยังไม่ต้องมีคะแนน IELTS ด้วย แม้แต่ในยูท็อปๆ เองก็ใช้เกณฑ์นี้ เพราะฉะนั้นน้องๆ สามารถสมัครเรียนได้เลยตั้งแต่ยังไม่มีคะแนน IELTS นะคะ แล้วสามารถยื่นคะแนน IELTS ได้ตามหลัง หรือจะหลังจากที่ได้ Offer ตอบรับการเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยแล้วก็ได้

  1. Pre-Sessional English คือการเรียนภาษาอังกฤษทั่วๆไป

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว คะแนน IELTS เป็นตัวบอกความสามารถทางภาษาอังกฤษของเรา ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะได้ผ่านเข้าเรียนไปเลย โดยไม่ต้องเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ (Direct Entry) หรือว่าจะต้องไปเรียน Pre-Sessional English ซึ่งมีน้องๆจำนวนมากคิดว่า การเรียน PSE คือการเรียนภาษาอังกฤษธรรมดาๆทั่วไป แต่ความเป็นจริงแล้ว PSE คือการเรียนภาษาอังกฤษที่จะนำไปใช้ในการเรียนต่อระดับปริญญาโท โดยหลักสูตร PSE ตั้งแต่ 10 weeks ลงมาจะเป็นการสอนภาษาอังกฤษแยกตามสาขาและหลักสูตรที่เรียน เช่น ถ้าเราจะไปต่อโท LL.M. เราก็จะได้เรียน PSE เพื่อไปเขียนรายงานวิชาด้านกฎหมายได้ดีขึ้น ใช้ภาษากฎหมายได้ถูกต้องขึ้น เป็น Academic มากขึ้น หรือการไปต่อโทใน Business School การเรียน PSE ของเราก็จะเรียนเพื่อไปใช้ Present งาน และเขียน Paper ไปในทาง Business Academic ที่มีศัพท์และภาษาที่เป็นทางการและเป็นวิชาการมากขึ้น เป็นต้น

  1. Reference Letter ต้องเป็นอาจารย์ที่ตำแหน่งสูง หรือคนมีชื่อเสียงเขียนแล้วจะดี

เป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้น้องๆหลายๆคนอาจจะต้องใช้เวลาไปตามหา หรือใช้เส้นสายเพื่อให้คนที่มีชื่อเสียง หรือมีตำแหน่งใหญ่ในคณะเป็นคนเขียน Reference Letter ให้ ซึ่งอาจจะใช้เวลาอย่างมาก และอาจจะทำให้การสมัครเรียนล่าช้าไปอีก จริงๆแล้ว Reference Letter ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ไม่ได้มีผลมากต่อการพิจารณารับเข้าเรียน สิ่งที่มหาวิทยาลัยที่อังกฤษต้องการได้จาก Reference Letter คือหลักฐานที่บอกว่าเด็กคนนี้เป็นคนยังไง เพราะฉะนั้นคนที่จะเขียน Reference Letter ได้ดีที่สุด คือคนที่รู้จักเราดี อาจจะเป็นอาจารย์ที่เคยสอนเราในห้องเรียน หรือจะเป็นหัวหน้างานที่น้องๆทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อเนื้อความดี และเป็นผลดีกับเรามากกว่าการที่ให้คนที่ไม่รู้จักเราเลยมาเขียนนะคะ

  1. อยากได้ทุน ก็ต้องสมัครมหาวิทยาลัยที่มีทุนให้สมัครเท่านั้น

ความจริงของการแจกทุนที่อังกฤษคือ ทุนมักจะให้เป็นรางวัลกับนักเรียนที่เป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยนั้นๆแล้ว นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยมักจะให้ทุนกับคนที่ไปอยากไปเรียนที่นี่จริงๆ และมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมเหมาะสมแก่การตอบแทนด้วยการช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะให้เองโดยที่เราไม่ต้องสมัคร เพราะทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากใบสมัครของน้องๆอยู่แล้ว เราจึงจำเป็นต้องได้รับตอบรับเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นๆก่อน จึงจะมีโอกาสได้ทุน

จริงๆแล้วถ้าใครอยากลดค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อโทที่ประเทศอังกฤษ สามารถมองหามหาวิทยาลัยที่ให้ส่วนลดต่างๆ กับน้องๆ ที่มีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยระบุก็ได้ เช่น ถ้าน้องๆ สมัครเรียนเร็ว ก็จะได้ส่วนลด Early Bird จะทางมหาวิทยาลัยบางแห่ง เป็นต้น

หวังว่า 5 ข้อข้างบนจะสามารถตอบคำถามคาใจ และเรื่องที่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆของน้องๆที่อยากไปเรียนต่อประเทศอังกฤษกันได้บ้างนะคะ ช่วงนี้มหาวิทยาลัยหลายๆแห่งก็เริ่มเปิดรับสมัครกันแล้ว อย่าลืมว่าสมัครก่อนได้พิจารณาก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่น้องๆใฝ่ฝันได้มากขึ้นน้า ไม่ต้องรอคะแนน IELTS ก่อนถึงจะสมัครเรียนได้ หรือปัจจัยอื่นๆที่อาจจะทำให้เราสมัครเรียนได้ช้าลง เราก็อาจจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้เลย

ถ้าอยากไปเรียนต่ออังกฤษ แต่มีข้อสงสัยที่มากกว่านี้ หรือไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ปรึกษาพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยอังกฤษในประเทศไทย ได้เลยที่ Line:@manglearning หรือ โทร. 02-129-3313 ปรึกษาฟรี ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายใดๆนะคะ

อยากเรียน Psychology แต่ไม่มีพื้นฐาน ไปเรียนที่ไหนได้บ้างในอังกฤษ


อยากเรียน Psychology แต่ไม่มีพื้นฐาน ไปเรียนที่ไหนในอังกฤษได้บ้าง มาถึงตรงนี้ คงจะมีน้องๆหลายคนที่สนใจด้าน Psychology ไม่ว่าจะเป็นจากการอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา ที่มีอยู่มากมายเต็มร้านหนังสือไปหมด หรือจากปรากฏการณ์ในสังคมที่เกิดจากความเครียด และจิตใจ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเป็นระยะๆ อยากจะเรียนต่อปริญญาโทด้านนี้ แต่ก็ติดที่ว่าไม่ได้เรียนด้านจิตวิทยามาตั้งแต่ตอนปริญญาตรี หรือบางคนอาจจะฝันอยากเป็นนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ แต่ก็ติดที่ไม่ได้มีพื้นฐาน แล้วจะไปต่อทางสายงานนี้ยังไง พี่แมงโก้มีทางออกให้แล้วค่ะ เพราะน้องๆที่จบสายนี้ นอกจากจะไปเป็นนักจิตบำบัดได้แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้าน Psychology ยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในการทำงานในฝ่ายบุคคลอีกด้วย

  1. MSc Psychology (Conversion) @ University of Nottingham

เน้นไปที่การเรียนเกี่ยวกับการทำงานของ สมอง (Brain) กระบวนการรู้คิด (Cognition) และ พฤติกรรมของมนุษย์ (Behavior)  เป็นหลักสูตร Psychology ที่ไม่ require ว่าต้องจบ Psychology ตอนป.ตรีมาก็สามารถเรียนได้ ออกแบบมาเพื่อคนที่ไม่มีพื้นฐาน แต่อยากทำงานต่อในด้านนี้ หรือต้องการการรับรองจาก British Psychological Society  เพื่อใช้ในการศึกษาต่อในหลักสูตรเกี่ยวกับจิตวิทยาที่ลึกลงไป แถมยังเป็นหลักสูตรของ University of Nottingham มหาวิทยาลัยในเครือ Russell Group อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ ที่โดดเด่นอย่างมากทางด้านวิชาการ จนได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 20 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในอังกฤษจาก The Complete University Guide 2019, The Guardian University Guide 2019 และ The Times and The Sunday Times Good University Guide 2019

  1. MSc Psychology @ Regent’s University

หลักสูตรที่สอนศาสตร์แห่งจิตวิทยาอย่างครอบคลุม ทั้งวิชา Biological Psychology, Cognitive Psychology เรียนจากเคสในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริงในวิชา Conceptual and historical issues และมีวิธีการที่หลากหลายที่เพิ่มเติมจากการ Lecture ทั้งจาก Seminar ให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนในห้อง อันเป็นหัวใจสำคัญของการเข้าใจคนอื่นและการเรียนจิตวิทยา เข้าคลาส Lap การสอนแบบตัวต่อตัว ไปจนถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งหลักการสอนทั้งหมดนี้ เน้นการนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เรียนแต่เพียงทฤษฎีเท่านั้น ตามหลักการของมหาวิทยาเลยเอกชนอันมีชื่อเสียง ที่ชาวยุโรปและชาวอังกฤษเองนิยมมาเรียนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังเป็นหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก BPS หรือ British Psychological Society ของประเทศอังกฤษด้วย

ทั้ง 2 หลักสูตรจาก University of Nottingham และ Regent’s University ได้รับการรับรองจาก BPS หรือ British Psychological Society และน้องๆที่จบทั้ง 2 หลักสูตรนี้ จะได้รับการรับรอง Graduate Basis for Chartered Membership (GBC) เป็นสมาชิกของ BPS และสามารถนำวุฒินี้ไปใช้ศึกษาต่อด้านจิตวิทยาที่สูงขึ้นต่อไป รวมถึงยังเป็นการรับรองจากองค์กรที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติอีกด้วย

ใครสนใจเรียนต่อป.โทสาขา Psychology หรือสาขาอื่นๆที่ประเทศอังกฤษ ติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ก็ได้นะคะ พี่แมงโก้พร้อมให้คำปรึกษา และแนะนำการเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสินจ้า

รีวิวหลักสูตร Business School ของมหาวิทยาลัย Exeter


รีวิวหลักสูตร Business School ของมหาวิทยาลัย Exeter

University of Exeter นับได้ว่าเป็น Business School ระดับท็อปของอังกฤษ เพราะได้รับการจัด Ranking ในแต่ละสาขาให้อยู่ใน Top 10 มาโดยตลอด อย่างเช่น Marketing ล่าสุดเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 ของหลักสูตร Marketing ที่ดีที่สุดในอังกฤษ หรือจะเป็นด้านไฟแนนซ์ ด้วยหลักสูตร MSc Finance Analysis and Investment Management ที่เป็น CFA affiliate program ซึ่งตรงกับ module ของ CFA Exam ถึง 70% แถมยังมีติว CFA ให้อีกด้วย

อีกสาขาที่โด่งดังไม่แพ้กันคือด้าน Management ซึ่งมีหลักสูตร MBA และ MSc Management ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Flagship Programme ของที่นี่ก็ทำอันดับได้ดีตลอด และยังมีทางเลือกที่สามารถทำ consulting หรือ internship ได้อีกด้วย

3 เหตุผลที่ทำให้ University of Exeter เป็นที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร

  1. Russel Group University มหาวิทยาลัย Exeter เป็นหนึ่งใน Top ของมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russel Group University ซึ่งโดดเด่นเรื่องของคุณภาพงานวิจัย
  2. Triple accreditation เครื่องการันตีคุณภาพของ Business School ด้วยการได้ Triple Accreditation จาก 3 สถาบัน คือ EQUIS, AMBA และ AACSB ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงธุรกิจระดับโลก
  3. หลักสูตรที่หลากหลายและเน้นการนำไปใช้ได้จริง หลักสูตรของมหาวิทยาลัย Exeter นับได้ว่าเป็นหลักสูตรที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริง จะเห็นได้จากหลายๆหลักสูตรที่หาไม่ได้ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ

เรามาดูกันดีกว่าว่า Business School ของ University of Exeter มีสอนหลักสูตรอะไรบ้างในระดับปริญญาโท โดยพี่แมงโก้จะแยกเป็นประเภทนะคะ

