เมืองในอังกฤษที่ดีที่สุดสำหรับสาขา Computer Science


ถ้าจะให้พูดในเรื่องของการเรียนสาขา Engineering หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเรียงนามที่โด่งดังในสาขานี้ก็เป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก University of Sheffield! บอกเลยว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการเรียนในแนว Engineering และ Computer Science อย่างมากๆ เลย แต่ก่อนอื่น เราไปรู้จักกับ University of Sheffield ให้ดียิ่งขึ้นกันก่อนดีกว่า 

 

 

Fun facts เกียวกับ University of Sheffield 

* ตั้งอยู่ในเมือง Sheffield ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 3 ชั่วโมง 

* University of Sheffield เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน Russell Group ของประเทศอังกฤษ

* อยู่ในกลุ่ม World’s Top 100 Universities จาก QS World Rankings 

* ทางมหาวิทยาลัยเด่นในเรื่องสาขา Engineering อย่างมาก

 * อยู่ใกล้สนามบิน Manchester ทำให้น้องๆ สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย 

 

มหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่ในเมือง Sheffield ซึ่งนับว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 5 ของประเทศอังกฤษ ทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่สะดวกสบาย ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิตและเรื่องของการเดินทาง นอกจากนั้น ยังถือเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับน้องๆ ที่สนใจในสาขา Computer Science อีกด้วยนะ! 

เมือง Sheffield ถือว่าเป็น Hub ของ Computer Science เพราะว่าในเมืองนี้มีเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำหลากหลายที่น้องๆ จะได้โอกาสในการฝึกงานหรือร่วมงานด้วยหลังจากจบการศึกษา เช่น Boeing, Rolls-Royce แล้วยังมี Siemens อีกด้วย 

ถือว่าถ้าน้องๆ ที่เรียนจบ Computer Science จาก University of Sheffield จะมีโอกาสได้ฝึกงานและร่วมงานกับบริษัทที่เป็น Partners กับทางมหาวิทยาลัยได้เลย (Boeing, Rolls-Royce และ Siemens) 

มาดูกันดีกว่าว่าสาขา Computer Science ของ University of Sheffield จะมีอะไรบ้าง 

 

– MSc Data Analytics 

– MSc Cybersecurity and Artificial Intelligence 

– MSc Advanced Computer Science 

– MSc Computer Science with Speech and Language Processing 

 

นอกจากจะมี Partners มากมายที่จะเปิดโอกาสให้ทางนักศึกษาของ University of Sheffield ได้เปิดประสบการณ์แล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็ยังมีตึกที่เรียกว่า The Diamond Building อีกด้วย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของนักศึกษา มีทั้งห้องสมุด และห้องทดลองให้ได้ใช้อย่างเต็มที่เลยย 

 

ข้างในตึก The Diamond, University of Sheffield

 

ตึก The Diamond, University of Sheffield

น้องๆ คนไหนที่ต้องการจะศึกษาต่อในด้าน Computer Science ที่ University of Sheffield แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นคอร์สไหนที่จะเหมาะ มาพูดคุยปรึกษาพี่ๆ แมงโก้ได้เลยน้าา บริการฟรีทุกขึ้นตอน! Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับสาขา Engineering : University of Sheffield


 

 

ไม่ว่าผ่านไปกี่สิบปี อาชีพวิศวกรก็ยังเป็นอาชีพที่ตลาดงานต้องการเสมอ และมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับสาขา Engineering ตอนนี้ ก็คือ University of Sheffield นั่นเองค่ะ! มาทำความรู้จักกับ University of Sheffield กันดีกว่าาา! 

 

* ตั้งอยู่ในเมือง Sheffield ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 3 ชั่วโมง 

* University of Sheffield เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน Russell Group ของประเทศอังกฤษ

* อยู่ในกลุ่ม World’s Top 100 Universities จาก QS World Rankings 

* ทางมหาวิทยาลัยเด่นในเรื่องสาขา Engineering อย่างมาก

 

ถือว่าเป็นมหาลัยที่น่าสนใจมากๆแถมยังมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านสาขาวิศวกรรมอีกด้วย ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเรียนจบไปจะได้งานที่ดี และสามารถเอาความรู้จากที่เรียนมาใช้ได้อย่างแน่นอน 

บอกได้เลยว่า University of Sheffield ตั้งงอยู่ในเมืองที่น่ารัก เมืองที่เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 5 ของประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นเมืองที่เหมาะกับการศึกษาอย่างมากเลยค่ะ ตัวมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้ห่างจากจุด City Centre มาก ทำให้น้องๆ สามารถเข้าไปเที่ยวเพื่อซื้อของได้อย่างง่ายดายเลย 

และสำหรับน้องๆคนไหนที่สนใจสายอาชีพทางด้านวิศวะ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกเรียนสาขาวิชาไหนดี วันนี้พี่ๆแมงโก้ได้รวบรวม 8 สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ไว้ให้แล้วนะคะ เพื่อที่น้องๆจะได้เอาไปเป็นแนวทางในการเลือกเรียนให้ตอบโจทย์กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

เอาล่ะค่ะ เรามาดูแต่ละสาขากันเลยดีกว่า ~

 

1 Aerospace Engineering

‘วิศวกรรมการบินและอวกาศ’ เป็นสาขาวิชาที่จะเน้นในด้านการทำงานของเครื่องบินและอวกาศเป็นหลัก ซึ่งน้องๆจะได้เรียนตั้งแต่เรื่องพื้นฐานเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเครื่องบิน องค์ประกอบแต่ละอย่างในเครื่องบิน ไปจนถึงการเจาะลึกเรื่ององค์ประกอบแต่ละอย่างว่ามันทำงานกันยังไงบ้าง

 

2 Automatic Control & Systems Engineering

ต่อมาเป็นสาขาที่เรียกได้ว่ากำลังมาแรงในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งก็คือสาขา’วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบควบคุมอัตโนมัติ’นั่นเองค่ะ จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับการสร้าง ออกแบบ พัฒนาและจัดการระบบควบคุมอัตโนมัติ ที่จะเน้นไปในเรื่องของการเขียนโปรแกรมขึ้นมาควบคุมเครื่องจักรหรือเครื่องกลต่างๆ เพื่อให้ระบบในนั้นสามารถทำงานได้เองโดยใช้ผู้ควบคุมให้น้อยที่สุด

 

3 Bioengineering

Bio+Engineering หรือ ‘วิศวกรรมชีวภาพ’ ถ้าสังเกตจากชื่อก็จะเห็นเลยค่ะว่าสาขานี้เป็นสาขาที่มีการผสมผสานกันระหว่างวิศวกรรมศาสตร์และการแพทย์สาธารณสุข ซึ่งที่เอาสองสายงานนี้มารวมกันเพื่อนำความรู้ด้านต่างๆมาออกแบบ ประยุกต์ และนำมาใช้ในการสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

4 Computer Science

ต้องยอมรับว่าเทรนด์ที่มาแรงไม่เปลี่ยนคงหนีไม่พ้นสาขานี้ ซึ่งเป็นสาขาวิชาโดยตรงของสายงานด้านไอที ในสาขาวิชานี้น้องๆจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องของโครงสร้างไปจนถึงวิธีการทำงานของคอมพิวเตอร์ 

 

5 Electronic & Electrical Engineering

สาขานี้จะเน้นเรียนในด้าน’วิศวกรรมไฟฟ้า’ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ หลักๆเลยก็จะเริ่มต้นเรียนเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้าและระบบควบคุมไฟฟ้า การส่งไฟฟ้าไปยังโรงงานอุตสาหกรรม หรือบ้านเรือนที่อยู่อาศัยต่างๆ นอกจากนี้ยังได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของไฟฟ้าสื่อสาร ก็คือการส่งสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังปลายทางโดยผ่านตัวกลาง เช่น 3G 4G ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนั่นเอง

 

6 General Engineering

เชื่อว่าน้องๆหลายคนต้องเคยได้ยินเกี่ยวกับสาขานี้กันมาก่อน วิศวกรรมศาสตร์เป็นสาขาที่เน้นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และความรู้ทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยในการออกแบบและประยุกต์ใช้ วัสดุ, โครงสร้าง, เครื่องจักร, เครื่องมือ, ระบบ และ กระบวนการ เพื่อการตอบสนองต่อจุดประสงค์ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องทำให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด

 

7 Materials Science & Engineering

น้องๆบางคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากับสาขา‘วิศวกรรมวัสดุ’เท่าไหร่นัก เพราะวิศวกรรมสาขานี้เพิ่งมีมาได้ไม่นานเองค่ะ เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับวัสดุโดยตรง น้องๆจะได้เรียนรู้โครงสร้างของวัสดุ การออกแบบ การผลิตวัสดุให้มีประสิทธิภาพเพื่อนำมาใช้งาน ซึ่งหากน้องๆเรียนจบสาขานี้ไป ก็จะได้ทำงานเกี่ยวกับการผลิตวัสดุต่างๆ อย่างเช่น การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

 

8 Mechanical Engineering

อีกหนึ่งสาขาของวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งถือได้ว่าสาขา’วิศวกรรมเครื่องกล’ เป็นสาขาวิชาที่มีความเก่าแก่มากๆเลยค่ะ น้องๆจะได้ศึกษาเกี่ยวกับกลศาสตร์ในรูปแบบต่างๆเช่นในเรื่องของพลังงานและการควบคุม จะเห็นได้ชัดเลยนะคะว่าหลักๆเลยสาขานี้ก็จะเน้นศึกษาโดยใช้ความรู้ด้านกฎของฟิสิกส์ เคมี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการผลิตและการดูแลระบบ

นอกจากหลากหลายสาขาที่ University of Sheffield มีในด้าน Engineering แล้ว ทางมหาลัยนี้ยังเป็นที่ๆ เหมาะกับน้องๆ ที่อยากศึกษาทางด้านนี้มากๆ ด้วยน้าาา เพราะใน Campus ของทางมหาวิทยาลัยมีตึกและห้องทดลองที่นักศึกษาสามารถใช้เพื่อการเรียนรู้ตามใจชอบได้เลย น้องๆ สาย Engineer บอกเลยว่าไม่ควรพลาดกับมหาวิทยาลัยนี้เลยยยย 

มีหลากหลายสาขาเลยใช่ไหมล่ะคะ หวังว่าน้องๆทุกคนจะได้เจอสาขาที่ตัวเองชอบกันน้าา ถ้ายังสงสัยตรงไหน หรืออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

อยากเรียนต่อโทที่อังกฤษ เริ่มต้นที่ตรงไหน?


