ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อโทที่อังกฤษ


 

สำหรับน้องๆ คนไหนที่กำลังเล็งๆ อยู่ว่าอยยากจะไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายใน 1 ปีกับการไปเรียนป. โทที่อังกฤษเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้พีาแมงโก้ได้รวบรวมค่าใช้จ่ายแบ่งออกตามหมวดให้น้องๆ ได้เห็ภาพง่ายขึ้นค่ะ และอาจจะเป็นการช่วยตัดสินใจด้วยว่าน้องๆ อยากเรียนต่อในกรุงลอนดอน หรือเมืองอื่นๆ ที่อาจจะมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่าลอนดอน! 

ก่อนอื่นเลย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเรียนป. โทต่อที่ประเทศอังกฤษใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ฉะนั้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือสำหรับ 1 ปี ถือว่าเป็นการเรียนต่อป. โทที่ใช้เวลาค่อนข้างน้อยเลยทีเดียวนะคะ! แลพอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ค่าครองชีพในลอนดอนจะสูงกว่าเมืองอื่นๆ เลยค่ะ ทั้งค่าหอ ค่าอาหาร และการเดินทาง หากน้องๆ ตัดสินใจไปเรียนนกรุงลอนดอนอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเพื่อนๆ คนอื่นที่เรียนในเมืองอื่นค่ะ 

เรามาดูค่าใช้จ่ายกับการไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษต่อปีกันเลยดีกว่า! 

 

ค่าเรียนต่อปี

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีนอกกรุงลอนดอนจะอยู่ที่ปีละประมาณ 500,000 – 800,000 บาท * ขึ้นอยู่กับมหาวิทยลัยและสาขาที่น้องๆ เลือกด้วยค่ะ โดยขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 500,000+ บาท 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีในกรุลอนดอนอาจสูงถึงปีละ 1,000,000 บาทเลยค่ะ แต่ก็ขึ้นอยู่กัยสาขาและมหาวิทยาลัยที่น้องๆ เลือกอีกเช่นกัน หากน้องๆ มีค่าเทอมในใจแต่ยังไม่แน่ใจว่ามีมหาวิทยาลัยไหนที่ตรงใจน้องๆ สามารถมาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะคะ เราพร้อมให้คำแนะนำแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย! 

มาลองเทียบกันดูดีกว่า ว่าหากสาขาเดียวกันกับ 2 มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกรุงลอนดอนกับนอกกรุงลอนดอน ราคาจะแตกต่างกันเท่าไหร่ 

ค่าเทอม Master of Law, King’s College London: £28,770 per year (2021/22) (ประมาณ 1,200,000 บาท)

ค่าเทอม Master of Law, Durham University: £21,900 per year (2021/22) (ประมาณ 885,000 บาท

 

ค่าหอพัก 

ราคาของหอพักก็แตกต่างกันไปมากมายเลยค่ะ และแน่นอนว่าหากน้องๆ เรียนอยู่ในกรุงลอนดอน ค่าหอพักจะมีราคาค่อนข้างสูง และอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้ตัวมหาวิทยาลัยมากนัก ส่วนหอพักสำหรับมหาวิทยาลัยนอกกรุงลอนดอนก็มีหลายราคา หลายแบบให้น้องๆ ได้เลือกในแบบที่ชอบและแบบที่อยู่ในงบที่ตั้งไว้ค่ะ 

ค่าหอพักในกรุงลอนดอนต่อปี: ประมาณ £15,300 (ประมาณ 620,000 บาท) 

ค่าหอพักนอกกรุงลอนดอน (Durham) ต่อปี: ประมาณ £6,800 (ประมาณ 275,000 บาท) 

 

ค่าใช้จ่ายกินอยู่ในชีวิตประจำวัน 

แต่ละเมืองก็มีค่าครองชีพที่แตกต่างกันไป บางเมืองอาจจะถูกกว่า และบางเมืองก็อาจจะแพงกว่า รวมไปถึง lifestyle ของน้องๆ ที่อาจจะแตกต่างกัน น้องๆ บางคนอาจจะชอบที่จะไปทานข้าวที่ร้านอาหาร และบางคนก็เลือกที่จะทำอาหารทานเองที่บ้าน แต่ขอบอกก่อนเลยว่าค่าอาหารในร้านอาหารต่างๆ ค่อนข้างที่จะสูง 

ร้านอาหารทั่วไปตกมื้อละ £8 -12 แล้วแต่ร้านอาหารที่เลือกไปทาน 

ร้านอาหาร Fast food ตกมื้อละ: £2.5 – 5 

โดยรวมๆ แล้ว ค่ากินอยู่อาจจะตกอยู่ที่เดือนละ £300 – 500 แล้วแต่ lifestyle ของน้องๆ แต่ละคนเลยค่ะ (ประมาณ 12,000 บาท ถึง 25,000 บาทต่อเดือน)

 

ค่าเดินทาง 

ค่าเดินทางเป็นอีกค่าใช้จ่ายหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปสำหรับน้องๆ หลายๆ คนค่ะ บางคนอาจจะอยู่ใกล้ campus ทำให้น้องๆ ไม่ต้องนั่งรถ และสามารถเดินไปได้เลย แต่หอพักบางคนก็อาจจะอยู่ไกล หรือเดินไม่สะดวก 

 

ค่าเดินทางนอกเมืองลอนดอนต่อเดือน: £0-30 (ประมาณ 1,200 บาท) 

ค่าเดินทางในเมืองลอนดอนต่อเดือน: £130 (ประมาณ 5,200 บาท) 

 

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก่อนไป

นอกจากค่าใช้จ่ายที่มีในการไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้ว ก็ยังมีค่าอื่นๆ ในการเตรียมการก่อนไปด้วยนะคะอย่างเช่น 

 

  1. ค่า Student Visa ที่ตอนนี้อยู่ประมาณ: 16,000 บาท (515USD) 
  2. ค่าประกันสุขภาพ: 11,000 – 15,000 บาท ** การจ่ายค่าประกันสุขภาพเป็นข้อบังคับในประเทศอังกฤษ เพราะหากน้องๆ เกิดไม่สบายหรือบาดเจ็บ ทางอังกฤษจะมีบริการ NHS ที่ช่วยเหลือในการรักษาน้องๆ เลยค่ะ 

 

หลักๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายประมาณนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าราคาจะขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของตัวนักเรียนเลย ที่แตกต่างกันมากๆ คือค่าเทอมและค่าหอพักในและนอกกรุงลอนดอน ฉะนั้น การเลือกมหาวิทยาลัยที่เข้ากับงบที่ตั้งไว้คือดีที่สุดค่ะ 

 

หากน้องๆ ยังไม่แน่ใจว่าจะไปมหาวิทยาลัยไหนดี เข้ามาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะ เราเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอนเลยค่ะ! โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning 

ค่าครองชีพที่อังกฤษต่อเดือน


 

เคยสงสัยกันบ้างรึเปล่าว่าค่าครองชีพในแต่ละเมืองของอังกฤษตกอยู่ที่เดือนละประมาณเท่าไหร่….? วันนี้พี่แมงโก้ได้รวบรวม 5 เมืองสุดฮิตสำหัรบนักเรียนไทยในการไปเรียนต่อป. โทมาให้น้องๆ ดูว่าแต่ละอย่างตกเดือนละเท่าไหร่ 

โดยเมืองที่พี่แมงโก้เลือกมามีเมืองที่มี Top Universities อยู่ด้วย ได้แก่เมือง London, Durham, Nottingham, Exeter, Coventry และ Bristol จ้าา  อาจจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการเลือกมหาลัยและเมืองของน้องๆ ได้เลยนะคะ 

พี่แมงโก้ได้แยกมาเป็น 5 หมวดหมู่ได้แก่: ค่าเช่า Apartment, Utility bills, Meal, Monthly transportation และก็สิ่งที่ขาดไม่ได้ Local beer ของประเทศอังกฤษค่าาา ถ้าอยากรู้แล้วว่าแต่ละที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างไรต่อเดือน ตามมาอ่านเลยจ้าา 