  1. Accounting
  • MSc Accounting and Finance
  • MSc Accounting and Taxation
  1. Business and Management
  • The Exeter MBA
  • MSc Management
  • MSc International Business
  • MSc Human Resource Management
  • MSc Entrepreneurship and Innovation Management
  • MSc International Tourism Management
  • MSc Engineering Business Management
  • MSc International Supply Chain Management
  • MSc Business Analytics
  • MSc Marketing
  1. Finance and Economics
  • MSc Finance Analysis and Investment Management
  • MSc Finance and Investment
  • MSc Finance and Management
  • MSc Finance and Marketing
  • MSc Money, Banking and Finance
  • MSc Behavioural Economics and Finance
  • MSc Economics
  • MSc Economics and Econometrics
  • MSc Financial Economics
  1. Related programmes
  • MSc Financial Technology (FinTech)
  • MSc Financial Mathematics
  • MA Creativity: Innovation and Business Strategy
  • MSc Data Science with Business

สำหรับใครที่อยากไปเรียนต่อที่ University of Exeter แอบบอกว่ามหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครแล้วน้า สามารถติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของ University of Exeter ในประเทศไทยมาได้เลย บริการของเราไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นนะคะ ทั้งทางไลน์ @mangolearning หรือจะโทรมาก็ได้ที่ 02-129-3313

Business Analytics หลักสูตรใหม่ล่าสุดจาก Exeter Business School ยูท็อปของอังกฤษ


ถ้าพูดถึง Business School ที่ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและระดับสากลแล้ว University of Exeter ก็จะติดโผมาทุกครั้ง เพราะโดดเด่นอย่างมากในหลักสูตร MBA และเป็นผู้นำและเชี่ยวชาญในด้าน Finance อย่างมากด้วย ทำให้มหาวิทยาลัย Exeter มักจะออกหลักสูตรที่ตอบโจทย์นักเรียน และโลกธุรกิจในยุคปัจจุบันอยู่เสอม ทั้ง Financial Analysis and Fund Management หลักสูตร Flagship programme ที่เป็นที่นิยม และขึ้นชื่อว่า ใครอยากเรียนโทที่อังกฤษพร้อมกับได้ CFA ไปด้วยต้องมาที่นี่ รวมถึง Finance and Marketing ที่เป็นการเรียนทั้ง Finance และ Marketing พร้อมกัน ซึ่งมีที่ University of Exeter ที่เดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น หลักสูตรที่ทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้ออกมาแต่ละหลักสูตร จึงได้รับการคิดและดีไซน์หลักสูตรมาแล้วเป็นอย่างดี

หลายคนคงสงสัยว่า Business Analytics ที่อื่นเค้าก็เปิดกันมาตั้งนานแล้ว ทำไม Exeter ถึงเพิ่งมาเปิด ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามหาวิทยาลัยจะต้องคิดและใช้เวลาดีไซน์หลักสูตรมาอย่างดีและถี่ถ้วน จากพื้นฐานของหลักสูตร MSc Data Science and Analytics ของ University of Exeter ที่อยู่อันดับที่ 11 ในประเทศอังกฤษ จาก The Complete University Guide 2020 ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับการศึกษาที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงกว้าง ประกอบกับความเชี่ยวชาญทางด้านการสอนธุรกิจของ Exeter Business School ซึ่งทุกสาขาติดอันดับ 1 ใน 20 จากทุกสถาบัน เป็นเครื่องการันตรีคุณภาพการเรียนการสอน และความรู้ของอาจารย์และหลักสูตรได้เป็นอย่างดี

หลักสูตร Business Analytics ที่มหาวิทยาลัย Exeter จะเรียนการจัดข้อมูล(Data Visualisation) และวิเคราะห์ข้อมูลหา insight เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ทั้งกับการบริหารจัดการภายในองค์กร การใช้ข้อมูลวิเคราะห์การตัดสินใจในฝ่าย HR หรือวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการตลาด โดยอาศัยข้อมูลจากการเก็บสถิติต่างๆ ที่มีอยู่เป็นปริมาณมากในยุคปัจจุบัน  โดยเป็นการสอนตั้งแต่พื้นฐานของ Business Analytics โปรแกรมที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึง Database Technologies for Business Analytics และสอนการวิเคราะห์ข้อมูลในทุกแขนงของธุรกิจ เพื่อให้น้องๆจบออกไปได้ความรู้เพื่อไปต่อยอดในการทำงานได้ดีที่สุด

น้องที่อยากมาเรียน Business Analytics ที่ University of Exeter ต้องมีความรู้พื้นฐานเช่น statistics, econometrics, mathematics, physics, computer science, engineering, หรือ business and management และสามารถกลับมาทำงานได้หลากหลายในสายงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจไม่ว่าจะเป็น Business and Data Analyst หรือ ฝ่าย Strategy หรือ Marketing หรือแม้กระทั่งฝ่าย HR เพราะที่นี่มีวิชา Strategic and HR Analytics ซึ่งต้องบอกว่าหลักสูตรนี้แม้จะใหม่กว่าที่อื่น แต่คุณภาพคับแก้ว เพราะสอนให้เรารู้รอบแบบ 360 องศา แต่ก็เจาะลึกพอที่จะให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลได้เลย

ถ้าน้องๆคนไหนมีความสนใจเรียนต่อด้าน MSc Business Analytics ที่ University of Exeter หรือจะเป็นมหาวิทยาลัยอื่นๆที่สอนหลักสูตรนี้เหมือนกันอย่าง Durham University หรือ University of Edinburgh สามารถสอบถามข้อมูลกับพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษได้เลยน้า พี่แมงโก้ให้คำปรึกษา และบริการฟรีจ้า ไลน์มาได้เลยที่ @mangolearning หรือจะโทรมาก็ได้ 02-129-3313 นะค้า พี่แมงโก้รออยู่น้า

6 ร้านอาหารรสชาติเยี่ยมที่ Southend-on-sea


รู้มั้ยคะว่า University of Essex นอกจากจะมีแคมปัสหลักอยู่ที่ Colchester แล้ว มหาวิทยาลัยนี้ ยังมีแคมปัสอยู่อีกที่ซึ่งไม่ใกล้กันเลย มีชื่อว่า Southend Campus ตั้งอยู่ที่เมือง Southend-on-sea เมืองชายฝั่งติดทะเลที่อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนเพียง 45 นาทีเท่านั้น!! หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ แต่พี่แมงโก้จะบอกให้ว่า ที่นี่ได้รับขนานนามว่าเป็น “SME City” ของอังกฤษเลยเชียวนะ เพราะฉะนั้นใครอยากเรียน Entrepreneurship ที่นี่เหมาะมากๆเลยจ้า ด้วยความที่ไม่ได้เป็นเมืองฮอตฮิตที่อยู่อันดับต้นๆในไกด์บุ๊ค รีวิวเลยจะน้อยๆหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวแล้ว เพราะ #MangoKnowItAll พี่แมงโก้จัดรีวิวร้านอาหาร 6 ร้านเต็มๆที่เมือง Southend-on-sea ไปเลยจ้า

