รีวิว เรียนต่อ MSc Management ที่ Durham University


 

Durham University เป็นอีกหนึ่งมหาลัยที่มีชื่อเสียงมากๆ ที่ประเทศอังกฤษนะคะ อาจจะเป็นชื่อมหาลัยที่น้องๆ คนไทยอาจจะไม่ได้ยินบ่อยแต่บอกเลยว่าเป็นมหาลัยที่มีคุณภาพมากๆ ดังระดับต้นๆ ที่อังกฤษเลยนะ! ถ้าสนใจสาขา MSc Management อยู่ เรามารู้จักกับ Durham University และพี่แมงโก้จะมารีวิวสาขานี้แบบละเอียดให้น้องๆ ได้เห็นภาพเลยยย 

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ Durham University ก่อนดีกว่า 

  1. Durham University เป็นหนึ่งในมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศอังกฤษ คล้ายกับ Oxford และ Cambridge เลย แถมยังเป็นมหาลัยเดียวนอกจาก Oxford & Cambridge ที่มี College System อีกด้วย (แยกเป็น College คล้ายบ้านต่างๆ ใน Harry Potter) 
  2. นอกจากนั้นยังเป็นมหาลัยใน Russell Group อีกด้วย 
  3. Durham University ยังติดอยู่ใน Top 10 ของมหาลัยใน UK อีกด้วยค่ะน้องๆ ใครเป็นห่วงเรื่อง Ranking มา Durham University นี่ไม่ต้องห่วงง คุณภาพมหาลัยมีที่รับรองมากมายเลยย
  4. มหาลัยอันดับ 86 ของโลก ใน QS World University Rankings ใน Top 100 อีกด้วย บอกเลยว่าเป็นมหาลัยสุดคุณภาพ

ก่อนที่จะเปิดเทอมป. โท ที่ Durham University มีเปิด Pre-sessionals ด้วยนะ! หลายคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อปรับพื้นฐาน แต่จริงๆ การเรียน Pre-sessionals จะเป็นการปรับพื้นฐานเพื่อให้น้องๆ พร้อมกับการเรียนป. โทจริงๆ จะมีการสอนวิธีเขียน Academci Writing รวมไปถึงวิธีให้ Citation/Reference ข้อมูลที่เราหามา บอกเลยว่าน้องๆ คนไหนที่กังวลว่าจะเรียนได้หรือไม่ การปรับพื้นฐานช่วยมากจริงๆ ค่ะ 

แล้วการเรียน MSc Management ที่ Durham University เป็นยังไงนะ? ไม่ต้องห่วงจ้าา พี่แมงโก้รวบรวมคำตอบมาที่นี่ที่เดียวแล้ว 

เรียน MSc Management เรียนแบบไหน

ที่ Durham University จะแบ่งการเรียนเป็น 3 เทอม และการเรียนการสอนจะเป็นการผสมผสานระหว่างคลาส Lecture และ คลาส Seminar ที่เป็นคลาสเล็กลง จากรีวิวที่น้องคิม (เรียน MSc Management Internationl Business ที่ Durham University) ได้เล่าให้ฟัง น้องบอกว่าทุกวิชาจะมีคลาส Seminar หมด คลาส Lecture 9 ครั้ง และ คลาส Seminar 3 ครั้ง! 

คลาส Lecture กับ คลาส Seminar ต่างกันยังไง? 

คลาส Lecture ที่มหาลัยนี้ก็จะเป็นการสอนแบบที่เด็กไทยคุ้นชิน คือการที่อาจารย์มาสอนบทเรียนที่ให้อ่านมาก่อน แต่สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับคลาส Lecture คือมีทั้งอาารย์ประจำมหาลัยมาสอน และยังมี Expert จากบริษัทดังๆ รวมไปถึงอาจารย์ที่มีชื่อเสียงจากมหาลียอื่นมาสอนอีกด้วย บอกได้เลยว่าเนื้อหาแน่นอย่างแน่นอน! 

ส่วนตัวคลาส Seminar จะเป็นคลาสที่เล็กลง ทำให้น้องๆ นักศึกษาได้พูดคุยและ discuss หัวข้อต่างๆ ที่อาจารย์ยกขึ้นมาพูดถึง การเรียน Seminar อาจจะดูน่ากลัวสำหรับน้องๆ แต่บอกเลยว่าการเรียนคลาสนี้ไม่มีผิดหรือถูกนะคะ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดที่ดีมากๆ เลย! 

เรียนสาขานี้ที่ Durham University หนักมากรึเปล่า? 

ถึงจะเป็นมหาลัยท้อปในอังกฤษ แต่หากน้องๆ ทำงานส่งทุกตัวและตั้งใจ การเรียนสาขานี้ก็ไม่หนักเกินไปค่ะ! เทอมแรกจะเรียนเป็นวิชา Marketing, Strategy. Accounting และ Economics และเรียนประมาณ 4 วันต่ออาทิตย์ ถือว่าไม่เยอะมากนะคะน้องๆ 

อาจารย์สั่งงานเยอะรึเปล่า?

ในสาขา MSc Management ที่ Durham University มีงานเขียนที่เป็น Summative Writing เพียงแค่ช่วงก่อนจะจบเทอม เป็นการสรุปไอเดียเพื่อส่งอาจารย์ ร่างออกมาให้เห็นเป็นภาพที่ชัดเจน 

แต่ระหว่างเทอมจะมีงานที่เป็น Formative Writing หรือการเขียนแบบย่อๆ ไม่ได้ลงลึกเท่า Summative Writing และไม่มีคะแนน ถือว่าน้องๆ จะได้ฝึกการเขียนเพื่อส่งอาจารย์ในงานใหญ่ๆ ค่ะ นอกจากนั้น ยังได้ Feedback จากอาจารย์อีกด้วย ที่จะทำให้น้องๆ ปรับงานตามคำแนะนำเพื่อที่จะได้คะแนนเยอะๆ ค่ะ 

จะจบ MSc Management ที่ Durham ยังไง

น้องๆ ที่เรียน MSc Management ที่ Durham University จะต้องทำ Dissertation เป็นโปรเจกต์จบ ความยาวที่ต้องเขียนคือ 12,000 คำ น้องๆ สามารถเขียนอีเมลหาอาจารย์หากสงสัยตรงไหนได้เลยค่ะ เพราะอาจารย์ยินดีที่จะตอบและให้ความช่วยเหลือน้องๆ อยู่แล้วค่าา 

น้องคนไหนที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Msc Management ที่ Durham University พี่แมงโก้มีรีวิวจากน้องคิมที่ไปเรียน MSc Management International Business ให้ดูเพลินๆ ด้วยน้าาา คลิกได้เลยจ้า! >> Click จ้าาา! 