 

Apartment (Rent per month) : 1 Bedroom in City Centre 

London: 1,717.44 £

Durham: 650 £

Nottingham: 610.26 £

Exeter: 699.17 £

Coventry: 655.45 £

Bristol: 924.60 £

 

Utility bill (ค่าใช้จ่ายทั่วไปเช่นค่าน้ำค่าไฟ) 

London: 172.50 £ 

Durham: 235.83 £ 

Nottingham: 156.66 £ 

Exeter: 155 £ 

Coventry: 181.40 £ 

Bristol: 201.59 £ 

 

Transport (Monthly pass) 

London: 150 £ 

Durham: 55.11 £

Nottingham: 55.50 £

Exeter: 65 £ 

Coventry: 50.90 £ 

Bristol: 70 £ 

 

Meal ที่ร้านอาหารที่ไม่แพงมากต่อ 1 มื้อ 

London: 15 £

Durham: 11 £

Nottingham: 12 £ 

Exeter: 15 £

Coventry: 10 £ 

Bristol: 15 £

 

Local beer (0.5 litre bottle) 

London: 1.98 £ 

Durham: 1.68 £ 

Nottingham: 1.86 £ 

Exeter: 1.81 £ 

Coventry: 1.31 £ 

Bristol: 1.93 £ 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.numbeo.com/cost-of-living/ 

จากที่เห็นจากตัวเลข การใช้ชีวิตอยู่ในกรุงลอนดอนจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเมืองอื่นอยู่เล็กน้อยค่ะ แต่ใดๆ ก็ขึ้นอยู่กับ Lifestyle ของน้องๆ นะคะ และการจัดการการใช้เงินของเรา แถมน้องๆ ที่ไปเรียนต่อป.โทที่อังกฤษยังสามารถทำงาน Part-time ได้ด้วยนะ แต่ทำได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 20 ชม. เท่านั้นนะจ้ะ 

ใครทำกำลังแพลนไปเรียนต่อและอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามหาลัยไหนหรือเมืองไหนที่เหมาะกับเรา เข้ามาคุบกับพี่แมงโก้ได้เลยนะ ปรึกษาฟรี! ทุกขั้นตอนเลย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

5 เหตุผลที่ควรเลือกเรียนที่ Queen Mary University of London


น้องคนไหนที่อยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษและอยากอยู่ในเมืองลอนดอน Queen Mary University of London ก็เป็นหนึ่งในมหาลัยที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ และเป็นมหาลัยที่โด่งดังเรื่องสาขากฏหมายอีกด้วย! วันนี้ พี่แมงโก้ได้รวบรวม 5 เหตุผลที่ควรเลือกเรียนที่ Queen Mary University of London ถ้าอยากรู้แล้วว่ามหาลัยนี้ดียังไง ตามมาอ่านเลยยย~! 

(QMUL Campus) 

 

1.Campus Area – ต้องบอกก่อนว่าที่ประเทศอังกฤษ มหาลัยส่วนใหญ่จะเป็นตึกและไม่ได้มีพื้นที่ของตัวมหาลัยมากนัก อาจจะทำให้ทำกิจกรรมไม่ค่อยสะดวก แต่ที่ Queen Mary University of London เป็น Real campus ที่ตั้งอยู่ในลอนดอน หากน้องๆ ต้องการทำกิจกรรมในมหาลัย บอกเลยว่ามีพื้นที่เยอะแยะมากมาย! เข้าไปในมหาลัยแล้วไม่เหงาอย่างแน่นอนจ้าา 

(QMUL Campus) 

  1. Zone 2 ของกรุงลอนดอน – บอกเลยว่าน้องๆ ที่อยากอยู่ในกรุงลอนดอน มหาลัยตั้งอยู่ใน Zone 2 ของลอนดอน ถือว่าเป็นโซนในเมืองเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทางเลยค่ะ สะดวกอย่างแน่นอน ในลอนดอนจะมีการแบ่ง Zone ในการเดินทางที่ใช้ Tube (Zone 1-6) และลอนดอน Zone 2 ถือว่าอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว เดินทางไปไหนต่อไหนง่ายมากๆ เลยค่ะ และรอบๆ มหาลัยยังมีหอพักมากมายให้ได้เลือกอยู่ ภายในตัวมหาลัยเองก็มีหอพักราคาน่ารักๆ ให้น้องๆ เลือกอีกเช่นกัน 

 

(โซนต่างๆ ของ London จะถูกแบ่งตามภาพเลยค่ะ) 

 

  1.  London’s Destinations – การที่ Queen Mary University of London ตั้งอยู่ใน Zone 2 ของอังกฤษก็หมายความว่า หากน้องๆ อยากไปเที่ยวที่ชิคๆ ฮิปๆ ของลอนดอน ก็เดินทางง่ายมากกกกกก และไม่ไกลมากอีกด้วย โซนวัยรุ่นอย่าง Shoreditch, Hackney และ Hoxton ก็อยู่ไม่ไกลเลยนะจ้ะ ช้อปให้หนัมใจไปเลย! 

โซน Shoreditch ถือว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งแห่งใหญ่เลย ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้าวินเทจ หรือในบางวันที่มีการจัด Flea Market เช่นตลาด Brick Lane ที่มีของมาขายมากมายหลายสิ่ง รวมไปถึงศิลปะกลางแจ้ง บอกเลยว่ามาที่ Shoreditch แล้วเพลินทั้งวันแน่ๆ ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่มากมายให้น้องๆ ได้นั่งชิวถ่ายรูปเก๋ๆ อีกด้วยนะ! ฮิปสเตอร์สุดๆ ไปเลย

(Shoreditch)

 

อีกโซนฮิปๆ คือ Hoxton ที่อยู่ไม่ไกลจาก Shoreditch เลยย เป็นแหล่งที่มีศิลปะอยู่ทั่วไปเลย มีทั้ง Art Galleries และร้านอาหาร คาเฟ่ แถมบาร์ต่างๆ ให้น้องๆ ได้เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เรื่อง Night life แถว Hoxton ก็มีทั้งบาร์ ทั้ง Club เลย เลือกเที่ยวตามใจชอบเลยจ้า 

 

(Hoxton) 

  1. มหาลัยในเครือ University of London – Queen Mary University of London เป็นส่วนหนึ่งของ University of London มหาลัยในเครือ University of London ก็จะมี UCL, King’s College London, Queen Mary และ Royal Holloway เป็นต้น นักศึกษา QMUL จึงสามารถเข้าไปใช้ห้องสมุดของมหาลัยในเครือได้  นอกจากนั้นยังสามารถจองหอในเครือของ University of London หรือ Intercollegiate Hall ได้อีกด้วยน้าาา (https://halls.london.ac.uk)

(Study Room) 

 

(University of London’s Library at Senate House) 

 


ส่วนตัวมหาลัย Queen Mary University of London เป็นหนึ่งในมหาลัยใน Russell Group กลุ่มมหาลัยที่จัดว่าเป็น Top 24 universities ของประเทศอังกฤษ ถูกตั้งให้เป็นมหาลัยชั้นนำ รวมไปถึงมีชื่อเสียงเป็นเลิศด้านการวิจัยอีกด้วย ถือว่า Queen Mary University of London เป็นมหาลัย Top ranked เลยทีเดียว 

 

  1. หลักสูตรหลากหลาย – น้องๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องหลักสูตรเลย เพราะที่ Queen Mary University of London มีหลักสูตรมากมายให้น้องๆ ได้เลือกเรียน ตอบโจทย์แน่นอน และน้องๆ คนไหนที่อยากเรียนต่อในด้าน Law school ที่ QMUL มีหลักสูตรที่ได้ ก.ต. รับรองมากที่สุดในประเทศอังกฤษเลยนะ สาขาอื่นๆ ที่โด่งดังก็จะเป็น Business school ด้าน Data Analytics, Information System, Engineering และนอกจากนั้นยังมีสาขา Medicine และ Dentistry ที่โด่งดังอีกเช่นกัน 

 

Queen Mary University of London ตอบโจทย์มากๆ เลยน้าาสำหรับน้องๆ ที่อยากใช้ชีวิตอยู่ในกรุงลอนดอน ได้ทั้งเที่ยวทั้งเรียนเลย อยากไปเรียนต่อที่ Queen Mary University of London ปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยจ้า ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ เลยย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

รวม 6 เมืองในอังกฤษที่ค่าครองชีพเป็นมิตรสำหรับนักศึกษา!