 

อยากเรียนต่อโทที่อังกฤษ เริ่มต้นที่ตรงไหน?

มีแพลนจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษแต่ยังงงๆ อยู่ใช่มั้ยคะ ว่าจะต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน ต้องทำอะไรก่อนหลังบ้าง เดี๋ยวพี่แมงโก้จะมาเล่าแบบหมดเปลือกเลย! ก่อนอื่นเลยที่น้องๆ จะเตรียมเอกสารเพื่อการสมัคร สิ่งแรกที่น้องๆ ต้องทำคือ ต้องหาว่าเราชอบเรียนด้านไหน หรือเรียนด้านไหนดีที่จะช่วยในการทำงานในอนาคต

 

เลือกสาขาที่สนใจ

การได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบจะยิ่งทำให้การเรียนที่ประเทศอังกฤษสนุกมากยิ่งขึ้น แถมยังจะช่วยในเรื่องของการทำงานอีกด้วยค่ะ นอกจากความชอบส่วนตัวก็จะเป็นการเลือกมหาลัยที่เหมาะกับตัวน้องๆ เอง การที่น้องๆ เลือกสาขาแล้วจะทำให้เลือกมหาวิทยาลัยได้ง่ายขึ้นเพราะแต่ละที่ก็จะดังในสาขาที่ไม่เหมือนกัน

 

เลือกมหาวิทยาลัย 

การเลือกมหาวิทยาลัยที่ดีและเหมาะสำหรับน้องๆ ควรจะดูจากเมืองที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ ว่าเหมาะกับ lifestyle ของน้องๆ รึเปล่า รวมไปถึงคอร์สการสอนที่ทางสาขาของน้องๆ เลือกด้วย หากน้องๆ เลือกเรียนในเมืองที่ไม่เข้ากับตัวของน้องเองอาจจะทำให้การเรียนไม่สนุกไปเลยนะคะ  

แต่ไม่ต้องห่วงไปนะ! เพราะพี่ๆ แมงโก้พร้อมช่วยเหลือน้องๆ มากในเรื่องของการแนะนำมหาลัยที่เหมาะกับตัวของน้องและสาขาที่น้องๆ เลือกที่จะเรียน หากในช่วงนี้น้องๆ ยังคิดไม่ออกว่าตัวเองเหมาะกับที่ไหน มาถามพี่แมงโก้ได้เลย! 

อีกอย่างที่ควรเตรียมตัวในช่วงของการเลือกมหาวิทยาลัยคือเรื่องค่าใช้จ่าย  เพราะแต่ละเมืองในประเทศอังกฤษมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป เช่นในกรุงลอนดอนก็จะสูงกว่าเมืองที่ออกมาไกลกว่าหน่อย ฉะนั้น มาปรึกษาพี่ๆ ได้เลย! 

 

การเตรียมตัวในการสมัคร 

 

 * October: ช่วงเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่น้องๆ เริ่มเตรียมเอกสารเพื่อการเรียนต่อที่ดีที่สุดค่ะ เพราะที่อังกฤษจะเป็นระบบ First come, first serve หมายถึงว่าหากน้องๆ สมัครเร็ว น้องๆ ก็จะมีโอกาสได้รับ Offer มากกว่าคนอื่น และเร็วกว่าคนอื่นด้วย ทำให้น้องๆ ไม่ต้องเตรียมเอกสารแบบรีบๆ ให้มีเสลาเตรียมตัวได้อย่างเต็มที่เลย แต่หากใครเตรียมเอกสารพร้อมแล้วก็สามารถส่งใบสมัครได้เลยนะ! อย่างที่บอกว่าหากเรายิ่งส่งเร็ว โอกาสเราก็ยิ่งเยอะเพราะการแข่งขันยังไม่มากนัก 

ในช่วงของเดือนตุลาคมจะสามาถสมัครได้สำหรับสองรอบเลย ก่อนอื่นเลย ต้องบอกว่าที่ประเทศอังกฤษจะมีการเปิดเทอมอยู่ 2 ช่วง (แต่สาขาที่เปิดอาจจะไม่เหมือนกัน ต้องดูที่สาขาที่น้องเลือกด้วยค่ะ) นั่นก็คือ: January Intakes และ September Intake ที่จะเปิดเรียนตามเดือนนั้นๆ 

 

Jan Intake: สำหรับรอบนี้ การสมัครภายในเดือนตุลาคมถือว่ายังเป็นช่วงที่ดีอยู่ค่ะ สำหรับน้องๆ ที่ไม่อยากรอนานก่อนที่จะได้ไปเรียน 

 

Sep Intake: หากเตรียมตัวเพื่อสมัคร Sep Intake ในช่วงเดือนตุลาคมก็สบายๆ เลยค่ะ ถือว่าเตรียมตัวได้เร็วมากๆ 

 

เอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง? 

 

  1. Transcript 
  2. Degree Certificate 
  3. Reference Letters (2) * จากอาจารย์หรือจากหัวหน้าในที่ทำงานก็ได้ 
  4. Statement of Purpose (SOP
  5. สำเนา Passport
  6. คะแนน IELTS (ยื่นตามทีหลังได้)
  7. CV / Resume 

 

 * November: ในเดือนนี้ยังสามารถสมัคร Jan Intake แบบด่วนทันอยู่นะคะ หากน้องๆ ไม่อยากพลาดแล้วต้องรออีกหลายเดือนควรรีบสมัคร Jan Intake ภายใยเดือนนี้ค่ะ 

 

 * January – February: เริ่มปีขึ้นมาใหม่ก็ถึงเวลาที่จะสมัครของรอบ Sep Intake แล้วนะคะน้องๆรวมไปถึงในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงที่ควรเริ่มสอบ IELTS เพื่อเก็บคะแนนที่ดีที่สุดไว้ยื่นให้ทางมหาลัยค่ะ 

** หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการที่ยังไม่มีคะแนน IELTS หมายความว่ายังไม่สามารถสมัครเรียนได้ แต่จริงๆ เป็นความเชื่อที่ผิดนะคะ หากเรามีเอกสารที่ครบและพร้อม น้องๆ สามารถสมัครเรียนได้เลย คะแนน IELTS มีผลในเรื่องของการเรียน Pre-sessional เท่านั้นค่ะ ไม่ควรรอจนกว่าจะได้คะแนน IELTS ออกมาแล้วสมัครนะคะ ยื่นได้เลยค่ะ และเรายื่นคะแนน IELTS ได้ในภายหลัง 

 

 * April: เดือนนี้เป็นเดือนที่น้องๆ ควรส่งผลคะแนน IELTS ให้ทางมหาวิทยาลัยค่ะ เพราะจะเป็นการชี้วัดว่าน้องๆ ต้องเรียน Pre-sessional หรือไม่ 

 

Pre-sessional คืออะไร? 

Pre-sessional คือการเรียนปรับพื้นฐานของทางมหาวิทยาลัย จะสอนเพิ่มเติมในเรื่องของ Academic writing รวมไปถึงการ Sourcing เป็นเหมือนการเตรียมตัวให้น้องๆ ก่อนที่จะเปิดเทอมค่ะ น้องๆ ที่คะแนน IELTS ไม่ถึงตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้จะต้องไปเรียน Pre-sessional กันด้วยนะ แต่ระยะเวลาก็จะแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ 4 สัปดาห์ไปถึง 16 สัปดาห์เลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับคะแนนสอบ IELTS เลยค่ะ 

เมื่อน้องๆ ได้สมัครทุกอย่างเรียบร้อยก็ถึงเวลาในการรอ Offer จากทางมหาวิทยาลัยค่ะ จะมี Offer อยู่ 2 แบบคือ:

 

  • Conditional Offer – การรับเข้าเรียนโดยติดเงื่อนไขบางอย่าง เช่นคะแนน IELTS ไม่ถึงตามที่มหาวิทยาลัยตั้งไว้ 
  • Unconditional Offer – การรับเข้าเรียนแบบไม่มีเงื่อนไข 

 

เมื่อน้องๆ ได้รับ Offer อย่างเรียบร้อย ก็ถึงช่วงเวลาของการติดต่อทำวีซ่านักเรียน ในการทำวีซ่าน้องๆ ก็มีเอกสารที่ต้องเตรียมเช่นกันค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะพี่แมงโก้จะคอยช่วยเหลือเอง! เอกสารที่ต้องเตรียม: 

 

  • Passport 
  • เอกสารการเงิน 
  • เอกสารการตรวจสุขภาพ 
  • เอกสารการตอบรับจากมหาวิทยาลัย

 

พอได้วีซ่านักเรียน น้องๆ ก็พร้อมบินแล้วววว~! ไม่ยากอย่างที่คิดใช่มั้ยล่ะคะ แต่หากน้องๆ อยากได้คำปรึกษาเพิ่ม พี่แมงโก้ยินดีช่วยเหลือแบบฟรีๆ ! ไม่มีค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอนเลย โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อโทที่อังกฤษ


 

สำหรับน้องๆ คนไหนที่กำลังเล็งๆ อยู่ว่าอยยากจะไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายใน 1 ปีกับการไปเรียนป. โทที่อังกฤษเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้พีาแมงโก้ได้รวบรวมค่าใช้จ่ายแบ่งออกตามหมวดให้น้องๆ ได้เห็ภาพง่ายขึ้นค่ะ และอาจจะเป็นการช่วยตัดสินใจด้วยว่าน้องๆ อยากเรียนต่อในกรุงลอนดอน หรือเมืองอื่นๆ ที่อาจจะมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่าลอนดอน! 

ก่อนอื่นเลย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเรียนป. โทต่อที่ประเทศอังกฤษใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ฉะนั้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือสำหรับ 1 ปี ถือว่าเป็นการเรียนต่อป. โทที่ใช้เวลาค่อนข้างน้อยเลยทีเดียวนะคะ! แลพอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ค่าครองชีพในลอนดอนจะสูงกว่าเมืองอื่นๆ เลยค่ะ ทั้งค่าหอ ค่าอาหาร และการเดินทาง หากน้องๆ ตัดสินใจไปเรียนนกรุงลอนดอนอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเพื่อนๆ คนอื่นที่เรียนในเมืองอื่นค่ะ 

เรามาดูค่าใช้จ่ายกับการไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษต่อปีกันเลยดีกว่า! 

 

ค่าเรียนต่อปี

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีนอกกรุงลอนดอนจะอยู่ที่ปีละประมาณ 500,000 – 800,000 บาท * ขึ้นอยู่กับมหาวิทยลัยและสาขาที่น้องๆ เลือกด้วยค่ะ โดยขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 500,000+ บาท 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีในกรุลอนดอนอาจสูงถึงปีละ 1,000,000 บาทเลยค่ะ แต่ก็ขึ้นอยู่กัยสาขาและมหาวิทยาลัยที่น้องๆ เลือกอีกเช่นกัน หากน้องๆ มีค่าเทอมในใจแต่ยังไม่แน่ใจว่ามีมหาวิทยาลัยไหนที่ตรงใจน้องๆ สามารถมาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะคะ เราพร้อมให้คำแนะนำแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย! 

มาลองเทียบกันดูดีกว่า ว่าหากสาขาเดียวกันกับ 2 มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกรุงลอนดอนกับนอกกรุงลอนดอน ราคาจะแตกต่างกันเท่าไหร่ 

ค่าเทอม Master of Law, King’s College London: £28,770 per year (2021/22) (ประมาณ 1,200,000 บาท)

ค่าเทอม Master of Law, Durham University: £21,900 per year (2021/22) (ประมาณ 885,000 บาท

 

ค่าหอพัก 

ราคาของหอพักก็แตกต่างกันไปมากมายเลยค่ะ และแน่นอนว่าหากน้องๆ เรียนอยู่ในกรุงลอนดอน ค่าหอพักจะมีราคาค่อนข้างสูง และอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้ตัวมหาวิทยาลัยมากนัก ส่วนหอพักสำหรับมหาวิทยาลัยนอกกรุงลอนดอนก็มีหลายราคา หลายแบบให้น้องๆ ได้เลือกในแบบที่ชอบและแบบที่อยู่ในงบที่ตั้งไว้ค่ะ 

ค่าหอพักในกรุงลอนดอนต่อปี: ประมาณ £15,300 (ประมาณ 620,000 บาท) 

ค่าหอพักนอกกรุงลอนดอน (Durham) ต่อปี: ประมาณ £6,800 (ประมาณ 275,000 บาท) 

 

ค่าใช้จ่ายกินอยู่ในชีวิตประจำวัน 

แต่ละเมืองก็มีค่าครองชีพที่แตกต่างกันไป บางเมืองอาจจะถูกกว่า และบางเมืองก็อาจจะแพงกว่า รวมไปถึง lifestyle ของน้องๆ ที่อาจจะแตกต่างกัน น้องๆ บางคนอาจจะชอบที่จะไปทานข้าวที่ร้านอาหาร และบางคนก็เลือกที่จะทำอาหารทานเองที่บ้าน แต่ขอบอกก่อนเลยว่าค่าอาหารในร้านอาหารต่างๆ ค่อนข้างที่จะสูง 

ร้านอาหารทั่วไปตกมื้อละ £8 -12 แล้วแต่ร้านอาหารที่เลือกไปทาน 

ร้านอาหาร Fast food ตกมื้อละ: £2.5 – 5 

โดยรวมๆ แล้ว ค่ากินอยู่อาจจะตกอยู่ที่เดือนละ £300 – 500 แล้วแต่ lifestyle ของน้องๆ แต่ละคนเลยค่ะ (ประมาณ 12,000 บาท ถึง 25,000 บาทต่อเดือน)

 

ค่าเดินทาง 

ค่าเดินทางเป็นอีกค่าใช้จ่ายหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปสำหรับน้องๆ หลายๆ คนค่ะ บางคนอาจจะอยู่ใกล้ campus ทำให้น้องๆ ไม่ต้องนั่งรถ และสามารถเดินไปได้เลย แต่หอพักบางคนก็อาจจะอยู่ไกล หรือเดินไม่สะดวก 

 

ค่าเดินทางนอกเมืองลอนดอนต่อเดือน: £0-30 (ประมาณ 1,200 บาท) 

ค่าเดินทางในเมืองลอนดอนต่อเดือน: £130 (ประมาณ 5,200 บาท) 

 

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก่อนไป

นอกจากค่าใช้จ่ายที่มีในการไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้ว ก็ยังมีค่าอื่นๆ ในการเตรียมการก่อนไปด้วยนะคะอย่างเช่น 

 

  1. ค่า Student Visa ที่ตอนนี้อยู่ประมาณ: 16,000 บาท (515USD) 
  2. ค่าประกันสุขภาพ: 11,000 – 15,000 บาท ** การจ่ายค่าประกันสุขภาพเป็นข้อบังคับในประเทศอังกฤษ เพราะหากน้องๆ เกิดไม่สบายหรือบาดเจ็บ ทางอังกฤษจะมีบริการ NHS ที่ช่วยเหลือในการรักษาน้องๆ เลยค่ะ 

 

หลักๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายประมาณนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าราคาจะขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของตัวนักเรียนเลย ที่แตกต่างกันมากๆ คือค่าเทอมและค่าหอพักในและนอกกรุงลอนดอน ฉะนั้น การเลือกมหาวิทยาลัยที่เข้ากับงบที่ตั้งไว้คือดีที่สุดค่ะ 

 

หากน้องๆ ยังไม่แน่ใจว่าจะไปมหาวิทยาลัยไหนดี เข้ามาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะ เราเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอนเลยค่ะ! โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning 

9 สายงานด้านไอทีสุดฮิตและสาขาที่น่าเรียนต่อ!


 

ในโลกที่เปลี่ยนไป เราก็ได้เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ทำให้งานต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมากเลยค่ะ สำหรับน้องๆ คนไหนที่กำลังแพลนจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี พี่แมงโก้ได้รวบรวมงานด้าน IT สุดฮอต เงินเดือนปังๆ มาให้น้องๆ ช่วยตัดสินใจว่าอยากเรียนด้านไหนกันนะคะ 

ถ้าอยากรู้แล้วว่าทำงานด้านไหนเงินเดือนเป็นอย่างไรบ้าง เรามาดูกันเลยดีกว่า~! 

9 อันดับงานไอทีเงินเดือนดี๊ดีของตลาดงาน

 

1.Programmer & Developer 

ถือว่าเป็นอาชีพมาแรงอันดับหนึ่งเลยค่ะ เพราะทุกวันนี้เราต้องใช้แอพพลิเคชันและเว็บไซต์มากมายกับ Smart device ที่เรามี งานในสายนี้จึงมีความต้องการสูงมาก รวมไปถึงค่าตอบแทนที่สูงเช่นกันค่ะ 

เงินเดือนโดยประมาณ: 25,000 – 135,000 บาทต่อเดือน ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน

2. Data Science 

สายงานนี้เกี่ยวกับการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อนำไปทำแผนการตลาดที่แม่นยำ อาชีพในสายงานนี้ได้แก่: Data Scientist, Data Analyst, Business Intelligence, Artificial Intelligence Engineer และ Machine Learning Engineer ค่ะ 

เงินเดือนโดยประมาณ: 30,000 – 180,000 บาทต่อเดือน ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน 

3.งานในสาย Infrastructure 

งานที่เกี่ยวกับการวางแผนระบบเครื่อข่ายพื้นฐาน ต้องใช้ทั้งทักษะของด้าน Hardware และ Software อาชีพต่างๆ ในสายงานนี้คือ: Infrastructure Manager, Network Engineer, System Engineer, Network Administrator และ System Administrator 

เงินเดือนโดยประมาณ: 28,000 – 150,000 บาท ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน 