ข้อแนะนำสำหรับน้องๆ ที่จะไปเรียนป. โท ที่ Durham University 

พี่แมงโก้ขอแนะนำให้น้องๆ พูดคุยกับเพื่อนในห้องและอาจารย์เยอะๆ นะคะ เพราะเราจะได้ความรู้จากจุดนี้มากๆ อย่าไปเขินอายเวลามีคลาส Seminar อาจารย์ที่ Durham University จะไม่ชี้ตัวนักศึกษาออกมาเพื่อตอบคำตอบ แต่อย่างไรก็ไม่ต้องเขินค่าา ยิ่งเรามีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์และการแลกเปลี่ยนไอเดียเท่าไหร่ เรายิ่งเข้าใจบทเรียนมากขึ้นเท่านั้น 

น้องๆ ที่อยากไปเรียนต่อที่ Durham University  แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มตรงไหน มาปรึกษาพี่ๆ แมงโก้ได้เลยนะคะ เราให้คำปรึกษาน้องฟรีๆ เลย! ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

รีวิว เรียนต่อ LL.M. ที่ Durham University


 

Durham University เป็นชื่อที่คุ้นหูกันมั้ยคะน้องๆ? บอกเลยว่าปีหลังๆ นี้ Durham University เป็นหนึ่งมหาลัยที่มีคนอยากเข้าเยอะมากๆ โดยเฉพาะน้องๆ ที่เรียนทางด้านกฏหมาย ใครอยากไปเรียนป. โทต่อที่อังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าที่ Durham University เรียน LL.M. กันแบบไหน วันนี้พี่แมงโก้มารีวิวให้! ให้น้องๆ ได้เห็นภาพกันแบบชัดๆ เลยจ้าาา 

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ Durham University ก่อนดีกว่า 

 

  1. Durham University เป็นหนึ่งในมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศอังกฤษ คล้ายกับ Oxford และ Cambridge เลย แถมยังเป็นมหาลัยเดียวนอกจาก Oxford & Cambridge ที่มี College System อีกด้วย (แยกเป็น College คล้ายบ้านต่างๆ ใน Harry Potter) 
  2. นอกจากนั้นยังเป็นมหาลัยใน Russell Group อีกด้วย 
  3. Durham University ยังติดอยู่ใน Top 10 ของมหาลัยใน UK อีกด้วยค่ะน้องๆ ใครเป็นห่วงเรื่อง Ranking มา Durham University นี่ไม่ต้องห่วงง คุณภาพมหาลัยมีที่รับรองมากมายเลยย
  4. มหาลัยอันดับ 86 ของโลก ใน QS World University Rankings ใน Top 100 อีกด้วย บอกเลยว่าเป็นมหาลัยสุดคุณภาพ 

 

หลักสูตรของ Durham University ที่ได้ ก.ต. รับรองทั่วไป 

* Bachelor of Laws 

* Master of Laws (LL.M.,) 

หลักสูตรเฉพาะด้านตามข้อ 12 วรรคสอง (1) 

* Master of Laws in International Trade and Commercial Law 

รู้จักตัวมหาลัยแล้ว สงสัยกันแล้วใช่มั้ยล่ะว่าที่ Durham University เรียน LL.M. กันยังไง? พี่แมงโก้มีคำตอบ! 

 

LL.M. ที่ Durham University เรียนแบบไหน?

ที่ Durham University ปกติจะเป็นการเรียนแบบ Lecture based แต่ด้วยว่าในช่วงหลังมา มีความจำเป็นที่คลาสเรียนจะต้องเล็กลง เลยมีการปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนแบบ Blended approach คือมีทั้งคลาสที่เป็น Lecture และคลาส Seminar ที่เป็นคลาสเล็กลง คลาสเล็กลงอาจารย์ก็สามารถดูแลน้องๆ นักศึกษาได้อย่างทั่วถึง 

คลาส Lecture กับ คลาส Seminar ต่างกันยังไง?

ตัวคลาส Lecture จะเป็นคลาสที่อาจารย์สอนเนื้อหาที่เตรียมมา อธิบายบทเรียนให้น้องๆ ได้เข้าใจ ส่วน Seminar ที่มีเพิ่มเข้ามาเป็นคลาสที่มีขนาดเล็กลงเพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิด ส่วนใหญ่จะมีหัวข้อให้นักเรียนในคลาสคิดและเสนอว่าตัวเองคิดอย่างไรกับหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึง 

** แต่ว่าในคลาส Seminar อาจารย์ที่ Durham University ไม่น่ากลัวเลยค่ะ! อาจารย์ใจดีมากๆ แล้วก็ไม่กดดันให้ตอบด้วย อีกอย่าง ในคลาส Seminar น้องๆ ไม่ต้องกลัวเขินเลย เพราะเป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีผิดถูก ขึ้นอยู่กับความคิดของเราเลยจ้าา 

อยากเรียน LL.M. ที่ Durham University ต้องเตรียมตัวยังไง?

บอกก่อนเลยว่าน้องๆ ที่กังวลในเรื่องของการไปเรียนที่ประเทศใหม่หรือการเจอ Culture shock ที่ Durham University เป็นมหาลัยที่มีเด็กไทยไปเรียนเยอะอยู่เหมือนกันค่ะ น้องๆ หาเพื่อนใหม่ได้ง่ายอย่างแน่นอน การเรียนไม่ Strict เท่ามหาลัยอื่นๆ มาก เหมาะสำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนและเล่นไปด้วยแบบไม่หนักจนเกินไป ปรับตัวง่ายมากๆ และการเรียน LL.M. ของ Durham University ไม่ได้ยากเกินความสามรถของใครเลยย อาจารย์ใจดี ยินดีให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเลยค่ะ การสอนคลาส Lecture เป็นคลาสเรียนที่น้องๆ คุ้นเคยกันอยู่แล้ว

และอีกข้อดีของ Durham University คือการที่มีคนเอเชียเรียนอยู่เยอะ การเรียนการสอนจะเป็นในแนวทางที่น้องๆ คนไทยคุ้นชิน และไม่ Strict เท่ามหาลัยที่มีแต่เด็กฝั่งยูโรปค่ะ มหาลัยนี้เหมาะกับน้องๆ ที่กลัวว่าการเรียนจะเครียดเกินไป! 

จะจบ LL.M. ที่ Durham University ยังไง? 

น้องๆ ที่เรียน Law School ที่ Durham University จะต้องทำ Dissertation เป็นโปรเจกต์จบ ความยาวที่ต้องเขียนคือ 10,000 คำ อย่างน้อยต้องเขียน 8,900 คำ น้องๆ สามารถเขียนอีเมลหาอาจารย์หากสงสัยตรงไหนได้เลยค่ะ เพราะอาจารย์ยินดีที่จะตอบและให้ความช่วยเหลือน้องๆ อยู่แล้วค่าา 

น้องคนไหนที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ LL.M. ที่ Durham University พี่แมงโก้มี Podcast ให้ฟังเพลินๆ ด้วยน้าาา คลิกได้เลยจ้า! >> Click to listen! 