 

เรียนต่ออังกฤษแบบประหยัด ไปอยู่เมืองไหนดีน้าา?

วันนี้พี่แมงโก้รวบรวม 6 เมืองในอังกฤษที่ค่าครองชีพถูกสุดๆ สำหรับน้องๆ นักศึกษา แถมมหาลัยในเมืองต่างๆ ที่เป็นมหาลัย Top ranked อีกด้วยนะ! เมืองที่ค่าครองชีพแสนถูกมีอะไรบ้าง? มาดูเลยดีกว่า~!

 

1. Nottingham – ที่ตั้งของมหาลัย University of Nottingham เป็นเมืองที่มีสีสัน แถมยังเป็น The best night life city ในอังกฤษอีกด้วยน้าา บอกเลยว่าขาปาร์ตี้ต้องรักเมืองนี้

2. Durham – Durham University เป็นอีกหนึ่งมหาลัยที่หลายๆ คนหมายปอง บอกเลยว่า Durham เป็นเมืองที่น่ารักมากๆ ขนาดไม่ใหญ่มากและเงียบสงบ แถมค่าครองชีพในเมืองยังไม่แพงมากอีด้วย

3. Newcastle – ที่ตั้งของมหาลัยโด่งดังอย่าง Newcastle University เป็นเมืองที่ไม่เล็กไม่ใหญ่แต่มีทุกอย่างพร้อม น้องๆ ไม่ต้องกลัวเหงาเลยเพราะในเมืองมีที่ให้เที่ยวอย่างแน่นอน และไม่แพงเท่าในลอนดอนอีกด้วยนะ

4. Exeter – เมืองของ University of Exeter เป็นเมืองขนาดกลางที่เหทาะสำหรับน้องๆ ที่อยากหนีความวุ่นวานของเมืองใหญ่ เพราะ Exeter เป็นเมืองที่มีนักศึกษาอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ของต่างๆ ในการใช้ชีวิตเลยไม่แพงมาก

5. Bristol – เมืองแห่งเทศกาลอย่าง Bristol มีมหาลัย Russell Group อย่าง University of Bristol ตั้งอยู่ด้วยนะ! อีกมหาลัยนึงที่น่าสนใจมากๆ ที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้เช่นกันคือ University of the West of England อีกด้วยย! Bristol เป็นเมืองที่มีศิลปะ street art อยู่มากมาย เพราะเป็นบ้านเกิดของ Banksy ไม่แพงแถมยังน่าเที่ยวอีกด้วย

6. Kent – ตั้งอยู่ในเมือง Canterbury และยังเป็นที่ตั้งของ University of Kent ด้วยนะ! บอกเลยว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่แสนน่ารัก ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนก็สวย อบอุ่นไปหมด ค่าครองชีพก็ไม่แพงอีกด้วยย

ข้อมูลอ้างอิง: https://www.totallymoney.com/content/best-university/

น้องๆ ที่อยากไปเรียนต่ออังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าไปที่ไหนดี พี่แมงโก้ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ เลยย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

รีวิวเมือง Bristol | ที่ตั้งมหาลัย U of Bristol และ UWE


 

พี่แมงโก้พามาดูเมือง Bristol เมืองที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ และยังเป็นที่ตั้งของ University of Bristol และ UWE สองมหาลัยชื่อดังที่ได้รับความนิยมทั้งจากชาวอังกฤษและนักเรียนต่างชาติ ไปดูกันดีกว่าว่า 1 วันใน Bristol จะเป็นยังไง

 

Bristol Temple Meads Station

มาเริ่มกันที่สถานีรถไฟประจำเมืองบริสตอลกันก่อน ถ้าเรานั่งรถไฟจากใจกลางกรุงลอนดอน ที่สถานี Paddington ก็จะใช้เวลาแต่ 1 ชั่วโมง 20 นาที ก็จะถึงสถานี Bristol Temple Meads ที่อยู่กลางเมืองแล้ว ระหว่างทางก็จะผ่านเมืองท่องเที่ยวสุดฮิตอย่าง Bath และใช้เวลานั่งรถไฟจาก Bath มา Bristol แค่ 15 นาทีเท่านั้น!

 

 

Clifton Suspension Bridge

สะพานแขวนขนาดใหญ่ที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำ Avon เป็นตัวเชื่อมระหว่างเมือง Bristol กับ North Somerset เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 1864 เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองที่ใครมาเมืองนี้ก็ต้องไม่พลาดที่จะมาถ่ายรูปเช็คอินกัน และยังเป็นเหมือนตัวแทนของงานโครงสร้างทางด้านวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ของเมืองนี้ ทำให้หลักสูตรด้าน Engineering ของ University of Bristol โด่งดังเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆคน และในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี จะมีงาน Bristol International Balloon Fiesta งานบอลลูนระดับนานาชาติที่เมืองบริสตอล โดย Clifton Suspension Bridge เป็นจุดชมวิวบอลลูนที่สวยที่สุดในเมืองเลยนะ

 

 

Clifton park garden

สวนสาธารณะใกล้ๆกับ Clifton Suspension Bridge ที่ที่คนในเมือง Bristol นิยมมาพักผ่อนนั่งเล่นในช่วงหน้าร้อน ในวันที่อากาศดีๆ เพราะมองออกไปจะเห็นวิว Clifton Suspension Bridge ที่สวยสุดๆไปเลย

 

 

Bristol City Hall

เพราะ Bristol ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรือง ทำให้เมืองถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่ดูยิ่งใหญ่และสวยงามอย่างมาก โดย Bristol City Hall คือตึกว่าการประจำเมือง ที่เป็นอาคารโค้งที่มีดีเทลเล็กๆน้อยๆอยู่เต็มไปหมด อย่างเช่น ยูนิคอร์นแปะทองที่ปลายสุดบนหลังคามุมตึก นาฬิกาที่ตัวอาคารที่เป็นสีฟ้าและสีทอง ก็ใช่สัญลักษณ์แต่ละราศีแทนตัวเลข

 

 

 

University of Bristol

ตึกหลักประจำมหาลัยบริสตอล ที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมโกธิค ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการ และยังเป็นอาคารที่นักเรียน Law School ของ University of Bristol ใช้เรียนกันจริงๆในปัจจุบันอีกด้วย

 

 

Statue of Neptune

จัตุรัสกลางเมืองที่มีรูปปั้นของเนปจูน หรือ เทพโพเซดอน อันเป็นสัญลักษณ์ของอดีตเมืองท่าที่มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต ถึงตอนนี้ Bristol จะไม่ได้เป็นเมืองท่าแล้ว แต่ก็ได้แปลสภาพมาเป็นเมืองที่อยู่อาศัยของคนอังกฤษ ที่ได้รับการจัดอันดับว่าน่าอยู่ที่สุดในประเทศ

 

The Arcade

แหล่งรวมร้านค้าใจกลางเมืองตั้งแต่สมัยปี 1825 มีลักษณะคล้ายๆกับ Burlington Arcade ที่ Mayfair ใจกลางกรุงลอนดอน ที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งสุดหรูที่มีมาเป็นร้อยปี ใครเบื่อห้างแบบเดิมๆ ไปเดินช็อปปิ้งที่นี่ได้เลย ตั้งอยู่ในย่าน Cabot Circus เหมือนกัน

 

 

Cabot Circus

ย่านช็อปปิ้งประจำเมือง ที่มีทุกแบรนด์ให้เลือกช็อปจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น Zara , Topshop, Pandora, H&M, Victoria Secret ไปจนถึงห้างหรูคู่ปรับตลอดกาลของ Harrods อย่าง Harvey Nichols ที่เมืองนี้ก็มีนะ คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ว่าย่านช็อปปิ้งที่เมือง Bristol นี้ดีขนาดไหน

 

เป็นไงกันบ้างคะ กับสถานที่น่าสนใจต่างๆในเมือง Bristol สมชื่อความเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในอังกฤษมั้ย สำหรับพี่แมงโก้ ที่นี่เป็นเมืองที่เจริญมากๆ มีที่ให้ช็อปปิ้งไม่แพ้ลอนดอนเลย ต่างกันก็ตรงที่ปลอดภัยกว่ามาก แถมยังเดินทางสะดวก ไม่ต้องไปเบียดกับใครใน Tube อีกต่างหาก

ใครอยากใช้ชีวิตเด็กป.โทที่ University of Bristol หรือจะเป็น University of the West of England ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ได้เลย ไปเรียนตอนนี้ยังทันนะจ๊ะ 

10 อาชีพของเด็กจบ Computer Science


ในยุค Digital ที่เราอยู่นี้ อะไรๆก็ดูทันสมัยไปหมด และทุกคนก็ให้ความสำคัญกับ Big Data จนขนาดที่บางคนบอกว่า “Data is Everything” เพราะทุกอย่างได้เกี่ยวข้องกับข้อมูลไปหมดแล้ว และสิ่งที่จะจัดเก็บและประมวลข้อมูลออกมาได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคอมพิวเตอร์ นี่คงเป็นสาเหตุว่า ทำไมหลักสูตร Computer Science จึงฮอตฮิตติดชาร์ตมากตอนนี้

จริงๆแล้วหลักสูตรที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยังมีอีกมากมาย แยกย่อยไปอีกเยอะมาก ซึ่งพี่แมงโก้จะขอมาอธิบายขยายความใน Blog หน้านะคะ ส่วน Blog นี้พี่แมงโก้อยากจะโฟกัสไปจุดหมายปลายทางของการเรียน นั้นก็คือ จบ Com Sci แล้วจะไปทำงานอะไรได้บ้าง โดยรวบรวมออกมาเป็น 10 อาชีพให้น้องๆได้ลองศึกษาดูนะคะ ว่ามีอะไรที่เราอยากทำรึป่าว งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

  1. Software Developer

คือคนที่สร้าง และพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ อย่างเช่น มีคนอยากสร้าง Application เรียกรถแท็กซี่ Software Developer จะเป็นคนตั้งต้นที่เป็นคนคิดว่า Application นี้จะทำงานอย่างไร รวมถึงคอยพัฒนา ตรวจสอบ และแก้ไขจุดบกพร่อง เหมือนที่เราเหล่าผู้ใช้จะเห็นได้จากการที่เราต้องคอย Update Application อยู่เสมอๆ โดยคนที่จะมาเป็น Software Developer ได้นั้นจะต้องเขียน Code หรือภาษาคอมพิวเตอร์ได้ รู้จักการจัดการแก้ปัญหาของซอฟท์แวร์อย่างสร้างสรรค์ รู้จัก Insight ของ End Users ซึ่งเป็นผู้ใช้แอพ และสามารถทำให้แอพตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี และมีปัญหาน้อยที่สุด

  1. Database Administrator

คือคนที่ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และประเมินผลของข้อมูลที่ได้จะผู้ใช้งานในแอพพลิเคชั่น หรือโปรแกรมนั้นๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาและตีความความต้องการของผู้ใช้ ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมูลของผู้ใช้งานต่อไป Database Administrator มีหน้าที่คอยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล Database และคอบปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้ง่ายต่อผู้ใช้งานระบบ เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด

  1. Computer Hardware Engineer

เมื่อเรามี Software Developer แล้ว เราก็ต้องมี Hardware Engineer มาเป็นของคู่กัน เพราะ Computer Hardware Engineer จะทำหน้าที่ออกแบบ พัฒนา รวมถึงทดสอบระบบที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ต่างๆให้ใช้งานได้ดี เหมาะสมกับการใช้งาน คนที่จะมาเป็น Computer Hardware Engineer จะต้องมีความครีเอทีฟและมีความรู้ทางด้านเทคนิคเป็นอย่างดี จะต้องเป็นคนรักการเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปทุกนาที การเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยจะเป็นเพียงพื้นฐานเพื่อให้น้องๆนำไปต่อยอดในสาขาวิชาที่น้องๆทำงานต่อไปเท่านั้น เพราะ Hardware เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นที่ล้ำยุคและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และก็เหมือนกับคนอื่นๆในสายงานนี้ ที่จะต้องมีการทดสอบ แก้ไข และพัฒนา Hardware อยู่ตลอดเพื่อให้สามารถทำงานได้ดีกับโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นที่จะนำไปใช้ด้วย

  1. Computer Systems Analyst

ทำหน้าที่เหมือนเป็นคนตรวจสอบระบบขององค์กร และแนะนำว่าควรจะใช้ Software และ Hardware ให้ไปในทิศทางไหนที่จะทำให้ระบบขององค์กรทำงานได้ประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากเป็นคนที่มีหน้าที่ตรวจสอบแล้ว ยังมีหน้าที่สื่อสารให้คนในองค์กรเข้าใจว่าทำไมต้องปรับเปลี่ยนทั้ง Software และ Hardware รวมถึงถ่ายทอดและอธิบายให้คนอื่นๆในองค์กรที่อาจจะไม่เข้าใจในระบบ IT ได้มีความรู้และเข้าใจถึงปัญหา เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของทั้งคนและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน นอกจากนี้คนที่เป็น Computer Systems Analyst ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวองค์กรที่ทำงานอยู่ รวมถึงด้านธุรกิจด้วย เพื่อนำความรู้ความเข้าใจนั้น มาใช้พัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นไป โดนตำแหน่งนี้จะคล้ายกับ Business Analysts หรือ Business Systems Analysts

  1. Computer Network Architect

ทำหน้าที่ออกแบบ นำมาปรับใช้ และบำรุงรักษา ระบบ Networking และระบบการสื่อสารข้อมูล ทั้งในระบบ Network ภายในและภายนอก รวมถึงระบบ Internet ในวงกว้าง โดยคนที่เป็น Computer Network Architect มีความจำเป็นที่จะต้องมีการคิดวิเคราะห์ที่ดี และเป็นเหตุเป็นผล รวมถึงสามารถประเมินความสามารถของระบบได้เป็นอย่างดี จะต้องรู้จักทั้งความต้องการขององค์กรที่ต้องการจะแชร์ข้อมูลและสื่อสารกับลูกค้าในวงกว้างด้วย โดยคนที่ทำงานในตำแหน่งนี้จะต้องรู้จักโปรดักท์และเซอร์วิสขององค์กรเป็นอย่างดี ร่วมถึงจะต้องเทสระบบก่อนที่จะนำมาใช้จริง เพื่อให้การทำงานของระบบเป็นไปอย่างไหลลื่นและดีที่สุดเมื่อถึงมือผู้ใช้บริการแล้ว

  1. Web Developer

เป็นคนที่ทำหน้าที่สร้างโครงสร้าง Website และรวมถึงแก้ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานเว็บไซท์ เช่น การเข้าถึงหน้าเว็บไซท์ ความเร็วในการโหลดหน้าเพจนั้นๆ และยังเป็นคนคอย monitor จำนวนคนใช้งานเว็บไซท์ จำนวนคนเข้าเพจ รวมถึงหาข้อมูลว่าคนเข้าเพจจากทางไหนและจะทำยังไงให้ผู้ใช้เข้าถึงเพจได้มากที่สุด จาก insight ของผู้เข้าใจเพจจากข้อมูลหลังบ้าน รวมถึงนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานและเพิ่มปริมาณคนเข้าเพจด้วย

  1. Information Security Analyst

ทำหน้าที่สร้างระบบที่แข็งแรงปลอดภัย เพื่อไม่ให้ Hacker สามารถเจาะเข้ามาขโมยข้อมูล หรือทำลายระบบได้ โดย Information Security Analyst จะต้องทำหน้าที่ research เทรดของ Data security รวมถึงคอยเทสระบบ (PEN-Test) เพื่อหาช่องโหว่ และเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะสามารถนำมาพัฒนาการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบขององค์กรได้

  1. Computer and Information Research Scientists

เป็นผู้ประดิษฐ์คิดคน และดีไซน์โปรแกรมจากเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน พูดง่ายๆก็คือ เป็นคนที่นำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในโลกธุรกิจ การแพทย์ วิทยาศาสตร์และความรู้สาขาอื่นๆ นัก Computer and Information Research Scientists ยังมีหน้าที่ในการเขียน algorithms ที่ใช้ในการตรวจสอบและวิเคราะห์รูปแบบของข้อมูลในวงกว้าง และความรู้แขนงนี้ สามารถนำไปใช้เขียนโปรแกรมสั่งงานหุ่นยนต์ต่างๆได้อีกด้วย

  1. Computer and Information Systems Managers

มาถึงตำแหน่งในระดับเมเนเจอร์ ที่มีหน้าที่คอยวิเคราะห์ความต้องการเทคโนโลยีขององค์กร ก้าวทันโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับระบบจัดการข้อมูลและองค์กรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องเป็นคนที่มีความรู้รอบด้าน ทั้ง Software Hardware Networking และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อการตัดสินใจลงทุนไปกับเทคโนโลยีนั้นๆได้อย่างเหมาะสม นอกจากความรู้รอบด้านในเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องนำเสนองานเป็น สื่อสารรู้เรื่อง และมีความเป็นผู้นำเพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านไอทีในบริษัทด้วย

  1. IT Project Manager

ตำแหน่งเมเนเจอร์ที่ดูภาพองค์รวมของแผนกไอที เป็นคนคุมและนำทางทั้ง Programmer และ Analysts ที่อยู่ในแผนกไอทีทั้งหลายให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบลื่น และให้โปรเจคงานนั้นๆสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาของทั้งองค์กรตัวเองและบริษัทลูกค้า รวมถึงเสนอทางแก้ไข และข้อเสนอแนะต่างๆเพื่อให้เกิดการพัฒนาสูงสุด เพราะฉะนั้นสกิลทางด้านสื่อสารจำสำคัญสำหรับตำแหน่งนี้มาก ไม่แพ้สกิลความรู้ทางด้านเทคนิคต่างๆเลย

และนี่ก็คือ 10 อาชีพยอดฮิตของคนที่เรียนทางด้าน Computer Science มา บางทีก็รับตั้งแต่เด็กจบปริญญาตรี ส่วนน้องๆคนไหนที่มีประสบการณ์ทำงานพอตัวแล้ว อยากจะไปเรียนต่อในด้านเฉพาะทางยิ่งขึ้น ที่ประเทศอังกฤษก็มีสาขาวิชาแยกย่อยมากมายให้น้องๆได้ไปเรียนเพื่อกลับมาเป็น specialist ในด้านนั้นๆได้เลยนะคะ เดี๋ยว Blog หน้าพี่แมงโก้จะมาแนะนำคณะสำหรับน้องๆ Com Sci กัน ว่ามีหลักสูตรไหนให้เรียนบ้าง

ถ้าใครอ่านอาชีพแล้วอยากไปเรียนต่อเลยก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยนะจ๊ะที่ Line: @mangolearning หรือจะโทรมาคุยกันก็ได้ที่ 02-129-3313 พี่แมงโก้ไม่ติดเรื่องให้คำปรึกษาจ้า

รีวิว Nottingham Trent University มหาวิทยาลัยขึ้นชื่อเรื่อง Fashion+Business


มหาวิทยาลัย Nottingham Trent ตั้งอยู่ในเมือง Nottingham เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัย เพราะประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยถึง 2 แห่งด้วยกัน (อีกที่หนึ่งคือ University of Nottingham) โดย Nottingham Trent University จัดว่าเป็นกลุ่ม Modern University และยังได้รับเลือกให้เป็น The Best Modern University of  The Year 2018 จาก The Times and Sunday Times Good University Guide นอกจากนี้ยังมีหลายรางวัลที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้รับ นั่นก็คือ University of the Year 2019 จาก The Guardian และ Winner University of The Year 2017 จาก The Higher Education ซึ่งทั้ง 3 สำนักนี้ได้ชื่อว่าเป็นสำนักที่จัดอันดับการศึกษาชื่อดังที่เชื่อถือได้

นอกจากรางวัลเหล่านี้แล้ว Nottingham Trent University ยังได้รับการจัดอันดับการเรียนการสอนจากกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษ Teaching Excellence Framework หรือ TEF ในระดับ Gold ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เป็นเครื่องการันตีคุณภาพการเรียนการสอนของที่นี่ได้เป็นอย่างดี คณะที่โดดเด่นมากของ Nottingham Trent University จะเป็นคณะทางสาย Art, Design and Fashion โดยเฉพาะ Fashion ที่นี่โด่งดังมาก มีหลักสูตรที่ค่อนข้างเฉพาะทางอย่าง Fashion Design, Textiles หรือเป็น Knitwear ซึ่งมีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมมาก ๆ สำหรับนักเรียน ให้ได้ลองผลิตผลงานเสื้อผ้าออกมาจริง ๆ

นอกจากนี้นักเรียนในชั้นคนไหนที่มีผลงานโดดเด่นจะได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงโชว์ผลงานของตัวเองที่ London Fashion Week อีกด้วย และสำหรับใครที่อยากเรียน Fashion + Business ก็มีหลักสูตรอย่าง International Fashion Business หรือว่าจะเป็น Fashion Marketing ก็มี โดย Programme Director ของหลักสูตร MA International Fashion Business “Alexandra Hanford” เป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูง เคยผ่านการทำงานที่ Valentino, Burberry, Mark&Spencer รวมถึงเคยเปิดบริษัทคอนเซาท์ด้านการดีไซน์ของตัวเองมาแล้วเป็นเวลา 15 ปี เรียกได้ว่าผ่านงานในวงการแฟชั่นมาตั้งแต่ Huate Couture, High Luxury Brand ไปจนถึงตลาด Retail มาแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า เรียน Fashion ไปเรียนที่ London น่าจะดี แต่ที่ Nottingham นี้หลายคนไม่รู้ว่าก็เป็นเมืองแห่ง Fashion เหมือนกัน ในยุค 80 เมืองแห่งนี้บูมเรื่องแฟชั่นมากๆ โดยตำนานแห่งวงการแฟชั่นอังกฤษอย่าง Sir Paul Smith ก็เริ่มธุรกิจแฟชั่นของเขาที่เมืองแห่งนี้ และยังเป็นที่ตั้งของ Paul Smith Flagship Store ด้วย นอกจากนี้ Sir Paul Smith ยังให้ทุกกับนักเรียนแฟชั่นของ Nottingham Trent University ทุกปีอีกด้วย

nottingham-00_00_01_03-still001

สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของเมือง Nottingham ก็เอื้อแก่การศึกษาเป็นอย่างมาก คือมีทุกอย่างครบ ทั้งที่ช๊อปปิ้ง ร้านอาหาร ร้านค้า การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย มีทั้งรถเมล์ รถไฟ รถราง (Tram) รวมถึงจักรยานให้เช่าตามจุดต่างๆ เรียกได้ว่าครบจบในตัวเลย เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยในเมืองสวยและสงบแบบพอดีๆ ที่น่ามาเรียนต่ออย่างมาก


น้อง ๆ คนไหนสนใจมาเรียนต่อที่ Nottingham Trent University ติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยให้ประเทศอังกฤษ ได้ที่นี่เลย Line:@mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 พี่แมงโก้ยินดีให้คำปรึกษาฟรี !! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยนะค้า

รีวิว 10 ร้านชานมไข่มุกในลอนดอน ที่คอชาไข่มุกไม่ควรพลาด


ชานมไข่มุกไม่ใช่เครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมอย่างสูงเพียงแค่ในประเทศไทย และแถบเอเชียเท่านั้น แต่ในฝั่งอังกฤษ ก็นิยมทานชาไข่มุกกันมากเหมือนกัน ดูได้จากร้านชานมไข่มุกที่ผุดขึ้นมาอย่างมากมายในตัวเมืองลอนดอน อาจจะเป็นเพราะมีชาวเอเชียไปอาศัยอยู่อังกฤษเป็นจำนวนมากก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ใครไปเรียนต่ออังกฤษไม่ต้องกลัวอดชาไข่มุกค่ะ วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำ 10 ร้านชาไข่มุกเจ้าเด็ดที่น่าไปลองกัน!

1. Coco Fresh Tea and Juice ร้านชานมไข่มุกเจ้าดังจากไต้หวันที่เปิดมาแล้วกว่า 22 ปี และมีสาขามากมายทั่วโลก รวมทั้งที่ไทยและอังกฤษด้วย โดยที่ลอนดอนมี 2 สาขาอยู่ที่ China town สาขาหลักที่ขึ้นชื่อเรื่องคนเยอะ คิวยาว บางทีอาจต้องรอคิวถึงเกือบชั่งโมงเลยทีเดียว ส่วนอีกสาขาที่เล็กลงมาหน่อยจะอยู่ที่หน้า British Museum ซึ่งถ้าใครไปตอนที่มิวเซียมปิดแล้วคนจะน้อยมาก ไม่ต้องต่อแถวเลย ส่วนเมนูก็เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ใครชอบทานที่ไทยแบบไหนก็ไปสั่งทานกันที่อังกฤษได้เลย

2. Yifang Fruit Tea เป็นอีกหนึ่งร้านชานมต้นตำหรับจากประเทศไต้หวันดินแดนแห่งชานม ที่ขยายสาขามาไกลถึงลอนดอน ตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามร้าน Coco ใน China Town เลย ถ้าใครรอต่อคิวยาวที่ร้าน Coco ไม่ไหวก็มาซื้อชานมไข่มุกที่ร้านนี้ก็ได้ เมนูชื่อดังของร้านนี้ก็คือ Tiger Milk ที่เป็นไข่มุกต้มในน้ำตาลทรายแดงจนเข้าเนื้อ เสิร์ฟคู่กับนมสดรสชาติกลมกล่อมไม่หวาน เพราะเราจะได้ความหวานจากไข่มุกน้ำตาลทรายแดงอยู่แล้ว ส่วนเมนูชาผลไม้อื่นๆเค้าก็มีขายนะคะ อยากชา Yifung Fruit Tea ที่เป็น Signature ของร้าน ใครสนใจมาลองกันได้

3. Woo Tea London ร้านชาน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี 2019 นี่เอง แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากดูได้จากคิวของคนที่มาต่อแถวรอซื้อที่ยาวเลยออกมานอกร้าน Woo Tea ยังคงตั้งอยู่ในเขต China Town ที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหารและของเอเชีย รวมทั้งชานมไข่มุกก็ด้วย เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือชานมสูตรของทางร้านที่เข้มข้นหวานมันไม่แพ้ใคร รวมถึงชาผลไม้ก็เด็ด เมนูที่แนะนำให้ลองสำหรับคนที่ชอบชาผลไม้ก็คือ Lychee Woo Tea ที่ทานแล้วให้ความสดชื่นได้ดีในหน้าร้อนที่อังกฤษ

4. T4 (Tea For You) ร้านชาชื่อแปลกที่มีคิวยาวไม่แพ้ร้านไหนๆ อาจเพราะตั้งอยู่ในโซนช๊อปปิ้งของลอนดอน ระหว่างห้างใหญ่ 2 ห้างคือ Westfield White City และ Stratford ซึ่งเป็นห้างที่คนโลคอลนิยมมาจับจ่ายซื้อของ ที่นี่มีชาให้เลือกหลายแบบ ทั้งชาอู่หลง ชาดำ ชามะลิ ทั้งหมดนี้จะใส่นมด้วย และเลือกใส่ท็อปปิ้งได้ ไม่ว่าจะเป็นไข่มุก เจลลี่กาแฟ หรือเฉาก๊วยก็มีให้เลือกใส่ตามความชอบเลย เมนูเด็ดที่อยากให้ลองกันก็คือ ชานมใส่เจลลี่กาแฟ เลือกเพิ่มหรือลดความหวานได้ตามใจชอบด้วยน้า

5. Gonuts boba tea ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟใต้ดิน Holloway Road และใกล้กับ London Metropolitan University ทำให้ร้าน Gonuts Boba Tea เป็นร้านประจำของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้ รวมถึงนักเรียนที่พักอาศัยอยู่ใกล้ๆด้วย การันตรีความชื่นชอบร้านนี้ของคนแถวนี้ด้วยคะแนนรีวิวสูงสุดในบรรดาร้านชานมไข่มุกในลอนดอนจาก Google Review ด้วยความที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย และกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักเรียนนักศึกษา ทำให้ราคาเครื่องดื่มไม่แรงมากใครอยากมาลองรสชาติที่เป็นที่ถูกใจของวัยนักศึกษาที่อังกฤษก็ปัดหมุดร้านนี้ได้เลยค่ะ

6. Xingfutang Bubble milk tea ร้านชานมไข่มุกเจ้าใหม่ล่าสุดของลอนดอน ที่กวนไข่มุกให้ดูกันสดๆหน้าร้านเลย แถมคิวก็ยาวใช้ได้ เพราะชานมรสเข้มข้น หรือจะทานเป็นนมสด ใส่ไข่มุกน้ำตาลทรายแดงกวนสดๆนุ่มมากๆ พร้อมกับท็อปด้วยครีมชีสที่มีการเบิร์นให้ได้กินหอมๆของน้ำตาลไหม้เหมือนฟีลขนม Crème brûlée ใครอยากไปลองพิกัดอยู่ที่ Soho แอบกระซิบมาว่า น้องๆจากแมงโก้ที่เป็นเข้าของเพจอาหารชื่อดังใน Instagram อยาก @Dessert.time การันตรีความอร่อยของร้านนี้มาแล้ว

7. Happy Lemon ร้านชาเจ้าดังจากไต้หวันที่มีโลโก้แสนน่ารักเป็นเด็กหัวเลม่อน และมีสีหลักในการตกแต่ร้านเป็นสีเหลืองที่สื่อถึงความ Happy ได้เป็นอย่างดี และร้านนี้ก็ยังคงเป็นอีกร้านที่ตั้งอยู่ให้เขต China Town เมนูที่แนะนำก็คือ Rock Salt Cheese ที่เป็นชาเขียวไม่ใส่นมและไม่หวาน ท็อปด้วยครีมชีสสุดเข้มข้นพร้อมโรยเกลือทะเลมาเล็กน้อยเพื่อให้สัมผัสรสชาติที่หลากหลาย หรือจะเป็นชาผลไม้ที่นี่ก็มีให้เลือกหลายเมนู รวมถึงชานมไข่มุกก็ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นและไข่มุกรสอร่อยไม่แพ้ร้านไหนเลย

8. Biju Bubble Tea ร้านชานมที่คงคอนเซ็ปดื่มชานมอย่าง Healthy เพราะร้านนี้เลือกคัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี ทั้งนมก็เลือกใช้นมออร์แกนิค ใช้ผลไม้จริงในชาผลไม้ต่างๆเพื่อให้ได้รสชาติและความหวานจากผลไม่แท้ๆ จริงจังเรื่องชาขนาดที่ว่าไม่มีการชงชาค้างคืน แต่จะชงสดๆใหม่ๆ และมีชาดีๆให้เลือกทั้งอู่หลง ชาเขียว หรือชารอยบอสที่เป็นชาแดงจากแอฟริกาอันอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างการมากมาย พร้อมมีท็อปปิ้งซุปเปอร์ฟู้ดอย่าง Chia Seed ให้เลือกใส่ด้วย มีเมนูเพื่อคนรักสุขภาพอย่างน้ำมะพร้าวผสมน้ำสับปะรด ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชาวต่างชาติ แถมยังมีสาขาทั่วอังกฤษอยู่ถึง 3 สาขา ทั้งที่ Soho ในห้าง Westfield และ South Kensington ซึ่งแต่ละสาขาตกแต่งอย่างสวยงาม น่าเข้าไปนั่งจิบชาเกร๋ๆเป็นอย่างมาก

9. Chatime ร้านชาไข่มุกชื่อดังประจำกรุงลอนดอนที่เปิดมาอย่างยาวนาน ก่อนกระแสความฮิตของชานมไข่มุกในทุกวันนี้ซะอีก ต้นกำเนิดอยู่ที่ไต้หวันแต่สามารถขยายสาขาไปได้ทั่วโลก โดยมีสาขามากถึง 22 สาขาในประเทศอังกฤษ ทั้งในลอนดอนที่มีอยู่ถึง 8 สาขา ในทำเลหลักอย่าง Soho, China Town, Shoreditch และอื่นๆ รวมถึงต่างเมืองอย่างที่ Newcastle, Nottingham, Manchester หรือ Coventry ก็มีให้ได้ทานกัน ด้วยความที่เปิดมานาน เมนูก็จะหลากหลายและได้มาตรฐานเหมือนกันทุกสาขา ที่สำคัญใครอยู่เมืองอื่นก็หาทานกันได้ ไม่ต้องนั่งรถไฟถามถึงลอนดอนเท่านั้นถึงจะได้กินชานมไข่มุกนะคะ

Photos by: IG @tomjoyphoto

10. Bubbleology พูดถึงร้านชานมที่อังกฤษจะไม่พูดถึง Bubbleology คงไม่ได้ นี่เป็นร้านเดียวที่มีต้นกำเนิดจากชาวอังกฤษแท้ๆที่ชื่นชอบรสชาติชานมไข่มุกของทางเอเชีย จำได้นำวัฒนธรรมชานมไข่มุกมาสู่อังกฤษดินแดนแห่ง High tea อีกที ทำให้รสชาติเครื่องดื่มของ Bubbleology ทั้งหมดจะถูกปรับให้ถูกใจคนฝั่งยุโรป ตัวร้านเองก็เปิดมาอย่างยาวนาน จนมีสาขากระจายอยู่ทั่วเกาะอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นร้านชานมไข่มุกที่หากินได้ง่ายทีสุดในอังกฤษเลย ใครอยากลองชานมไข่มุกเวอร์ชั่นฝรั่งก็มุ่งไปที่ร้านนี้ได้เลยค่า

เป็นไงกันบ้างคะ กับ 10 ร้านชานมไข่มุกในลอนดอนที่พี่แมงโก้เอามาฝากกัน แถมยังมีร้านที่คนที่ไปเรียน Manchester Nottingham Newcastle หาทานได้ในเมืองอีกด้วย หรือน้องคนไหนไปเรียน University of Durham แล้วคิดถึงชานมไข่มุก ก็นั่งรถไฟเพียง 15 นาทีมาทาน Chatime ในเมือง Newcastle ได้เลย


ส่วนใครสนใจอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาวระดับปริญญาตรี โท เอก หรือ Summer School ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line:@mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ช่องทางไหนก็ได้ค่า
พี่แมงโก้ยินดีให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆน้า

Road trip to Cornwall


ไปเรียนอังกฤษทั้งที จะที่ยุโรปก็ใกล้ หรือจะเลือกเที่ยวในอังกฤษก็ง่าย เพราะที่อังกฤษมีอีกหลายเมืองให้เที่ยวมาก ๆ แถมแต่ละภาคของอังกฤษก็มีทัศนียภาพรวมถึงความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน รอให้น้องไปไปสัมผัสกันช่วงปิดเทอม หรือวันหยุดด้วยนะ

วันนี้พี่แมงโก้ได้ทริปน้อง ๆ จาก Kent (แคว้นที่ได้ชื่อว่าเป็น Garden of England)  อย่างน้องโอ๊ต นักเรียนป.โท Business Analytics ที่ University of Kent และเพื่อนอีก 3 คน มีวันหยุด 3-4 วัน เลยวางแผนไปเที่ยวทะเลทางใต้แถบ Bournemouth ยาวไปถึง Cornwall ดินแดนสุดขอบทะเลของประเทศอังกฤษ

Durdle Door

น้องโอ๊ตและเพื่อนเลือกการเช่ารถแล้วขับเที่ยวไปเรื่อย ๆ แทนที่นั่งรถไฟเพราะมีกันหลายคน จาก Canterbury ใช้เวลาประมาณ 3.30 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองตากอากาศยอดฮิตของอังกฤษอย่าง Bournemouth พร้อมสัมผัสวิวทะเลแบบหน้าผาที่สวยแปลกตา แล้วขับต่อไป Jurassic Coast ที่เที่ยวสำคัญใกล้เมือง Bournemouth แวะถ่ายรูปกับ Durdle Door หน้าผาหินที่ถูกน้ำทะเลเซาะจนมีรูปร่างเหมือนซุ้มประตูที่หาดูกันไม่ได้ง่ายๆ

Penzance

ขับรถลงใต้กันมาอีกประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ก็เข้าเขต Cornwall ที่เป็นแคว้นทางใต้สุดของอังกฤษที่ขึ้นชื่อว่ามีวิวแบบหน้าผาติดทะเลที่สวยงามมาก ๆ ถึงเมือง Penzance จุดหมายหลักในทริป Cornwall นี้ เมือง Penzance เป็นเมืองท่าของแคว้น Cornwall มีที่เที่ยวสวย ๆ อย่าง Minack Theater ที่เป็นโรงละครกลางแจ้ง ซึ่งเริ่มก่อสร้างโดยคุณป้า Rowena Cade กับคนสวนของเธอ เพียง 2 คนเท่านั้น เป็นอะไรที่ Amazing มาก ๆ ที่เที่ยวธรรมชาติอื่น ๆ ของเมือง Penzance ที่น้องโอ๊ตกับเพื่อน ๆ ไป ก็จะมี Hiking จนไปถึง Land&End แผ่นดินสุดท้ายติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกของ Cornwall ที่เราจะพบแผ่นดินต่อไปก็คือแผ่นดินของทางทวีปอเมริกาเลย เพราะฉะนั้นวิวทะเลจะสวยมากเป็นพิเศษ มองออกไปได้สุดลูกหูลูกตาจากจุดที่เรายื่นอยู่ ซึ่งเป็นหน้าผาหินที่ธรรมชาติสรรค์สร้างมาได้อย่างสวยงามมาก ๆ

Boscastle Habour

จากเมือง Penzance ก็ขับรถขึ้นเหนือเพื่อกลับเมือง Canterbury น้องโอ๊ตและเพื่อนแวะที่เมือง Boscastle Habour เมืองท่าเรือเล็ก ๆ ที่มีบรรยากาศชิว ๆ ให้ฟีลลิ่งเมืองชาวเลฉบับคนอังกฤษ บ้านเรือน ร้านร่วงเล็ก ๆ น่ารักที่มีวิวแบบเขาล้อมอ่าวเล็ก ๆ ที่คล้ายกับเป็นแม่น้ำแทรกเข้ามากลางเมือง เป็นจุด Check Point ถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด สไตล์การเที่ยวเมือง Boscastle จะเป็นแนว เดินชิวเที่ยวรอบเมือง และของขึ้นชื่อของเมืองแถบนี้ก็คือ ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารซีฟู้ดสด ๆ ที่ควรปักหมุดไว้แวะทานระหว่างทางขับรถกลับ Canterbury มีหลายร้านหลายราคาให้เลือกทาน น้องโอ๊ตกระซิบว่าใครจะแวะเมืองนี้ก็เตรียมตัวจองร้านอาหารกันก่อนได้เลย เพราะมีร้านที่แนะนำโดย UK Michelin Guide 2019 ด้วย

Roman Bath

ระหว่างทางกลับไป Canterbury น้องโอ๊ตก็ได้พาเราแวะเที่ยวเมือง Bath แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่ไม่ว่าใครมาอังกฤษก็ต้องมาแวะถ่ายรูปกับโรงอาบน้ำโบราณ หรือ Roman Bath เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่ง

Stonehenge

ที่เที่ยวสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์ก็คงหนีไม่พ้น Stonehenge กลุ่มหินโบราณที่ตั้งเรียงกันเป็นรูปวงกลม ที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่า ใครเป็นคนสร้าง Stonehenge และสร้างมาทำไม แต่ที่แน่ๆ Stonehenge ก็ได้กลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจจรย์ของโลกที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเยี่ยมชม รวมถึงตัวน้องโอ๊ตก็ไม่พลาด Landmark ของประเทศอังกฤษแห่งนี้ เป็นการปิดท้ายทริปจาก Kent สู่ Cornwall ได้จบสมบูรณ์อย่างสวยงาม เป็นการปิดท้ายทริปจาก Kent สู่ Cornwall ได้จบสมบูรณ์อย่างสวยงาม

Tips: ถ้าใครคนน้อย หารค่าเช่ารถกันมาไม่คุ้ม หรือไม่ได้ทำใบขับขี่สากลมา แนะนำให้นั่งรถไฟเที่ยวตามทริปนี้ก็ได้ เริ่มจากขึ้นรถไฟสาย Southeastern จากสถานี Canterbury West มาลอนดอน ลงสถานี Waterloo แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย South Western Railway ไปลงที่สถานี Bournemouth เพื่อนั่งรถต่อไปที่ Doodle Door ได้เลย จากนั้นจะวางแผนนั่งรถไฟต่อไปยัง Cornwall แวะลงตามสถานีต่าง ๆ ที่ใกล้กับที่เที่ยวด้านบนได้เลย Search หาเส้นทางจาก Google Map และจองรถไฟล่วงหน้าจาก www.nationalrail.co.uk เพื่อตั๋วที่ถูกลงไปอีกได้เลย

*แถมอีกนิดว่าใครนั่งรถไฟมาอาจจะได้แวะเที่ยว London ด้วยก็ได้ เพราะยังไงก็เป็นทางผ่านที่ต้องมาลงรถไฟใจกลางกรุงลอนดอนอยู่แล้ว เรียกได้ว่า ทริปเดียวเที่ยวหลายเมือง กันไปเลยชิค ๆ ค่ะ


ใครอยากมาเรียนอังกฤษ ไม่ว่าจะเรียนภาษา Summer School หรือป.ตรี ป.โท ก็ติดต่อพี่แมงโก้ ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ได้เลย พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทุกเรื่องฟรี ไม่คิดตังค์นะจ๊ะ

ปิดเทอมไปไหน? Road Trip to Highland ทริปที่เด็กไทยที่มหาวิทยาลัย Edinburgh ไม่ควรพลาด!


สกอตแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งภูเขา ทุ่งหญ้า ลำธาร ปราสาท และที่ที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือ Highland ดินแดนที่จะพาน้องๆไปพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างโบราณที่มนุษย์สร้างขึ้นรวมทั้งยังถูกใช้เป็นฉากในหนังสุดฮิตหลายเรื่องอย่างเช่น James Bond, Harry Potter และซี่รี่ย์ชื่อดังแห่งยุคอย่าง Game of Throne ก็ใช้โลเคชั่นส่วนใหญ่ในการถ่ายฉายปราสาทเก่าแถบทางเหนือที่นี่ น้องๆคนไหนที่เรียนต่อ University of Edinburgh อยู่แล้ว ไม่ควรพลาดที่จะแพลนทริปนี้กับเพื่อน แล้วขับรถไปท่อง Highland ด้วยกันเลย

เริ่มต้นทริป To the North ตามหาจอร์น สโนว์จากเมืองเอดินเบอระ มุ่งหน้าสู่เมือง Glencoe ซึ่งถนนเส้นนี้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ James Bond: Skyfall ระหว่างทางจะพบกับทุ่งหญ้าและภูเขาที่สวยงามแปลกตาและเงียบสงบ จากนั้นขับรถผ่าน Fort William อ้อมไปดู Glenfinnan Viaduct ทางรถไฟบนสะพานสูงที่เป็นเส้นทางของพ่อมดแม่มดทั้งหลายสู่โรงเรียนเวทมนตร์
ฮอกวอตส์ แวะถ่ายรูปซักนิดก่อนมุ่งหน้าสู่ ทะเลสาบ Loch Ness ที่ที่เชื่อกันว่ามีสัตว์ในตำนานอย่าง Nessie อาศัยอยู่ ไปเช็คอินต่อกันที่ Urquhart Castle ปราสาทเก่าริม Loch Ness ที่มีความสวยงามเหมือนได้ไปอยู่ในฉากของซีรี่ย์ Game of Throne กันเลย

จากนั้นก็เดินทางสู่ไฮไลท์ของทริปนี้ ซึ่งก็คือ Isle of Skye หน้าผาทรงตัดติดทะเล วิวนี้ถูกใช้เป็นที่ถ่ายทำหนังและซีรี่ย์ที่โด่งดังมากมาย แล้วก็ไปต่อที่ Fairy Pool ลำธารน้ำตกที่เป็นเหมือนสระว่ายน้ำที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น ถ้าใครไม่กลัวหนาว ก็สามารถลงไปว่ายเล่นได้เลยนะคะ แต่ถ้าหน้าหนาวแนะนำว่าเดินดูรับวิวหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอดก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว ขับรถต่อไปกันที่ Isle of Mull ชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่ไปถึงแล้วรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน จุดแรกที่ให้แวะบนเกาะนี้คือ Tobermory หมู่บ้านริมฝั่งข้างหลังเป็นเขา ที่สร้างบ้านเรียงต่อกันและทาสีสันสดใสสวยงาม เหมาะเป็นแบลคกราวน์ถ่ายรูปให้กับน้องๆนักเรียนไทยที่ไปเยือนอย่างยิ่ง
ในเมืองมี Aquarium เล็กๆ และโรงกลั่นวิสกี้ให้แวะเที่ยวชมอีกด้วย ขับรถต่ออีก 1-2 นาทีก็จะถึง Calgary Bay ชายหาดขาวริมทะเลให้บรรยากาศทะเลแบบหนาวๆที่เราคงไม่มีวันได้เห็นในเมืองไทย

ก่อนกลับมาเรียนต่อที่ Edinburgh ก็แวะเที่ยวเกาะ Staffa ก่อนจะได้ไม่เสียเที่ยว ที่เกาะนี้เราสามารถซื้อทัวร์ที่จะพาเรานั่งเรือไปชมสถานที่น่าสนใจของเกาะอย่างเช่น Fingal's Cave ที่เราคุ้นตากันเป็นอย่างดี เพราะเกาะที่ซ่อนจี้ฮอร์ครักซ์ของลอร์ดวอเดอมอร์ในหนังแฮรี่พอตเตอร์ภาคสุดท้าย เป็นการปิดทริปกลับไปเรียนต่อปริญญาโทได้อย่างสบายใจหรือน้องบางคนที่เที่ยวทริปนี้ตอนเรียนจบแล้วก็กลับเมืองไทยได้อย่างไม่เสียดายแล้วที่ได้เลือกมาเรียนต่อ Edinburgh จบเรื่องเที่ยว กลับมาเรื่องเรียนก็อย่าลืมติดต่อมาที่ Mango Learning Express นะค่ะ เราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของ University of Edinburgh
พร้อมให้บริการแนะแนวการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระเสมอค่า คิดถึง University of Edinburg คิดถึง Mango Learning Express นะคะ

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning