เรียนภาษาที่อังกฤษช่วง Summer กับคอร์ส Digital Marketing


จั่วหัวแบบนี้หลายคนอาจจะงงว่านี่ตกลงเป็นคอร์สเรียนภาษา หรือคอร์สเรียน Digital Marketing ทำไมต้องเลือกคะ ถ้าเรียน 1 ได้ ถึง 2 !! เพราะพี่แมงโก้มีหลักสูตร Digital Marketing ระยะสั้นที่โรงเรียน Bayswater College ที่จะทำให้การเรียนช่วงซัมเมอร์ที่อังกฤษของน้อง ๆ เปลี่ยนไป!!

Bayswater College เป็นสถาบันสอนภาษาที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1973 ใจกลางกรุงลอนดอน ใกล้กับ Hyde Park และ Kensington Gardens แค่นี้คงไม่ต้องบอกแล้วว่าสภาพแวดล้อมบริเวณโรงเรียนจะดีขนาดไหน
เปิดสอนด้วยกันหลายหลักสูตร แต่หลักสูตรที่พี่แมงโก้จะมาเล่าให้ฟังวันนี้เป็นหลังสูตรที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์กันใครหลายๆคนมากๆ นั่นก็คือหลังสูตร Digital Marketing

ใครที่คิดอยากเรียน Digital Marketing ที่อังกฤษคงคิดว่าจะต้องเรียนเป็นปริญญาโทเท่านั้น แต่ที่ Bayswater College ร่วมกับ Digital Marketing Institute ได้นำเสนอตัวเลือกใหม่สำหรับใครก็ตามที่อยากได้ความรู้
Digital Marketing เป็นภาษาอังกฤษแบบระยะสั้น โดยเป็นหลักสูตร 40 ชั่วโมง 4 อาทิตย์ สอนตั้งแต่ Foundation, Website Optimization, Content Marketing, SEO, Display & Video Advertising ไปจนถึงการวิเคราะห์และวางแผน Digital Strategy หลังจากจบหลักสูตร 40 ชั่วโมงแล้วน้องๆจะต้องสอบ เพื่อรับใบประกาศ Digital Marketing Professional Certification ด้วยนะคะ ซึ่งราคาค่าคอร์สก็รวมค่าสอบไปแล้วด้วย
เหมือนได้เรียนภาษาไปพร้อมกับวิชา Digital Marketing เลย นอกจากนี้ยังจะได้รับสิทธิเป็น Member ของ Digital Marketing Institute ไว้คอยอัพเดทข้อมูลข่าวสารของโลก Digital Marketing อีกด้วย

และพิเศษสุดๆสำหรับซัมเมอร์ปีนี้ Bayswater College ได้จัดโปรโมชั่น โดยนักเรียนที่สมัครคอร์ส Digital Marketing ราคา £1995 ซึ่งจะใช้เวลาเรียนในช่วงบ่าย ส่วนช่วงเช้าโรงเรียนจะจัดให้เรียนคอร์ส General
English ไปพร้อมกันด้วยเลยทั้ง 4 อาทิตย์ เรียกได้ว่าคุ้มมากๆ ยิ่งถ้าใครอยากเพิ่ม Skill ภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขึ้นไปอีกยิ่งไม่ควรพลาดหลักสูตร Digital Marketing ที่ Bayswater College นี้เลย

แอบกระซิบนิดนึงว่าโปรโมชั่นนี้ต้องสมัครก่อน 31 สิงหาคม 2019 นี้เท่านั้นน้า ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02- 139-3313 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ
พี่แมงโก้พร้อมเสมอเพื่อประสบการณ์การเรียนและการใช้ชีวิตที่ดีที่สุดที่อังกฤษของน้อง ๆ ค่า

จะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ ต้องใช้เงินเท่าไหร่น้า..


อยากไปเรียนภาษาที่ประเทศต้นตำรับเจ้าของภาษาอย่างประเทศอังกฤษจังเลย แต่อยากรู้ค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ก่อน จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมเงินถูก น้อง ๆ มาถูกที่แล้วค่ะ! เพราะพี่แมงโก้จะมาแจกแจงให้อ่านกันว่าต้องใช้เงินไปกันอะไรบ้าง อย่างแรกที่ต้องคิดก็คือค่าคอร์สเรียนภาษา โดยทั่วไปโรงเรียนภาษาที่อังกฤษจะคิดค่าเรียนต่อสัปดาห์ เพราะว่านักเรียนสามารถเข้าเรียนได้ทุกวันจันทร์ โดยค่าเรียนของแต่ละโรงเรียนนั้น ก็จะแตกต่างกันไปตามทำเลที่ตั้ง Facilities สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ก็อาจจะราคาสูงกว่าในเมืองเล็ก ค่าเรียนจะเริ่มต้นที่ £250-£390 ต่อสัปดาห์

ส่วน ค่าที่พัก โดยน้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะอยู่แบบ

  • – Host Family ซึ่งก็จะมีการแยกออกเป็น 2 แบบคือ แบบที่น้องทานอาหารเช้ากับครอบครัว Host เรียกว่า Bed and Breakfast หรือแบบที่ 2 คือ Half Board คือน้องจะทานข้าวเช้าและข้าวเย็นกับ Host Family ซึ่งแบบ Half Board จะมีราคาสูงกว่าแน่นอนอยู่แล้ว เพราะ Host Family ต้องจัดเตรียมอาหารให้น้อง ๆ 2 มื้อด้วยกัน ส่วนอาหารมื้อที่นอกเหนือจากนี้ น้อง ๆ จะต้องหารับประทานเอง โดยทางโรงเรียนก็มักจะมีโรงอาหารให้น้อง ๆ ได้ไปซื้ออาหารรับประทานกันอยู่แล้ว ราคาที่ต้องจ่ายเมื่อพักกับ Host Family อยู่ที่ £140 – £180 ต่อสัปดาห์
  • – ส่วนถ้าน้องคนไหนที่อายุเกิน 18 ปีแล้ว ก็จะมีอีก 2 ทางเลือกคือ อยู่หอพักหรือ Hall of Residence และ แบบ Student House ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้น้อง ๆ จะเป็นคนหาอาหารรับประทานเองทั้งหมดทุกมื้อ โดยราคาจะอยู่ที่ £150 – £275 ต่อสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับห้องที่น้องเลือกอยู่ ถ้าน้อง ๆ คนไหนเลือกอยู่แบบห้องเดี่ยวที่มีห้องน้ำและห้องครัวในตัวก็จะแพงหน่อย หรือจะเลือกอยู่แบบ En Suite คือมีห้องน้ำในตัว แต่แชร์ครัวกับคนอื่นก็จะถูกลงมาหน่อย ส่วนถ้าใครอยากได้ที่ไม่แพงก็แนะนำให้อยู่ห้องที่แชร์ห้องนอนกับเพื่อนได้เลยจ้า

สำหรับค่าอาหาร น้อง ๆ จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวกลางวัน และขนม นม กาแฟ ตามความต้องการของน้อง ๆ อยู่แล้ว และมีค่าอาหารเพิ่มเติมอื่น ๆ ตาม Option ที่น้อง ๆ เลือกที่อยู่ ส่วนถ้าใครอยู่เองก็อย่างที่บอกไปว่าน้องจะต้องหาซื้ออาหารเองทุกมื้อ โดยถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ค่าครองชีพก็จะสูง ส่วนเมืองเล็กก็จะของถูกกว่า ร้านอาหารน้อยกว่า ถ้าเลือกทำอาหารกินเองก็จะประหยัดไปได้มาก แต่ถ้าชอบทานนอกบ้านก็ใช้เงินเยอะกว่าตามระเบียบจ้า

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือค่าเดินทาง ตรงนี้จะมีความแตกต่างชัดเจนระหว่างน้องที่เลือกเรียนในเมืองใหญ่กับน้องที่เลือกเรียนในเมืองเล็ก

  • – ถ้าอยู่เมืองเล็ก ชื่อก็บอกแล้วว่าเล็ก สถานที่สำคัญ ๆ มักกระจุกตัวอยู่ในแถบเดียวกัน โรงเรียนก็มักจะตั้งอยู่กลางเมือง ใกล้ที่ต่าง ๆ บางเมืองสามารถเดินถึงกันได้หมดทั้งที่พัก ที่เรียน ที่กิน หรือว่าจะเป็นที่เที่ยว ส่วนถ้าต้องนั่งรถบัสราคาก็จะอยู่ที่ประมาณเที่ยวละ £1 หรืออาจจะเป็น £1 ขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ในบางเมือง ตกแล้วค่าเดินทางจะอยู่ที่ประมาณ £30 ต่อเดือน
  • – ถ้าน้อง ๆ เลือกอยู่ในเมืองใหญ่อย่าง London แล้วละก็ ค่า Tube เริ่มต้นที่ £2.30 ไปจนถึง £9.20 ต่อเที่ยว ถ้าซื้อเป็นรายเดือนก็จะถูกลง แต่ถึงยังไงค่าเดินทางใน London มักจะตกอยู่ที่ประมาณ £140 – £170 ต่อเดือน ซึ่งจัดว่าแพงกว่าอยู่นอกเมืองหลายเท่าตัว

อีกอย่างที่เป็นค่าใช้จ่ายของนักเรียนภาษาคือ ค่ารถรับส่งจากสนามบิน ซึ่งโรงเรียนจะจัดรถไปรับตั้งแต่ตอนมาถึงอังกฤษไปส่งที่ที่พักที่น้อง ๆ เลือก รวมถึงรับจากที่พักไปส่งสนามบินเมื่อน้องจะเดินทางกลับประเทศไทย โดยค่ารถรับส่งสนามบินอยู่ที่ประมาณ £50 – £445 ต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างสนามบินแต่ละแห่งกับเมืองที่น้องอยู่ เช่น ถ้าน้องเลือกไปเรียนที่ Manchester ถ้าบินลงสนามบิน Manchester น้องก็จะเสียค่ารถไปรับที่สนามบิน £50 ต่อเที่ยวต่อคน แต่ถ้าน้องเลือกบินลงที่สนามบิน Heathrow London ซึ่งไกลจากเมือง Manchester มาก ค่ารถรับส่งก็อาจจะสูงถึง £445 ต่อเที่ยวต่อคนเลยทีเดียว แต่ค่ารถรับส่งสนามบินนั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่น้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการนี้หรือไม่

พี่แมงโก้แนะนำว่า: ถ้าน้อง ๆ คนไหนไม่เคยเดินทางไปประเทศอังกฤษมาก่อน สามารถเลือกให้รถมารับที่สนามบินอย่างเดียวได้ พอเราไปอยู่ที่โน่นสักระยะเมื่อถึงวันกลับเมืองไทย น้อง ๆ ก็จะคุ้นเคยกับการเดินทางที่อังกฤษพอสมควร จนสามารถหาทางเลือกอื่นที่ถูกกว่าบริการรถรับส่งของโรงเรียนได้ ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกค่า เรื่องนี้ปรึกษาพี่แมงโก้ได้ ส่วนอย่าง

สุดท้ายที่เป็นรายจ่ายที่ถ้าไม่จ่ายจะไม่ได้ไปก็คือค่าวีซ่า Short-term Student visa สำหรับน้อง ๆ ที่ไปเรียนภาษาระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือนที่ประเทศอังกฤษคือ £97 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,200 บาท สำหรับ ส่วนค่าวีซ่าไม่เกิน 11 เดือน จะอยู่ที่ £186 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8,000 บาท

และนี่ก็คือค่าใช้จ่ายจำเป็นทั้งหมดที่น้อง ๆ จะต้องเตรียมเมื่อไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ พี่แมงโก้ยังไม่ได้คิดรวมค่าเที่ยวค่าช๊อปปิ้งให้นะคะ เพราะการไปเรียนภาษามี Option มากมายให้เลือกให้เหมาะสมกับราคาที่น้องจะจ่ายได้ และไลฟ์สไตล์ที่น้อง ๆ ใช้ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาของน้อง ๆ ด้วยค่ะ


สามารถปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยเพื่อประสบการณ์การเรียนและการใช้ชีวิตที่ดีที่สุดที่อังกฤษของน้อง ๆ งานนี้พี่แมงโก้ให้คำปรึกษาด้วยใจ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยค่า ติดต่อกันมาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-139-3313

อยากไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ต้องเริ่มจากตรงไหน?


น้อง ๆ หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงปิดเทอม แล้วกำลังอยากไปเรียน Summer ในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ประเทศเจ้าของภาษาอย่างประเทศอังกฤษ แต่ไม่รู้อะไรเลย แล้วเราความเริ่มจากตรงไหนก่อนดี วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำให้ว่าต้องเริ่มคิดเริ่มเลือกจากตรงไหน ถึงจะได้เรียนซัมเมอร์ให้ได้ความรู้กลับมามากที่สุดและยังได้ประสบการณ์ชีวิตขั้นสุดที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกคุ้มค่าเงินที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์เลยทีเดียว
ก่อนอื่นให้น้อง ๆ ดูก่อนว่า น้อง ๆ มีเวลาช่วงปิดเทอมนานขนาดไหนและต้องการไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษเป็นเวลาเท่าไหร่ เพราะโดยปกติแล้วโรงเรียนสอนภาษาแทบทุกแห่งในประเทศอังกฤษจะเปิดให้นักเรียนต่างชาติได้เข้าเรียนในทุกวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่แล้วน้อง ๆ จะได้เข้าที่พักในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก่อนเริ่มเรียน เพื่อให้ได้มีเวลาพักผ่อนก่อนเรียนเล็กน้อย

สิ่งต่อมาที่น้อง ๆ ต้องคิดคือ น้อง ๆ อยากไปเรียนคอร์สอะไร โรงเรียนสอนภาษาที่ประเทศอังกฤษนั้น มีหลักสูตรมากมายหลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของนักเรียนแต่ละคนบางคนอยากมาฝึกภาษาอังกฤษเฉย ๆ ก็เลือกลงเรียน General English ก็ได้ หรือใครที่อยากไปฝึกภาษาเพื่อสอบ IELTS ก็ลงคอร์สที่เป็นการติวสอบ IELTS เลย แม้แต่คนทำงานแล้วอยากไปฝึกภาษาอังกฤษเพื่ออัพสกิลการทำงานก็อาจจะไปลง คอร์ส English for Business ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนได้เลย

การเลือกที่พักอาศัยก็สำคัญ น้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่า อยากไปอยู่กับ Host Family เพื่อฝึกภาษาและวัฒนธรรม หรืออยากจะอยู่หอเพื่อฝึกใช้ชีวิตด้วยตัวเองก็สามารถเลือกได้

ต่อมาเป็นเรื่องของงบประมาณค่าใช้จ่ายที่น้อง ๆ จะต้องจ่ายเพื่อการมาเรียนซัมเมอร์ประเทศอังกฤษก็เหมือนกันประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่ค่าครองชีพในเมืองหลวงกับต่างจังหวัดต่างกันมาก ถ้าน้อง ๆ อยู่ใน London
สิ่งที่จะแพงกว่าการอยู่นอกเมืองแน่ ๆ ก็คือค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้ชีวิต แต่ถ้าอยู่นอกเมืองก็จะประหยัดในเรื่องของค่าที่พักได้ การเดินทางก็จะถูกกว่าเพราะน้อง ๆ สามารถเดินไปที่ต่าง ๆ ได้ด้วยการเดินและค่ารถเมล์เองก็ราคาถูกกว่าใน London มาก สิ่งล่อตาล่อใจให้ช๊อปปิ้งก็น้อยกว่ามาก นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของน้อง ๆ เองด้วยว่า ชอบอยู่ในเมืองหลวงที่มีสีสันอย่าง London หรืออยากมีชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติก็เลือกไปอยู่นอกเมืองได้ คำว่านอกเมืองก็มีหลายแบบ อยากอยู่เมืองติดชายทะเลไม่วุ่นวายแต่ก็ไม่เงียบเหงาพี่แมงโก้ก็แนะนำให้ไป Bournemouth หรือ Brighton หรือจากจะไปอยู่เมืองมหาวิทยาลัยหน่อยก็มุ่งหน้าไปที่ Oxford, Cambridge ได้เลยจ้า ส่วนใครชอบความอังกฤษแท้ ๆ เมืองเล็ก ๆ น่ารักจะไปอยู่ York หรือ Canterbury ก็จะถูกใจเป็นอย่างมาก อย่างที่บอกไปแล้วว่าให้คิดถึงไลฟ์สไตล์และความชอบส่วนตัวของตัวเองเป็นหลัก ไหน ๆ ไปทั้งทีก็ไปอยู่ให้สนุกและแต่ความรู้บวกประสบการณ์ชีวิตกลับมาจะได้คุ้ม ๆ

สุดท้ายไม่ว่าจะเลือกเรียนอะไร เลือกยังไงก็ขอให้น้อง ๆ ให้ความสำคัญกับทุก ๆ องค์ประกอบในการตัดสินใจเท่า ๆ กัน ทั้งไลฟ์สไตล์ก็ต้องสอดคล้องกับงบประมาณที่มี รวมถึงระยะเวลาที่อยากไปเรียนและโรงเรียนที่เราสนใจ ถ้ายังไงอยากรู้ข้อมูล Insight เพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยนะจ๊ะ พี่ยินดีให้คำปรึกษาและดูแลตั้งแต่การเลือกโรงเรียน เลือกเมือง สมัครวีซ่า รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษจนกลับมาบ้านที่ไทย
น้อง ๆ จะมีพี่แมงโก้เคียงข้างอยู่เสมอ 🙂

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

อยากเก่งอังกฤษ ไปเรียนภาษาที่อังกฤษกี่เดือนดี?


ใคร ๆ ก็รู้ว่าถ้าเราอยากเชี่ยวชาญเรื่องอะไร ให้เอาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่แวดล้อมด้วยเรื่องนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาษา นี่เป็นเหตุผลที่ว่าตอนนี้ประเทศไทยมีโรงเรียนอินเตอร์ และโรงเรียนสอนภาษาผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด เพราะการเอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษซะส่วนใหญ่ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการอยู่บ้านที่เมืองไทย แต่ได้ใช้ภาษาอังกฤษควบคู่กันไปด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรามโนขึ้นมาเอง จากการศึกษาของ The National Training Laboratories ของประเทศอเมริกา ได้ชี้ให้เห็นว่า การเรียนแบบใช้จริง หรือ “Active Learning” ได้ผลมากกว่าการเรียนแบบรับรู้อย่างเดียว (Passive Learning) อย่างมาก

ตามตารางข้างบนจะเห็นได้ว่า เมื่อได้รับการเรียนรู้แล้ว การฝึกฝนจริงและการเรียนแบบ “Group Discussion” หรือการจับกลุ่มพูดคุยแสดงความคิดเห็นกัน สามารถทำให้น้อง ๆ สามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้รวดเร็วกว่าการเรียนแบบนั่งฟังอาจารย์บรรยายเฉย ๆ ถึง 70% เลยทีเดียว และจากการสำรวจของ The US Foreign Service Institute ที่ทำการวิจัยและสำรวจนักศึกษาจากต่างประเทศโดยการแบ่งกลุ่มตามความแตกต่างของภาษาประจำชาติกับภาษาอังกฤษ โดยประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่ม 3 จาก 4 กลุ่ม ซึ่งจากการวิจัยของ The US Foreign Service Institute ชี้ให้เห็นว่า คนไทยจะใช้เวลาประมาณ 720 ชั่วโมงในการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว

น้อง ๆ ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าไปเรียนภาษาอังกฤษในคอร์ส General English ที่ประเทศอังกฤษ โดยลงเรียนวันละ 5 ชั่วโมง น้อง ๆ จะใช้เวลาประมาณ 144 วัน หรือประมาณ 4-5 เดือน น้อง ๆ ก็จะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว นี่เป็นการนับแค่เวลาเรียนในห้องเรียนนะคะ ถ้านับเวลาอื่นที่นอกเหนือจากเวลาในห้องเรียนในประเทศอังกฤษ ซึ่งน้อง ๆ จะต้องพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลาแล้ว เวลาที่ใช้ในการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้อย่างคล่องแคล่วอาจจะเหลือเพียงแค่ 1-3 เดือน แล้วแต่ทักษะพื้นฐานของแต่ละคนด้วย ฉะนั้นพี่แมงโก้สามารถสรุปได้ว่า การเรียนภาษาที่อังกฤษเป็นเวลาประมาณ 1-3 เดือน ก็จะสามารถทำให้น้อง ๆ พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว


ถ้าใครสนใจไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษสามารถติดต่อพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line:@mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313
พี่แมงโก้พร้อมแนะนำเมืองและโรงเรียนตามความต้องการของน้อง ๆ ไม่ว่าจะอยากอยู่ในที่ที่คนไทยน้องหรือเมืองหลวงทีมีสีสันและคนไทยเพิ่มขึ้นมาหน่อยอย่าง London
พี่แมงโก้ก็สามารถจัดหาโรงเรียนที่มีคุณภาพเพื่อให้น้อง ๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเงินที่จ่ายไปค่า

เรียนภาษาที่อังกฤษ เค้าเรียนอะไรกันบ้างนะ?


น้อง ๆ หรือผู้ปกครองคนไหนกำลังมองหาที่เรียนภาษาในช่วง Summer หรือในระหว่างช่วงปิดเทอมอยู่บ้างเอ่ย? ถ้าอยากไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ ประเทศที่ทุกคนจะคิดถึงเป็นอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้นประเทศเจ้าของภาษาอย่างประเทศอังกฤษ พี่แมงโก้ในฐานะตัวแทนและผู้ให้คำปรึกษาในการเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษมากว่า 10 ปี ก็มีโรงเรียนสอนภาษาที่ประเทศอังกฤษมาแนะนำให้น้อง ๆ และคุณพ่อคุณแม่ผู้ปก
ครองได้รู้จัก และเก็บไว้เผื่อเป็นตัวเลือกในการไปเรียนภาษาของน้อง ๆ กันนะคะ นั่นก็คือ โรงเรียน Stafford House International
พี่แมงโก้จะพาไปดูกันว่าที่นี่เค้าสอนอะไรกันบ้าง

Stafford House International เป็นโรงเรียนสอนภาษาที่มีสาขาอยู่ในทั้งประเทศอังกฤษ อเมริกา และแคนาดา ในแต่ละประเทศ Stafford House International จะเลือกตั้งโรงเรียนในเมืองที่สวยงาม และมีสภาพแวดล้อมที่ดี ที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนภาษาของนักเรียนต่างชาติ พร้อมกับตัวโรงเรียนเองก็ประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี พร้อมทั้งคัด Host Family ที่พร้อมจะดูแลนักเรียนเป็นอย่างดีในกรณีที่น้อง ๆ เลือกอยู่อาศัยกับ Host Family เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษ โดยในประเทศอังกฤษ Stafford House International มีอยู่ใน 4 เมือง คือ London, Canterbury, Brighton และ Cambridge น้อง ๆ และคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกอยู่ในเมืองตามไลฟ์สไตล์ที่ชอบได้เลย

เมื่อน้อง ๆ เดินทางไปถึงโรงเรียน สิ่งแรกน้องจะได้ทำคือ English Test เป็นการวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษของน้อง ๆ เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดห้องให้น้องเรียนกับเพื่อนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับเดียวกัน จะได้เรียนอย่างราบรื่น สนุกไปกับการเรียนและไม่มีความกดดันมากจนเกินไป โดยหลักสูตรจะอิงตามเกณฑ์ CEFR หรือ Common European Framework of Reference ซึ่งเทียบได้กับเลเวลของ IELTS

ในส่วนของวิธีการสอนของที่นี่จะเน้นไปที่การสื่อสารมากกว่าเรียนแกรมม่าแบบทำ แบบฝึกหัดในกระดาษ โดยในแต่ละวันจะมีเป้าหมายการเรียนกำหนดไว้และจะมีการประเมินผลอาทิตย์ต่ออาทิตย์ รวมถึงมีการเรียนแบบตัวต่อตัว 1 ครั้ง ในทุก ๆ เดือนเพื่อเป็นการประเมินให้ได้รู้ว่าได้เรียนอะไรไปแล้วบ้าง เข้าใจแค่ไหน รวมถึงภาษาอังกฤษของน้อง ๆ พัฒนาไปถึงระดับไหนแล้ว วิธีนี้จะทำให้น้อง ๆ ได้รับประโยชน์จากการเรียนสูงสุด คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้อุ่นใจว่าส่งลูกมาเรียนแล้วได้ภาษาอังกฤษกลับไปแน่นอน

ที่ Stafford House International จะสอนการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเรียนขั้นต่ำประมาณ 20 บทเรียน (Essential 20 Lessons) Standard 25 Lessons ไปจนถึงการเรียนแบบ Intensive 30 Lessons โดนที่น้อง ๆสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนกี่ Week เช่น สมมติว่า น้อง A อยากเรียน Standard 25 Lessons เป็นเวลา 1 เดือน หรือ 4 Weeks น้อง A จะได้เรียนตามตารางดังนี้

 Time General English (Standard)
9.00 – 10.30 Lesson 1
10.50 – 12.20 Lesson 2
13.20 – 14.20 Lesson 3
14.30 – 15.30 Lesson 4

เห็นมั้ยคะว่าได้เรียนเน้น ๆ แต่ก็มีเวลาพักตลอดวันที่ไม่ถึงกับทำให้น้อง ๆ เครียดจนเกินไป


นอกเหนือจากบทเรียนฟัง พูด อ่าน เขียนแล้ว ยังมีวิชาเสริมที่น้อง ๆ สามารถเลือกเรียนได้ ซึ่งเป็นวิชาเลือกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคตของการทำงาน

1. CAREER PREPARATION วิชานี้จะเตรียมความพร้อมในการสมัครงาน สอนให้น้องเขียน résumé (CV) และ cover letter อย่างเป็นทางการแบบมืออาชีพ พร้อมทั้งฝึกสกิลสัมภาษณ์งาน และเรียนรู้การทำงานเบื้องต้นในบริษัทต่างชาติ


2. CURRENT EVENTS AND DEBATE เรียนรู้การแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์โลกปัจจุบัน และกล้าแสดงความคิดเห็นต่อข่าวธุรกิจต่างๆ อย่างมั่นใจ


3. POPULAR ENGLISH เรียนคำศัพท์แสลง และสำนวนยอดนิยมที่ถูกใช้ในรายการทีวี หนัง หรือเพลงในกระแส ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มคำศัพท์ในคลังสมองของน้อง ๆ เพื่อช่วยให้สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วในทุกสถานการณ์


4. DIGITAL MEDIA AT WORK พัฒนาสกิลในการใช้ Social media เพื่อการมาร์เกตติ้งตัวเอง และสร้าง Network เพื่อการทำงาน หรือน้องๆคนไหนที่อยากเป็น Influencer ในวิชานี้จะมีบทเรียนที่สอนว่า ชาวอเมริกันอย่าง ดารา เซเลบบริตี้ใช้โซเชี่ยวมีเดียเพื่อสร้างชื่อเสียงเรียกยอดไลค์ และยอด Follower ในชีวิตอย่างไร


5. NEWS AND NEWSPAPERS ฝึกอ่านข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน พร้อมถกเถียงประเด็นในชั้นเรียนโดยใช้คำศัพท์ในระดับ Upper-Intermediate -Advanced level เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมน้องๆสู่ความเป็นมืออาชีพในบทสนทนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน และต้องการการแสดงความคิดเห็นที่เป็นทางการร่วมด้วย


6. HOW TO WIN FRIENDS AND INFLUENCE PEOPLE เป็นการเรียนเพื่อการสื่อสารในเชิงธุรกิจโดยเฉพาะ เพราะการสนทนาในธุรกิจต้องอาศัยสกิลในการสื่อสารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างเครือข่ายธุรกิจ สกิลในการเข้าสังคมและการเข้าประชุมที่เป็นทางการอย่างมืออาชีพ วิชานี้จะช่วยเสริมสร้างเสน่ห์ของน้อง ๆ ในกับคู่สนทนาในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเชิงธุรกิจ


7. PRE-IELTS: GRAMMAR การเรียนแกรมม่าเพื่อใช้ในการสอบ IELTS ให้ได้คะแนนดีที่สุด


8. GLOBAL ISSUES สำหรับน้องๆที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีพอสมควรแล้ว หรือ Mid-Level วิชานี้จะฝึกสกิลการพูดของน้อง ๆโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถสื่อสารและแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำศัพท์ที่ยากขึ้นในประเด็นที่น้องสนใจโดยเฉพาะ อย่างเช่นประเด็นด้านการเมือง ด้วยคำศัพท์ที่มีความ Professional มากกว่าเดิม


9. PRONOUNCIATION CLINIC วิชาที่จะช่วยฝึกให้น้องๆออกเสียงคำต่างๆได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น ฝ่ายทางแบบฝึกหัดในการพูดและฟัง น้อง ๆ จะออกเสียงและมี accent ที่เหมือนเจ้าของภาษามากที่สุด

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอทราบค่าใช้จ่ายเบื้องต้นโดยไม่มีค่าบริการใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้น ที่โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือไลน์ @mangolearning