น้องๆ กฏหมายที่อยากไปเรียนต่อที่ Durham University  แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มตรงไหนอะไรอย่างไร มาปรึกษาพี่ๆ แมงโก้ได้เลยนะคะ เราให้คำปรึกษาน้องฟรีๆ เลย! ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

ค่าใช้จ่ายในการเรียนป.โทที่อังกฤษ 1 ปี ราคาเท่าไหร่ ทำงานนานแค่ไหนถึงจะคุ้ม?


 

การไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ น้องๆ หลายคนอาจจะมาองว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเยอะ และพี่แมงโก้จะมักได้คำถามว่า “ไปเรียนต่อโทที่ประเทศอังกฤษ ใช้เงินประมาณเท่าไหร่กันนะ?” 💸🇬🇧

 

– ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อป. โทที่อังกฤษ – ค่าเทอม 800,000 – 1,000,000 บาท (แล้วแต่สาขาและมหาลัยที่เลือกเรียน)

– ที่พักส่วนใหญ่ต่อปีจะอยู่ที่ 300,000 บาท

– ค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 200,000 บาท * ขึ้นอยู่กับตัวน้องแต่ละคน

โดยรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อป. โทที่อังกฤษจะอยู่ที่ปีละ 1.3 ถึง 1.5 ล้านบาท!

ว่าแต่ จะต้องทำงานกี่ปีถึงจะคุ้มทุนนะ…..? น้องๆ ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนป. โทที่อังกฤษ (ที่มีประสบการณ์การทำงานอยู่แล้ว) Salary base จะอยู่ที่ประมาณ​ 35,000.-

จะใช้เวลาทำงาน 2-3 ปีในการได้ทุนคืน * ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสาขาที่เรียนและที่ทำงาน

 

ถึงจะเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมีราคา แต่สิ่งที่น้องๆ จะได้อีกอย่างคือประสบการณ์และมุมมองวิธีคิดที่จะติดตัวน้องๆ ตลอดไปเลยน้าา พี่แมงโก้บอกได้เลยว่าคุ้มมากกก~! น้องๆ ที่อยากไปเรียนต่ออังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าไปที่ไหนดี พี่แมงโก้ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ เลยย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

5 เหตุผลที่ควรเลือกเรียนที่ Queen Mary University of London


น้องคนไหนที่อยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษและอยากอยู่ในเมืองลอนดอน Queen Mary University of London ก็เป็นหนึ่งในมหาลัยที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ และเป็นมหาลัยที่โด่งดังเรื่องสาขากฏหมายอีกด้วย! วันนี้ พี่แมงโก้ได้รวบรวม 5 เหตุผลที่ควรเลือกเรียนที่ Queen Mary University of London ถ้าอยากรู้แล้วว่ามหาลัยนี้ดียังไง ตามมาอ่านเลยยย~! 

(QMUL Campus) 

 

1.Campus Area – ต้องบอกก่อนว่าที่ประเทศอังกฤษ มหาลัยส่วนใหญ่จะเป็นตึกและไม่ได้มีพื้นที่ของตัวมหาลัยมากนัก อาจจะทำให้ทำกิจกรรมไม่ค่อยสะดวก แต่ที่ Queen Mary University of London เป็น Real campus ที่ตั้งอยู่ในลอนดอน หากน้องๆ ต้องการทำกิจกรรมในมหาลัย บอกเลยว่ามีพื้นที่เยอะแยะมากมาย! เข้าไปในมหาลัยแล้วไม่เหงาอย่างแน่นอนจ้าา 

(QMUL Campus) 

  1. Zone 2 ของกรุงลอนดอน – บอกเลยว่าน้องๆ ที่อยากอยู่ในกรุงลอนดอน มหาลัยตั้งอยู่ใน Zone 2 ของลอนดอน ถือว่าเป็นโซนในเมืองเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทางเลยค่ะ สะดวกอย่างแน่นอน ในลอนดอนจะมีการแบ่ง Zone ในการเดินทางที่ใช้ Tube (Zone 1-6) และลอนดอน Zone 2 ถือว่าอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว เดินทางไปไหนต่อไหนง่ายมากๆ เลยค่ะ และรอบๆ มหาลัยยังมีหอพักมากมายให้ได้เลือกอยู่ ภายในตัวมหาลัยเองก็มีหอพักราคาน่ารักๆ ให้น้องๆ เลือกอีกเช่นกัน 

 

(โซนต่างๆ ของ London จะถูกแบ่งตามภาพเลยค่ะ) 

 

  1.  London’s Destinations – การที่ Queen Mary University of London ตั้งอยู่ใน Zone 2 ของอังกฤษก็หมายความว่า หากน้องๆ อยากไปเที่ยวที่ชิคๆ ฮิปๆ ของลอนดอน ก็เดินทางง่ายมากกกกกก และไม่ไกลมากอีกด้วย โซนวัยรุ่นอย่าง Shoreditch, Hackney และ Hoxton ก็อยู่ไม่ไกลเลยนะจ้ะ ช้อปให้หนัมใจไปเลย! 

โซน Shoreditch ถือว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งแห่งใหญ่เลย ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้าวินเทจ หรือในบางวันที่มีการจัด Flea Market เช่นตลาด Brick Lane ที่มีของมาขายมากมายหลายสิ่ง รวมไปถึงศิลปะกลางแจ้ง บอกเลยว่ามาที่ Shoreditch แล้วเพลินทั้งวันแน่ๆ ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่มากมายให้น้องๆ ได้นั่งชิวถ่ายรูปเก๋ๆ อีกด้วยนะ! ฮิปสเตอร์สุดๆ ไปเลย

(Shoreditch)

 

อีกโซนฮิปๆ คือ Hoxton ที่อยู่ไม่ไกลจาก Shoreditch เลยย เป็นแหล่งที่มีศิลปะอยู่ทั่วไปเลย มีทั้ง Art Galleries และร้านอาหาร คาเฟ่ แถมบาร์ต่างๆ ให้น้องๆ ได้เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เรื่อง Night life แถว Hoxton ก็มีทั้งบาร์ ทั้ง Club เลย เลือกเที่ยวตามใจชอบเลยจ้า 

 

(Hoxton) 

  1. มหาลัยในเครือ University of London – Queen Mary University of London เป็นส่วนหนึ่งของ University of London มหาลัยในเครือ University of London ก็จะมี UCL, King’s College London, Queen Mary และ Royal Holloway เป็นต้น นักศึกษา QMUL จึงสามารถเข้าไปใช้ห้องสมุดของมหาลัยในเครือได้  นอกจากนั้นยังสามารถจองหอในเครือของ University of London หรือ Intercollegiate Hall ได้อีกด้วยน้าาา (https://halls.london.ac.uk)

