3 เหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ


3 เหตุผลทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ

3 เหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ

ประเทศอังกฤษ ถือเป็นประเทศ 1 ในต้นแบบการศึกษาของไทย เป็นบ้านของภาษาสากลที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีการส่งเชื้อพระวงศ์ รวมถึงลูกหลานของบุคคลที่มีชื่อเสียงไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นี่คงเป็นเหตุผลว่า ทำไมประเทศอังกฤษถึงเป็นตัวเลือกแรกๆของเด็กไทยทุกยุคทุกสมัย เมื่อคิดถึงการไปเรียนต่อต่างประเทศ เรามาวิเคราะห์กันให้ชัดไปเลยดีกว่าว่า อะไรที่ทำให้อังกฤษ เป็นเป้าหมายการเรียนต่อต่างประเทศมากกว่าประเทศอื่นๆ

  1. ชื่อเสียงมหาวิทยาลัย

ที่อังกฤษมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง University of Oxford ที่ก่อตั้งมาเกือบพันปีแล้ว และยังคงความเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก ที่ไม่ว่าการจัดอันดับของสำนักไหนก็มันจะติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 เสมอๆ นอกจาก University of Oxford แล้ว ยังมีอีกหลายๆมหาวิทยาลัยในอังกฤษที่ติดอันดับ Top 100 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกด้วย จากการจัดอันดับ The World’s Top 100 Universities ปี 2020 โดย QS World Ranking มีมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษถึง 18 แห่ง ที่ติดอันดับโลก ซึ่งนอกจาก Oxford Cambridge ที่ติดอันดับ Top 10 แล้ว ยังมี University of Edinburgh ยูเก่าแก่ทางฝั่งสกอตแลนด์ และ Durham University มหาลัยที่คนอังกฤษให้ความเชื่อมั่นรองจาก OxBridge ก็อยู่ใน Top 100 นี้ด้วย

  1. หลักสูตรการเรียนการสอน

การดีไซน์หลักสูตรการศึกษาของประเทศอังกฤษ เป็นไปอย่างกระชับ ฉับไว แต่เข้มข้นด้วยเนื้อหาอย่างมาก เน้นการสอนให้นักเรียนคิดตนเอง ผ่าน 3 กระบวกการ คือ ค้นคว้า วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ ทำให้เราจะเห็นนักเรียนเต็มห้องสมุดตลอดทั้งปี ระยะเวลาเรียนก็จะสั้นกว่าที่อื่น โดยระดับปริญญาตรีจะใช้เวลาเรียน 3 ปี ส่วนปริญญาโท ก็จะเรียนเพียง 1 ปีก็จบหลักสูตรแล้ว ด้วยระยะเวลานี้เอง ทำให้นักเรียนต่างชาติประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเป็นเวลานานๆได้มากเลย แถมยังช่วยให้เราได้เริ่มชีวิตการทำงานได้เร็วขึ้นอีกด้วย

  1. Connection

ด้วยความที่ประเทศอังกฤษเป็นประเทศยอดฮิตของเด็กไทย ทำให้ปีๆหนึ่งมีนักเรียนไปเรียนต่อเยอะมากๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ไปเรียนที่อังกฤษไม่มีเหงาแน่ๆ เพราะนอกจากจะมีเพื่อนต่างชาติมากมายแล้ว ยังมีเพื่อนคนไทยที่จะคอยช่วยเหลือกันยามอยู่ต่างแดน แถมกลับมาก็ยังจะได้เป็นเพื่อนกันต่อ และช่วยเหลือกันในภายภาคหน้าด้วย นอกจากนี้ ด้วยความที่มีคนไทยไปเรียนที่อังกฤษเป็นร้อยๆปีมาแล้ว ทำให้มี “สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่เป็นสมาคนนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยรัชกาลที่ 6 และมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ให้นักเรียนไทยในอังกฤษอย่างเหนียวแน่นตลอดมา ทั้งงานกีฬาสามัคคีเกมส์ ที่เป็น 1 ในอีเว้นท์ใหญ่ของเด็กไทยในอังกฤษ ทำให้น้องๆที่ไปเรียนได้รู้จักกับเพื่อนๆที่เรียนอยู่ต่างเมืองด้วย

แล้วทำไมต้องไปเรียนต่ออังกฤษกับ Mango Learning Express

  1. 10 ปี ในวงการศึกษาต่อต่างประเทศ

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ในแวดวงการศึกษาต่อ ทำให้เราเข้าใจหลักการ และขั้นตอนการไปเรียนต่อเป็นอย่างดี รวมถึงมหาวิทยาลัยที่เราเป็นตัวแทน ล้วนเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง University of Edinburgh, Durham University, University of Nottingham, University of Exeter และพี่ๆ Consultant ที่แมงโก้ มีความรู้และความเข้าใจในหลักสูตรเป็นอย่างดี รวมถึงยังมีความเข้าใจไปถึงเมืองต่างๆ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในประเทศอังกฤษเป็นอย่างดี

  1. Best Service with Free of Charge

เพราะแมงโก้ เราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ประจำประเทศไทย ทำให้เรามีสายสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยต่างๆเป็นอย่างดี รวมถึงสามารถช่วยเหลือ และติดตามใบสมัครเรียน รวมถึง Offer ของน้องๆได้ด้วย และเพราะการเป็นตัวแทน เหมือนเป็นการช่วยทำการตลาด และคัดนักเรียน เป็นประตูด่านแรกให้มหาลัยอยู่แล้ว เราจึงไม่คิดค่าใช้จ่ายๆใดๆกับน้องๆที่มาสมัครเรียนกับเรา เพราะทางมหาลัยที่ประเทศอังกฤษดูแลค่าใช้จ่ายตรงนี้อยู่ นอกจากพี่ Consultant ที่แมงโก้จะมีความรู้แน่นปึ้กในเรื่องการเรียนต่ออังกฤษแล้ว พี่ๆแมงโก้ยังมีความเป็นกันเอง ติดตามน้องๆและการสมัครเรียนอย่างใกล้ชิด และยังให้ความช่วยเหลือ และแนะนำน้องๆตั้งแต่ตอนเริ่มหาข้อมูลเรียนต่อ รีวิว SOP สมัครเรียน ตอบรับ Offer จองหอ ช่วยเหลือด้านวีซ่า ไปจนถึงช่วยให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อน้องเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษด้วย

  1. We are Mango Family

ทุกๆปี แมงโก้จะจัดงาน Pre-Departure ให้น้องๆที่จะไปเรียนต่ออังกฤษในปีนั้นๆ เพื่อให้น้องๆได้ทำความรู้จักกันก่อนไปเรียน ทั้งน้องที่เรียนอยู่เมืองเดียวกัน และเพื่อให้น้องได้มีเพื่อนต่างเมืองด้วย เพราะเราให้ความสำคัญกับ Connection เสมอ ในงานจะมีน้องๆตั้งแต่ระดับปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอกมาร่วมงานด้วย เป็นกิจกรรมที่พี่แมงโก้ตั้งใจจัด เพื่อต้อนรับน้องๆเข้าสู่ครอบครัว Mango ของเรา รวมถึงจะมีกิจกรรมอื่นๆอีกหลังจากที่น้องๆเรียนจบกลับมา เพื่อสานต่อความเชื่อของเราที่ว่า “การเรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด”

รู้อย่างงี้แล้ว ถ้าใครอยากเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ติดต่อพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-1293313 ได้เลย แล้วมาเป็นครอบครัวแมงโก้ด้วยกันนะคะ

4 เหตุผลดีๆ ที่ใครๆก็ไปเรียนที่ University of Hertfordshire


วันนี้พี่แมงโก้จะพาไปรู้จักกับ University of Hertfordshire อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยน่าเรียน ที่มีข้อดีที่เด่นหลายข้อมากๆ พี่แมงโก้ขอหยิบ 4 เหตุผลดีๆ ที่ใครๆก็อยากไปเรียนต่อที่ University of Hertfordshire มาให้น้องได้ทำความรู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้ดียิ่งขึ้น

  1. Location เพราะ University of Hertfordshire ตั้งอยู่ที่เมือง Hatfield เมืองทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ที่อยู่ห่างจากใจกลางกรุงลอนดอนโดยการนั่งรถไฟแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงจากสถานี King’s Cross Station ซึ่งเมืองนี้ เป็นเมืองเล็กๆตรงกลาง ระหว่าง Cambridge กับ London แปลว่าน้องๆจะได้อยู่ใกล้กับเมืองที่เป็น Destination หลักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แถมในตัวเมือง ยังมีห้างใหญ่ถึง 2 แห่ง และ 1 ใน 2 นี้ยังเป็น Outlet แหล่งรวมสินค้าแบรนด์ราคาถูก อย่าง M&S, Nike, GAP ให้น้องๆได้ไปช็อปปิ้งกันอีกด้วย
  2. Another Location ด้วยความที่เมือง Hatfield ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Watford ซึ่งเป็นศูนย์กลางของบริษัท IT ของอังกฤษ รวมถึงเป็นที่ตั้งของบริษัทระดับโลกอย่าง Universal Studio, Warner Brothers ที่มาตั้งสตูดิโออยู่ในเมืองนี้ ทำให้น้องๆที่เรียนสาขา Animation ที่ University of Hertfordshire มีโอกาสสูงมากที่จะได้ฝึกงาน หรือแม้กระทั่งได้งานทำต่อที่นี่เลย และ de Havilland Campus ของ University of Hertfordshire ยังเคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องบินของอังกฤษ ที่ภายหลังกลายมาเป็นลานจอดเครื่องบิน Airbus ทำให้หลักสูตร Aerospace Engineering ของที่นี่ดังมาก และน้องๆที่จบจากที่นี่ก็มีโอกาสสูงที่จะได้ทำงานในบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินระดับโลกอย่าง Airbus อีกด้วย
  3. IELTS Waiving สำหรับน้องๆที่จบการศึกษาจากหลักสูตรนานาชาติ ทั้งจาก จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ SIIT MUIC BUIC ABAC หรือ Stamford จะได้รับสิทธิ์ในการไม่ต้องใช้คะแนน IELTS ยื่นเข้าเรียน นั่นหมายความว่า น้องๆไม่ต้องสอบให้ได้คะแนน IELTS ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดก็สามารถผ่านเข้าเรียนแบบ Direct Entry ได้เลย ไม่ต้องไปเรียน Pre-Sessional English (PSE) ให้เสียเวลาเลยน้า
  4. Scholarship ใครที่กำลังมองหาทุน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเรียนต่ออังกฤษ พิจารณา University of Hertfordshire ไว้ได้เลยค่า เพราะที่นี่แจกทุนตั้งแต่ £2,000 – £5,000 ให้กับน้องๆที่สนใจ สามารถสมัครทุนได้หลักจากได้ Offer จากทางมหาวิทยาลัยแล้ว โดยทางมหาวิทยาลัยจะประกาศรายชื่อผู้ได้ทุนประมาณปลายเดือนเมษายนปี 2020 ค่ะ ใครอยากได้ทุน รีบสมัครเรียน รีบสมัครทุนกันนะค้า

สำหรับน้องๆคนไหนที่ถูกใจ University of Hertfordshire ก็ติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของ University of Hertfordshire ประจำประเทศไทยได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ได้เลยนะจ๊ะ พี่แมงโก้รอให้คำปรึกษาด้านการเรียนต่ออังกฤษ ฟรี!! ตั้งแต่เริ่มสมัครถึงไปเรียนเลยน้า

เตรียมตัวอย่างไรให้ได้ไปเรียนอังกฤษปี 2020


พร้อมรึยังกับการไปเรียนต่ออังกฤษปี 2020 กับ Checklist ง่ายๆจากพี่แมงโก้

ใครอยากไปเรียนต่ออังกฤษปีหน้า หรือปี 2020 แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน วันนี้พี่แมงโก้ทำ Checklist มาให้น้องๆแล้ว เพื่อทำให้การเตรียมตัวไปเรียนต่ออังกฤษของน้องๆเป็นเรื่องง่าย มาดูกันเลยว่า มีอะไรต้องเตรียมบ้าง

Checklist เอกสารที่ใช้ในการสมัครเรียน

  • Passport หน้าแรก
  • Certificate หรือใบจบปริญญาเป็นภาษาอังกฤษ
  • Transcript หรือใบเกรด เป็นภาษาอังกฤษ
  • Reference Letter จากอาจารย์ หรือ หัวหน้างาน 2 ท่าน
  • CV หรือ Resume ฉบับภาษาอังกฤษ
  • SOP หรือ Statement of Purpose ซึ่งก็คือ จดหมายแนะตัว ที่จะสร้างความประทับใจให้ Admission Team และทำให้เค้าเลือกเราเป็นนักศึกษาของมหาลัยนั้นๆ (เป็นตัวแปรสำคัญในการรับเข้าเรียนนะจ๊ะ)

เอกสารเริ่มแรกสามารถเตรียมแค่นี้ก็สมัครเรียนได้แล้วค่า มาถึงตรงนี้น้องๆหลายคนคงมีคำถามว่า “แล้ว IELTS ล่ะ?” พี่แมงโก้บอกได้เลยว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในอังกฤษจะอนุญาตให้เรายื่นคะแนน IELTS ตามไปที่หลังได้ ไม่ว่าจะเป็นสมัครไปแล้วแล้วยื่นคะแนนตาม หรือยื่นคะแนน IELTS หลังได้ Offer ก็ได้ เพราะคะแนน IELTS เป็นตัววัดระดับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของเราเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าเราได้ IELTS คะแนนดีมากๆ แบบผ่าน Direct Entry ของหลักสูตรที่เราจะไปเรียน ตั้งแต่ก่อนที่เราจะสมัคร ก็สามารถยื่นประกอบกันไปได้เลย แต่พี่แมงโก้แค่ไม่อยากให้น้องๆรอคะแนน IELTS จนทำให้เสียโอกาสในการเข้าเรียนมหาลัยในฝัน ทั้งๆที่สามารถสมัครได้ก่อนคะแนนออกแล้วน้า เพราะอย่าลืมว่าที่อังกฤษ ใช้ระบบ First Come First Serve สมัครก่อน ได้รับการพิจารณาก่อนจ้า ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสได้เรียนในมหาลัยที่เราอยากเรียนมากขึ้นมากๆเลยน้า และที่สำคัญที่สุด ต้องสอบ IELTS แบบ UKVI นะจ๊ะทุกคน

ส่วน Timeline ในการสมัครเรียนก็จะมีตามนี้จ้า

  • ตุลาคม 2019 – เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ สามารถสมัครได้เรื่อยๆ แต่อย่างที่บอกนะคะ สมัครก่อนได้พิจารณาก่อน แถมไม่ต้องคอยลุ้นว่าหลักสูตรที่เราจะเรียนปิดรับ เพราะได้รับนักเรียนครบไปแล้ว
  • ม.ค. – มี.ค. 2020 – ทยอยสอบ IELTS UKVI ได้เลย (รีบลองสอบกันนะ เพราะเป็นช่วงที่น้องๆส่วนใหญ่ลงสอบกันอย่างคึกคัก ลงสอบช้าอาจจะไปเจอที่นั่งสอบเต็ม ทำให้อดสอบได้จ้า)
  • เมษายน 2020 – Final IELTS เพื่อส่งคะแนน IELTS ให้มหาลัย จะได้ออกเอกสาร CAS ให้เราไปทำวีซ่าได้เร็วๆนะคะ
  • พฤษภาคม 2020 – มหาลัยส่วนใหญ่จะปิดรับนักเรียนของปี 2020 แล้ว ซึ่งในมหาลัยดังๆชื่อเสียงดีๆ ก็มักจะรับนักศึกษาเต็มไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ยังไงก็รีบสมัครกันนะคะ

ใครอยากไปเรียนอังกฤษปี 2020 ติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ พี่แมงโก้ช่วยตรวจเอกสาร รีวิว SOP ให้ถูกใจกรรมการ สมัครเรียน จองหอพัก ทำวีซ่า รวมถึงเป็นผู้รับฟังและช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างของน้องๆจนกว่าจะเรียนจบเลยน้า ที่สำคัญทุกบริการของเรา ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆแอบแฝงแน่นอนค่า

ติดต่อพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ได้เลย พี่แมงโก้รอให้คำปรึกษาอยู่นะจ๊ะ

 

รีวิวเรียนต่อโท Marketing แบบเจาะลึกเฉพาะด้าน Marketing



เป็นอีกหนึ่งสาขาฮอตฮิตตลอดกาลของเด็กไทยที่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศ อังกฤษ แต่ด้วยความที่โลกยุคใหม่หมุนเร็วกว่าที่เราคิด ทำให้การทำการตลาดแบบเดิมๆอาจจะไม่ได้ผลดีแบบเดิมอีกแล้ว และศาสตร์ด้านมาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นเหมือนวิชาที่รวมสาย Creative เข้ากับ Business ทำให้มีการแตกแขนงสาขาออกมามากมาย วันนี้พี่แมงโก้จะพาน้องๆ ไปรู้จักกับ Marketing สาขาต่างๆ ที่จะทำให้น้องๆได้เป็น Specialist ในสาขาที่เจาะลึกลงไปมากกว่ามาร์เก็ตติ้งแบบธรรมดาๆ เลย


1. Brand and Advertising เน้นการทำมาร์เก็ตติ้งสายสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และการทำโฆษณาให้ประสบความสำเร็จในวงกว้าง เหมาะกับน้องๆที่อยากทำงานต่อในวงการโฆษณา หรือทำฝั่งคอร์ปเปอร์เรท ที่เน้นการสร้าง Brand ให้เป็นที่รู้จักและจดจำของผู้บริโภคหลักสูตรนี้มีที่;
– MA Advertising and Marketing, University of Leeds
– MSc Branding and Advertising, Nottingham Trent
– MSc Marketing and Brand Management, University of Essex


2. Marketing and User Experience เพราะทุกวันนี้เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประสบการณ์ของลูกค้า มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า รวมไปถึงมุมมองที่มีต่อแบรนด์ ทำให้เกิดเป็นหลักสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อมุ่งเน้นการสร้าง Strategy เพื่อให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีทั้งต่อแบรนด์และตัวสินค้าเอง โดยได้รวม Experience ทั้งทางด้าน Online และ Offline มาสอนทั้งหมด เป็นสาขาใหม่ที่น่าสนใจ และน่าจะใช้ได้จริงในโลกธุรกิจทุกวันนี้ด้วยหลักสูตรนี้มีที่;
– MSc Marketing and User Experience, Bournemouth University


3. Retail Management and Marketing การค้าปลีกเป็นส่วนสำคัญที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่ต้องรู้ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ก็เน้นขายสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยอยู่แล้ว หลักสูตรนี้จึงเป็นประโยชน์ในวงกว้างมากๆ ทั้งต่อคนที่จบไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือรับช่วงต่อธุรกิจที่บ้าน หรือแม้กระทั่งทำงานใน Global Company อย่า Unilever หรือ P&G ซึ่งจัดว่าเป็นธุรกิจค้าปลีกระดับใหญ่ยักษ์ โดยหลักสูตรนี้จะสอนทั้งการบริหารธุรกิจ Retail ไปจนถึงการทำ Marketing ยังไงให้ถูกใจลูกค้า หลักสูตรนี้มีที่;
– MSc Marketing Management (Retail), Bournemouth University


4. Digital Marketing เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ซื้อของ Online กันทั้งนั้น เพราะทั้งซื้อง่าย ขายคล่องขนาดนี้ หลายๆ บริษัทเลยให้ความสำคัญกับการทำ Digital Marketing เป็นอย่างมาก ซึ่ง Digital Marketing นี้ไม่ใช่เพียงแต่การทำมาร์เก็ตติ้งผ่านทางช่องทาง Social Media เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง website และ application ต่างๆ หรือก็คือทุกช่องทางที่อยู่ในหมวดหมู่ของ Digital ซึ่งหลักสูตร Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษก็จะสอนครอบคลุมไปในทุกส่วน และที่สำคัญหลายๆ มหาวิทยาลัย จะเน้นสอน Mindset ในการทำ Digital Marketing เพื่อให้ทันกับโลกแห่งการ Disrupt จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ในทุกๆวันด้วยหลักสูตรนี้มีที่;
– MSc Digital Marketing, Royal Holloway, University of London
– MSc Digital Marketing Management, Coventry University
– MSc Digital Marketing, University of Southampton
– MSc Digital Marketing and Analytics, University of Kent


5. Fashion Marketing ใครมีความฝันอยากทำแบรนด์เสื้อผ้า หรือเครื่องประดับเป็นของตัวเองกันบ้าง? ถ้าเป็นสายแฟ ที่มีความอาร์ตอยากทำเสื้อผ้าเอง แต่ก็ไม่อยากทิ้งด้านธุรกิจ และอยากรู้ว่าจะทำยังไงให้เสื้อผ้าเราขายได้ เชิญมุ่งหน้ามาเรียนหลักสูตร Fashion Marketing ได้เลย เพราะหลักสูตรนี้จะเน้นเจาะไปที่การทำ Marketing ให้กับแบรนด์แฟชั่นทั้งหลายโดยเฉพาะ เรียนได้ว่าจบออกไปสามารถไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง หรือจะไปทำงานในบริษัทแฟชั่นในดวงใจได้เลยหลักสูตรนี้มีที่;
– MA International Fashion Marketing, Regent’s University
– MBA International Fashion Management, Coventry University (London Campus)
– MSc International Fashion Marketing, Coventry University (London Campus)
– MA International Fashion Management, Nottingham Trent University
– MA Fashion Marketing, Nottingham Trent University
– MA Fashion Communication, Nottingham Trent University

luxury-brand-management

6. Luxury Brand Management ถ้า Fashion Marketing ยังกว้างไป อยากจะลงลึกไปที่ธุรกิจ Luxury Goods ซึ่งไปเป็นตลาด Niche ที่มีกำลังซื้อที่เข้มแข็งตลอดกาล ต้องมาเรียนหลักสูตรนี้เลย เพราะลูกค้าในกลุ่ม Luxury จะมีความยูนิค ที่อาจจะต้องใช้วิชาความรู้ที่เฉพาะเจาะจงในการพิชิตใจลูกค้ากลุ่มนี้ให้ได้ รวมถึงการได้มีโอกาสเรียนกับมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญ มีผู้สอนที่เคยอยู่ในธุรกิจนี้จริงๆ รวมทั้งการมีเพื่อนในห้องเรียน และ Alumni ที่จะเป็นคอนเนคชั่นในธุรกิจประเภทนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ในอนาคตการทำงานเป็นอย่างมาก หลักสูตรนี้มีที่;
– MA Luxury Fashion Brand Management, Nottingham Trent University
– MA Luxury Brand Management, Regent’s University

.
หวังว่าหลักสูตร Marketing แบบเจาะลึกที่พี่แมงโก้รวบรวมมา จะมีซักหลักสูตรที่ตรงใจน้องๆกันบ้างนะคะ ถ้าใครอ่านแล้วยังไม่จุใจ จะไปฟังแบบละเอียดเน้นๆที่ Mango Podcast ก็ได้ หรือถ้าใครอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติม
หรือมีคำถามแบบเจาะลึกลงไปอีก อยากถามพี่แมงโก้โดยตรง ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ก็ได้ทุกช่องทางเลย พี่แมงโก้พร้อมตอบทุกคำถาม และให้การช่วยเหลือด้านการเรียนต่อทุกขั้นตอน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลยค่า

5 สิ่งที่คนเข้าใจผิด เมื่อต้องเตรียมตัวไปเรียนต่ออังกฤษ


สำหรับน้องๆหลายคนที่อยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่เพิ่งเริ่มหาข้อมูล อาจจะทำให้มีความเข้าใจผิดในขั้นตอนการสมัครเรียนได้ และนั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้องๆ สมัครเรียนช้า จนที่นั่งของคณะที่น้องอยากเข้าเหลือน้อย หรืออาจจะช้าจนไม่มีเวลาทำใบสมัครให้ดี ไปจนถึงสมัครไม่ทัน ทำให้พลาดโอกาสการไปเรียนในปีนี้เลยก็ได้ พี่แมงโก้เลยรวบรวมสิ่งที่น้องๆส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด เพื่อไขข้อข้องใจ และทำให้น้องๆมีโอกาสในการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่น้องๆตั้งใจได้

  1. ต้องเลือกมหาวิทยาลัยจาก Ranking เท่านั้น

คำถามแรกที่น้องๆมักจะถามคือ ไปเรียนที่ไหนดี? และหลายๆคนไม่รู้ว่าเราควรเลือกมหาวิทยาลัยจากอะไร จึงเริ่มด้วยการดู Ranking เพื่อหามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ดี เหนือกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่ความจริงก็คือ Ranking มาจากหลายสำนักมาก แล้วเราจะเชื่อถือสำนักไหนได้มากกว่ากัน ยังคงเป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ พี่แมงโก้เลยอยากให้น้องๆที่กำลังจะไปเรียนต่อพิจารณาเลือกที่เรียนจากหลายๆปัจจัย มากกว่าที่จะเลือกจากที่ Ranking เพียงอย่างเดียว เพราะ Ranking ไม่ได้เป็นตัวตัดสินทุกอย่าง จริงอยู่ว่าวิชาการนั้นสำคัญ แต่การไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นปี ทำให้ความเป็นอยู่ สภาพเมืองก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราสามารถหาข้อมูลได้จากศิษย์เก่าที่เคยไปเรียน หรือดูตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่มีรีวิวกันอยู่มากมาย ส่วนด้านวิชาการ พี่แมงโก้แนะนำให้ดู Course Structure และอาจารย์ที่สอนประกอบกันไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่ามหาวิทยาลัยที่เราสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการทั้งทางด้านวิชาการ และไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ

  1. ต้องมีสอบ IELTS ก่อนสมัครเรียน

พอคิดว่าจะไปเรียนอังกฤษ ก็จะคิดว่าต้องสอบ IELTS ก่อน ถึงจะสมัครเรียนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วคะแนน IELTS เป็นเพียงตัวชี้วัดความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของเราเท่านั้น ซึ่งมีผลต่อการพิจารณารับเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยต่างๆไม่มากเลย และมหาวิทยาลัยในอังกฤษส่วนใหญ่จะให้เราสมัครเรียนได้โดยที่ยังไม่ต้องมีคะแนน IELTS ด้วย แม้แต่ในยูท็อปๆ เองก็ใช้เกณฑ์นี้ เพราะฉะนั้นน้องๆ สามารถสมัครเรียนได้เลยตั้งแต่ยังไม่มีคะแนน IELTS นะคะ แล้วสามารถยื่นคะแนน IELTS ได้ตามหลัง หรือจะหลังจากที่ได้ Offer ตอบรับการเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยแล้วก็ได้

  1. Pre-Sessional English คือการเรียนภาษาอังกฤษทั่วๆไป

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว คะแนน IELTS เป็นตัวบอกความสามารถทางภาษาอังกฤษของเรา ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะได้ผ่านเข้าเรียนไปเลย โดยไม่ต้องเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ (Direct Entry) หรือว่าจะต้องไปเรียน Pre-Sessional English ซึ่งมีน้องๆจำนวนมากคิดว่า การเรียน PSE คือการเรียนภาษาอังกฤษธรรมดาๆทั่วไป แต่ความเป็นจริงแล้ว PSE คือการเรียนภาษาอังกฤษที่จะนำไปใช้ในการเรียนต่อระดับปริญญาโท โดยหลักสูตร PSE ตั้งแต่ 10 weeks ลงมาจะเป็นการสอนภาษาอังกฤษแยกตามสาขาและหลักสูตรที่เรียน เช่น ถ้าเราจะไปต่อโท LL.M. เราก็จะได้เรียน PSE เพื่อไปเขียนรายงานวิชาด้านกฎหมายได้ดีขึ้น ใช้ภาษากฎหมายได้ถูกต้องขึ้น เป็น Academic มากขึ้น หรือการไปต่อโทใน Business School การเรียน PSE ของเราก็จะเรียนเพื่อไปใช้ Present งาน และเขียน Paper ไปในทาง Business Academic ที่มีศัพท์และภาษาที่เป็นทางการและเป็นวิชาการมากขึ้น เป็นต้น

  1. Reference Letter ต้องเป็นอาจารย์ที่ตำแหน่งสูง หรือคนมีชื่อเสียงเขียนแล้วจะดี

เป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้น้องๆหลายๆคนอาจจะต้องใช้เวลาไปตามหา หรือใช้เส้นสายเพื่อให้คนที่มีชื่อเสียง หรือมีตำแหน่งใหญ่ในคณะเป็นคนเขียน Reference Letter ให้ ซึ่งอาจจะใช้เวลาอย่างมาก และอาจจะทำให้การสมัครเรียนล่าช้าไปอีก จริงๆแล้ว Reference Letter ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ไม่ได้มีผลมากต่อการพิจารณารับเข้าเรียน สิ่งที่มหาวิทยาลัยที่อังกฤษต้องการได้จาก Reference Letter คือหลักฐานที่บอกว่าเด็กคนนี้เป็นคนยังไง เพราะฉะนั้นคนที่จะเขียน Reference Letter ได้ดีที่สุด คือคนที่รู้จักเราดี อาจจะเป็นอาจารย์ที่เคยสอนเราในห้องเรียน หรือจะเป็นหัวหน้างานที่น้องๆทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อเนื้อความดี และเป็นผลดีกับเรามากกว่าการที่ให้คนที่ไม่รู้จักเราเลยมาเขียนนะคะ

  1. อยากได้ทุน ก็ต้องสมัครมหาวิทยาลัยที่มีทุนให้สมัครเท่านั้น

ความจริงของการแจกทุนที่อังกฤษคือ ทุนมักจะให้เป็นรางวัลกับนักเรียนที่เป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยนั้นๆแล้ว นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยมักจะให้ทุนกับคนที่ไปอยากไปเรียนที่นี่จริงๆ และมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมเหมาะสมแก่การตอบแทนด้วยการช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะให้เองโดยที่เราไม่ต้องสมัคร เพราะทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากใบสมัครของน้องๆอยู่แล้ว เราจึงจำเป็นต้องได้รับตอบรับเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นๆก่อน จึงจะมีโอกาสได้ทุน

จริงๆแล้วถ้าใครอยากลดค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อโทที่ประเทศอังกฤษ สามารถมองหามหาวิทยาลัยที่ให้ส่วนลดต่างๆ กับน้องๆ ที่มีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยระบุก็ได้ เช่น ถ้าน้องๆ สมัครเรียนเร็ว ก็จะได้ส่วนลด Early Bird จะทางมหาวิทยาลัยบางแห่ง เป็นต้น

หวังว่า 5 ข้อข้างบนจะสามารถตอบคำถามคาใจ และเรื่องที่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆของน้องๆที่อยากไปเรียนต่อประเทศอังกฤษกันได้บ้างนะคะ ช่วงนี้มหาวิทยาลัยหลายๆแห่งก็เริ่มเปิดรับสมัครกันแล้ว อย่าลืมว่าสมัครก่อนได้พิจารณาก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่น้องๆใฝ่ฝันได้มากขึ้นน้า ไม่ต้องรอคะแนน IELTS ก่อนถึงจะสมัครเรียนได้ หรือปัจจัยอื่นๆที่อาจจะทำให้เราสมัครเรียนได้ช้าลง เราก็อาจจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้เลย

ถ้าอยากไปเรียนต่ออังกฤษ แต่มีข้อสงสัยที่มากกว่านี้ หรือไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ปรึกษาพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยอังกฤษในประเทศไทย ได้เลยที่ Line:@manglearning หรือ โทร. 02-129-3313 ปรึกษาฟรี ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายใดๆนะคะ

อยากเรียน Psychology แต่ไม่มีพื้นฐาน ไปเรียนที่ไหนได้บ้างในอังกฤษ


อยากเรียน Psychology แต่ไม่มีพื้นฐาน ไปเรียนที่ไหนในอังกฤษได้บ้าง มาถึงตรงนี้ คงจะมีน้องๆหลายคนที่สนใจด้าน Psychology ไม่ว่าจะเป็นจากการอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา ที่มีอยู่มากมายเต็มร้านหนังสือไปหมด หรือจากปรากฏการณ์ในสังคมที่เกิดจากความเครียด และจิตใจ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเป็นระยะๆ อยากจะเรียนต่อปริญญาโทด้านนี้ แต่ก็ติดที่ว่าไม่ได้เรียนด้านจิตวิทยามาตั้งแต่ตอนปริญญาตรี หรือบางคนอาจจะฝันอยากเป็นนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ แต่ก็ติดที่ไม่ได้มีพื้นฐาน แล้วจะไปต่อทางสายงานนี้ยังไง พี่แมงโก้มีทางออกให้แล้วค่ะ เพราะน้องๆที่จบสายนี้ นอกจากจะไปเป็นนักจิตบำบัดได้แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้าน Psychology ยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในการทำงานในฝ่ายบุคคลอีกด้วย

  1. MSc Psychology (Conversion) @ University of Nottingham

เน้นไปที่การเรียนเกี่ยวกับการทำงานของ สมอง (Brain) กระบวนการรู้คิด (Cognition) และ พฤติกรรมของมนุษย์ (Behavior)  เป็นหลักสูตร Psychology ที่ไม่ require ว่าต้องจบ Psychology ตอนป.ตรีมาก็สามารถเรียนได้ ออกแบบมาเพื่อคนที่ไม่มีพื้นฐาน แต่อยากทำงานต่อในด้านนี้ หรือต้องการการรับรองจาก British Psychological Society  เพื่อใช้ในการศึกษาต่อในหลักสูตรเกี่ยวกับจิตวิทยาที่ลึกลงไป แถมยังเป็นหลักสูตรของ University of Nottingham มหาวิทยาลัยในเครือ Russell Group อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ ที่โดดเด่นอย่างมากทางด้านวิชาการ จนได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 20 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในอังกฤษจาก The Complete University Guide 2019, The Guardian University Guide 2019 และ The Times and The Sunday Times Good University Guide 2019

  1. MSc Psychology @ Regent’s University

หลักสูตรที่สอนศาสตร์แห่งจิตวิทยาอย่างครอบคลุม ทั้งวิชา Biological Psychology, Cognitive Psychology เรียนจากเคสในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริงในวิชา Conceptual and historical issues และมีวิธีการที่หลากหลายที่เพิ่มเติมจากการ Lecture ทั้งจาก Seminar ให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนในห้อง อันเป็นหัวใจสำคัญของการเข้าใจคนอื่นและการเรียนจิตวิทยา เข้าคลาส Lap การสอนแบบตัวต่อตัว ไปจนถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งหลักการสอนทั้งหมดนี้ เน้นการนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เรียนแต่เพียงทฤษฎีเท่านั้น ตามหลักการของมหาวิทยาเลยเอกชนอันมีชื่อเสียง ที่ชาวยุโรปและชาวอังกฤษเองนิยมมาเรียนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังเป็นหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก BPS หรือ British Psychological Society ของประเทศอังกฤษด้วย

ทั้ง 2 หลักสูตรจาก University of Nottingham และ Regent’s University ได้รับการรับรองจาก BPS หรือ British Psychological Society และน้องๆที่จบทั้ง 2 หลักสูตรนี้ จะได้รับการรับรอง Graduate Basis for Chartered Membership (GBC) เป็นสมาชิกของ BPS และสามารถนำวุฒินี้ไปใช้ศึกษาต่อด้านจิตวิทยาที่สูงขึ้นต่อไป รวมถึงยังเป็นการรับรองจากองค์กรที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติอีกด้วย

ใครสนใจเรียนต่อป.โทสาขา Psychology หรือสาขาอื่นๆที่ประเทศอังกฤษ ติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ก็ได้นะคะ พี่แมงโก้พร้อมให้คำปรึกษา และแนะนำการเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสินจ้า

รีวิวหลักสูตร Business School ของมหาวิทยาลัย Exeter


รีวิวหลักสูตร Business School ของมหาวิทยาลัย Exeter

University of Exeter นับได้ว่าเป็น Business School ระดับท็อปของอังกฤษ เพราะได้รับการจัด Ranking ในแต่ละสาขาให้อยู่ใน Top 10 มาโดยตลอด อย่างเช่น Marketing ล่าสุดเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 ของหลักสูตร Marketing ที่ดีที่สุดในอังกฤษ หรือจะเป็นด้านไฟแนนซ์ ด้วยหลักสูตร MSc Finance Analysis and Investment Management ที่เป็น CFA affiliate program ซึ่งตรงกับ module ของ CFA Exam ถึง 70% แถมยังมีติว CFA ให้อีกด้วย

อีกสาขาที่โด่งดังไม่แพ้กันคือด้าน Management ซึ่งมีหลักสูตร MBA และ MSc Management ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Flagship Programme ของที่นี่ก็ทำอันดับได้ดีตลอด และยังมีทางเลือกที่สามารถทำ consulting หรือ internship ได้อีกด้วย

3 เหตุผลที่ทำให้ University of Exeter เป็นที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร

  1. Russel Group University มหาวิทยาลัย Exeter เป็นหนึ่งใน Top ของมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russel Group University ซึ่งโดดเด่นเรื่องของคุณภาพงานวิจัย
  2. Triple accreditation เครื่องการันตีคุณภาพของ Business School ด้วยการได้ Triple Accreditation จาก 3 สถาบัน คือ EQUIS, AMBA และ AACSB ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงธุรกิจระดับโลก
  3. หลักสูตรที่หลากหลายและเน้นการนำไปใช้ได้จริง หลักสูตรของมหาวิทยาลัย Exeter นับได้ว่าเป็นหลักสูตรที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริง จะเห็นได้จากหลายๆหลักสูตรที่หาไม่ได้ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ

เรามาดูกันดีกว่าว่า Business School ของ University of Exeter มีสอนหลักสูตรอะไรบ้างในระดับปริญญาโท โดยพี่แมงโก้จะแยกเป็นประเภทนะคะ

  1. Accounting
  • MSc Accounting and Finance
  • MSc Accounting and Taxation
  1. Business and Management
  • The Exeter MBA
  • MSc Management
  • MSc International Business
  • MSc Human Resource Management
  • MSc Entrepreneurship and Innovation Management
  • MSc International Tourism Management
  • MSc Engineering Business Management
  • MSc International Supply Chain Management
  • MSc Business Analytics
  • MSc Marketing
  1. Finance and Economics
  • MSc Finance Analysis and Investment Management
  • MSc Finance and Investment
  • MSc Finance and Management
  • MSc Finance and Marketing
  • MSc Money, Banking and Finance
  • MSc Behavioural Economics and Finance
  • MSc Economics
  • MSc Economics and Econometrics
  • MSc Financial Economics
  1. Related programmes
  • MSc Financial Technology (FinTech)
  • MSc Financial Mathematics
  • MA Creativity: Innovation and Business Strategy
  • MSc Data Science with Business

สำหรับใครที่อยากไปเรียนต่อที่ University of Exeter แอบบอกว่ามหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครแล้วน้า สามารถติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของ University of Exeter ในประเทศไทยมาได้เลย บริการของเราไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นนะคะ ทั้งทางไลน์ @mangolearning หรือจะโทรมาก็ได้ที่ 02-129-3313

Business Analytics หลักสูตรใหม่ล่าสุดจาก Exeter Business School ยูท็อปของอังกฤษ


ถ้าพูดถึง Business School ที่ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและระดับสากลแล้ว University of Exeter ก็จะติดโผมาทุกครั้ง เพราะโดดเด่นอย่างมากในหลักสูตร MBA และเป็นผู้นำและเชี่ยวชาญในด้าน Finance อย่างมากด้วย ทำให้มหาวิทยาลัย Exeter มักจะออกหลักสูตรที่ตอบโจทย์นักเรียน และโลกธุรกิจในยุคปัจจุบันอยู่เสอม ทั้ง Financial Analysis and Fund Management หลักสูตร Flagship programme ที่เป็นที่นิยม และขึ้นชื่อว่า ใครอยากเรียนโทที่อังกฤษพร้อมกับได้ CFA ไปด้วยต้องมาที่นี่ รวมถึง Finance and Marketing ที่เป็นการเรียนทั้ง Finance และ Marketing พร้อมกัน ซึ่งมีที่ University of Exeter ที่เดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น หลักสูตรที่ทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้ออกมาแต่ละหลักสูตร จึงได้รับการคิดและดีไซน์หลักสูตรมาแล้วเป็นอย่างดี

หลายคนคงสงสัยว่า Business Analytics ที่อื่นเค้าก็เปิดกันมาตั้งนานแล้ว ทำไม Exeter ถึงเพิ่งมาเปิด ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามหาวิทยาลัยจะต้องคิดและใช้เวลาดีไซน์หลักสูตรมาอย่างดีและถี่ถ้วน จากพื้นฐานของหลักสูตร MSc Data Science and Analytics ของ University of Exeter ที่อยู่อันดับที่ 11 ในประเทศอังกฤษ จาก The Complete University Guide 2020 ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับการศึกษาที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงกว้าง ประกอบกับความเชี่ยวชาญทางด้านการสอนธุรกิจของ Exeter Business School ซึ่งทุกสาขาติดอันดับ 1 ใน 20 จากทุกสถาบัน เป็นเครื่องการันตรีคุณภาพการเรียนการสอน และความรู้ของอาจารย์และหลักสูตรได้เป็นอย่างดี

หลักสูตร Business Analytics ที่มหาวิทยาลัย Exeter จะเรียนการจัดข้อมูล(Data Visualisation) และวิเคราะห์ข้อมูลหา insight เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ทั้งกับการบริหารจัดการภายในองค์กร การใช้ข้อมูลวิเคราะห์การตัดสินใจในฝ่าย HR หรือวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการตลาด โดยอาศัยข้อมูลจากการเก็บสถิติต่างๆ ที่มีอยู่เป็นปริมาณมากในยุคปัจจุบัน  โดยเป็นการสอนตั้งแต่พื้นฐานของ Business Analytics โปรแกรมที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึง Database Technologies for Business Analytics และสอนการวิเคราะห์ข้อมูลในทุกแขนงของธุรกิจ เพื่อให้น้องๆจบออกไปได้ความรู้เพื่อไปต่อยอดในการทำงานได้ดีที่สุด

น้องที่อยากมาเรียน Business Analytics ที่ University of Exeter ต้องมีความรู้พื้นฐานเช่น statistics, econometrics, mathematics, physics, computer science, engineering, หรือ business and management และสามารถกลับมาทำงานได้หลากหลายในสายงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจไม่ว่าจะเป็น Business and Data Analyst หรือ ฝ่าย Strategy หรือ Marketing หรือแม้กระทั่งฝ่าย HR เพราะที่นี่มีวิชา Strategic and HR Analytics ซึ่งต้องบอกว่าหลักสูตรนี้แม้จะใหม่กว่าที่อื่น แต่คุณภาพคับแก้ว เพราะสอนให้เรารู้รอบแบบ 360 องศา แต่ก็เจาะลึกพอที่จะให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลได้เลย

ถ้าน้องๆคนไหนมีความสนใจเรียนต่อด้าน MSc Business Analytics ที่ University of Exeter หรือจะเป็นมหาวิทยาลัยอื่นๆที่สอนหลักสูตรนี้เหมือนกันอย่าง Durham University หรือ University of Edinburgh สามารถสอบถามข้อมูลกับพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษได้เลยน้า พี่แมงโก้ให้คำปรึกษา และบริการฟรีจ้า ไลน์มาได้เลยที่ @mangolearning หรือจะโทรมาก็ได้ 02-129-3313 นะค้า พี่แมงโก้รออยู่น้า

6 ร้านอาหารรสชาติเยี่ยมที่ Southend-on-sea


รู้มั้ยคะว่า University of Essex นอกจากจะมีแคมปัสหลักอยู่ที่ Colchester แล้ว มหาวิทยาลัยนี้ ยังมีแคมปัสอยู่อีกที่ซึ่งไม่ใกล้กันเลย มีชื่อว่า Southend Campus ตั้งอยู่ที่เมือง Southend-on-sea เมืองชายฝั่งติดทะเลที่อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนเพียง 45 นาทีเท่านั้น!! หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ แต่พี่แมงโก้จะบอกให้ว่า ที่นี่ได้รับขนานนามว่าเป็น “SME City” ของอังกฤษเลยเชียวนะ เพราะฉะนั้นใครอยากเรียน Entrepreneurship ที่นี่เหมาะมากๆเลยจ้า ด้วยความที่ไม่ได้เป็นเมืองฮอตฮิตที่อยู่อันดับต้นๆในไกด์บุ๊ค รีวิวเลยจะน้อยๆหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวแล้ว เพราะ #MangoKnowItAll พี่แมงโก้จัดรีวิวร้านอาหาร 6 ร้านเต็มๆที่เมือง Southend-on-sea ไปเลยจ้า

  1. Osborne Bros Seafood Merchants มาอยู่ Southend-on-sea ทั้งทีจะพลาดกินอาหารทะเลก็คงจะแปลก และที่นี่คือร้านอาหารทะเลเล็กๆแต่คุณภาพเน้น ด้วยซีฟู้ดสดใหม่ทุกวัน pots of prawns, eels, oysters หรือจะเป็นปลาทะเลต่างๆก็เลือกได้เลยตามใจชอบ และเสิร์ฟ oyster หรือหอยนางรมสดใหม่ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในแคว้น essex เลย แถมวิวก็ดี ที่นั่งแบบเอ้าท์ดอร์ที่มองเห็นวิวทะเลแสนสวยตามแบบฉบับเมือง Southend-on-sea
  2. Olivers on the Beach ร้านอาหารริมหาดสุดชิคที่ตอนแรกเปิดเป็น Kiosk ริมทะเล แต่ขายดีจนเปลี่ยนมาเป็นร้านคาเฟ่คอยต้อนรับนักกินจากทั่วทุกที่ เสิร์ฟอาหารอาหารเช้าไปจนถึง Brunch มีเมนูเด็ดคือ ปลาซาดีนปรุงรสมาอย่างดี เสิร์ฟในกระป๋องปลาซาดีน คู่กับซาวโดห์ และซอส Aioli หรือมายอสเนสรสกระเทียมสไตล์โพรวองส์ ที่ทานคู่กันแล้วรสชาติดีอย่างลงตัว
  3. The Pipe of Port ร้านอาหารสไตล์อังกฤษแท้ๆที่อยู่ใกล้กับสถานี Southend Central เพียงนิดเดียว แม้ภายนอกจะดูธรรมดาแต่ตกแต่งภายในร้านอย่างคลาสสิค และยังเสิร์ฟเมนูอังกฤษแท้ๆอย่าง พายเนื้อรมควันสไตล์อังกฤษ และยังเป็น wine bar มีไวน์มากมายหลายชนิดให้สายแข็งได้ไปลิ้มลองกันอีกด้วย
  4. Pasta Pia อาหารอิตาเลี่ยนสไตล์สตรีทฟู้ด มีของเด็ดอยู่ที่ Flatbread แสนอร่อยที่นำมาทำเป็นแซนวิชสไตล์อิตาเลี่ยนจากแคว้น Emilia-Romagna แคว้นทางตอนเหนือของอิตาลี สอดไส้ด้วยครีมชีส salty cured meats และผักสลัด อย่าลืมเก็บท้องไว้ทานของหวานแสนอร่อยอย่าง sweet cannoli pastry ด้วยล่ะ
  5. Legend Deli ร้านอาหารแนว Fusion comfort food อยู่ใจกลางเมือง Southend เสิร์ฟอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ sausage-topped buttermilk chicken burger, flatiron steak และ kimchi ‘big bowl’ ramen แถมด้วยเมนูทานเล่นอย่าง deep-fried lasagna bites ที่ไม่ควรพลาดเลย
  6. SoPa Thai ใครคิดถึงอาหารไทยมาที่นี่ได้เลยค่า ที่นี่มีขายทั้งอาหารและยังเป็นซุปเปอร์มาร์เกตที่ขายของต่างๆจากเมืองไทยด้วย ตกแต่งด้วยบรรยากาศเรียบง่ายสไตล์ไทยๆ ที่ใครคิดถึงบ้านต้องแวะมา เสิร์ฟอาหารไทยสดใหม่ ยังไม่ของสดอย่างพวกผักต่างๆจากเมืองไทยที่จะนำเข้ามาทุกอาทิตย์ขายด้วยนะ

เป็นไงกันบ้างคะ ใครไปเรียน Southend อย่าลืมไปลองทานกันนะคะ ส่วนใครอยากไปเรียนต่อ University of Essex หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆในอังกฤษติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไลน์มาที่ @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ได้เลยค่า

10 อาชีพของเด็กจบ Computer Science


ในยุค Digital ที่เราอยู่นี้ อะไรๆก็ดูทันสมัยไปหมด และทุกคนก็ให้ความสำคัญกับ Big Data จนขนาดที่บางคนบอกว่า “Data is Everything” เพราะทุกอย่างได้เกี่ยวข้องกับข้อมูลไปหมดแล้ว และสิ่งที่จะจัดเก็บและประมวลข้อมูลออกมาได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคอมพิวเตอร์ นี่คงเป็นสาเหตุว่า ทำไมหลักสูตร Computer Science จึงฮอตฮิตติดชาร์ตมากตอนนี้

จริงๆแล้วหลักสูตรที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยังมีอีกมากมาย แยกย่อยไปอีกเยอะมาก ซึ่งพี่แมงโก้จะขอมาอธิบายขยายความใน Blog หน้านะคะ ส่วน Blog นี้พี่แมงโก้อยากจะโฟกัสไปจุดหมายปลายทางของการเรียน นั้นก็คือ จบ Com Sci แล้วจะไปทำงานอะไรได้บ้าง โดยรวบรวมออกมาเป็น 10 อาชีพให้น้องๆได้ลองศึกษาดูนะคะ ว่ามีอะไรที่เราอยากทำรึป่าว งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

  1. Software Developer

คือคนที่สร้าง และพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ อย่างเช่น มีคนอยากสร้าง Application เรียกรถแท็กซี่ Software Developer จะเป็นคนตั้งต้นที่เป็นคนคิดว่า Application นี้จะทำงานอย่างไร รวมถึงคอยพัฒนา ตรวจสอบ และแก้ไขจุดบกพร่อง เหมือนที่เราเหล่าผู้ใช้จะเห็นได้จากการที่เราต้องคอย Update Application อยู่เสมอๆ โดยคนที่จะมาเป็น Software Developer ได้นั้นจะต้องเขียน Code หรือภาษาคอมพิวเตอร์ได้ รู้จักการจัดการแก้ปัญหาของซอฟท์แวร์อย่างสร้างสรรค์ รู้จัก Insight ของ End Users ซึ่งเป็นผู้ใช้แอพ และสามารถทำให้แอพตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี และมีปัญหาน้อยที่สุด

  1. Database Administrator

คือคนที่ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และประเมินผลของข้อมูลที่ได้จะผู้ใช้งานในแอพพลิเคชั่น หรือโปรแกรมนั้นๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาและตีความความต้องการของผู้ใช้ ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมูลของผู้ใช้งานต่อไป Database Administrator มีหน้าที่คอยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล Database และคอบปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้ง่ายต่อผู้ใช้งานระบบ เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด

  1. Computer Hardware Engineer

เมื่อเรามี Software Developer แล้ว เราก็ต้องมี Hardware Engineer มาเป็นของคู่กัน เพราะ Computer Hardware Engineer จะทำหน้าที่ออกแบบ พัฒนา รวมถึงทดสอบระบบที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ต่างๆให้ใช้งานได้ดี เหมาะสมกับการใช้งาน คนที่จะมาเป็น Computer Hardware Engineer จะต้องมีความครีเอทีฟและมีความรู้ทางด้านเทคนิคเป็นอย่างดี จะต้องเป็นคนรักการเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปทุกนาที การเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยจะเป็นเพียงพื้นฐานเพื่อให้น้องๆนำไปต่อยอดในสาขาวิชาที่น้องๆทำงานต่อไปเท่านั้น เพราะ Hardware เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นที่ล้ำยุคและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และก็เหมือนกับคนอื่นๆในสายงานนี้ ที่จะต้องมีการทดสอบ แก้ไข และพัฒนา Hardware อยู่ตลอดเพื่อให้สามารถทำงานได้ดีกับโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นที่จะนำไปใช้ด้วย

  1. Computer Systems Analyst

ทำหน้าที่เหมือนเป็นคนตรวจสอบระบบขององค์กร และแนะนำว่าควรจะใช้ Software และ Hardware ให้ไปในทิศทางไหนที่จะทำให้ระบบขององค์กรทำงานได้ประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากเป็นคนที่มีหน้าที่ตรวจสอบแล้ว ยังมีหน้าที่สื่อสารให้คนในองค์กรเข้าใจว่าทำไมต้องปรับเปลี่ยนทั้ง Software และ Hardware รวมถึงถ่ายทอดและอธิบายให้คนอื่นๆในองค์กรที่อาจจะไม่เข้าใจในระบบ IT ได้มีความรู้และเข้าใจถึงปัญหา เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของทั้งคนและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน นอกจากนี้คนที่เป็น Computer Systems Analyst ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวองค์กรที่ทำงานอยู่ รวมถึงด้านธุรกิจด้วย เพื่อนำความรู้ความเข้าใจนั้น มาใช้พัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นไป โดนตำแหน่งนี้จะคล้ายกับ Business Analysts หรือ Business Systems Analysts

  1. Computer Network Architect

ทำหน้าที่ออกแบบ นำมาปรับใช้ และบำรุงรักษา ระบบ Networking และระบบการสื่อสารข้อมูล ทั้งในระบบ Network ภายในและภายนอก รวมถึงระบบ Internet ในวงกว้าง โดยคนที่เป็น Computer Network Architect มีความจำเป็นที่จะต้องมีการคิดวิเคราะห์ที่ดี และเป็นเหตุเป็นผล รวมถึงสามารถประเมินความสามารถของระบบได้เป็นอย่างดี จะต้องรู้จักทั้งความต้องการขององค์กรที่ต้องการจะแชร์ข้อมูลและสื่อสารกับลูกค้าในวงกว้างด้วย โดยคนที่ทำงานในตำแหน่งนี้จะต้องรู้จักโปรดักท์และเซอร์วิสขององค์กรเป็นอย่างดี ร่วมถึงจะต้องเทสระบบก่อนที่จะนำมาใช้จริง เพื่อให้การทำงานของระบบเป็นไปอย่างไหลลื่นและดีที่สุดเมื่อถึงมือผู้ใช้บริการแล้ว

  1. Web Developer

เป็นคนที่ทำหน้าที่สร้างโครงสร้าง Website และรวมถึงแก้ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานเว็บไซท์ เช่น การเข้าถึงหน้าเว็บไซท์ ความเร็วในการโหลดหน้าเพจนั้นๆ และยังเป็นคนคอย monitor จำนวนคนใช้งานเว็บไซท์ จำนวนคนเข้าเพจ รวมถึงหาข้อมูลว่าคนเข้าเพจจากทางไหนและจะทำยังไงให้ผู้ใช้เข้าถึงเพจได้มากที่สุด จาก insight ของผู้เข้าใจเพจจากข้อมูลหลังบ้าน รวมถึงนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานและเพิ่มปริมาณคนเข้าเพจด้วย

  1. Information Security Analyst

ทำหน้าที่สร้างระบบที่แข็งแรงปลอดภัย เพื่อไม่ให้ Hacker สามารถเจาะเข้ามาขโมยข้อมูล หรือทำลายระบบได้ โดย Information Security Analyst จะต้องทำหน้าที่ research เทรดของ Data security รวมถึงคอยเทสระบบ (PEN-Test) เพื่อหาช่องโหว่ และเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะสามารถนำมาพัฒนาการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบขององค์กรได้

  1. Computer and Information Research Scientists

เป็นผู้ประดิษฐ์คิดคน และดีไซน์โปรแกรมจากเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน พูดง่ายๆก็คือ เป็นคนที่นำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในโลกธุรกิจ การแพทย์ วิทยาศาสตร์และความรู้สาขาอื่นๆ นัก Computer and Information Research Scientists ยังมีหน้าที่ในการเขียน algorithms ที่ใช้ในการตรวจสอบและวิเคราะห์รูปแบบของข้อมูลในวงกว้าง และความรู้แขนงนี้ สามารถนำไปใช้เขียนโปรแกรมสั่งงานหุ่นยนต์ต่างๆได้อีกด้วย

  1. Computer and Information Systems Managers

มาถึงตำแหน่งในระดับเมเนเจอร์ ที่มีหน้าที่คอยวิเคราะห์ความต้องการเทคโนโลยีขององค์กร ก้าวทันโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับระบบจัดการข้อมูลและองค์กรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องเป็นคนที่มีความรู้รอบด้าน ทั้ง Software Hardware Networking และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อการตัดสินใจลงทุนไปกับเทคโนโลยีนั้นๆได้อย่างเหมาะสม นอกจากความรู้รอบด้านในเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องนำเสนองานเป็น สื่อสารรู้เรื่อง และมีความเป็นผู้นำเพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านไอทีในบริษัทด้วย

  1. IT Project Manager

ตำแหน่งเมเนเจอร์ที่ดูภาพองค์รวมของแผนกไอที เป็นคนคุมและนำทางทั้ง Programmer และ Analysts ที่อยู่ในแผนกไอทีทั้งหลายให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบลื่น และให้โปรเจคงานนั้นๆสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาของทั้งองค์กรตัวเองและบริษัทลูกค้า รวมถึงเสนอทางแก้ไข และข้อเสนอแนะต่างๆเพื่อให้เกิดการพัฒนาสูงสุด เพราะฉะนั้นสกิลทางด้านสื่อสารจำสำคัญสำหรับตำแหน่งนี้มาก ไม่แพ้สกิลความรู้ทางด้านเทคนิคต่างๆเลย

และนี่ก็คือ 10 อาชีพยอดฮิตของคนที่เรียนทางด้าน Computer Science มา บางทีก็รับตั้งแต่เด็กจบปริญญาตรี ส่วนน้องๆคนไหนที่มีประสบการณ์ทำงานพอตัวแล้ว อยากจะไปเรียนต่อในด้านเฉพาะทางยิ่งขึ้น ที่ประเทศอังกฤษก็มีสาขาวิชาแยกย่อยมากมายให้น้องๆได้ไปเรียนเพื่อกลับมาเป็น specialist ในด้านนั้นๆได้เลยนะคะ เดี๋ยว Blog หน้าพี่แมงโก้จะมาแนะนำคณะสำหรับน้องๆ Com Sci กัน ว่ามีหลักสูตรไหนให้เรียนบ้าง

ถ้าใครอ่านอาชีพแล้วอยากไปเรียนต่อเลยก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยนะจ๊ะที่ Line: @mangolearning หรือจะโทรมาคุยกันก็ได้ที่ 02-129-3313 พี่แมงโก้ไม่ติดเรื่องให้คำปรึกษาจ้า