  1. Osborne Bros Seafood Merchants มาอยู่ Southend-on-sea ทั้งทีจะพลาดกินอาหารทะเลก็คงจะแปลก และที่นี่คือร้านอาหารทะเลเล็กๆแต่คุณภาพเน้น ด้วยซีฟู้ดสดใหม่ทุกวัน pots of prawns, eels, oysters หรือจะเป็นปลาทะเลต่างๆก็เลือกได้เลยตามใจชอบ และเสิร์ฟ oyster หรือหอยนางรมสดใหม่ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในแคว้น essex เลย แถมวิวก็ดี ที่นั่งแบบเอ้าท์ดอร์ที่มองเห็นวิวทะเลแสนสวยตามแบบฉบับเมือง Southend-on-sea
  2. Olivers on the Beach ร้านอาหารริมหาดสุดชิคที่ตอนแรกเปิดเป็น Kiosk ริมทะเล แต่ขายดีจนเปลี่ยนมาเป็นร้านคาเฟ่คอยต้อนรับนักกินจากทั่วทุกที่ เสิร์ฟอาหารอาหารเช้าไปจนถึง Brunch มีเมนูเด็ดคือ ปลาซาดีนปรุงรสมาอย่างดี เสิร์ฟในกระป๋องปลาซาดีน คู่กับซาวโดห์ และซอส Aioli หรือมายอสเนสรสกระเทียมสไตล์โพรวองส์ ที่ทานคู่กันแล้วรสชาติดีอย่างลงตัว
  3. The Pipe of Port ร้านอาหารสไตล์อังกฤษแท้ๆที่อยู่ใกล้กับสถานี Southend Central เพียงนิดเดียว แม้ภายนอกจะดูธรรมดาแต่ตกแต่งภายในร้านอย่างคลาสสิค และยังเสิร์ฟเมนูอังกฤษแท้ๆอย่าง พายเนื้อรมควันสไตล์อังกฤษ และยังเป็น wine bar มีไวน์มากมายหลายชนิดให้สายแข็งได้ไปลิ้มลองกันอีกด้วย
  4. Pasta Pia อาหารอิตาเลี่ยนสไตล์สตรีทฟู้ด มีของเด็ดอยู่ที่ Flatbread แสนอร่อยที่นำมาทำเป็นแซนวิชสไตล์อิตาเลี่ยนจากแคว้น Emilia-Romagna แคว้นทางตอนเหนือของอิตาลี สอดไส้ด้วยครีมชีส salty cured meats และผักสลัด อย่าลืมเก็บท้องไว้ทานของหวานแสนอร่อยอย่าง sweet cannoli pastry ด้วยล่ะ
  5. Legend Deli ร้านอาหารแนว Fusion comfort food อยู่ใจกลางเมือง Southend เสิร์ฟอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ sausage-topped buttermilk chicken burger, flatiron steak และ kimchi ‘big bowl’ ramen แถมด้วยเมนูทานเล่นอย่าง deep-fried lasagna bites ที่ไม่ควรพลาดเลย
  6. SoPa Thai ใครคิดถึงอาหารไทยมาที่นี่ได้เลยค่า ที่นี่มีขายทั้งอาหารและยังเป็นซุปเปอร์มาร์เกตที่ขายของต่างๆจากเมืองไทยด้วย ตกแต่งด้วยบรรยากาศเรียบง่ายสไตล์ไทยๆ ที่ใครคิดถึงบ้านต้องแวะมา เสิร์ฟอาหารไทยสดใหม่ ยังไม่ของสดอย่างพวกผักต่างๆจากเมืองไทยที่จะนำเข้ามาทุกอาทิตย์ขายด้วยนะ

เป็นไงกันบ้างคะ ใครไปเรียน Southend อย่าลืมไปลองทานกันนะคะ ส่วนใครอยากไปเรียนต่อ University of Essex หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆในอังกฤษติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไลน์มาที่ @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ได้เลยค่า

10 อาชีพของเด็กจบ Computer Science


ในยุค Digital ที่เราอยู่นี้ อะไรๆก็ดูทันสมัยไปหมด และทุกคนก็ให้ความสำคัญกับ Big Data จนขนาดที่บางคนบอกว่า “Data is Everything” เพราะทุกอย่างได้เกี่ยวข้องกับข้อมูลไปหมดแล้ว และสิ่งที่จะจัดเก็บและประมวลข้อมูลออกมาได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคอมพิวเตอร์ นี่คงเป็นสาเหตุว่า ทำไมหลักสูตร Computer Science จึงฮอตฮิตติดชาร์ตมากตอนนี้

จริงๆแล้วหลักสูตรที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยังมีอีกมากมาย แยกย่อยไปอีกเยอะมาก ซึ่งพี่แมงโก้จะขอมาอธิบายขยายความใน Blog หน้านะคะ ส่วน Blog นี้พี่แมงโก้อยากจะโฟกัสไปจุดหมายปลายทางของการเรียน นั้นก็คือ จบ Com Sci แล้วจะไปทำงานอะไรได้บ้าง โดยรวบรวมออกมาเป็น 10 อาชีพให้น้องๆได้ลองศึกษาดูนะคะ ว่ามีอะไรที่เราอยากทำรึป่าว งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

  1. Software Developer

คือคนที่สร้าง และพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ อย่างเช่น มีคนอยากสร้าง Application เรียกรถแท็กซี่ Software Developer จะเป็นคนตั้งต้นที่เป็นคนคิดว่า Application นี้จะทำงานอย่างไร รวมถึงคอยพัฒนา ตรวจสอบ และแก้ไขจุดบกพร่อง เหมือนที่เราเหล่าผู้ใช้จะเห็นได้จากการที่เราต้องคอย Update Application อยู่เสมอๆ โดยคนที่จะมาเป็น Software Developer ได้นั้นจะต้องเขียน Code หรือภาษาคอมพิวเตอร์ได้ รู้จักการจัดการแก้ปัญหาของซอฟท์แวร์อย่างสร้างสรรค์ รู้จัก Insight ของ End Users ซึ่งเป็นผู้ใช้แอพ และสามารถทำให้แอพตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี และมีปัญหาน้อยที่สุด

  1. Database Administrator

คือคนที่ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และประเมินผลของข้อมูลที่ได้จะผู้ใช้งานในแอพพลิเคชั่น หรือโปรแกรมนั้นๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาและตีความความต้องการของผู้ใช้ ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมูลของผู้ใช้งานต่อไป Database Administrator มีหน้าที่คอยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล Database และคอบปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้ง่ายต่อผู้ใช้งานระบบ เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด

  1. Computer Hardware Engineer

เมื่อเรามี Software Developer แล้ว เราก็ต้องมี Hardware Engineer มาเป็นของคู่กัน เพราะ Computer Hardware Engineer จะทำหน้าที่ออกแบบ พัฒนา รวมถึงทดสอบระบบที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ต่างๆให้ใช้งานได้ดี เหมาะสมกับการใช้งาน คนที่จะมาเป็น Computer Hardware Engineer จะต้องมีความครีเอทีฟและมีความรู้ทางด้านเทคนิคเป็นอย่างดี จะต้องเป็นคนรักการเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปทุกนาที การเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยจะเป็นเพียงพื้นฐานเพื่อให้น้องๆนำไปต่อยอดในสาขาวิชาที่น้องๆทำงานต่อไปเท่านั้น เพราะ Hardware เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นที่ล้ำยุคและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และก็เหมือนกับคนอื่นๆในสายงานนี้ ที่จะต้องมีการทดสอบ แก้ไข และพัฒนา Hardware อยู่ตลอดเพื่อให้สามารถทำงานได้ดีกับโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นที่จะนำไปใช้ด้วย

  1. Computer Systems Analyst

ทำหน้าที่เหมือนเป็นคนตรวจสอบระบบขององค์กร และแนะนำว่าควรจะใช้ Software และ Hardware ให้ไปในทิศทางไหนที่จะทำให้ระบบขององค์กรทำงานได้ประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากเป็นคนที่มีหน้าที่ตรวจสอบแล้ว ยังมีหน้าที่สื่อสารให้คนในองค์กรเข้าใจว่าทำไมต้องปรับเปลี่ยนทั้ง Software และ Hardware รวมถึงถ่ายทอดและอธิบายให้คนอื่นๆในองค์กรที่อาจจะไม่เข้าใจในระบบ IT ได้มีความรู้และเข้าใจถึงปัญหา เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของทั้งคนและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน นอกจากนี้คนที่เป็น Computer Systems Analyst ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวองค์กรที่ทำงานอยู่ รวมถึงด้านธุรกิจด้วย เพื่อนำความรู้ความเข้าใจนั้น มาใช้พัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นไป โดนตำแหน่งนี้จะคล้ายกับ Business Analysts หรือ Business Systems Analysts

  1. Computer Network Architect

ทำหน้าที่ออกแบบ นำมาปรับใช้ และบำรุงรักษา ระบบ Networking และระบบการสื่อสารข้อมูล ทั้งในระบบ Network ภายในและภายนอก รวมถึงระบบ Internet ในวงกว้าง โดยคนที่เป็น Computer Network Architect มีความจำเป็นที่จะต้องมีการคิดวิเคราะห์ที่ดี และเป็นเหตุเป็นผล รวมถึงสามารถประเมินความสามารถของระบบได้เป็นอย่างดี จะต้องรู้จักทั้งความต้องการขององค์กรที่ต้องการจะแชร์ข้อมูลและสื่อสารกับลูกค้าในวงกว้างด้วย โดยคนที่ทำงานในตำแหน่งนี้จะต้องรู้จักโปรดักท์และเซอร์วิสขององค์กรเป็นอย่างดี ร่วมถึงจะต้องเทสระบบก่อนที่จะนำมาใช้จริง เพื่อให้การทำงานของระบบเป็นไปอย่างไหลลื่นและดีที่สุดเมื่อถึงมือผู้ใช้บริการแล้ว

  1. Web Developer

เป็นคนที่ทำหน้าที่สร้างโครงสร้าง Website และรวมถึงแก้ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานเว็บไซท์ เช่น การเข้าถึงหน้าเว็บไซท์ ความเร็วในการโหลดหน้าเพจนั้นๆ และยังเป็นคนคอย monitor จำนวนคนใช้งานเว็บไซท์ จำนวนคนเข้าเพจ รวมถึงหาข้อมูลว่าคนเข้าเพจจากทางไหนและจะทำยังไงให้ผู้ใช้เข้าถึงเพจได้มากที่สุด จาก insight ของผู้เข้าใจเพจจากข้อมูลหลังบ้าน รวมถึงนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานและเพิ่มปริมาณคนเข้าเพจด้วย

  1. Information Security Analyst

ทำหน้าที่สร้างระบบที่แข็งแรงปลอดภัย เพื่อไม่ให้ Hacker สามารถเจาะเข้ามาขโมยข้อมูล หรือทำลายระบบได้ โดย Information Security Analyst จะต้องทำหน้าที่ research เทรดของ Data security รวมถึงคอยเทสระบบ (PEN-Test) เพื่อหาช่องโหว่ และเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะสามารถนำมาพัฒนาการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบขององค์กรได้

  1. Computer and Information Research Scientists

เป็นผู้ประดิษฐ์คิดคน และดีไซน์โปรแกรมจากเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน พูดง่ายๆก็คือ เป็นคนที่นำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในโลกธุรกิจ การแพทย์ วิทยาศาสตร์และความรู้สาขาอื่นๆ นัก Computer and Information Research Scientists ยังมีหน้าที่ในการเขียน algorithms ที่ใช้ในการตรวจสอบและวิเคราะห์รูปแบบของข้อมูลในวงกว้าง และความรู้แขนงนี้ สามารถนำไปใช้เขียนโปรแกรมสั่งงานหุ่นยนต์ต่างๆได้อีกด้วย

  1. Computer and Information Systems Managers

มาถึงตำแหน่งในระดับเมเนเจอร์ ที่มีหน้าที่คอยวิเคราะห์ความต้องการเทคโนโลยีขององค์กร ก้าวทันโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับระบบจัดการข้อมูลและองค์กรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องเป็นคนที่มีความรู้รอบด้าน ทั้ง Software Hardware Networking และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อการตัดสินใจลงทุนไปกับเทคโนโลยีนั้นๆได้อย่างเหมาะสม นอกจากความรู้รอบด้านในเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องนำเสนองานเป็น สื่อสารรู้เรื่อง และมีความเป็นผู้นำเพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านไอทีในบริษัทด้วย

  1. IT Project Manager

ตำแหน่งเมเนเจอร์ที่ดูภาพองค์รวมของแผนกไอที เป็นคนคุมและนำทางทั้ง Programmer และ Analysts ที่อยู่ในแผนกไอทีทั้งหลายให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบลื่น และให้โปรเจคงานนั้นๆสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาของทั้งองค์กรตัวเองและบริษัทลูกค้า รวมถึงเสนอทางแก้ไข และข้อเสนอแนะต่างๆเพื่อให้เกิดการพัฒนาสูงสุด เพราะฉะนั้นสกิลทางด้านสื่อสารจำสำคัญสำหรับตำแหน่งนี้มาก ไม่แพ้สกิลความรู้ทางด้านเทคนิคต่างๆเลย

และนี่ก็คือ 10 อาชีพยอดฮิตของคนที่เรียนทางด้าน Computer Science มา บางทีก็รับตั้งแต่เด็กจบปริญญาตรี ส่วนน้องๆคนไหนที่มีประสบการณ์ทำงานพอตัวแล้ว อยากจะไปเรียนต่อในด้านเฉพาะทางยิ่งขึ้น ที่ประเทศอังกฤษก็มีสาขาวิชาแยกย่อยมากมายให้น้องๆได้ไปเรียนเพื่อกลับมาเป็น specialist ในด้านนั้นๆได้เลยนะคะ เดี๋ยว Blog หน้าพี่แมงโก้จะมาแนะนำคณะสำหรับน้องๆ Com Sci กัน ว่ามีหลักสูตรไหนให้เรียนบ้าง

ถ้าใครอ่านอาชีพแล้วอยากไปเรียนต่อเลยก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยนะจ๊ะที่ Line: @mangolearning หรือจะโทรมาคุยกันก็ได้ที่ 02-129-3313 พี่แมงโก้ไม่ติดเรื่องให้คำปรึกษาจ้า

5 Business Schools ชั้นนำใน UK ที่ได้รับ Triple Accredited


Triple Accredited คือการได้รับการันตรีคุณภาพการเรียนการสอนของ Business School จากสถาบันชั้นนำของโลก 3 แห่งคือ


1. AACSB – The Association to Advance Collegiate Schools of Business (United States) คือองค์กรอิสระของสหรัฐอเมริกาที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อการันตรีคุณภาพของ Business School ทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นคล้าย ๆ กับสมาคมของ Business และ Management School ของทั้งในอเมริกาและทั่วโลก แต่ไม่ใช่สมาชิกทุกคนจะได้รับการการันตรี AACSB นี้

2. AMBA – The Association of MBAs (United Kingdom) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เหมือนกับ AACSB ของอเมริกา แต่แตกต่างกันที่ AMBA จะรับรอง Management Programme ในระดับปริญญาโท หรือ Postgraduate Degree เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตร MBA

3. EQUIS – EFMD Quality Improvement System (European Union) องค์กรที่ทำหน้าที่เหมือน AACSB และ AMBA แต่เป็นของสหภาพยุโรป โดยรับรองคุณภาพโดยพิจารณาจากการสอนของ Business School นั้น ๆ อย่างที่เรารู้กันดีว่า ไม่ว่าที่ไหนในโลกก็มีหลักสูตร Management และ Business School ก็มีเยอะแยะมากมาย แต่มีเพียง 1% ของ Business School ทั้งโลกนี้ที่ได้รับ Triple Accredited เหมือนกับมงลงพร้อมกับ 3 อันเลยนะคะ

วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำให้รู้จักกับ 5 Business School ชั้นนำในสหราชอาณาจักรกัน

review-edin
1. University of Edinburgh

มหาวิทยาลัยประจำเมืองหลวงของสกอตแลนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีชื่อเสียงทางด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก จัดเป็นหนึ่งใน Prestige University ของสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว หลักสูตรที่ได้รับ Triple Accredited คือ

– MSc Accounting and Finance
– MSc Banking and Risk
– MSc Business Analytics
– MSc Carbon Finance
– MSc Entrepreneurship and Innovation
– MSc Finance
– MSc Finance, Technology and Policy
MSc Human Resource Management
– MSc Management
– MSc Marketing
– MSc Marketing and Business Analysis
– MSc International Business and Emerging Markets
– MBA

21-durhamuniversitybusinessschool
2. Durham University

อีกหนึ่ง Prestige University มหาวิทยาลัยชื่อดังทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองเดอแรมที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม มี Business School ชื่อดังที่เป็นเป้าหมายการเรียนปริญญาโทจากนักเรียนทั่วโลก หลักสูตรที่ได้รับ Triple Accredited คือ

– MSc Accounting
– MSc Business Analytics
– MSc Economics
– MSc Environmental and Natural Resource Economics
– MSc Experimental Economics
– MSc Public Economics
– MSc Finance
– MSc Finance (Accounting and Finance)
– MSc Finance (Corporate and International Finance)
– MSc Finance (Economics and Finance)
– MSc Finance (Finance and Investment)
– MSc Finance (International Banking and Finance)
– MSc Finance (International Money, Finance and Investment)
– MSc Islamic Finance
– MSc Islamic Finance and Management
– MSc Management
– MSc Management (Entrepreneurship)
– MSc Management (Finance)
– MSc Management (Human Resource Management)
– MSc Management (International Business)
– MSc Management (Supply Chain Logistics)
– MSc Marketing
– MBA



3. Newcastle University

มี Campus อยู่ทั้งในเมือง Newcastle เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอังกฤษ และกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษและยังเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของโลกอีกด้วย หลักสูตรที่ได้รับ Triple Accredited คือ

– MSc Accounting, Finance and Strategic Investment
– MSc International Financial Analysis
– MSc Banking and Finance
– MSc Finance
– MSc International Economics and Finance
– MSc Quantitative Finance and Risk Management
– MSc International Business Management
– MSc E-Business
– MSc E-Business (E-Marketing)
– MSc E-Business (Information Systems)
– MSc Global Human Resource Management
– MA Arts, Business and Creativity
– MSc Innovation, Creativity and Entrepreneurship
– MSc International Marketing
– MSc Operations, Logistics and Supply Chain Management
– MSc Computing Science
– MA Cross-Cultural Communication and International Management
– MA International Development and Education
– MBA


4. University of Exeter

มาที่มหาวิทยาลัยทางตอนใต้แถบ Cornwall ที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิป ๆ อย่าง Exeter และยังเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งได้รับมง Triple Accredited มาหมาด ๆ อีกด้วย
– MSc Accounting and Finance
– MSc Accounting and Taxation
– MSc International Management
– MSc International Business
– MSc Marketing
– MSc Human Resource Management
– MSc International Tourism Management
– MSc Entrepreneurship and Innovation Management
– MRes Management
– MRes Global Political Economy
– MSc Economics
– MSc Economics and Econometrics
– MSc Behavioural Economics and Finance
– MSc Financial Mathematics
– MSc Money, Banking and Finance
– MSc Financial Economics
– MSc Financial Analysis and Fund Management
– MSc Finance and Investment
– MSc Finance and Management
– MSc Finance and Marketing
– MSc Computer Science
– MSc Computer Science with Business
– MSc Data Science
– MSc Data Science with Business
– MSc Applied Data Science and Statistics
– MSc Engineering Business Management
– MSc International Supply Chain Management
– MBA


manu-into
5. University of Manchester

นอกจากเมือง Manchester จะมีทีมฟุตบอลชื่อดังแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของ Business School ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติอย่าง Alliance Manchester Business School อีกด้วย หลักสูตรที่ได้รับ Triple Accredited คือ
– MSc Accounting
– MSc Accounting and Finance
– MSc Finance
– MSc Quantitative Finance
– MSc Innovation Management and Entrepreneurship
– MEnt Master of Enterprise
– MSc International Business and Management (Management)
– MSc Business Analysis and Strategic Management
– MSc Management
– MSc Marketing
– MSc Operations, Project and Supply Chain Management
– MSc Business Analytics: Operational Research and Risk Analysis
– MSc Human Resource Management and Industrial Relations
– MSc International Human Resource Management and Comparative Industrial Relations
– MSc Organisational Psychology
– MSc Business Psychology
– MBA

เตรียมตัวอย่างไรให้สอบผ่าน IELTS


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังคิดว่าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี หรือปริญญาโท คงรู้กันทุกคนอยู่แล้วว่าหนึ่งในเกณฑ์ที่ต้องใช้ในการสมัครก็คือคะแนนสอบ IELTS หรือ The International English Language Testing System การจะทำคะแนนให้ได้ดี ย่อมต้องมีการเตรียมตัวที่ดี วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนะวิธีการเตรียมตัวเพื่อให้สอบ IELTS ผ่านฉลุย ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษที่น้องใฝ่ฝัน

ข้อสอบ IELTS จะแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ก็คือ Listening, Reading, Writing และ Speaking โดย 3 พาร์ทแรกจะสอบในช่วงเช้าเรียงต่อกันไป ส่วนพาร์ท Speaking จะสอบกับอาจารย์ต่างชาติในภาคบ่าย แม้ว่าเดี๋ยวนี้การสอบ IELTS จะมีสอบแบบ Computer base แต่ว่าสำหรับพาร์ท Speaking  ก็จะยังคงสอบกับอาจาร์ยชาวต่างชาติแบบตัวต่อตัวเหมือนเดิม ในวันสอบน้องต้องอย่าลืมเตรียมบัตรประชนหรือ Passport เพื่อยืนยันตัวตน ส่วนอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นดินสอ ปากกา หรือนาฬิกา ก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบทั้งนั้น สิ่งที่จะนำติดตัวเข้าไปได้มีเพียงน้ำขวดเดียวค่ะ

ก่อนอื่นพี่แมงโก้อยากจะแนะนำหนังสือที่ใช้ในการเตรียมตัวก่อนเลย หนังสือแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่เป็น Beginner มากๆ พี่แมงโก้แนะนำให้อ่านหนังสือของ Baron’s เพราะเป็นหนังสือที่มีบทเรียนก่อนพาร์ทที่เป็นข้อสอบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ข้อสอบง่ายสำหรับน้อง ๆ ที่ภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่แข็งแรงมาก ถ้าเขยิบเลเวลขึ้นมาอีกนิด ก็อ่านของ Kaplan ที่จะมีความยากขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ยากจนเกินไป เหมาะกับคนที่พัฒนาภาษาอังกฤษในระดับที่ยากขึ้นมา

ต่อไปเป็นหนังสือของ Cambridge ชื่อว่า The Official Cambridge Guide to IELTS with Answers เล่มสีขาว เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่แนะนำมาก ๆ เพราะเรียบเรียงเนื้อหาได้ดีมาก อ่านง่าย เข้าใจง่าย ราคาก็ไม่แพงด้วย พออ่านหนังสือจบแล้ว ก็อย่างลืมลองฝึกทำข้อสอบจริงด้วย เพราะถึงแม้ในหนังสือจะมีแบบฝึกหัดข้อสอบให้เราแล้ว แต่เราจำเป็นอย่างมากที่จะต้องฝึกลองทำข้อสอบพร้อมกับจับเวลาจริง ๆ ไปด้วย
เหมือนจำลองการสอบ IELTS จริง ๆ เลย เพื่อเราจะได้ไม่ลนในวันจริง และทำข้อสอบได้ทันเวลา เพราะวันสอบจริงจะมีการจับเวลาอย่างเคร่งครัด วิธีนี้จะช่วยทำให้น้อง ๆ รู้จักตัวเองว่าใช้เวลาทำข้อสอบแต่ละพาร์ทนานขนาดไหนและช่วยให้น้อง ๆ บริหารเวลาในการทำข้อสอบได้ดีขึ้นด้วย เพราะถึงทำได้ แต่ถ้าทำไม่ทันเวลา น้อง ๆ ก็จะไม่ได้คะแนนนะจ๊ะ พี่แมงโก้แนะนำให้ซื้อหรือดาว์นโหลดหนังสือ Cambridge English IELTS with Answers แบบ Academic Training เพราะเป็นหนังสือที่มีแต่ข้อสอบล้วน ๆ ในทุก ๆ พาร์ท ถ้าน้องซื้อหนังสือเล่มนี้ให้เลือกแบบที่มี CD เพื่อให้น้องฝึก Listening ด้วย ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีตั้งแต่เล่ม 1 – 11 เล่มเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าน้อง ๆ ทำข้อสอบในทุกเล่มจนหมดแล้ว ก็จะเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับข้อสอบไอเอลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

สำหรับพาร์ท Listening แนะนำให้น้อง ๆ ฝึกด้วยการฟังข่าง BBC ทุกวันเพิ่มเติม และดูหนังภาษาอังกฤษโดยที่ปิด Subtitle เป็นการฝึกให้หูเราคุ้ยเคยกับภาษา ถ้ารถติดอาจจะโหลด Podcast ที่เป็นภาษาอังกฤษมาฟังฆ่าเวลาไปก็ได้ ฟังทุกวันน้อง ๆ จะคุ้นเคยกับสำเนียงต่าง ๆ แน่นอน และตอนฟังข้อสอบ จะต้องฟังให้ดี ๆ เพราะบางทีข้อสอบอาจจะหลอกเราได้ เช่น จะพูดคำตอบที่ผิดช้าๆแต่คำตอบที่ถูกเร็ว ๆ เป็นการเทสว่าน้อง ๆ ฝึกออกเสียงและเข้าใจภาษามากแค่ไหน นอกจากนี้เวลาเขียนตอบ แนะนำให้เขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดเพราะบางที่คำตอบนั้นอาจจะเป็นคำเฉพาะที่เริ่มด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นตัดปัญหาไปเลยด้วยการเขียนตอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

Reading พาร์ทนี้น้อง ๆ ควรอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษให้บ่อยที่สุด อ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นบทความที่เจอตามเฟสบุ๊ค ฉลากอาหาร ใบปลิวใด ๆ ก็จะช่วยฝึกน้อง ๆ ได้หมด อ่านแล้วก็อย่าลืมฝึกจับใจความสำคัญ ในการทำข้อสอบเราไม่จำเป็นต้องอ่านให้เข้าใจทุกประโยคแต่ต้องจับใจความให้ ได้ แล้วถ้าศัพท์คำไหนไม่รู้ ก็เปิดหาความหมายทันที จะช่วยทำให้น้อง ๆ จำศัพท์ได้มากขึ้น ยิ่งมีศัพท์ในคลังสมองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้น้องๆอ่านบทความในข้อสอบได้ดีเท่านั้น แถมยังนำไปใช้ในพาร์ท Writing อีกด้วย

พาร์ท Writing ข้อสอบจะให้เขียน 2 บทความ โดยจะกำหนดจำนวนคำที่ต้องเขียนมาแล้ว เช่น Writing I จะต้องเขียนให้ครบ 15 คำ โดยเป็นการอธิบายแผนที่ หรือวิเคราะห์กราฟ เราก็พยายามฝึกเขียนไปเรื่อย ๆ ตามแบบฝึกหัดในหนังสือ ทริคก็คือ พยายามนับคำว่าบรรทัดหนึ่งเราเขียนได้กี่คำ เพื่อเวลาสอบจริงเราจะได้กะ ๆ ได้ว่าเราเขียนไปกี่คำแล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลามานับอีกรอบ และ Writing II จะมีโจทย์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆมาให้เราวิเคราะห์ โดยกำหนดให้เราเขียน 250 คำ น้อง ๆ ก็ใช้วิธีเขียนเหมือนเรียงความที่เราเคยเรียนกันมา ที่ต้องมีบทกล่าวนำ เนื้อเรื่อง และสรุป พยายามเน้นเรื่องแกรมม่าให้ถูกต้องและใช้ศัพท์ที่เป็น Academic
มากขึ้น เช่นคำว่า Big อาจจะเปลี่ยนเป็น Giant, Gigantic หรือ Huge แทน ส่วนนี้ก็จะสามารถเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้

มาถึงพาร์ท Speaking ก็จะเป็นการพูดคุยโต้ตอบกับอาจารย์ชาวต่างชาติใน Topic ที่อาจารย์ถาม และยังมีการให้เราเลือกจับการ์ดหัวข้อที่เราจะต้องพูดด้วย การเตรียมตัวก็พยายามใช้ภาษาอังกฤษให้มากที่สุด อาจจะเป็นการพิมพ์แชทไลน์กับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ หรือลงเรียนคอร์สพูดภาษาอังกฤษออนไลน์ หรือถ้ามีโอกาสได้เจอฝรั่งก็พยายามเข้าไปพูดคุยกับเค้าให้มากที่สุด นี่เป็นการ Make Friend กับฝึก IELTS ไปในตัวเลยด้วยเลยนะคะ

พอถึงวันสอบจริงก็ขอให้น้องไปก่อนเวลา เพราะบางทีน้องได้คิว 14.30น. ถ้าน้องไปถึงเร็ว อาจจะได้เข้าห้องสอบตอน 14.15น.เลยก็ได้ แล้วก็พยายามตั้งสติ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ไม่ตื่นเต้น
ให้คิดว่าเหมือนเราเข้าไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง สุดท้ายนี้ก็ขอให้น้องๆทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม มีสติในการทำข้อสอบทุกพาร์ทให้ดี และขอให้คะแนนน้องๆออกมาดีผ่านเกณฑ์ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษกันทุกคนนะคะ พี่แมงโก้เป็นกำลังใจให้เสมอ 🙂