(Study Room) 

 

(University of London’s Library at Senate House) 

 


ส่วนตัวมหาลัย Queen Mary University of London เป็นหนึ่งในมหาลัยใน Russell Group กลุ่มมหาลัยที่จัดว่าเป็น Top 24 universities ของประเทศอังกฤษ ถูกตั้งให้เป็นมหาลัยชั้นนำ รวมไปถึงมีชื่อเสียงเป็นเลิศด้านการวิจัยอีกด้วย ถือว่า Queen Mary University of London เป็นมหาลัย Top ranked เลยทีเดียว 

 

  1. หลักสูตรหลากหลาย – น้องๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องหลักสูตรเลย เพราะที่ Queen Mary University of London มีหลักสูตรมากมายให้น้องๆ ได้เลือกเรียน ตอบโจทย์แน่นอน และน้องๆ คนไหนที่อยากเรียนต่อในด้าน Law school ที่ QMUL มีหลักสูตรที่ได้ ก.ต. รับรองมากที่สุดในประเทศอังกฤษเลยนะ สาขาอื่นๆ ที่โด่งดังก็จะเป็น Business school ด้าน Data Analytics, Information System, Engineering และนอกจากนั้นยังมีสาขา Medicine และ Dentistry ที่โด่งดังอีกเช่นกัน 

 

Queen Mary University of London ตอบโจทย์มากๆ เลยน้าาสำหรับน้องๆ ที่อยากใช้ชีวิตอยู่ในกรุงลอนดอน ได้ทั้งเที่ยวทั้งเรียนเลย อยากไปเรียนต่อที่ Queen Mary University of London ปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยจ้า ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ เลยย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

รวม 6 เมืองในอังกฤษที่ค่าครองชีพเป็นมิตรสำหรับนักศึกษา!


 

เรียนต่ออังกฤษแบบประหยัด ไปอยู่เมืองไหนดีน้าา?

วันนี้พี่แมงโก้รวบรวม 6 เมืองในอังกฤษที่ค่าครองชีพถูกสุดๆ สำหรับน้องๆ นักศึกษา แถมมหาลัยในเมืองต่างๆ ที่เป็นมหาลัย Top ranked อีกด้วยนะ! เมืองที่ค่าครองชีพแสนถูกมีอะไรบ้าง? มาดูเลยดีกว่า~!

 

1. Nottingham – ที่ตั้งของมหาลัย University of Nottingham เป็นเมืองที่มีสีสัน แถมยังเป็น The best night life city ในอังกฤษอีกด้วยน้าา บอกเลยว่าขาปาร์ตี้ต้องรักเมืองนี้

2. Durham – Durham University เป็นอีกหนึ่งมหาลัยที่หลายๆ คนหมายปอง บอกเลยว่า Durham เป็นเมืองที่น่ารักมากๆ ขนาดไม่ใหญ่มากและเงียบสงบ แถมค่าครองชีพในเมืองยังไม่แพงมากอีด้วย

3. Newcastle – ที่ตั้งของมหาลัยโด่งดังอย่าง Newcastle University เป็นเมืองที่ไม่เล็กไม่ใหญ่แต่มีทุกอย่างพร้อม น้องๆ ไม่ต้องกลัวเหงาเลยเพราะในเมืองมีที่ให้เที่ยวอย่างแน่นอน และไม่แพงเท่าในลอนดอนอีกด้วยนะ

4. Exeter – เมืองของ University of Exeter เป็นเมืองขนาดกลางที่เหทาะสำหรับน้องๆ ที่อยากหนีความวุ่นวานของเมืองใหญ่ เพราะ Exeter เป็นเมืองที่มีนักศึกษาอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ของต่างๆ ในการใช้ชีวิตเลยไม่แพงมาก

5. Bristol – เมืองแห่งเทศกาลอย่าง Bristol มีมหาลัย Russell Group อย่าง University of Bristol ตั้งอยู่ด้วยนะ! อีกมหาลัยนึงที่น่าสนใจมากๆ ที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้เช่นกันคือ University of the West of England อีกด้วยย! Bristol เป็นเมืองที่มีศิลปะ street art อยู่มากมาย เพราะเป็นบ้านเกิดของ Banksy ไม่แพงแถมยังน่าเที่ยวอีกด้วย

6. Kent – ตั้งอยู่ในเมือง Canterbury และยังเป็นที่ตั้งของ University of Kent ด้วยนะ! บอกเลยว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่แสนน่ารัก ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนก็สวย อบอุ่นไปหมด ค่าครองชีพก็ไม่แพงอีกด้วยย

ข้อมูลอ้างอิง: https://www.totallymoney.com/content/best-university/

น้องๆ ที่อยากไปเรียนต่ออังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าไปที่ไหนดี พี่แมงโก้ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ เลยย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

รีวิว เรียนต่อ LL.M. ที่ University of Bristol


 

พี่แมงโก้เชื่อว่าน้องๆ หลายคนที่กำลังแพลนจะไปเรียนต่อป. โทเกี่ยวกับ Law ที่ประเทศอังกฤษต้องเคยได้ยิน University of Bristol อย่างแน่นอน! University of Bristol มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของหลักสูตรกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นมหาลัยที่อยู่ใน Russell Group universities อีกด้วยน้าาา เรื่อง Ranking ไม่ต้องห่วงเลย! 

มารู้จัก University of Bristol กันอีกหน่อยดีกว่าค่ะน้องๆ 

  • University of Bristol ถือว่าเป็นมหาลัยที่เข้ายากอันดับ 8 ของประเทศอังกฤษเลย! นับว่าเป็นมหาลัยที่เข้ายากที่อยู่ในลิตส์เดียวกับ Oxford, Cambridge และ University of Edinburgh เลยค่ะน้องๆ 
  • มหาลัยอันดับ 49 ของโลก! นอกจากจะเป็นมหาลัยที่เข้ายากอันดับ 8 ประจำประเทศอังกฤษแล้ว University of Bristol ยังได้รับอันดับ 49 ใน QS World University Rankings ใน Top 100 อีกด้วย บอกเลยว่าเป็นมหาลัยสุดคุณภาพ 
  • ด้าน Law School ของ University of Bristol ได้รับอันดับ Top 5 ของมหาลัยที่มี Research Intensity เข้มข้นที่สุดในประเทศอังกฤษอีกด้วย จบจากมหาลัยนี้ได้ทำงาน Law Firmชื่อดังมากมายอย่างแน่นอน! 

น้องๆ คนไหนที่กำลังมองหามหาลัยเพื่อเรียนต่อด้านกฏหมาย พี่แมงโก้ขอกระซิบบอกไว้ก่อนว่า… ที่ University of Bristol มีหลักสูตรที่เป็น ก.ต. รับรองด้วยค่ะ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเลย และสามารถปรึกษาพี่ๆ ได้ตลอด! 

หลักสูตรของ University of Bristol ที่ได้ ก.ต. รับรองแบบทั่วไป

  • LL.M. Commercial Law
  • LL.M. International Law 

หลักสูตรที่ได้รับการรับรองเฉพาะด้านตามข้อ 12 วรรคสอง (1)

  • Master of Laws in Maritime Law

วันนี้ พี่แมงโก้จะมารีวิว University of Bristol ในด้านของ Law school ให้น้องๆ ได้เห็นภาพกัน ถ้าพร้อมแล้ว มาด้วยกันเลย! 

University of Bristol ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาลัย Top Ranking หลายๆ คนก็อาจจะมองว่าเป็นมหาลัยที่เรียนยากรึเปล่า? การเรียนแบ่งวิชาอย่างไรบ้าง? จากรีวิวของน้องหมิวและน้องมิ้นท์ (น้องๆ ที่เรียน LL.M. ที่ University of Bristol) น้องๆ ได้แชร์ว่าทางมหาลัยจะแบ่งเป็นเทอม และเรียน 4 วิชาทั้งปี และยังมีคลาส Seminar ที่น้องๆ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ จะได้เข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น และอาจารย์จะคอยอธิบายให้เราเข้าใจอย่างมากที่สุด 

 

คลาสเรียน Seminar เป็นแบบไหน? 

ใน Law School ของ University of Bristol จะแบ่งคลาสเป็นสองแบบ คือทั้ง Lecture และ Seminar ตัวคลาส Seminar ส่วนใหญ่จะมีอาทิตย์ละครั้ง หรือไม่ก็สองอาทิตย์ครั้ง แต่ว่าการที่จะเข้าไปเรียนในคลาส Seminar ให้รู้เรื่อง น้องๆ ต้องเตรียมตัวอ่าน Assigned reading list ที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ด้วยนะคะ จะได้เข้าใจพูดคุยกับเพื่อนๆ ในคลาสได้อย่างเข้าใจ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในคลาสเรียน อาจารย์จะมีคำถามให้นักเรียนได้คิดและหาคำตอบมา บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวก่อนเข้าคลาส Seminar น้าา แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องห่วง เพราะอาจารย์จะคอยช่วยอธิบายให้น้องๆ ได้เข้าใจบทเรียนอยู่แล้วค่ะ (ไม่มีผิดถูก) 

 

แล้ววิชาเรียนที่ University of Bristol ล่ะ? 

ในหนึ่งปีของการเรียนป. โทต่อใน Law School ที่มหาลัยนี้ น้องๆ จะได้เรียน 4 วิชาหลักๆ และใช้เวลาหนึ่งปีเลยค่ะ โดยน้องๆ สามารถเลือก 3 วิชาจากคอร์สหลักที่เลือกไว้ได้เลย ส่วนอีกหนึ่งวิชาก็สามารถเลือกได้จาก LL.M. อื่นๆ ได้เลยน้าา 

ถ้าน้องเลือกเรียน LL.M. Commercial Law 3 น้องๆ จะได้เลือก 3 วิชาจากสาขาที่เลือกเรียน เช่นวิชา International Commercial Arbitration, Information Technology Law, International Corporate Finance และ Financial Markets and Bank Regulation ถ้าน้องๆ ไม่แน่ใจตรงจุดไหน มาถามพี่แมงโก้ได้เลยน้า พร้อมช่วยเสมอจ้า~! 

แต่ถ้าใครสงสัยว่ามีวิชาอะไรบ้าง ดูจากตรงนี้ได้เลยค่ะ >>  Click! 

 

อยากเรียน Law School ที่ University of Bristol ต้องเตรียมตัวยังไง? 

หลายคนเชื่อว่า Law School ที่ University of Bristol จะมีความยากในการเรียน แต่จริงๆ พี่แมงโก้เชื่อว่าน้องๆ ทุกคนเรียนได้ แต่อาจจะต้องมีความ Active ในการเตรียมตัวก่อนเข้าคลาส Seminar เพื่อความเข้าใจในบทเรียนของน้องๆ เอง และจากรีวิวของน้องๆ แมงโก้ที่ไปเรียนที่ University of Bristol ได้กระซิบมาบอกว่าอาจารย์ที่มหาลัยใจดี ยินดีช่วยเหลือและตอบคำถามน้องๆ ตลอด พี่แมงโก้ขอแนะนำว่า University of Bristol เหมาะสำหรับน้องๆ ที่ชอบ Discuss ในคลาสเรียนให้น้องๆ ได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ค่ะ 

 

แล้ววิชาที่เกี่ยวกับ Finance ต้องมีพื้นฐานแน่นรึเปล่า? 

ต้องบอกก่อนว่าน้องหมิวและน้องมิ้นท์เลือกเรียนวิชา Corparate Finance ด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะไม่แน่นพื้นฐานเรื่อง Finance น้องๆ ที่เรียนกฏหมายก็เรียนได้เหมือนกันค่ะ! การเรียนวิชานี้จะเน้นไปในทางของกฏหมายมากกว่าด้าน Finance พื้นฐานไม่แน่นก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลยค่าา 

 

จะจบ Law School ที่ University of Bristol ยังไง

น้องๆ ที่เรียน Law School ที่ University of Bristol จะต้องทำ Dissertation เป็นโปรเจกต์จบ ความยาวที่ต้องเขียนคือ 12,000 คำ แต่น้องๆ ไม่ต้องตกใจไปนะคะ พี่แมงโก้เชื่อว่าน้องๆ ทำได้อยู่แล้ววว 

 

ไปดูรีวิวเต็มๆ ที่ในคลิปนี้เลยจ้าา >> Click to watch!

น้องๆ กฏหมายที่อยากไปเรียนต่อที่ University of Bristol แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มตรงไหนอะไรอย่างไร มาปรึกษาพี่ๆ แมงโก้ได้เลยนะคะ เราให้คำปรึกษาน้องฟรีๆ เลย! ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

รีวิวเมือง Bristol | ที่ตั้งมหาลัย U of Bristol และ UWE


 

พี่แมงโก้พามาดูเมือง Bristol เมืองที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ และยังเป็นที่ตั้งของ University of Bristol และ UWE สองมหาลัยชื่อดังที่ได้รับความนิยมทั้งจากชาวอังกฤษและนักเรียนต่างชาติ ไปดูกันดีกว่าว่า 1 วันใน Bristol จะเป็นยังไง

 

Bristol Temple Meads Station

มาเริ่มกันที่สถานีรถไฟประจำเมืองบริสตอลกันก่อน ถ้าเรานั่งรถไฟจากใจกลางกรุงลอนดอน ที่สถานี Paddington ก็จะใช้เวลาแต่ 1 ชั่วโมง 20 นาที ก็จะถึงสถานี Bristol Temple Meads ที่อยู่กลางเมืองแล้ว ระหว่างทางก็จะผ่านเมืองท่องเที่ยวสุดฮิตอย่าง Bath และใช้เวลานั่งรถไฟจาก Bath มา Bristol แค่ 15 นาทีเท่านั้น!

 

 

Clifton Suspension Bridge

สะพานแขวนขนาดใหญ่ที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำ Avon เป็นตัวเชื่อมระหว่างเมือง Bristol กับ North Somerset เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 1864 เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองที่ใครมาเมืองนี้ก็ต้องไม่พลาดที่จะมาถ่ายรูปเช็คอินกัน และยังเป็นเหมือนตัวแทนของงานโครงสร้างทางด้านวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ของเมืองนี้ ทำให้หลักสูตรด้าน Engineering ของ University of Bristol โด่งดังเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆคน และในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี จะมีงาน Bristol International Balloon Fiesta งานบอลลูนระดับนานาชาติที่เมืองบริสตอล โดย Clifton Suspension Bridge เป็นจุดชมวิวบอลลูนที่สวยที่สุดในเมืองเลยนะ

 

 

Clifton park garden

สวนสาธารณะใกล้ๆกับ Clifton Suspension Bridge ที่ที่คนในเมือง Bristol นิยมมาพักผ่อนนั่งเล่นในช่วงหน้าร้อน ในวันที่อากาศดีๆ เพราะมองออกไปจะเห็นวิว Clifton Suspension Bridge ที่สวยสุดๆไปเลย

 

 

Bristol City Hall

เพราะ Bristol ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรือง ทำให้เมืองถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่ดูยิ่งใหญ่และสวยงามอย่างมาก โดย Bristol City Hall คือตึกว่าการประจำเมือง ที่เป็นอาคารโค้งที่มีดีเทลเล็กๆน้อยๆอยู่เต็มไปหมด อย่างเช่น ยูนิคอร์นแปะทองที่ปลายสุดบนหลังคามุมตึก นาฬิกาที่ตัวอาคารที่เป็นสีฟ้าและสีทอง ก็ใช่สัญลักษณ์แต่ละราศีแทนตัวเลข

 

 

 

University of Bristol

ตึกหลักประจำมหาลัยบริสตอล ที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมโกธิค ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการ และยังเป็นอาคารที่นักเรียน Law School ของ University of Bristol ใช้เรียนกันจริงๆในปัจจุบันอีกด้วย

 

 

Statue of Neptune

จัตุรัสกลางเมืองที่มีรูปปั้นของเนปจูน หรือ เทพโพเซดอน อันเป็นสัญลักษณ์ของอดีตเมืองท่าที่มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต ถึงตอนนี้ Bristol จะไม่ได้เป็นเมืองท่าแล้ว แต่ก็ได้แปลสภาพมาเป็นเมืองที่อยู่อาศัยของคนอังกฤษ ที่ได้รับการจัดอันดับว่าน่าอยู่ที่สุดในประเทศ

 

The Arcade

แหล่งรวมร้านค้าใจกลางเมืองตั้งแต่สมัยปี 1825 มีลักษณะคล้ายๆกับ Burlington Arcade ที่ Mayfair ใจกลางกรุงลอนดอน ที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งสุดหรูที่มีมาเป็นร้อยปี ใครเบื่อห้างแบบเดิมๆ ไปเดินช็อปปิ้งที่นี่ได้เลย ตั้งอยู่ในย่าน Cabot Circus เหมือนกัน

 

 

Cabot Circus

ย่านช็อปปิ้งประจำเมือง ที่มีทุกแบรนด์ให้เลือกช็อปจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น Zara , Topshop, Pandora, H&M, Victoria Secret ไปจนถึงห้างหรูคู่ปรับตลอดกาลของ Harrods อย่าง Harvey Nichols ที่เมืองนี้ก็มีนะ คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ว่าย่านช็อปปิ้งที่เมือง Bristol นี้ดีขนาดไหน

 

เป็นไงกันบ้างคะ กับสถานที่น่าสนใจต่างๆในเมือง Bristol สมชื่อความเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในอังกฤษมั้ย สำหรับพี่แมงโก้ ที่นี่เป็นเมืองที่เจริญมากๆ มีที่ให้ช็อปปิ้งไม่แพ้ลอนดอนเลย ต่างกันก็ตรงที่ปลอดภัยกว่ามาก แถมยังเดินทางสะดวก ไม่ต้องไปเบียดกับใครใน Tube อีกต่างหาก

ใครอยากใช้ชีวิตเด็กป.โทที่ University of Bristol หรือจะเป็น University of the West of England ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ได้เลย ไปเรียนตอนนี้ยังทันนะจ๊ะ 

อยากเรียนต่อโท Finance แต่ไม่มีพื้นฐานเลยสามารถเรียนได้ไหม?


เนื่องจากประเทศอังกฤษเป็นศูนย์กลาง Finance ของโลก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลักสูตรสาขา Finance ในประเทศอังกฤษถึง Popular มาก ๆ 

ช่วงนี้พี่ ๆ แมงโก้ได้รับคำถามจากน้อง ๆ ที่จบการศึกษาปริญญาตรีด้าน Economics, Engineering รวมถึงสาขาอื่นๆด้วยว่า อยากเรียนต่อปริญญาโทสาขา finance แต่ไม่มีพื้นฐานเลยสามารถเรียนได้ไหม? คำตอบคือ………

สามารถเรียนได้ค่ะ 🙂 พี่แมงโก้สรุปหลักสูตรของมหาวิทยาลัย top ในประเทศอังกฤษสำหรับน้องๆที่ไม่มีพื้นฐาน Finance ในระดับชั้นปริญญาตรีสามารถเลือกเรียนได้ ดังนี้ค่ะ

1. Durham University

– MSc Management (Finance) หนึ่งในหลักสูตรยอดฮิตโดยน้องๆจะได้เรียนทั้ง Skill Management และ Finance ไปพร้อมๆกัน โดยหลักสูตรนี้ค่อนข้างมีการแข่งขันสูง หากน้องๆสนใจสามารถติดต่อพี่ๆ Mango ได้เลยค่ะ แนะนำว่ารีบสมัครก่อนมีสิทธิก่อนนะคะ

ส่วน MSc Finance อื่นๆนั้น ขอให้มี background การคำนวณที่เข้มข้นก็สามารถสมัครได้เช่นกันค่ะ

– MSc Finance

– MSc Finance (Accounting and Finance)

– MSc Finance (Corporate and International Finance)

– MSc Finance (Economics and Finance)

– MSc Finance (Finance and Investment)

– MSc Finance (International Banking and Finance)

– MSc Finance (International Money, Finance and Investment)


2. University of Kent

มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมือง Canterbury หนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในอังกฤษ โดยหลักสูตร Finance ของมหาวิทยาลัย Kent หากน้องๆจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การบัญชี เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ คณิตศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ ก็สามารถยื่นสมัครเรียนได้ค่ะ

– MSc Finance (Finance and Management)

– MSc Finance (Finance, Investment and Risk)

– MSc Finance (International Accounting)

– MSc Finance (Financial Markets)

– MSc Finance (International Banking and Finance)


3. Newcastle University

การันตีคุณภาพ Triple Accreditation Business School โดยหลักสูตรที่เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Finance ดังนี้

– MSc International Financial Analysis

– MSc Accounting, Finance and Strategic Investment

Newcastle University ยังมีหลักสูตร Finance ด้านอื่น แต่น้องๆจะต้องมีพื้นฐานวิชา basic calculus, probability theory และ statistical inference ได้แก่ MSc Banking and Finance, MSc Finance, MSc International Economics and Finance และ Quantitative Finance and Risk Management น้องๆที่มีพื้นฐานวิชาดังกล่าวสามารถลองยื่นสมัครเรียนได้ค่ะ


4. University of Reading

– MSc Behavioural Finance

– MSc Capital Markets, Regulation and Compliance

– MSc International Shipping and Finance

สำหรับบางหลักสูตรจะต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านการคำนวณ ได้แก่ MSc Corporate Finance, MSc Financial Risk Management, MSc International Securities, Investment and Banking และ MSc Investment Management และบางสาขาจะต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านเศรฐษศาสตร์ ได้แก่ MSc Economic Finance หรือต้องมีความรู้ด้านวิศวะ ได้แก่ MSc Financial Engineering

 


5. University of Exeter

– MSc Financial Mathematics หลักสูตรยอดฮิตสำหรับน้องๆที่มีจบการศึกษาด้านวิศวะ หรือคณิตศาสตร์ โดยหลักสูตรนี้จะสอนให้สร้าง Financial Modeling หมาะกับน้องๆที่อยากจะต่อยอดในสายอาชีพด้าน Finance

– MSc Finance and Management

– MSc Finance and Marketing

สำหรับมหาวิทยาลัย Exeter จะขอให้มีเรียนวิชาคำนวณ 1 ตัวเช่น mathematical/quantitative และ 4 วิชาในสาขาดังต่อไปนี้ Accounting, Economics, Finance and Mathematics.

*Mathematics modules may include, for example, Algebra, Calculus, Econometrics, Statistics, Probability or Optimisation.

– MSc Finance and Investment (case by case basis) นอกจากนี้ถ้าน้องๆคนไหนที่สอบ CFA ส่วนนี้ก็ช่วยเพิ่มโพรไฟล์ และเพิ่มโอกาสในการได้ตอบรับเข้าเรียนอีกด้วยค่ะ


6. University of East Anglia

Norwich Business School ของ UEA ติดอันดับ 1 ใน 10 ของ Business School ที่มีงานวิจัยที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร จากการจัดอันดับของ Times Higher Education แถมหลักสูตร Finance ของที่นี่ยังไม่ได้ใช้เกรดสูงมาก และไม่จำเป็นต้องจบตรี Finance มาก็เรียนได้ เพราะที่ Norwich Business School น้องๆจะได้พบกับหลักสูตรไฟแนนซ์ที่ทั้งเข้มข้นและใช้ได้จริง พร้อมกับจำนวนอาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยต่อจำนวนนักศึกษาต่ำ ทำให้ดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ในหลักสูตร Finance ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย

-MSc International Accounting and Financial Management

-MSc Investment and Financial Management

-MSc Finance and Management


7. University of Bristol

มหาวิทยาลัยชั้นนำจากกลุ่ม Russell Group ที่ตั้งอยู่ในเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 1 ของประเทศอังกฤษและอยู่ห่างจากลอนดอนเพียง 1 ชั่วโมง จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ที่สำคัญที่ Bristol นี้มีหลักสูตรด้าน Finance ที่เปิดรับน้องๆที่ไม่จำเป็นต้องเรียนด้านการเงินในระดับปริญญาตรีมาอีกด้วย

MSc Accounting, Finance and Management

MSc Economics, Finance and Management

 


หากน้องๆสนใจหลักสูตร Finance และสงสัยว่าสามารถสมัครเรียนได้หรือไม่ สามารถส่ง Transcript มาให้ทางพี่ ๆ Mango ช่วย Check กับทางมหาลัยได้ค่ะสำหรับน้องๆที่อยากดูหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไหน หรือมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเข้ามาที่พี่แมงโก้ที่ช่องทางการติดต่อได้เลยนะคะ ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313 หรือ 085-144-8808 บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงใดๆทั้งสิ้นค่ะ

5 Business school ในอังกฤษ ที่เปิด Jan Intake


เรียนต่อป.โทอังกฤษเดือนมกราคมก็ได้นะ “5 Business school ในอังกฤษ ที่เปิด Jan Intake” 

อยากไปเรียนต่ออังกฤษ แต่รอถึงกันยาปีหน้าไม่ไหว ไม่ต้องเครียดไปค่ะ ยังมีมหาวิทยาลัยในอังกฤษอีกหลายแห่งที่เปิดเรียนรอบเดือนมกราคม รอน้อง ๆ อยู่!! ขั้นตอนการสมัครเรียนและเอกสารที่ต้องใช้ก็เหมือนกันกับรอบกันยายนเลย มหาวิทยาลัยจะพิจารณารับเข้าเรียนแบบ First Come First Serve ใครสมัครก่อนก็ได้รับการพิจารณาก่อน มีเปิด Pre-Sessional English ด้วย ซึ่งคอร์ส PSE นี้พี่แมงโก้แนะนำให้ไปเรียนเพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษของเราให้พร้อมสำหรับการเรียนระดับป.โท และยังได้ไปพบเจอเพื่อนใหม่ก่อนเข้าเรียนจริงด้วยนะคะ

สำหรับมหาวิทยาลัยที่เปิดรอบ Jan Intake พี่แมงโก้แนะนำตามนี้เลยค่าา

  1. Regent’s University London

regents-1

หลักสูตรที่เปิดสอนในรอบเดือน มกราคม

  • Management
  • Luxury Brand Management
  • International Business
  • Oil & Gas Trade Management
  • International Fashion Marketing
  • Finance with Specialisations
  • Digital Marketing & Analytics

IELTS – Overall score of 6.5, with 6.0 or above in all 4 component parts


  1. Nottingham Trent University

nottingham-trent

หลักสูตรที่เปิดสอนในรอบเดือน มกราคม

  • MSc Finance 
  • MSc Management
  • MSc Marketing
  • MSc Branding and Advertising
  • MSc Management and International Business

IELTS – Overall score of 6.5 with no element under 5.5


  1. Coventry University, London campus

หลักสูตรที่เปิดสอนในรอบเดือน มกราคม

  • MSc Enterprise and Innovation
  • MSc Financial Technology (FinTech)
  • MSc Global Finance
  • MSc Global Financial Trading
  • MSc International Fashion Marketing
  • MSc International Hospitality and Tourism Management
  • MSc International Project Management
  • MSc Enterprise and Innovation with Extended Professional Practice
  • MSc Financial Technology (FinTech) with Extended Professional Practice
  • MSc Global Financial Trading with Extended Professional Practice
  • MSc International Fashion Marketing with Extended Professional Practice
  • MSc International Hospitality and Tourism Management with Extended Professional Practice
  • MSc International Project Management with Extended Professional Practice
  • MBAGlobal Business
  • MBA International Fashion Management
  • MBA International Human Resource Management
  • MBA International Marketing

IELTS – Overall score of 6.5


  1. Bournemouth University

หลักสูตรที่เปิดสอนในรอบเดือน มกราคม

  • MSc International Management
  • MSc Innovation Management & Entrepreneurship
  • MSc Marketing Management
  • MSc Management with Human Resources
  • MSc Management with Project Management
  • MSc Retail Management & Marketing

IELTS – Overall score of 6.0 with a minimum of 5.5 in each component


  1. University of East Anglia

หลักสูตรที่เปิดสอนในรอบเดือน มกราคม

  • MBA

IELTS – 6.5 overall with a minimum of 6.0 in each component 

*สำหรับหลักสูตร MBA ของ UEA ในรอบเดือนมกราคมจะไม่มีเปิดสอน Presessional English Corse ดังนั้นน้อง ๆ ต้องได้คะแนนไอเอลตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดนะคะ


เพราะอย่างงี้พี่แมงโก้เลยอยากให้น้อง ๆ ที่อยากเข้า Jan Intake เริ่มเตรียมตัวสมัครเรียนกันตั้งแต่ตอนนี้เลย จะได้ไม่พลาดโอกาสไปเปิดโลกการเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษที่อาจจะเปลี่ยนน้องให้เป็นคนใหม่ในเวลา 1 ปีนี้เลยก็ได้!! 

ใครยัง งง ๆ ไม่รู้จะเริ่มสมัครเรียนรอบเดือนมกราคมยังไง ถามพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 พี่แมงโก้ผู้เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ พร้อมให้คำปรึกษาฟรี!! แบบไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยจ้าา

ความแตกต่างระหว่าง Informal VS. Formal Language


Informal Language คือ ภาษาที่เรามักใช้ในการพูด หรือสื่อสารกันในที่ที่ไม่เป็นทางการ อย่างการคุยกันในกลุ่ม การโต้ตอบกันใน Social Network ต่างๆ ซึ่งคำนึงถึงการสื่อสารเป็นหลัก อาจจะสามารถใช้แกรมม่าผิด หรือคำศัพท์ได้บ้าง มีความลื่นไหลของภาษามากกว่า

Formal Language คือ ภาษาที่เรามักใช้ในงานเขียน หรืองานพูดที่เป็นทางการมากๆ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระ และประเด็นที่ต้องการจะเขียนเป็นหลัก โดยจะต้องมีความถูกต้องของทั้งคำศัพท์และแกรมม่า และยังต้องมีความสละสลวยของการใช้ภาษา มีโครงสร้างประโยคที่ถูกต้องชัดเจน รวมไปถึงโครงสร้างของชิ้นงานที่ต้องมีการเกริ่นนำ เสนอประเด็นสำคัญ เขียนสนับสนุนประเด็นนั้นๆ ไปจนถึงการสรุปสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอย่างชัดเจน

สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษแบบเราๆ อาจจะคิดว่าภาษาพูดกับภาษาเขียนในภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่คล้ายๆกัน แค่จำศัพท์ได้ ใช้ศัพท์ให้หลากหลาย ใช้แกรมม่าให้ถูกก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว Written and Spoken English มีความแตกต่างกันพอสมควร เหมือนกับเวลาที่เราพูดภาษาไทย กับการเขียนเรียงความภาษาไทยก็มีข้อแตกต่างกันอย่างมาก เช่น เวลาใช้ภาษาพูด ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรามักจะใช้คำที่ไม่เป็นทางการในการสื่อสารได้ เราสามารถอธิบายศัพท์ที่เราคิดไม่ออก โดยใช้การอธิบายยกตัวอย่างไปเรื่อยๆ รวมถึงการสร้างประโยค และการใช้แกรมม่าที่อาจจะมีจุดผิดได้ ซึ่งเหล่านี้พอเป็นงานเขียนแล้ว จะไม่สามารถทำได้ เพราะว่าในงานเขียน เราจะต้องใช้คำศัพท์ แกรมม่า รวมถึงรูปประโยคที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่สามารถอธิบายคำที่ไม่รู้ไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้งานเขียนของเราเยิ่นเย้อ ดูไม่มีน้ำหนัก และที่สำคัญ หาประเด็นสำคัญไม่ได้ ในการพูด เราคำนึงถึงการสื่อสารได้เป็นหลัก แต่ในการเขียนนั้น เราคำนึงถึงความถูกต้อง ประเด็นและใจความสำคัญเป็นหลัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเขียนเชิงวิชาการ หรือ Academic Writing ที่น้องๆจะต้องใช้ใน assignment thesis dissertation ยิ่งเป็นงานเขียนที่เราต้องเขียนให้ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็น ที่สำคัญต้องมีความสละสลวยในการใช้ภาษา จะให้มาเขียนเหมือนที่เขียนตอบเพื่อนใน Facebook ก็คงจะไม่ได้คะแนนที่ดี และถ้าเราเกิดสะกดคำผิด หรือใช้แกรมม่าผิดด้วยแล้ว อาจจะโดนตัดคะแนนได้ง่ายๆ เพราะคนที่ตรวจงานเขียนของเรา จะถือว่าในงานเขียนเราสามารถกลับมาย้อนอ่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้องการส่งงานกี่ครั้งก็ได้ ดังนั้นการเขียนผิดจึงอาจจะสื่อถึงความตั้งใจในการทำงานนั้นของเราได้เลย นี่เป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนของ Informal language กับ Formal Language

แม้ว่าเราจะไม่ใช่เจ้าของภาษา หรือไม่คุ้นเคยกับการเขียนแนว Academic writing แต่ก็สามารถทำงานเขียนออกมาได้ดีได้ ถ้าเราใช้บริการ Proofreading จากทีมงาน editor ของ Mango ที่นำทีมโดยอาจารย์ชาวอังกฤษ ผู้มีประสบการณ์ด้านการสอนภาษาอังกฤษระดับสูงมากกว่า 10 ปี รับรองว่า assignment thesis หรือ dissertation จะออกมาดี ถูกต้อง ใช้ภาษาสละสลวย ถูกใจอาจารย์ที่รอตรวจงานอยู่แน่นอน ติดต่อเลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-1293313 เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยค่า