4. E-Commerce & Digital Marketing 

ต้องยอมรับว่าสื่อออนไลน์เข้าถึงคนมากกว่าสื่อออฟไลน์แล้วในช่วงนี้ การหันมาใช้สื่อออนไลน์เช่น social media ต่างๆ ก็มีความสำคัญมากขึ้น ช่วยสร้างโอกาสให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น งานในสายงานนี้: Online/Digital Marketing, Content Manager/Specialist, SEO/SEM, Web/Graphic Designer, Web Master และ E-Commerce Front/Back End Developer (Web/Mobile) 

เงินเดือนโดยประมาณ: 26,000 – 90,000 บาทต่อเดือน ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน 

5. ERP / SAP 

ระบบ ERP ถูกจัดตั้งมาเพื่อการทำให้ธุรกิจสามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องมากที่สุด อาชีพในสายงานนี้ก็มีหลากหลายเช่นกัน เช่น: SAP/Oracle Functional Consultant, SAP/ERP Analyst, ERP Consultant, ERP Implementation Specialist และ ERP Support & Admin 

เงินเดือนโดยประมาณ: 30,000 – 220,000 บาทต่อเดือน ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน 

6. Database Management 

การดูแลข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพื่อสนับสนุนระบบต่างๆ ทำให้ข้อมูลใช้ได้อย่างไร้ปัญหา 

เงินเดือนโดยประมาณ: 28,000 – 105,000 บาทต่อเดือน

7. IT Management & Project Management 

การดูและระบบ IT และโปรเจ็คก็เป็นอีกสายอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าในยุคนี้อยู่เหมือนกันนะคะ และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย 

เงินเดือนประมาณ: 38,000 – 150,000 บาทต่อเดือน ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน 

8. Cyber Security 

เป็นสายงานที่มีความสำคัญมาก เพราะในโลก cyber ต้องการคงามปลอดภัยที่มาพร้อมกับความมั่นใจว่าระบบต่างๆ จะไม่มีช่องโหว่เลยค่ะ 

เงินเดือนประมาณ: 65,000 – 200,000 บาทต่อเดือน ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน 

9. IT Support 

สาย support ที่เกี่ยวกับเรื่องไอทีต่างๆ ทั้งในบริษัทต่างๆ ก็กำลังต้องการคนทำหน้าที่นี้ 

เงินเดือนโดยประมาณ: 18,700 – 55,000 บาทต่อเดือน ** ขึ้นอยู่กับที่ทำงาน 

รู้จักกับสายงานด้าน IT ที่เป็นที่ต้องการของตลาดงานกันแล้ว พี่แมงโก้ได้เลือกมา 3 สาขาสุดฮิตเพื่อจะมาแนะนำมหาวิทยาลัยให้น้องๆ ได้รู้จักมากขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจด้วยนะ เรามาดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง! 

 

Data Science 

 

  1. University of Edinburgh – มหาวิทยาลัยโด่งดังที่ใครๆ ก็หมายปอง! บอกได้เลยว่าสาขา Data Science ของ Edinburgh มีคนสมัครเยอะมากๆ ประมาณ 10,000 application เลยนะ แต่จริงๆ มีคนเข้าได้น้อยมากเพราะถือว่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นตัวท้อปเลย ในเรื่องของสาขา Data Science ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยูโรป และนักศึกษาในสาขานี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนยูโรปค่ะ หากจบจากสาขานี้ที่ University of Edinburgh หางานสบายอย่างแน่นอน! 
  2. University of Exeter – หากใครที่สนใจเรียนเป็นแนวที่มีทั้ง Data Science และ Business Management ด้วยก็ต้องเป็นมหาวิทยาลัยนี้เลย! เพราะหลักสูตรของที่นี่ได้รวมทั้งสองอย่างไว้ด้วยกันอย่างดี มี facilities ต่างๆ ที่ช่วยในการเรียน และอาจารย์ก็ได้คุณภาพมากๆ เลยนะ ทางมหาวิทยาลัยเลือกมาแต่อาจารย์ที่ดีที่สุดเพื่อการสอนที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนี้ 
  3. University of Essex – รู้กันหรือไม่คะ ว่าทางรัฐบาลของประเทศอังกฤษใช้ข้อมูลจาก University of Essex ด้วยนะ! แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าทางมหาวิทยาลัยได้เก็บข้อมูลที่มีคุณภาพอย่างสูง และเป็นที่ทื่เก็บ Big Data ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษเลย ถือว่าเป็นการการันตีการเรียนการสอนที่ดีมากๆ เลยค่ะ 

 

สำหรับสาขา Data Science พี่แมงโก้ได้เลือกมา 3 มหาวิทยาลัยนี้ที่คิดว่ามีชื่อเสียงมากที่สุด และดีที่สุดมาให้น้องๆ ได้เลือกตามใจชอบเลยค่ะ 

 

IT Management & Project Management 

 

  1. Coventry University  (MSc Management of Information System and Technology) – ถ้าให้เลือกหลักสูตรที่ตรงกับ Cyber Security ต้องเป็นหลักสูตรนี้เลย เพราะจะเจาะลึกในเรื่องของไอทีมากๆ ทำให้น้องๆ ได้เข้าใจกับเรื่อง Cyber security อย่างเต็มที่ ในหลักสูตรก็จะมีการสอนเกี่ยวกับ Big Data ต่างๆ นอกจากนั้นยังมีการให้สอบใบ Certificate ที่มีชื่อเรียกว่า PRINCE2 ทำให้น้องๆ ได้ก้าวหน้าในด้านการงานได้อย่างง่ายดายเลยค่ะ 
  2. University of Nottingham (MSc Information System and Operating Management) – สำหรับน้องๆ คนไหนที่อยากเรียนหลายๆ ด้าย ไม่โฟกัสแค่จุด Cyber security อย่างเดียว พี่แมงโก้ขอแนะนำมหาวิทยาลัยนี้เลย เพราะจะเป็นการสอนที่รอบด้านมากกว่า ทั้งด้านไอที และด้าน Business อีกด้วย เรียนหนึ่งได้ถึงสองเลยนะ!
  3. University of Bristol (MSc Management (Operations & Project Management)) – และอันสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ของมหาวิทยาลัยนี้เหมาะสำหรับน้องๆ ที่แน่นด้าน IT อยู่แล้วแต่อยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับด้าน Project Management ที่ต้องรู้เกี่ยวกับธุรกิจ อย่างเช่นด้าน Finance ต่างๆ และจะเน้นไปในเรื่องของ Project Management 

 

ใครมองว่าคอร์สไหนเหมาะกับตัวเองก็สามารถเลือกได้ตามชอบเลยย ดีทั้ง 3 มหาวิทยาลัยเลยนะคะน้องๆ 

 

Cybersecurity 

 

  1. University of Edinburgh (MSc Cyber Security, Privacy and Trust) – สำหรับการเรียน Cyber Security ใน University of Edinburgh จะเน้นไปที่การมองภาพใหญ่ ให้นักเรียนได้เข้าใจหลักสูตรในมุมกว้าง ทำให้น้องๆ ที่จบไปจากที่นี่สามารถทำงานเป็น CEO ได้อีกด้วยนะ! เพราเป็นหลักสูตรที่ทำให้น้องๆ ได้เข้าใจหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันเลย 
  2. University of Exeter (MSc Cyber Security Analytics) – เน้นทางการ apply เพราะมี partners เยอะเลยจะมี guest lectures ต่างๆ มาสอนในคลาสด้วย ทำให้น้องๆ ได้เห็นมุมมองจากคนที่มีประสบการณ์การทำงานจริงๆ ในเรื่องของ Cyber Security ส่วนหลักสูตรการสอนก็จะเกี่ยวกับ Cyber Security, Business และทางด้านกฏหมาย 
  3. Royal Holloway, University of London (Information Security MSc) – สำหรับหลักสูตร Cyber security ที่ technical สุดๆ ก็จะเป็นของ Royal Holloway ที่อยู่ในเครือ University of London บอกก่อนเลยว่าสาขานี้ของทางมหาวิทยาลัยคือฮิตมากและดังมากๆ เรียนจบจากที่นี่มีงานทำอย่างแน่นอน! เพราะที่นี่จะมีการให้น้องๆ สอบใบ Certificate ของ CISSP ซึ่งหากไปสมัครงานและมีใบนี้จะทำให้น้องๆ ได้งานได้ง่ายขึ้นค่ะ และอาจจะมีผลในการเรียกเงินเดือนที่สูงขึ้นอีกด้วยน้าาา

 

น้องๆ เล็กมหาวิทยาลัยไหน หรือสาขาไหนไว้รึยังคะ? หากยังไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยไหนที่เหมาะกับน้องๆ มาปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยจ้าาา Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 

รีวิวเรียนต่อ LL.M. ที่ Queen Mary University of London


Queen Mary University of London หรือเรียกสั้นๆ ว่า QMUL เป็นมหาลัยในประเทศอังกฤษที่น้องๆ กฏหมายนิยมไปเรียนต่อป. โทกันมากๆ เลยค่ะ และน้องๆ คนไหนที่กำลังดูมหาลัยนี้ไว้ วันนี้พี่แมงโก้จะมารีวิวการเรียนต่อ LL.M. ที่ Queen Mary University of London แบบละเอียดเลย! แต่ก่อนที่จะไปดูรีวิว เรามาทำความรู้จักกับมหาลัยนี้กันก่อนดีว่า 

 

  • QMUL เป็นมหาลัยที่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน มีอยู่ 5 Campus ด้วยกัน กระจายตัวอยู่แถว East และ Central London แคมปัสหลักของมหาลัยนี้คือ Mile End Campus และ Law School จะอยู่ใจกลางเมืองที่สถานี Holborn
  • มหาลัยนี้อยู่ในเครือ University of London เช่นเดียวกับ UCL, King’s College London และ Royal Holloway นักศึกษาของมหาลัยในเครือสามารถใช้ห้องสมุดและหอพักร่วมกันได้ 
  • Queen Mary University of London นอกจากจะเป็นมหาลัยในเครือ University of London แล้ว ยังเป็นมหาลัยใน Russell Group ที่ถือรับรองคุณภาพของมหาลัยได้อย่างดีเลยค่ะ 
  • ติดอยู่ใน Top 20 University in the UK ปี 2021 ด้วยค่ะ 
  • มหาลัยที่มีหลักสูตร ก.ต. รับรองมากที่สุดในประเทศอังกฤษ

 

หลักสูตรของ Queen Mary University of London ที่ได้ .. รับรองทั่วไป

 

– Master of Laws (LL.M.,)

– Master of Laws in International Business Law,

– Master of Laws in Banking and Finance Law,

– Master of Laws in Commercial and Corporate Law,

– Master of Laws in Computer and Communications,

– Master of Laws in Comparative and International Dispute Resolution,

– Master of Laws in Insurance Law,

– Master of Laws in Media Law,

 

หลักสูตรเฉพาะด้านตามข้อ 12 วรรคสอง (1)

 

– Master of Laws in Tax Law

– Master of Laws in Intellectual Property Law

– Master of Laws in Environmental Law

รู้จัก QMUL ในมุมเบื้องต้นแล้ว มาดูรีวิวของการเรียน LL.M. ที่มหาลัยนี้กันเลยดีกว่า! 

 

LL.M. ที่ QMUL เรียนแบบไหน

ที่ QMUL การเรียน LL.M. จะเป็นคลาสแบบผสม จะมีทั้งคลาสที่เป็น Lecture ที่จะเป็นห้องเรียนใหญ่ และคลาส Seminar คลาสเรียนที่เล็กลง

 

คลาส Lecture กับ คลาส Seminar แตกต่างกันยังไง? 

 

การเรียนการสอนที่ประเทศอังกฤษเน้นในเรื่อง Critical Thinking มากๆ ค่ะ และคลาส Seminar จะทำให้น้องๆ ได้คิดวิเคราะห์อย่างเต็มที่! 

ในคลาส Lecture จะเป็นคลาสที่อาจารย์สอนเนื้อหาจากบนเรียน อธิบายให้น้องๆ ได้เข้าใจ แต่จากที่น้องๆ ของเราได้กระซิบมา สิ่งสำคัญคือการอ่าน Reading materials ที่อาจารย์มีให้ก่อนเข้าคลาสเพื่อจะได้เข้าใจเนื้อหามากขึ้นน้าา

ในส่วนของคลาส Seminar อย่างที่พี่แมงโก้ได้บอกไป จะเป็นคลาสที่เล็กลงและจะเน้นในเรื่องของการ Discuss กัน เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับหัวข้อที่อาจารย์ได้บอกไปก่อนล่วงหน้า น้องๆ อาจจะกลัวคลาส Seminar เพราะไม่อยากตอบคำถามที่ผิด แต่จริงๆ ไม่ต้องกลัวเลย! เพราะในคลาส Seminar ไม่มีถูกและผิด พี่แมงโก้แนะนำให้น้องๆ พยายามแลกเปลี่ยนไอเดียในคลาสนี้นะคะ นอกจากเราจะได้ไอเดียใหม่ๆ แล้ว เรายังได้ใช้ภาษาในการสื้อสารอีกด้วย ไม่ยากอย่างที่ทุกคนกลัวเลย! 

 

เรียนในกรุงลอนดอนแตกต่างจากเมืองอื่นยังไง? 

รีวิวสุด Exclusive จากน้องบุ๊งที่เรียนใบสองที่ QMUL สาขา Banking and Finance Law น้องได้ลองใช้ชีวิตทั้งนอกกรุงลอนดอนและในเมือง การเรียนในกรุงลอนดอนรวมไปถึงการใช้ชีวิตจะมีความรวดเร็ว โดยเฉพาะชีวิตประจำวัน เพราะคนในกรุงลอนดอนดูรีบตลอดเวลาเมื่อเทียบกับนอกเมืองที่จะมีความ Slow life มากกว่า 

ส่วนค่าครองชีพในลอนดอนขึ้นอยู่กับ Lifestyle ของแต่ละคนเลยค่ะ แต่น้องบุ๊งได้กระซิบมาว่าตกวันละ 15-20 ปอนด์ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าน้องๆ ใช้ชีวิตแบบไหน 

นอกจากเรื่องความรวดเร็วในการใช้ชีวิต การเรียนในกรุงลอนดอนก็มีหลายสิ่งให้น้องๆ ได้เลือกเอ็นจอยหลังคลาสเรียน เช่นร้านอาหารต่างๆ คาเฟ่และที่เที่ยวอีกมากมาย แน่นอนว่ามีสีสันแสงสีเยอะกว่าเรียนนอกเมืองแน่นอน 

ใครที่ชอบในแสงสีเสียง บอกเลยว่าเหมาะกับชีวิตนักเรียนกรุงลอนดอนมากกๆ 

ดูรีวิวของน้องบุ๊งเต็มๆ ได้ที่นี่เลยจ้าา >> click to watch! 

 

จะจบ LL.M. ที่ QMUL ยังไง? 

น้องๆ ที่เรียน Law School ที่ Queen Mary University of London จะต้องทำ Dissertation เป็นโปรเจกต์จบ ความยาวที่ต้องเขียนคือ 10,000 คำ น้องๆ สามารถเขียนอีเมลหาอาจารย์หากสงสัยตรงไหนได้เลยค่าา 

และหากน้องๆ อยากรู้เกี่ยวกับมหาลัยนี้และการเรียน Pre-sessional ก่อนเริ่มเปิดเทอมป. โท สามารถไปดูได้ตามลิงค์นี้เลยน้าา >> click to watch!

น้องๆ กฏหมายที่อยากไปเรียนต่อที่ Queen Mary University of London แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มตรงไหนอะไรอย่างไร มาปรึกษาพี่ๆ แมงโก้ได้เลยนะคะ เราให้คำปรึกษาน้องฟรีๆ เลย! ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

รีวิว MBA มหาวิทยาลัย Exeter


University of Exeter ตั้งอยู่ในโซน South West ของประเทศอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 2.30 ชั่วโมงแต่ถือว่าเป็นเมืองที่อบอุ่นมากๆ เลยค่ะ! และยังเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ เลย เพราะได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำต่างๆ ในประเทศไทยและในระดับโลกอีกด้วย หลักสูตรที่ University of Exeter ก็ได้รับรองเป็น CFA affliate program อีกด้วยนะ! 

ที่ University of Exeter เต็มไปด้วยธรรมชาติรอบตัวเลย แถมยังมีนักศึกษามาเรียนจากหลากหลานประเทศให้น้องๆ ได้แลกเปลี่ยนไอเดีย การได้อยู่กับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายจะช่วยกระตุ้น Innovation creative thinking ด้วยนะ บอกเลยว่าเรียนที่นี่ต้องสนุกและเต็มไปด้วยประสบการณ์อย่างแน่นอนค่ะ 

แล้วการเรียน MBA ล่ะ? เหมาะกับใครกันนะ? หลักสูตร MBA เหมาะสพหรับน้องๆ ที่มีประสบการณืทำงานอย่างน้อยๆ 3-5 ปีค่ะ เพราะเพื่อนๆ ในห้องที่มาจากต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์การทำงานประมาณ 10 ปี หากน้องๆ มีประสบการณ์การทำงานน้อยมากๆ อาจจะตามเพื่อนๆ ไม่ทัน พี่แมงโก้เลยอยากแนะนำโปรแกรมนี้ให้น้องๆ ที่พอมีประสบการณ์จากการทำงานมาแล้วค่ะ 

น้องๆ คนไหนที่กำลังคิดจะไปเรียนต่อ MBA ที่มหาลัยนี้ เรามาทำความรู้จักเกียวกับที่นี่เพิ่มเติมกันดีกว่า 

  • TEF Gold award ได้รับการการันตีคุณภาพการเรียนการสอนสูงสุด 
  • University of Exeter อยู่ใน Russell Group university และได้อยู่เป็นอันดับที่ 3 เลย
  • มี 3 วิทยาเขต : Streatham, St Luke’s, และ Penryn อยู่ในเมือง Exeter ทั้งหมด 
  • มี Application ชื่อ iExeter ช่วยให้น้องๆ นักศึกษาดูตารางเวลาเรียนและอื่นๆ ง่ายขึ้น

The Exeter MBA อยู่ภายใต้  University of Exeter Business School ซึ่งก็มีตึกเรียนเป็นของตัวเอง เข้าได้แค้เพียงเด็ก MBA เท่านั้นนะคะ เพราะต้องมี Keycard ในการเข้าห้องแต่ละห้อง ในการเรียน MBA ที่มหาลัยนี้จะมี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ 

  1. Full time MBA : หรือที่น้องๆ เรียนกันค่ะ เป็นการเรียน MBA แบบนักศึกษาเต็มตัว จะใช้เวลาในการเรียนทั้งหมด 1 ปีด้วยกัน การเรียนการสอนก็จะมีความเข้มข้นตามแบบของ MBA เลยค่ะ 
  2. Executive MBA : ส่วนหลักสูตรนี้จะเป็นการเรียน MBA แบบ part-time ส่วนใหญ่จะเป็นวัยที่ทำงานและบริษัทส่งมาเรียน มีเรียนรวมกับนักศึกษา Full time ด้วย แต่ขึ้นอยู่กับวิชา ส่วนใหญ่จะเรียน Module ละเดือนหรือ 2-3 เดือน จบใน 2-3 ปี เพราะการเรียนแบบ Executive MBA จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าค่ะ แต่จะเป็นสำหรัยคนที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย 

ในคลาสเรียน MBA ที่ University of Exeter จะเป็นคลาสเล็กๆ ประมาณ 30-40 คน เพื่ออาจารย์จะได้ดูแลนักศึกษาทุกคนได้อย่างทั่วถึง และนักศึกษา MBA ต่างชาติส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์การทำงานมา 10 ปี แต่น้องๆ ที่เพิ่งทำงาน 3-5 ปีก็สามารเรียน MBA ได้ที่นี่นะคะ

การเรียนการสอนที่ The Exeter MBA 

การเรียนที่ The Exeter MBA จะเป็นการเรียนที่รวมกันไว้หลายแบบ มีทั้งคลาส Lecture และคลาสที่เป็น Presentation ซึ่งค่อนข้างจะเยอะมากๆ ในคลาส Lecture มีอาจารย์สอนเป็นหลัก แต่จะมี Guest speaker ต่างๆ มาให้ความรู้ด้วย เช่นอาจารย์จากมหาลัยอื่นและเจ้าของธุรกิจ (เช่น SAP และ IBM) เพื่อมาเล่าปประสบการณ์ตรงให้น้องๆ ได้ฟังเลยนะ! 

 

การ Presentation เป็นยังไง

พี่แมงโก้เชื่อว่าน้องๆ หลายคนอาจจะไม่ชินกับการเรียนที่ต้องมีการ Presentation ด้วย แต่ที่ The Exeter MBA เป็นสิ่งที่สำคัญเลยค่ะ เพราะมีการ present งานเยอะมาก นอกจากนั้น อาจารย์ยังอยากให้คนที่พรีเซนต์ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในห้องด้วย จึงมี tools ต่างๆ ให้น้องๆ ได้ใช้ในการพรีเซนต์ไอเดีย นอกจากนั้นยังมีการ record ไว้ด้วยสำหรับใครที่อยากดูอีกรอบ 

การได้ Present หน้าห้องของ The Exeter MBA จะช่วยให้น้องๆ มีความมั่นใจมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ เพราะในห้องเรียนทุกคนจะ interactive มากๆ ไม่เขินอย่างแน่นอน! 

 

เรียนที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง?  

 * MBA Speaker series: การเรียนที่ The Exeter MBA จะมีสิ่งที่เรียกว่า Speaker series เป็นการให้ guest speakers ที่มีประสบการณ์มากมายมาพูดเพื่อให้ความรู้ใหม่ๆ กับน้องๆ โดยปกติจะมี guest speaker เดือนละครั้ง 

 * Startup weekend: น้องๆ ที่เรียนที่ The Exeter MBA จะได้ pitch idea ใหม่ๆ กับธุรกิจ และได้ลงสนามจริงๆ กับการทำงาน ได้ทำ survey ต่างๆ ทำงานกับคนจริงๆ เลยค่ะ ถือว่าได้ใช้ความรู้นอกห้องเรียนแบบเต็มๆ เลยนะ! 

 * Leadership: ที่นี่จะมีการใช้สื่อการสอนที่น่าสนใจทีเดียวเลยค่ะ โดยสอนเรื่อง leadership ในการใช้วง Orchestra แต่ไม่มี conductor ให้น้องๆ ได้เข้าใจว่าจะสามารถให้วงเล่นดนตรีอย่างไรโดยไม่มีผู้นำ

 * Consultancy Project: ในเทอมที่ 3 นักศึกษาในหลักสูตรนี้จะได้ลองทำงานจริงๆ เป็น project จบที่น้องๆ ต้องทำงานกับลูกค้าจริงๆ ช่วยแก้ปัญหาที่ลูกค้ากำลังเจอ ทำให้น้องๆ ได้ฝึกไปในตัวเลยค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เพราะมีอาจารย์คอยช่วยให้คำปรึกษาเราอยู่ตลอดเลย 

 

University of Exeter ดียังไง

อย่างที่ได้พูดไปตั้งแต่ต้นแล้ว มหาลัยนี้มีมุมธรรมชาติเยอะมาก น้องๆ เครียดจาการเรียนก็สามารถพักผ่อนหย่อนใจได้ตามสบายเลย นอกจากนั้น มหาลัยนี้ยังสอนให้คำนึงถึง Sustainable business อีกด้วย 

การเรียนที่นี่ก็เป็นคลาสเล็กๆ ทำให้อาจารย์สามารถดูแลนักศึกษาได้ทั่วถึง ซึ่งอีกข้อดีก็คืออาจารย์ที่สอนแต่ละวิชามีความใส่ใจกับเด็กๆ มาก มีคำถามอะไรคืออาจารย์ยินดีตอบตลอดค่ะ 

นอกจากนั้นยังเป็นอีกหนึ่งมหาลัยที่สามารถขอทุนการศึกษาได้อีกด้วยน้าาาา 

อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม เรามี video ให้น้องๆ ดูเพลินๆ จ้า! มาดูเลย~! 

Review The Exeter MBA แบบสุด Exclusive >> click to watch

Insight ของน้องๆ นักเรียน MBA ที่ Exeter >> click to watch

น้องๆ คนไหนที่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมทักมาถามพี่ๆ แมงโก้ได้เลย! เราพร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนั้นจ้าา โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning 

รีวิว เรียนต่อ Finance ที่มหาวิทยาลัย Exeter


University of Exeter ตั้งอยู่ในโซน South West ของประเทศอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 2.30 ชั่วโมงแต่ถือว่าเป็นเมืองที่อบอุ่นมากๆ เลยค่ะ! และยังเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของสาขา Finance มากๆ เลย เพราะได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำต่างๆ ในประเทศไทยและในระดับโลกอีกด้วย หลักสูตรที่ University of Exeter ก็ได้รับรองเป็น CFA affliate program อีกด้วยนะ! 

น้องๆ คนไหนที่กำลังคิดจะไปเรียนต่อที่มหาลัยนี้ในสาขา Finance เรามาทำความรู้จักเกียวกับที่นี่เพิ่มเติมกันดีกว่า 

  • TEF Gold award ได้รับการการันตีคุณภาพการเรียนการสอนสูงสุด 
  • University of Exeter อยู่ใน Russell Group university และได้อยู่เป็นอันดับที่ 3 เลย
  • มี 3 วิทยาเขต : Streatham, St Luke’s, และ Penryn อยู่ในเมือง Exeter ทั้งหมด 
  • มี Application ชื่อ iExeter ช่วยให้น้องๆ นักศึกษาดูตารางเวลาเรียนและอื่นๆ ง่ายขึ้น 

รู้จักเรื่องทั่วไปของมหาลัยนี้แล้ว เรามาพูดถึงเรื่อง การเรียนสาขา Finance ที่ University of Exeter กันดีกว่า! นักศึกษาที่เรียนสาขา Finance จะมีตึกเรียนแยก มีชื่อว่าตึก Xfi เป็นตึกที่สร้างขึ้นมาได้โดยเงินบริจาคจาก alumni ต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในสายงาน Finance แต่ไม่ประสงค์ออกนาม แค่นี้ก็เท่ไม่เบาแล้วนะคะ 

(Xfi Building)

ส่วนในเรื่องของหลักสูตร ที่มหาลัย Exeter นั้นมีตั้งแต่ Accounting and Finance, Finance and Management, Finance and Investment, Finance and Marketing ไปถึง Finance Analysis and Fund Management เลยย อีกสิ่งที่ทำให้มหาลัยนี้น่าสนใจมากๆ คือน้องๆ ที่อยากได้ CFA จะได้รับการเทรนจาก professional CFA trainer และเมื่อน้องๆ จบหลักสูตรจะได้สอบ CFA level 1 อีกด้วยค่ะ เนื่องจากว่า University of Exeter เป็น partner กับ CFA 

หลักสูตรสาขา Finance ที่มีเปิดสอนที่ University of Exeter 

  • MSc Financial Analysis and Fund Management 
  • MSc Finance and Investment 
  • MSc Finance and Marketing 
  • MSc Finance and Management 
  • MSc Financial Technology (Fintech)
  • MSc Money, Banking and Finance 
  • MSc Financial Economics
  • MSc Financial Mathematics

การเรียน Finance ที่ University of Exeter เป็นยังไง

ก่อนอื่นเลย ต้องแบ่งการเรียน Finance ที่ University of Exeter เป็น 2 Module คือมีการเรียนแบบ 9 เดือน และ 12 เดือน 

 

Module 9 เดือน : การเรียนแบบ 9 เดือนใช้ระยะเวลาสั้นกว่า เรียนจบเร็วกว่าและไม่มีการทำ Disseration ปีการศึกษาจะถูกแบ่งออกเป็น 2 เทอม สามารถเลือกได้ว่าในแต่ละเทอมน้องๆ จะเรียนกี่ตัว  วิชาที่เรียนทั้งหมดคือ 12 วิชาด้วยกัน  

โดยปกตินักศึกษาที่เรียน 9 เดือนจะเลือกเป็นเทอมแรก 5 วิชา ส่วนเทอมที่ 2 จะเป็นอีก 7 วิชาที่เหลือ แต่น้องๆ สามารถเลือกเป็นเทอมละ 6 วิชาได้เหมือนกันนะคะ เป็นการเรียนที่ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว ถือว่าต้องขยันมากๆ เพราะน้องๆ จะมีเวลาในการเตรียมตัวค่อนข้างน้อย แต่พี่แมงโก้เชื่อว่าไม่ใช่อะไรที่ยากเกินไปค่ะ น้องๆ ที่ตั้งใจเรียนได้อยู่แล้ว

Module 12 เดือน : เป็นการเรียนแบบเต็มปี จะต่างกับการเรียนแบบ 9 เดือนเยอะอยู่เหมือนกันค่ะ ในการเรียน 13 เดือน น้องๆ จะได้เรียนทั้งหมด 3 เทอม เทอมที่ 3 จะเป็นเวลาที่น้องๆ จะได้ทำ Dissertation ค่ะ วิชาทั้งหมดในการเรียน 12 เดือนที่น้องๆ จะต้องเรียนมีแค่ 9 วิชาเท่านั้น เลือกเรียนได้เลยว่าเทอมไหนจะเรียนกี่ตัว ข้อดีของการเรียน 12 เดือนคือน้องๆ จะมีเวลาเพิ่มขึ้นในการเรียน ไม่เรียนโหดเท่า 9 เดือนค่ะ แต่ยังไงก็ต้องจัดการเวลาให้ดีนะคะ เพราะทั้งสองแบบมี Reading material ที่ต้องการการเตรียมตัวเยอะเหมือนกันค่ะ 

** Note: การเรียนทั้ง 2 Module มี requirement ว่าน้องๆ จะต้องเรียนให้ครบ 180 credits ถึงจะจบได้ค่ะ

ที่ University of Exeter ส่วนใหญ่จะเรียนเกือยทุกวัน โดยเฉพาะน้องๆ ที่เรียน Module แบบ 9 เดือน และการจัดสรรเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียวค่ะ 

นอกจากในห้องเรียนแล้ว ทางมหาลัยยังมี material ต่างๆ ให้น้องๆ ได้ศึกษาเพิ่มเติมอีกด้วย เพราะจะมี textbook, structure และ tutorial class ที่น้องๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้นอกจากคลาสเรียน บอกเลยว่าถ้าน้องๆ ขยันจะได้กอบโกยความรู้ได้เยอะมากๆ เลยค่ะ! 

แล้วการเรียนในห้องเรียนล่ะ? 

การเรียนการสอนในห้องเรียนจะต่างกันไปในสาขาที่น้องๆ เลือกค่ะ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเน้นเป็นการพูดคุย มีการ discuss กันเกิดขึ้นเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนความคิด และสอนการทำงานเป็นกลุ่ม 

จากน้องๆ แมงโก้ที่เคยไปเรียน Finance and Marketing ที่มหาลัยนี้ได้แชร์มาให้พี่ๆ ฟังคือ วิชาสาย Finance จะเป็นการสอบ 100% เลยค่ะ ส่วนวิชาฝั่ง Marketing ส่วนใหญ่จะเป็นการทำ Assignment หรือ Group work แล้วแต่อาจารย์จะให้ สามารถเลือกวิชาเรียนได้ค่ะ 

 

Dissertation เป็นยังไงบ้าง

ในส่วนของน้องๆ ที่เรียน Module 12 เดือน จะมีเวลาของทั้งหมดของเทอม 3 ในการทำ Dissertation โดยจะมีการกำหนดหัวข้อและสามารถพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาได้ จะต้องเขียน Dissertation อยู่ที่ประมาณ 7,000 – 10,000 คำ

ใครอ่านแล้วยังมีข้อสงสัยอยู่ เรามี Podcast จากน้องๆ ที่จบ Finance จาก University of Exeter มาให้ฟังด้วยน้าาา >> click to listen 

ส่วนใครอยากเห็นว่ารอบๆ มหาลัยเป็นยังไง ชีวิตการเรียนที่ University of Exeter จะเป็นแบบไหน มาดู vdo นี้ได้เลย~! >> click to watch

การเรียน Finance ที่ University of Exeter อาจจะฟังดูน่ากลัวแต่จริงๆ แล้วน้องๆ ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะอาจารย์ที่มหาลัยน่ารักกันมากๆ ทุกคนเข้าใจว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรกของเรา เวลาถามอะไร อาจารย์จะยินดีให้คำตอบเสมอ แถมยังมีสื่อการเรียนมากมายนอกห้องเรียน สำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนรู้เพิ่มเติม ทุกอย่างก็มีพร้อมหมดเลยค่ะ นอกจากนั้น ในห้องเรียนเวลาต้องทำงานกลุ่ม อาจารย์จะเป็นคนจับกลุ่มให้ ทำให้เราได้ทำงานกับเพื่อนต่างชาติมากขึ้น เป็นการที่น้องๆ จะได้ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษในแนว Academic อีกด้วยนะ และยังได้แลกเปลี่ยนกับมุมมองของคนชาติอื่นด้วยค่ะ 

ทื่ University of Exeter ถือเป็นมหาลัยที่น่าสนใจมาก โด่งดังในเรื่อง Finance และเป็นเมืองที่สงบ เหมาะกับการเรียนหนังสือมากๆ ค่ะ หากน้องๆ คนไหนสนใจไปเรียนต่อที่นี่ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

รีวิว เรียนต่อกฎหมาย LL.M. ที่ มหาวิทยาลัย Kent


 

University of Kent มหาลัยในประเทศอังกฤษที่น้องๆ ที่มีเด็กไทยมากมายให้ความสนใจ แล้วที่นี่ดีอย่างไร? Rank เป็นยังไง? เรียนกฏหมายที่ University of Kent จะดีมั้ย? อยากรู้ต้องตามมาอ่าน! 

แต่ก่อนที่เราจะเจาะลึกไปที่การเรียนกฏหมายที่ University of Kent เรามาทำความรู้จักกับมหาลัยนี้เพิ่มขึ้นดีกว่าค่ะ University of Kent ตั้งอยู่ในเมือง Canterbury ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์สวยงามมากๆ ที่เดียวเลยนะคะ และนอกจากนั้น University of Kent ยังเป็นหนึ่งในมหาลัยที่อยู่ใน Russell Group อีกด้วย การันตีคุณภาพของมหาลัยเลยทีเดียว 

มหาลัยนี้มีหลักสูตรมากมายที่ได้รับความนิยมแต่หลักๆ เลยจะมี Law, Marketing/Digital Marketing, Management และ Social Policy และวันนี้พี่แมงโก้ก็จะมารีวิวการเรียน Law school ที่ University of Kent ว่าการเรียนที่มหาลัยนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

หลักสูตรที่ ก.ต. รับรองที่ University of Kent ได้แก่: 

  • Master of Laws in International Commercial Law 
  • Master of Laws in Human Rights 
  • Master of Laws in Criminal Justice

ที่ University of Kent จะมีตึกที่เรียกว่า Law Building เป็นตึกเฉพาะสำหรับนักศึกษากฏหมายเลยค่ะ! 

 

ที่ University of Kent เรียนยังไง

ก่อนอื่นเลยต้องบอกไว้ว่าการเรียนที่อังกฤษจะแตกต่างกับการเรียนที่เมืองไทยเพราะที่อังกฤษ อาจารย์จะให้นักศึกษามีส่วนร่วมเพื่อจะได้เข้าใจบทเรียนให้มากขึ้น และในมหาลัยนี้ก็มีการสอน 2 แบบ เป็นแบบคลาส Lecture และ คลาส Seminar 

 

คลาส Lecture กับ คลาส Seminar ต่างกันยังไง?

ตัวคลาส Lecture จะเป็นคลาสที่อาจารย์สอนเนื้อหาที่เตรียมมา อธิบายบทเรียนให้น้องๆ ได้เข้าใจ ส่วน Seminar ที่มีเพิ่มเข้ามาเป็นคลาสที่มีขนาดเล็กลงเพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิด ส่วนใหญ่จะมีหัวข้อให้นักเรียนในคลาสคิดและเสนอว่าตัวเองคิดอย่างไรกับหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึง 

ในคลาส Seminar อาจารย์ใจดีมากๆ แล้วก็ไม่กดดันให้ตอบด้วย อีกอย่าง ในคลาส Seminar น้องๆ ไม่ต้องกลัวเขินเลย เพราะเป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีผิดถูก ขึ้นอยู่กับความคิดของเราเลยจ้าา ในส่วนของคลาส Seminar อาจารย์จะมี Assigned reading material ให้น้องๆ ได้อ่านเพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดกัน พี่แมงโก้แนะนำว่าให้อ่านเข้าไปนะคะ เพราะสำคัญในการทำความเข้าใจกับบทเรียนอย่างมากๆ เลย หากเรายิ่งตั้งใจแลกเปลี่ยนไอเดีย เราจะยิ่งเข้าใจคลาส Seminar มากยิ่งขึ้นเลยค่ะ 

 

เรียนกฏหมายที่ Kent งานเยอะมั้ย? 

ในการเรียนป. โท ที่ University of Kent ในด้านกฏหมาย งานไม่เยอะมากนะคะน้องๆ อาจจะมีเป็น Essay และ Presentation เล็กน้อย เพราะการเรียนส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนแบบ Seminar based ค่ะ แต่ว่าในสาขานี้ไม่มีการสอบนะคะ!

 

เรียนกฏหมายที่ University of Kent แตกต่างกับมหาลัยอื่นๆ ในอังกฤษยังไง? 

พี่แมงโก้ขอบอกเลยว่าสิ่งที่มหาลัยนี้มีไม่เหมือนใครคือสิ่งที่เรียกว่า Law Clinic ซึ่งใครๆ ก็สามารถมาขอความช่วยเหลือทางด้านกฏหมายได้ ใครๆ ก็สามารถเข้ามาได้ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคือการที่มีคนมาขอความช่วยเหลือในเรื่องของกฏหมาย นักศึกษากฏหมายของ University of Kent สามารถเข้าไปช่วยดูเรื่องด้วย โดยจะได้ทำงานกับ Solicitor ใน Law Clinic ถือว่าได้ประสบการณ์จริงเลยทีเดียวนะคะ น่าสนใจมากๆ Law Clinic ของที่นี่เป็นที่แรกในประเทศอังกฤษ และยังได้รับรางวัลในด้านนี้อยู่ทุกๆ ปีเลยด้วย 

น้องๆ คนไหนที่อยามีประสบการณ์ตรงเลย พี่แมงโก้ขอแนะนำให้มาเรียนกฏหมายที่ University of Kent เลยยย ได้ลองงานจริงๆ ก่อนจบที่ Law Clinic เลยนะ! 

นอกจากนี้แล้ว หากน้องๆ คนไหนอยากเรียนเพิ่มเติมก็สามารถลงเป็นคลาสที่เรียกว่า in-sessional ได้ด้วยค่ะ และในการเลือกวิชาที่จะเรียน ทางสาขา Law school ที่ University of Kent มีให้น้องๆ ทดลองเรียนวิชาได้ด้วยนะ! เพื่อให้น้องๆ ได้ตัดสินใจว่าชอบวิชาที่คิดว่าจะเลือกรึเปล่า ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อการเรียนของน้องๆ อย่างมากเลยค่าา 

University of Kent เป็นมหาลัยที่เด็กไทยนิยมไปเรียนสาขากฏหมายมากๆ เลยนะ รับรองว่าจบกลับมาแล้วงานดีๆ รออยู่แน่นอนค่ะ เมือง Canterbury ยังเป็นเมืองที่อบอุ่น สงบ และรายล้อมไปด้วยธรรมชาติอีกด้วย เป็นเมืองที่เหมาะกับการเรียนอย่างมากเลยค่ะ 

อยากเห็นว่ามหาลัยเป็นอย่างไร มาดูรีวิวนี้ได้เลยจ้าาา! >> click to watch!

สำหรับใครทำกำลังมองๆ University of Kent อยู่ มาปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยน้าา เราพร้อมช่วยเหลือทุกขั้นตอนแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย! ติดต่อมาได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313 หรือ 085-144-8808

รีวิว เรียนต่อ Finance ที่มหาวิทยาลัย Exeter


University of Kent มหาลัยในประเทศอังกฤษที่น้องๆ ที่มีเด็กไทยมากมายให้ความสนใจ แล้วที่นี่ดีอย่างไร? Rank เป็นยังไง? เรียน Business ที่ University of Kent จะดีมั้ย? อยากรู้ต้องตามมาอ่าน! 

University of Kent ตั้งอยู่ในเมือง Canterbury ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์สวยงามมากๆ ที่เดียวเลยนะคะ และนอกจากนั้น University of Kent ยังเป็นหนึ่งในมหาลัยที่อยู่ใน Russell Group อีกด้วย การันตีคุณภาพของมหาลัยเลยทีเดียว 

การจัดอันดับของ University of Kent 

  • อันดับที่ 380 โดย QS World University Rankings ประจำปี 2021
  • อันดับที่  48 โดย the Times University Guide ประจำปี 2021
  • อันดับที่  82 โดย Guardian University Guide ประจำปี 2021

 

ในส่วนของ Kent Business School ก็มีสาขาให้น้องๆ ได้เลือกเรียนมากมายเลยนะคะ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง! 

  • MSc Biotechnology and Business 
  • MSc Business Analytics 
  • MSc Digital Marketing and Analytics 
  • MSc Finance and Management 
  • MSc Finance, Investment and Risk 
  • MSc Financial Markets 
  • MSc International Banking and Finance 
  • MSc Healthcare Management 
  • MSc Human Resource 
  • MSc International Accounting 
  • MSc International Business and Management 
  • MSc International Business and Management with a Foreign Language 
  • MSc Logistics and Supply Chain Management 
  • MSc Management 
  • MSc Marketing 
  • MSc Project Management 

 

ทั้งหมดที่อยู่ในนี้เป็นสาขาที่น้องๆ สามารถเลือกเรียนสำหรับ ป. โทได้เลยค่ะ แต่ที่ Kent Business School ก็มีการสอน PhD ด้วยน้าาา และนอกจากนั้นยังมีตึกเรียนเป็นของตัวเองอีกด้วย ใหญ่พอควรเลยค่ะ เพราะมีทั้งคาเฟ่อยู่ใต้ตึกเลย ได้รู้จัก Kent Business School ของมหาลัยนี้ไปแล้ว เรามาพูดถึงรีวิวจากน้องๆ ที่เรียนที่นี่กันดีกว่า! 

ก่อนอื่นเลย ต้องบอกว่า Kent Business School เป็นมหาลัยที่เหมาะมากสำหรับน้องๆ ที่เรียนสายอื่นมาแต่มีความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนสายอาชีพ เพราะที่นี่จะมีการสอนทั้งแบบลงลึก แต่ก่อนหน้าจะมีการปูพื้นฐาน น้องๆ จากสายเรียนหรือสายอาชีพอื่นที่อยากเรียนแนวการตลาด ที่นี่เป็นที่ที่ดีมากๆ เลยค่ะ 

 

MSc Marketing เป็นยังไง

น้องๆ ที่อยากเปลี่ยนสายมาเรียน Marketing แต่ไม่มีพื้นฐาน เพราะการเรียน Marketing ที่นี่จะมีการสอนเกี่ยวกับ Business ก่อนถึงจะลงลึกให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นค่ะ ส่วนตัววิชาของสาขานี้จะเป็นวิชาที่เกี่ยวกับ Finance, Marketing และ Market research ค่ะ 

 

MSc Finance & Management เป็นยังไง? 

ในส่วนของสาขานี้จะเน้นไปที่การเรียการสอน Finance เป็นการคำนวน และในส่วนของ Management จะเรียนในเชิงของ case study อาจารย์จะให้น้องๆ ได้เข้าใจบทเรียนมากขึ้นโดยการยกตัวอย่างต่างๆ ทั้งการเรียนแบบ Finance และ Management พอนำมารวมกันแล้วนักศึกษาจะได้เห็นภาพที่ใหญ่และชัดขึ้นมากๆ ค่ะ 

 

MSc International Business & Management เป็นยังไง? 

สาขานี้จะเจาะจุดไปที่การเรียนใรมุมมองของ Corporate ให้น้องๆ เข้าใจในเรื่องของการจัดการบริษัท รวมไปถึงการเปิดบริษัทอีกด้วย ในสาขานี้ก็จะมีการเรียน Finance และ Marketing ที่เป็นการปูพื้นฐานอยู่ด้วยเหมือนกันนะ! ไม่ต้องกลัวเรียนไม่ได้เลย เพราะว่าที่ Kent Business School จะมีการสอนพื้นฐานให้น้องๆ ทุกคนได้เข้าใจบทเรียนอย่างเต็มที่ 

 

การสอนเป็นยังไง? 

การเรียนการสอนที่ประเทศอังกฤษจะมีความแตกต่างกับการสอนที่ประเทศไทย เพราะว่าการสอนที่ประเทศอังกฤษจะให้ความสำคัญกับการที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในห้องเรียนด้วย ฉะนั้น การเรียนการสอนที่ Kent Business School จะเป็นการสอนแบบทั้งคลาส Lecture และ Seminar 

คลาส Lecture จะเป็นคลาสใหญ่ที่อาจารย์เข้ามาสอนบทเรียน เหมือนการสอนที่ประเทศไทยเลยค่ะ แต่ในส่วนของคลาส Seminar จะเป็นคลาสที่เล็กลง คลาสจะมีนักศึกษาประมาณ​ 20 กว่าคนเพื่ออาจารย์จะได้ดูแลได้ทั่วถึง คลาส Seminar จะมี reading material ให้น้องๆ เตรียมตัวมาก่อนเพื่อจะได้เข้าคลาสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อที่อาจารย์ได้เตรียมไว้ 

คลาส Seminar อาจจะฟังดูน่ากลัวสำหรับน้องๆ แต่จริงๆ เป็นคลาสที่สนุกมากนะคะ! การเรียนแบบ Seminar ไม่มีผิดถูก เป็นการ discuss ความคิดเห็นของแต่ละคน และการที่มีเพื่อนๆ มาจากทั่วมุมโลก น้องๆ ยังจะได้ความคิดที่แปลกใหม่ในมุมอื่นด้วยค่ะ 

 

แล้วในส่วนของงานที่อาจารย์ให้เป็นยังไง? 

ส่วนใหญ่ในการเรียน น้องๆ จะได้งานเดี่ยวมาทำประมาณ 80% และอีก 20% เป็นงานที่น้องๆ ต้องทำเป็นกลุ่มค่ะ แต่อย่างไรก็แล้วแต่วิชาด้วยนะ!

 

รีวิวหลักสูตรยอดฮิตที่ Kent Business School ดูที่นี่เลยจ้าา >> click to watch!

จริงๆ แล้วหลักสูตรป. โท ที่ Kent Business School มีน่าสนใจมากมายเลยค่ะ และน้องๆ คนไหนที่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมทักมาถามพี่ๆ แมงโก้ได้เลย! เราพร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนั้นจ้าา โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning