มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group


เราได้พูดกันไปแล้วว่ามหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group คืออะไร และมีมหาวิทยาลัยอะไรบ้างที่อยู่ใครเครือนี้ วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำ Business School อยู่ในกลุ่ม Russell Group ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาของประเทศอังกฤษ มาดูกันเลยว่า Top 5 Business Schools ของมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group มีอะไรกันบ้าง


1. Durham University
มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ติด 1 ใน 5 ของอังกฤษ และยังคงใช้ระบบ College แบบเดียวกับที่มีใน Oxford และ Cambridge เพื่อเป็น Student Union ให้นักศึกษาได้รู้จักแล้วมีกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้าง Connection ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นในโลกของการทำธุรกิจรวมถึงระบบการเรียนการสอนของที่ Durham ในฝั่งของ Business School ก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีคุณภาพสูง นอกจากจะอยู่ในกลุ่ม Russell Group แล้ว ยังได้ TEF ซึ่งเป็นการวัดระดับมาตรฐานการสอนจากกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษในระดับ Gold อีกด้วย ที่โดดเด่นเป็นอย่างมากก็เช่นหลักสูตร Finance ที่ได้รับการจัดอันดับใน league table ระดับโลกเช่น Financial times เป็นอย่างดีและต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ด้านหลักสูตร MBA และ Management เองก็โดดเด่นในด้านหลักสูตรการสอนที่เน้นฝึก Soft Skills ควบคู่ไปกับการเรียนและศึกษา Case Study กับบริษัทจริงเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ด้านธุรกิจให้กับนักศึกษาอย่างสูงสุด พร้อมทั้งมีการพาไปทัศนศึกษาในบริษัทที่ทำธุรกิจชั้นนำด้วย อีกทั้งอาจารย์ที่เป็นเลิศทางด้านการสอนและมีความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจที่ได้รับการคัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี ส่วนการคัดเลือกนักศึกษาก็คัดจากโพรไฟล์ที่หลากหลายเพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างสูงสุด เรียกได้ว่าการมาเรียน Business School ที่ Durham เป็นหนึ่งในความฝันของใครหลาย ๆ คนทั่วโลกเลย



2. University of Edinburgh
มหาวิทยาลัยเก่าแก่ เรียกได้ว่าถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง Oxford Cambridge และ St. Andrew เพราะว่าถ้าใครได้ทุนแบงค์ชาติจะต้องเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในลิสต์นี้เท่านั้น นี่เป็นเครื่องการันตรีได้ระดับหนึ่งว่า University of Edinburgh มีคุณภาพการเรียนการสอนระดับโลก คอร์สบางคอร์สอย่างเช่น Business Analytics มีการแข่งขันสูงมากในหมู่ผู้สมัครเรียนจากทั่วโลก เนื่องจากได้รับการจัดให้เป็น One of the best course in Europe เลยทีเดียว และก็ตามมาตรฐาน Business School ที่ดี ทางมหาวิทยาลัยได้ดีไซน์หลักสูตรที่เรียนจบแล้วนำไปใช้ได้จริง ได้เรียนกับอาจารย์เก่ง ๆ และมีโอกาสได้ดูงานดูเคสธุรกิจระดับโลก การเรียนการสอนจะเป็น lecture-based และงานกลุ่ม โดยเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในคลาส มีคำถาม มีประเด็นให้ Discuss ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องเตรียมตัวมาก่อนเข้าคลาส เรียนสนุกและได้สาระ แถมระหว่างปียังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเอง พาไปทัศนศึกษา พาไปดูงานที่บริษัทใหญ่ ๆ อีกด้วย


 


3. University of Exeter
มาถึงมหาวิทยาลัยทางตอนใต้ของอังกฤษที่อากาศดี เมืองดี มีทุกอย่างครบไม่แพ้ลอนดอน แต่ดีกว่าที่เดินทางสะดวกและค่าครองชีพประหยัดกว่าในเมืองหลวงอย่างลอนดอนมาก Business School ของ Exeter มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก มีตึกเรียนแยกต่างหากสำหรับนักเรียนสาย Finance ชื่อตึก Xfi โดยได้รับเงินบริจาคจากศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จในสายงาน Finance (และไม่ประสงค์ออกนาม) หลักสูตร Finance ของ Exeter มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ Accounting and Finance, Finance and Management, Finance and Investment, Finance and Marketing จนถึง Finance Analysis and Fund Management ซึ่งเป็นจุดขายของที่นี่เลยเพราะน้อง ๆ สายไฟแนนซ์ที่อยากได้ CFA จะได้รับการเทรนจาก professional CFA trainer และเมื่อจบหลักสูตรน้องๆจะได้สอบ CFA level 1 ไปพร้อมกันเลย ที่สำคัญ University of Exeter เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เป็น partner กับ CFA หรือที่เรียกว่า CFA Affiliate Program ด้วย อีกหลักสูตรที่น่าสนใจก็คือ Finance and Marketing ซึ่งเป็นส่วนผสมของ Finance และ Marketing ซึ่งที่ Exeter ได้เลือกหลักสูตรที่เป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัยสองวิชามารวมกัน เป็นคอร์สที่พิเศษและแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น และยังมีหลักสูตร MBA ที่โดดเด่น เพราะเน้นการนำไปใช้ได้จริงแถมยังมีความทันสมัยมาก มีวิชาน่าเรียนมากมายไม่ว่าจะเป็น Strategy, Leadership, Igniting Change in Business โดยเฉพาะวิชา Practical Insights into Data Analytics ซึ่งหาที่ MBA ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หลักสูตร MBA จะเปิดเทอมก่อนเพื่อปรับพื้นฐานทั้งด้าน academic และ soft skills และที่สำคัญคือมีกิจกรรมเยอะมาก ทั้ง Startup Week ร่วมกับ MBA ต่างมหาวิทยาลัย มีทั้งการพา MBA ทั้งคลาสมาที่ London เพื่อให้พบปะกับศิษย์เก่าและบริษัทในลอนดอนเพื่อเพิ่มโอกาสในการหางานหลังจากเรียนจบอีกด้วย



4. University of Nottingham
อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้าน Business School โดยเฉพาะด้าน Entrepreneurship และผู้สนใจทำธุรกิจ Startup ด้วยความโดดเด่นด้านวิศวกรรมอยู่แล้ว พอมารวมกับการเรียนการสอนและ Facility ระดับยอดเยี่ยมทางด้านธุรกิจด้วยแล้ว เลยทำให้ดึงดูดทั้งเหล่าคณาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยี รวมถึงนักเรียนเองก็มันจะมี Background เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่อยากมาต่อยอดการเรียนทางด้านธุรกิจที่ Nottingham นี้ ทำให้เพื่อนในห้องของน้อง ๆ มักจะมีประสบการณ์ที่ให้ได้มาแลกเปลี่ยนกันและอาจทำให้ได้ร่วมมือกันทางด้านธุรกิจในอนาคต เพราะที่ Nottingham จะมีศูนย์ Entrepreneurship Centre ที่สนับสนุน Startup ที่กำลังเริ่มต้นตั้งตัว เพราะมีทั้งพื้นที่ให้ได้ใช้เป็นออฟฟิศขนาดย่อม เพื่อให้ได้ทำเสนอไอเดีย รวมถึงมีวิชาที่จับคู่นักเรียนในหลักสูตรปริญญาโทกับบริษัท Startup จริง ๆ ให้ได้ทำงานร่วมกัน นำเสนอ Solution และไอเดียต่าง ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้นไป ที่พี่แมงโก้ได้บอกไปข้างต้นว่า Facility ของ Business School ที่ Nottingham เป็นที่ดึงดูดเหล่าอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจ เพราะว่าตึก Business School ของที่นี่จะแยกออกมาอยู่ในโซนของตัวเองที่เรียนว่า Jubilee Campus ซึ่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสิ่งทุกอย่างทางการเรียน Business อย่างครบครันให้อยู่ในที่นี่ที่เดียว



5. Newcastle University
มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Newcastle อีกหนึ่งเมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอังกฤษที่มีความเจริญและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครับ แต่ค่าครองชีพไม่สูงมากเหมือนอย่างในเมืองหลวง สำหรับ Business School ของที่นี่เป็น 1 ใน 54 สถาบันจากทั่วโลกที่ได้รับการรับรองแบบ Triple-accreditation ซึ่งเป็นการรับรองคุณภาพการศึกษา หลักสูตร และหัวข้องานวิจัย จาก 3 สถาบันนานาชาติด้านธุรกิจ อย่าง AACSB, AMBA และ EQUIS ทำให้ Newcastle University Business School เป็นหนึ่งในคณะที่บริษัทชั้นนำ และผู้ประกอบการต่าง ๆ ให้ความสนใจกับนักเรียนที่จบจากที่นี่เป็นพิเศษ นอกจากนี้ทาง Newcastle University ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชอบแสงสีแบบเมืองหลวงอย่างลอนดอนโดยเปิด Newcastle University London Campus ที่มีสอนหลักสูตรของ Business School อย่าง MSc Banking and Finance, MSc International Business Management และ MSc International Marketing โดยอาคารเรียนตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอนใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Liverpool Street และอยู่ไม่ไกลจาก London Bridge โดยการสร้าง London Campus ก็เพื่อให้นักเรียน Business School ได้เรียนหลักสูตรธุรกิจในบรรยากาศของหนึ่งในเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกอย่างกรุงลอนดอน

MBA ที่ Durham University เค้าเรียนอะไรกันนะ?


MBA เป็นหลักสูตรที่น้องที่มีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้วต้องการจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมากที่สุดหลักสูตรหนึ่งในจำนวนหลักสูตรปริญญาโททั้งหลาย มีหลายมหาวิทยาลัยในอังกฤษหลายแห่งเลยที่มีการเปิดสอนหลักสูตร MBA หนึ่งในนั้นก็คือ Durham University มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ และยังเป็นมหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ดี ๆ เสมอมา
เรามาดูกันดีกว่าว่าหลักสูตร MBA ที่ Durham นี้เค้าสอนกันยังไง ทำไมถึงได้อยู่ใน Ranking ตลอด

เริ่มกันที่นักเรียนในคลาส ที่ Durham หลักสูตร MBA จะมีนักเรียนประมาณ 50-60 คนต่อปี โดยคนเอเชียในคลาสมีประมาณ 35% นอกนั้นอีก 65% จะเป็นนักเรียนที่มาจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อเมริกา และแอฟริกา อย่างในปี 2018 มีคนไทยเรียนอยู่ในคลาสประมาณ 3 คน โดยการคัดเลือกนักเรียนของที่นี่จะใช้เกณฑ์ความหลากหลายทางด้าน Background คือ นักเรียนทุกคนไม่จำเป็นต้องจบบริหารมา แต่ว่าทำงานอยู่ใน Field บริหารในสาขาอาชีพต่าง ๆ กันไป เพราะการเรียน MBA คือการเรียนพร้อมกับแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานที่ทุกคนในห้องเคยพบเจอมาแล้วนำมาแชร์กัน คือนอกจากจะได้เรียนจากอาจารย์แล้วก็ยังได้เรียนรู้จากเพื่อนในห้องไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใครที่อยากมาต่อ MBA ต้องมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนนะคะ

สัปดาห์แรกของการเรียน MBA ที่ Durham เริ่มต้นขึ้นด้วยการไปเข้า Boot Camp ที่ Lake District สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น National Park อยู่ใกล้ ๆ กับ Durham University เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้นักเรียนได้ทำความรู้จักกันผ่านกิจกรรมต่างๆที่ไม่ได้เป็นไปในเชิงวิชาการมาก มีการเล่นเกมส์ผ่านฐานต่าง ๆ กิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมไปถึงมีการทำ Presentation ผลงานในวันท้าย ๆ กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเน้นให้นักเรียนในคลาสที่มาจากทั่วโลกได้รู้จักและสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น เป็นการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนจริงในคลาส MBA ที่จะต้องมีการร่วมกันแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนอย่างมาก หลักสูตร MBA ที่ Durham จะมีให้เลือก Pathways หรือ “สาขา” ด้วยกัน 3 สาขา คือ Entrepreneur, Technology และ Consultancy โดยนักเรียนสามารถเลือกมาก่อนแล้วมาเปลี่ยนเป็นสาขาที่สนใจมากกว่าตอนเทอม 2 ก็ได้ โดยในเทอมที่ 1 ทุกคนจะเรียนวิชาเหมือนกัน เบสิคหลัก ๆ คือ Marketingและ Accounting พอเข้าสู่เทอมที่ 2 น้อง ๆ นักเรียนจะเลือก Pathways ที่ตัวเองสนใจมากที่สุด 1 ใน 3 ที่กล่าวมาแล้วข้างบน การเรียนในเทอม 2 จะมีวิชาบังคับที่ต้องเรียนทุกคนคือ International Business in Context เป็นการศึกษาธุรกิจในประเทศเฉพาะ อย่างปีนี้ก็จะมีประเทศเยอรมัน สเปน และจีน โดยนักเรียนทุกคนจะต้องเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งที่ต้องการจะศึกษาและเรียนภาษาของประเทศนั้น ๆ ด้วย เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะพาไปดูงานเพื่อนให้นักเรียนได้เข้าใจการทำธุรกิจ และ Culture ของประเทศนั้นอย่างลึกซึ้ง วิชานี้จะมีโปรเจคให้นักเรียนได้ทดลองทำธุรกิจจริง ๆ ผ่าน Stimulation ด้วย

ต่อไปเป็นการเลือก Pathways เพื่อเรียนอย่างเจาะลึกลงไปในสาขาวิชาที่นักเรียนสนใจมากที่สุด มีการไปดูงานตามที่ต่าง ๆ เช่น Entrepreneur จะได้ไปดูงานที่ Dublin, Ireland เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบริษัท StartUp น้อง ๆ ที่เลือก Consultancy ก็จะได้ไปดูงานที่ Amsterdam, Netherland โดยจะได้ไปดูทั้ง Amsterdam Business School และ บริษัท Consalt Firm ขนาดเล็กอย่าง The House of Performance เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจระบบของบริษัทในทุกกระบวนการ ส่วนใครที่เลือก Technology สามารถเลือกได้ว่าจะไปดูงานที่ London หรือ Dublin ก็ได้

การเรียนในคลาส Pathways จะเป็นการเรียนที่เข้มข้นมาก นักเรียนทุกคนต้องอ่าน Case Study ก่อนเข้าห้องเรียนและต้องแสดงความคิดเห็น พร้อมกับจดบันทึกด้วยว่าเพื่อนในห้องพูดอะไรไปบ้าง และคิดเห็นอย่างไรต่อความคิดเห็นของเพื่อนในห้อง และสิ่งที่หาไม่ได้จาก MBA ที่อื่นก็คือคลาส Boardroom Exercise ที่เป็นการจำลองห้องประชุมจริงขึ้นมาโดยนักเรียนแต่ละคนจะได้รับบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ กันไป จากนั้นจะเข้ามา Discuss กันจริง ๆ เพื่อเป็นการฝึกสกิลสำคัญต่าง ๆ ที่ผู้บริหารควรจะมี อย่างเช่น Negotiation Skill ซึ่งเป็น Soft Skill ที่สำคัญมาก ๆ ต่อผู้บริหารทุกคน

นอกจากนี้ยังมีการให้ความช่วยเหลือทางด้านการหางานในอนาคต คือ จะมีทีม Support ที่เราสามารถไปปรึกษาได้ว่าอยากทำงานสายงานนี้จะต้องเตรียมตัวสมัครอย่างไร ช่วยตรวจสอบ CV ให้ โดยเป็นการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัด Meeting with Deans เพื่อให้เราได้ Feedback กลับไปว่าโปรแกรม MBA ของ Durham เป็นอย่างไร เรียนแล้วชอบตรงไหนไม่ชอบตรงไหน
เพื่อคณะจะได้นำไปปรับปรุงให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้น้อง ๆ จะเห็นได้ว่าโปรแกรม MBA ของ Durham นี้ เรียนอย่างเข้มข้นและมีคุณภาพสูงมาก จะไม่แปลกใจเลยที่ใคร ๆ ก็อยากเรียน MBA ที่นี่ ถ้าน้องคนไหนสนใจจะมาเรียนต่อ MBA ที่ Durham University ก็สามารถติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยนะคะ พี่แมงโก้พร้อมให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ค่า

4 มหาวิทยาลัย Rank ดี ที่หลักสูตร MBA ไม่ต้องใช้คะแนน GMAT


1) University of Exeter

• Tuition fees: £ 30,000
• Male/Female ratio: 44%:56%
• Average work experience: 9 years
• Bootcamp: Yes
ช่วงสัปดาห์แรกก่อนเริมเรียนจะมีการพา MBA ทั้งคลาสออกไปทำกิจกรรม team building ร่วมกันที่ Dartmouth ซึ่งเป็นการละลายพฤติกรรมและได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆในชั้นเรียน
• Fieldtrip: Yes (มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ)
In the UK: Yes
– เน้นทำกิจกรรมร่วมกับบริษัทและมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษ โดยหลาย ๆ วิชาจะมี guest speaker จากผู้ที่ทำงานในบริษัทชั้นนำมาร่วมบรรยาย
– Two-day ‘Leading in a Global Context’ trip to London
Outside of UK: Yes
แต่ละปีจะมีการพาทั้งคลาสไปทริปต่างประเทศและทำกิจกรรม Leadership skills expedition เพื่อเพิ่มพูนทักษะความเป็นผู้นำ

Developing leaders in the Norwegian wilderness

• Scholarship opportunityhttp://business-school.exeter.ac.uk/study/masters/mba/funding/

 


2) Durham University

• Tuition fees: £ 30,000
• Male/Female ratio: 44%:56%
• Average work experience: 9 years
• Bootcamp: Yes
ช่วงสัปดาห์แรกก่อนเริมเรียนจะมีการพา MBA ทั้งคลาสออกไปทำกิจกรรม team building ร่วมกัน
• Fieldtrip: Yes – Dublin, Amsterdam, London
แต่ละปีจะมีการพาทั้งคลาสไปทริปต่างประเทศ แล้วแต่ Pathway ที่เราเลือกเช่น ถ้าเลือกสาย Entrepreneur ก็จะมีพาไปดูงานที่ Dublin ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Startup และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Facebook เป็นต้น
• Scholarship opportunityhttps://www.dur.ac.uk/business/programmes/mba/scholarships/


3) University of Edinburgh

• Tuition fees: £ 30,700
• Male/Female ratio: 44%:56%
• Average work experience: 8 years
• Bootcamp: Yes

ช่วงสัปดาห์แรกก่อนเริมเรียนจะมีการพา MBA ทั้งคลาสออกไปทำกิจกรรม team building ร่วมกันที่ Scottish Highland
• Fieldtrip: Yes
แต่ละปีจะมีการพาทั้งคลาสไปทริปต่างประเทศ
• Scholarship opportunityhttps://www.business-school.ed.ac.uk/mba/full-time/scholarships-funding


4) University of Nottingham

• Tuition fees: £24,975
• Average work experience: 6 years
• Bootcamp: Yes
ช่วงสัปดาห์แรกก่อนเริมเรียนจะมีการพา MBA ทั้งคลาสออกไปทำกิจกรรม team building ร่วมกัน
• Fieldtrip: Yes
แต่ละปีจะมีทริปให้เลือกไปดูงาน เช่นที่ประเทศจีนหรือที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างทริปที่อเมริกาคือจะพาไปดูงานที่บริษัทชั้นนำใน New York City และ Washington DC เช่น JP Morgan Chase, Bloomberg, Inter-American Development Bank, Fox News
• Scholarship opportunityhttps://www.nottingham.ac.uk/business/programmes/mba/fees-and-scholarships.aspx

เรียน Fashion และฝึกงานในบริษัทระดับโลกในลอนดอนที่ Coventry University London


น้อง ๆ คนไหนที่ชอบ Fashion เป็นสาวก Vogue ชอบแต่งตัว และอัพเดทเทรนด์แฟชั่นเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่ามีพี่น้อง Jenner เป็นไอดอล แต่ไม่ได้ชอบออกแบบเสื้อผ้าเอง ชอบเป็นคนใส่แล้ว Mix and Match มากกว่า อยากทำงานในธุรกิจนี้ มีฝันว่าอยากทำงานที่ Club 21, A-List หรือ PPGroup เป็น Buyer บินเลือกของเข้าช็อปคืออาชีพที่ใฝ่ฝัน เชิญมาทางนี้ได้เลย Coventry University London Campus รอน้อง ๆ อยู่จ้า


  • เรียนบริหารและมาร์เกตติ้งแฟชั่น โดยไม่ต้องมีพื้นฐานการเรียนแฟชั่นมาก่อน

  • เรียนพร้อมฝึกงานจริงในบริษัทแฟชั่นชั้นนำที่เป็นPartner กับมหาวิทยาลัยอย่างBalanciaca

  • ได้เรียนในบรรยากาศของหนึ่งในมหานครศูนย์กลางของแฟชั่นของโลกอย่างลอนดอน ในราคาที่สมเหตุสมผล


ที่ Coventry University London Campus มีแนวคิดที่ว่า คุณจะขายสินค้าแฟชั่นได้ยังไง ถ้าคุณรู้แต่เรื่องเสื้อผ้าอย่างเดียว ทางมหาวิทยาลัยจึงได้สร้างหลักสูตรที่ครบตรงความต้องการของคนที่ชอบแฟชั่นแต่ไม่ได้ฝันจะเป็นดีไซน์เนอร์ และต้องการทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่น นั่นก็คือ MSc International Fashion Marketing และ MBA International Fashion Management 2 หลักสูตรปริญญาโทที่จะทำให้น้อง ๆ ได้เรียนธุรกิจแฟชั่นในเมืองศูนย์กลางแฟชั่นของโลกอย่างลอนดอน

MSc International Fashion Marketing เป็นหลักสูตรที่สอนเกี่ยวการทำ Branding เรียนรู้เทรนโลกแฟชั่น ไปพร้อมกับการวางแผน Strategyในการทำตลาด และบริหารแบรนด์ไปพร้อมๆกัน และยังมีการสอนวิชา Fashion Marketing and Communication in a Global Context ซึ่งความเชื่อมโยงของแฟชั่นกับโลกใบนี้ รวมไปถึงวิชา Trend Prediction and Fashion Forecasting ที่จะสอนให้น้อง ๆ รู้ว่าเทรนด์แฟชั่นโลกจะไปทางไหนแล้วมีแนวคิดอย่างไร นอกจากนี้ยังมีวิชาที่สอน Digital Fashion Marketing ที่จำเป็นอย่างมากในวันที่ทุกอย่างออนไลน์อย่างทุกวันนี้

MBA International Fashion Management เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังสูตร MBA ทุกหลักสูตรของ Coventry University London ไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงานก็เข้าเรียนได้ หลักสูตรนี้ก็เช่นกัน น้อง ๆ จะได้เรียนรู้การบริหารองค์กรแฟชั่น ไปพร้อม ๆ กับได้มีความสุขกับความชอบทางด้านแฟชั่นที่น้อง ๆ รัก แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่อง Businessโดยหลักสูตรจะครอบคลุมไปถึงความเป็น Entrepreneurshipในวิชา Business Management Research Methods or Entrepreneurship: Creating a Business Idea ที่จะสอนให้น้อง ๆ มีความเป็นนักสร้างธุรกิจรุ่นใหม่ในโลกแฟชั่น

ทั้ง 2 หลักสูตรจะเน้นไปที่การปฏิบัติจริงมากกว่าการเรียนตามตำรา โดยโปรเจคจบน้องๆสามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไร มีให้เลือก 5 หัวข้อด้วยกัน คือ

  1. Dissertation

การเขียนวิทยานิพนธ์ หรืองานวิจัยทางวิชาการเพื่อวัดผลสิ่งที่ได้เรียนมาทั้งหมดในระดับปริญญาโท

  1. Internship

ฝึกงานกับบริษัทแฟชั่นชั้นนำที่เป็นPartner กับทางมหาวิทยาลัย อย่าง Balanciaca

  1. Consulting Project

จำลองการเป็นที่ปรึกษา โดยเขียนโครงการให้คำปรึกษาในเรื่องที่เฉพาะ เช่น จะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับคอลเล็คชั่นใหม่นี่ยังไง กับบริษัทแฟชั่นจริง ๆ โดยน้องๆจะได้พบกับพนักงานที่ทำงานในบริษัทจริงๆ เพื่อทำการศึกษาธุรกิจและปัญหาต่าง ๆ และนำมาใช้ในการให้คำปรึกษาแก่บริษัทนั้น ๆ

  1. Entrepreneurship Project

คิดโครงการสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา แล้วทำรายงานส่งเป็นโปรเจค

  1. Simulation

จำลองการบริหารแบรนด์แฟชั่นผ่านทาง Software ของมหาวิทยาลัย โดยน้อง ๆ จะได้สวมบทบาทเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหาร มีความรับผิดชอบในการกำหนดทิศทางของบริษัท และตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อบริษัท อย่างเช่น เรื่องบริหารการเงิน เป็นต้น

โปรเจคเหล่านี้จะช่วยฝึกฝนสกิลต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารหรือแม้จะไปเริ่มต้นเป็นพนักงานบริษัทแฟชั่น ซึ่งจะทำให้น้อง ๆโดดเด่นในด้านการทำงานเป็นอย่างมาก เพราะเคยฝึกทำจริง ๆ มาแล้วผ่านโครงการด้านบนที่พี่แมงโก้เล่าให้ฟัง

เป็นไงค่ะ หลักสูตร Fashion Marketing และ Managementทั้ง 2 หลังสูตรของ Coventry University London Campus น่าเรียนอย่างมาก ใครสนใจจะเรียนธุรกิจแฟชั่น ในเมืองหลวงของโลกแฟชั่นอย่างลอนดอน ไม่ควรพลาดที่จะสมัครเลย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-129-3313, 085-144-8808 หรือไลน์ @mangolearning

เรียน MBA ไม่ต้องใช้ประสบการณ์ทำงานที่ Coventry University London


เรียน MBA ที่ไม่ต้องใช้ประสบการณ์ทำงานที่ Coventry University London Campus

MBA ขึ้นชื่อว่าเป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารที่ต้องใช้ประสบการณ์การทำงานมาสมัครเรี ยนปริญญาโทอย่างน้อยๆก็ 2-3 ปีเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าน้องๆคนไหนที่เรียนจบป.ตรีแล้ว อยากเรียนปริญญาโทให้จบไปเลยทีเดียว หรือจบสาขาอื่นแต่อยากต่อยอดมาเรียนด้านบริหารธุรกิจ หรือสำหรับใครที่มีธุรกิจที่บ้านอยู่แล้วและอยากเรียน MBA เพื่อที่จะนำกลับมาใช้พัฒนาต่อยอดธุรกิจของที่บ้าน หลักสูตร MBA ที่ Coventry University London Campus เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่ตอบโจทย์น้องๆได้เป็นอย่างดี


*เรียน MBA ได้เลยโดยไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน
*ได้เรียน MBA ที่ London ศูนย์กลางการค้าและการลงทุนเมืองหลวงทางการเงินของโลก
*สามารถเลือกโปรเจคจบที่นอกเหนือไปจากการเขียน Dissertation
*การเรียนเน้นที่การได้ลงมือทำงานในสนามจริงมากกว่าการเรียนทฤษฎีในตำราเพียงอย่างเดียว


MBA Course ที่ Coventry University London Campus มีทั้งหมด 5 หลักสูตรคือ

1. MBA Global Business

หลักสูตรที่จะช่วยพัฒนาน้องๆให้เป็นผู้นำในองค์กรข้ามชาติ เพราะน้องๆจะได้เรียนในวิชาที่จะช่วยส่งเสริมความรู้ในระดับสากลเป็นอย่างมาก เช่น Marketing in a Global Age ที่จะได้เรียนการตลาดที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยของโลก Leading in a Changing World เพราะมหาวิทยาลัยรู้ดีว่าทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การฝึกทักษะความเป็นผู้นำในสถานการณ์ที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปแทบจะทุกนาทีจึงมีความสำคัญมาก รวมถึงมีวิชาในการบริหารคนอย่าง Global Human Resource Management Strategies ด้วย

2. MBA Global Finance Services

หลักสูตรบริหารการเงิน ที่สอนในใจกลางเมืองศูนย์กลางการเงินโลกอย่างลอนดอน น้องๆจะได้เรียนกับอาจารย์ที่เคยเป็นผู้บริหารในสถาบันการเงินชั้นนำและปัจจุบันก็ยังเป็นที่ปรึกษาอยู่รวมทั้งได้เรียนกับซอฟแวร์การเงินชั้นนำอย่าง Bloomberg Terminal ซึ่งจะทำให้น้องไปพบปัญหาแล้วทดลองแก้ไขจริงผ่านทางการเรียนทั้งทางด้านทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการเรียนวิชาต่าง ๆ เช่น Banking Regulation and Risk ข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับธนาคารและความเสี่ยง Global Finance Market เรียนรู้ตลาดการเงินของโลกรวมไปถึงการบริหารการงานผ่านทางวิชา Managerial Finance

3. MBA International Fashion Management

การเรียนวิชาบริหารในโลกแฟชั่น สำหรับน้องๆที่มี Passion ในด้านแฟชั่นโดยเฉพาะ จบกลับไปแล้วจะไปทำงานในบริษัทแฟชั่นชั้นนำ หรือสร้างแบรนด์ของตัวเอง หรือเอาวิชาบริหารไปใช้กับธุรกิจอื่นก็ยังได้โดยน้อง ๆ จะยังคงได้เรียนวิชา Leading in Changing World และ Strategic Management ซึ่งเป็น 2 วิชาหลักที่นักเรียน MBA ของ Coventry University จะต้องได้เรียนทุกคน เพิ่มเติมมาด้วยวิชาเกี่ยวกับแฟชั่นอย่าง Fashion Design and Product Development และ Fashion Buying and Merchandise Management in a Changing Global Industry ที่จะเสริมสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้น้องผ่านทุกปัญหาในวิกฤตอุตสาหกรรมแฟชั่นไปได้

4. MBA International Human Resource Management
หลักสูตรที่จะช่วยเตรียมพร้อมน้อง ๆให้เป็นผู้บริหารฝ่ายบุคคลได้อย่างเป็นมืออาชีพ ทั้งในด้านการวางแผนและพัฒนาคนไปพร้อม ๆ กับองค์กรที่นี่น้องๆจะได้คอนเน็คชั่นทางธุรกิจกับผู้คนจากทั่วโลก มีการเดินทางไปดูงานทั้งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ปรากและญี่ปุ่น อาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรล้วนแต่เคยเป็นผู้ฝึกพัฒนาคนในองค์กรใหญ่ ๆ และผ่านการรับรองจากสถาบัน Chartered Institute of Personal and Development (CIPD) ซึ่งไปสถาบันพัฒนาทรัพยากรคนในบริษัทต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับ สากล วิชาที่น่าสนใจอย่างเช่น Resourcing and Talent Management, Developing People และ Employee Engagement ซึ่งล้วนแต่เป็นวิชาพัฒนาคนเพื่อพัฒนาบริษัทโดยเฉพาะ

5. MBA International Marketing
หลักสูตรที่จะพัฒนาน้องๆให้กลายเป็นผู้บริหารฝ่ายการตลาดที่เชี่ยวชาญในระดับนานาชาติ น้องๆจะได้พัฒนาสกิลการวิเคราะห์การตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน ทุกวันนี้ โปรแกรมนี้จะฝึกให้น้อง ๆ จับสัญญาณที่สำคัญทางการตลาด กระบวนการคิดที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคในยุค Digital รวมถึงผลกระทบต่อตลาดปัจจุบันจากทั้งระบบเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี สอนโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญผู้เคยทำงานอยู่ในอุตสากรรมนี้มาก่อน ผ่านการเรียนวิชาที่น่าสนใจดังนี้ Digital Marketing, Buyer Behavior Analysis: The Psychology of buying, Retail and Services Marketing และ Creativity
ที่จะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้น้อง ๆให้ฝึกคิดแผนการตลอดที่อิมแพคสูง


ทุกหลักสูตร MBA ที่ Coventry University London Campus จะเน้นไปที่การปฏิบัติจริงมากกว่าการเรียนตามตำรา โดยโปรเจคจบน้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไร มีให้เลือก 5 หัวข้อด้วยกัน คือ

1. Dissertation
การเขียนวิทยานิพนธ์ หรืองานวิจัยทางวิชาการเพื่อวัดผลสิ่งที่ได้เรียนมาทั้งหมดในระดับปริญญาโท
2. Internship
ฝึกงานกับบริษัทชั้นนำที่เป็น Partner กับทางมหาวิทยาลัยโดยน้องๆจะถูกสัมภาษณ์งานจริงโดยพนักงานในบริษัทนั้น ๆ โดยที่น้องๆจะต้องโชว์สกิลความสามารถในทางวิชาการที่นำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในบริษัท เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นนักศึกษาฝึกงานในบริษัทนั้น ๆ
3. Consulting Project
จำลองการเป็นที่ปรึกษา โดยเขียนโครงการให้คำปรึกษาในเรื่องที่เฉพาะเช่น สร้างแผนการตลาดเพื่อนำเสนอสินค้าตัวใหม่ของบริษัทให้กับผู้บริโภคโดยน้อง ๆ จะได้พบกับพนักงานที่ทำงานในบริษัทจริง ๆ เพื่อทำการศึกษาธุรกิจและปัญหาต่าง และนำมาใช้ในการให้คำปรึกษาแก่บริษัทนั้น ๆ
4. Entrepreneurship Project
คิดโครงการสร้างบริษัทของตัวเองขึ้นมา โดนคิดคำนวณจุดคุ้มทุนและวางแผนการบริหารงานของบริษัทที่น้องๆสร้างเหมือนเป็นการจำลองการสร้างธุรกิจ Start-Up ใหม่ด้วยตัวของน้อง ๆ เอง และมีตัวช่วยเป็น Enterprise Hub ศูนย์ฝึกที่ Coventry University London สร้างขึ้นมาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การสร้างธุรกิจอย่างครบวงจร เช่น การเป็นที่พบปะของลูกค้า และหุ้นส่วนในอนาคต เพราะนี่เป็นศูนย์รวมนักศึกษาที่ทำโปรเจคลักษณะนี้เหมือนกัน
5. Simulation
จำลองการบริหารบริษัทผ่านทาง Software ของมหาวิทยาลัย โดยน้อง ๆ จะได้สวมบทบาทเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารมีความรับผิดชอบในการกำหนดทิศทางของบริษัท และตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อบริษัท อย่างเช่น เรื่องบริหารการเงิน เรื่องบริหารคน เป็นต้น

นอกจากโปรเจคจบที่ไม่ได้มีให้เลือกแค่เพียง Dissertation แล้ว Coventry University London ยังสร้างโปรแกรมที่จะช่วยฝึกฝน Soft skills หรือพัฒนาทักษะต่างๆที่จำเป็นมากในโลกธุรกิจปัจจุบันนอกเหนือไปจากความรู้ทางด้านทฤษฎีอย่างเดียว ให้กับน้องๆที่จะเลือกมาเรียน MBA ที่นี่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Coventry University ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 13 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร จาก The Guardian University Guide 2019


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-129-3313, 085-144-8808 หรือไลน์ @mangolearning

 

หลักสูตรที่เตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้บริหาร Master of Business Management ที่มหาวิทยาลัย Essex


วันนี้พี่แมงโก้จะพาไปรู้จักกับหลักสูตรที่เปิดสอนเนื้อหารอบด้านของธุรกิจและพร้อมกับฝึกฝนด้าน soft skills สำหรับการเป็นผู้บริหารในอนาคตเหมือนกับหลักสูตร MBA โดยไม่จำเป็นจะต้องมีประสบการณ์ทำงานถึง 3 ปี ที่สำคัญคือหลักสูตรเน้นการนำไปใช้และมีความทันสมัยมาก โดยอาจารย์ที่สอนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน management science and data analytics, leadership and strategy, international management  และ organisation studies


*ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การทำงาน

*หลักสูตรนี้เหมาะกับคนที่อยากได้ความรู้ธุรกิจรอบด้านพร้อมกับฝึกฝนด้าน soft skills แบบหลักสูตร MBA

*หลักสูตรทันสมัยเหมาะกับน้อง ๆ ที่สนใจทำงานด้าน consult หรือเป็นผู้บริหารในอนาคต

*สอนวิชาด้าน Entrepreneurship และ Innovation ควบคู่ไปกับวิชาด้าน Strategy, HR, Supply Chain และ Financial Analysis and Decision Making


หลาย ๆ คนที่อยากเรียนหลักสูตร MBA แต่ประสบการณ์ทำงานยังไม่ถึง 3 ปี หลักสูตร MBM นี้คือคำตอบของคุณ เพราะหลักสูตรนี้สร้างขึ้นเพื่อฝึกฝนการคิดและตัดสินใจแบบผู้บริหาร โดยวิชาที่เปิดสอนคื

  • – strategic management and leadership
  • – financial decision making for managers, including financial and management accounting
  • – supply chain and operations management
  • – international marketing
  • – human resources management, organisational learning and collaboration
  • – business research and consultancy
  • – managerial economics
  • – entrepreneurship

นอกจากนี้หลักสูตรยังเน้นการสร้างทักษะที่จำเป็นของผู้บริหารไม่ว่าจะเป็น

  • – team work
  • – negotiation
  • – networking
  • – problem solving
  • – project management
  • – critical thinking
  • – communication, including engaging with different stakeholders

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ตัวแทนมหาวิทยาลัย Essex อย่างเป็นทางการ บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือไลน์ @mangolearning

หลักสูตร Entrepreneurship ที่เหมาะกับเจ้าของธุรกิจและ SME ที่สุดที่ University of Essex


สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ชาว Mango ใครสนใจหลักสูตร Entrepreneurship ต้องมาทางนี้เลยค่า ที่ University of Essex มีหลักสูตรด้าน Entrepreneurship and Innovation Management และ International Business and Entrepreneurship และเป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์คนที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME และ Start Up ไม่ว่าใครสนใจแบบไหนก็เลือกได้ โดยสถานที่เรียนจะอยู่ที่เมือง Southend-on-Sea นะคะ ฮั่นแน่บางคนอาจจะไม่คุ้นชื่อเมืองนี้ ขอบอกว่ามีอะไรดีกว่าที่คิดน้าาา

เมือง Southend-on-Sea เป็นเมืองติดชายทะเลที่อยู่ห่างจากลอนดอนโดยรถไฟประมาณ 45 นาที ดังนั้นนอกจากเมืองจะน่าอยู่และมีความน่ารักแบบชิวๆแล้ว เรายังสามารถเข้าไปลอนดอนได้โดยง่ายอีกด้วย เมือง Southend เป็นเมืองพักผ่อนชายทะเลที่มีทุกอย่างที่เราต้องการทั้งทะเล ทั้งธรรมชาติ สวนสนุก ร้านอาหารอร่อยๆ และยังมีแหล่งให้เราช้อปปิ้งได้

ตอนเย็น ๆ ก็มาวิ่งออกกำลังกาย หรือจะเดินเล่นรับลมสบาย ๆ ที่ริมทะเลก็ผ่อนคลายไปอีกแบบ

ใครอยู่หอพักของที่มหาลัยก็สบายเลย ว่าง ๆ จากการเรียน การอ่านหนังสือ ก็ต้องไปเที่ยวกับเพื่อน ไปเดินเล่น ไปซื้อของ ที่เมือง Southend-on-Sea มีครบจบสวย ๆ เดินทางเข้าลอนดอนก็แค่ชั่วโมงกว่าเอง ทุกอย่างใกล้มาก ๆ เดินเหงื่อไม่ทันออกก็ถึงแล้ว ไม่ต้องนั่งรถบัสให้เปลืองเงินเลยจ้า ถ้าใครชอบตื่นสายก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับที่นี่ เพราะเดินไปเรียนแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว ไม่สายแน่นอน

เย็น ๆ ก็จะมืด ๆ หน่อย แต่ก้ไม่เหงา เพราะเราก็ชวนเพื่อนไปนั่งเล่นชิว ๆ ที่ร้าน The last post bar and restaurant ใกล้ ๆ เอง

เพื่อน ๆ หลายคนอาจกังวลเรื่องการเรียน ที่นี่มีการสอนหลายรูปแบบเลย แต่ทุกอย่างจะช่วยเพิ่มศักยภาพความสามารถหลายๆด้านแน่นอน เช่น มี Presentation ที่ต้องฝึก Communication Skill, Critical Thinking และเพิ่มความมั่นใจในการพูด บรรยากาศการเรียนก็เน้น Seminar โดยให้ Participate ในการถามตอบคำถาม และแชร์ความรู้กันในกลุ่ม แต่บาง Class ก็เงียบกริบ ไม่มีคนถามหรือตอบเลย เราก็ตั้งกล้า ๆ ถามตอบหน่อยเพิ่มความโดดเด่นท่ามกลางหมู่คน เพิ่มความมั่นใจวนไปค่ะ

ภาพบรรยากาศห้องเรียนใหญ่ และเราต้อง present งานที่ห้องนี้เลยจ้าา

เรามาเจาะลึกเรื่องการเรียนอีกนิดดีกว่า ที่นี่ก็จะมีวิชาบังคับและวิชาเลือกให้เราเรียน วิชาบังคับที่เราต้องเรียนแน่ ๆ เช่น

  • Theories and Practice of Entrepreneurship
  • Creating and Managing the New and Entrepreneurial Organization
  • Innovation Management

ภาพนี้ดูจริงจังมาก ๆ กับการคุยงานกลุ่ม เพื่อนำเสนอสินค้า ในวิชา Theories and Practice of Entrepreneurship

ภาพบรรยากาศการเรียนวิชา Innovation management

ส่วนวิชาเลือกก็เช่น

  • Strategic Management
  • Financial Analysis and Decision Making
  • Global Supply Chain and Operational Management
  • Organization and Leadership in a Globalized World
  • Principles of International Marketing

Speaker พิเศษที่มาสอนวิชา Organization and Leadership in a Globalized World

ที่สำคัญคือเราต้องเลือกว่าจะทำ Dissertation หรือ Comprehensive Business Plan ซึ่งเราสามารถเลือกได้เลยจ้าว่าอยากทำแบบไหน เอาที่ชอบเลยน้า ที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือ มีคลาสเรียนภาษาให้เราเรียนฟรีด้วย เช่น French, German และ Spanish ใครสนใจเรียนก็ลงทะเบียนฟรีได้นะ คุ้มมาก ๆ 

ว่าง ๆ ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นอาสาช่วยอาจารย์จัดนิทรรศการสักหน่อยค่าา

จากที่เห็นจะรู้ได้เลยว่าเน้น Entrepreneur มาก ๆ ได้รับความรู้ไปเต็ม ๆ เช่น วิชา Creating and Managing the New and Entrepreneurial Organization ตัววิชาจะเน้นเรื่องการสร้าง Business Plan รวมทั้งฝึกและกระตุ้นให้เรามองหาโอกาสในการทำธุรกิจเสมอ ในห้องเรียนจะมีการทำงานกลุ่มและนำเสนอความคิดของตัวเอง อาจจะเหนื่อยหน่อยที่ต้องกระตุ้นตัวเองและพยายามหาข้อมูล แต่ก็เข้าใจได้ เพราะก็ปริญญาโทแล้ว การเตรียมพร้อมและค้นคว้าข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากวิชานี้ก็ยังมี Strategic Management ที่เป็นวิชาเลือกอีกตัวที่สนุกมาก ๆ เราจะได้เรียนรู้กลยุทธ์ในการนำมาปรับใช้ในการทำธุรกิจ บางครั้งก็จะมี Speaker มาจากบริษัทต่าง ๆ มาบรรยายเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่บริษัทนั้น ๆ ใช้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้นักเรียนเห็นภาพมากขึ้นจริงๆ

บอกแล้วว University of Essex ที่ Southend campus มีดีกว่าที่คิดค่าา

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Essex จากตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการได้ที่ 02-129-3313, 085-144-8808 หรือไลน์ @mangolearning

หลักสูตรยอดฮิตที่มหาวิทยาลัย Edinburgh


สวัสดีครับ วันนี้มาคุยกันเรื่องหลักสูตรยอดฮิตของนักเรียนไทยที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระกันบ้าง ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยเอดินบะระมีหลักสูตรมากมายที่ตอบสนองความต้องการผู้เรียนอยู่แล้ว แต่มาลองดูว่าคน เค้ามาเรียนอะไรกันและทำไมถึงเลือกมาเรียนก็ดีไม่ใช่น้อยเนอะ มีบางหลักสูตรที่เพิ่งเป็นที่นิยมด้วย จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

Business School

แน่นอน school นี้เป็น school ยอดฮิตสำหรับนักเรียนไทย (รวมถึงนักเรียนชาติอื่น ๆ) เพราะเป็นหลักสูตรที่เรียนจบแล้วนำไปใช้ได้จริง ได้เรียนกับอาจารย์เก่ง ๆ และมีโอกาสได้ดูงานดูเคสธุรกิจระดับโลก การเรียนการสอนจะเป็น lecture-based และงานกลุ่ม โดยอาจารย์จะเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในคลาส มีคำถาม มีประเด็นให้ดิสคัส เรียนสนุกและได้สาระ แถมระหว่างปียังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดโดย school เอง เช่น พาไปทัศนศึกษา พาไปดูงานที่บริษัทใหญ่ ๆ สำหรับ school นี้ก็มีหลักสูตรหลากหลาย เช่น Marketing, Marketing and Business Analytics, Finance, Management, HR management, Entrepreneurship and Innovation, International Business in Emerging Market, MBA etc.


Law School

หลักสูตรยอดนิยมไม่แพ้สาย business ก็ต้องยกให้ law ปี ๆ หนึ่งมีนักเรียนไทยมาเรียนประมาณ 20 คนขึ้นไปได้ ไม่เหงาแน่นอน สำหรับผู้ที่วางแผนมาเรียนเพื่อกลับไปสอบสนามจิ๋ว หลักสูตร LL.M. ที่กต.ได้รับรองให้เป็น specialise ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระมีสองหลักสูตรคือ Intellectual property กับ Global Environment and Climate ข้อดีของการมาเรียน LL.M. ที่เอดินบะระคือเป็นมหาวิทยาลัยที่แรงค์สูง การเรียนการสอนเข้มข้น รูปแบบการเรียนจะเป็น seminar-based คือมีการให้หัวข้อและ reading list มาก่อนจะเข้าเรียน คลาสเรียนจะเน้นการนำเสนอและดิสคัสถกเถียงกันระหว่างนักเรียนในคลาสโดยมีอาจารย์เป็นผู้ ดำเนินรายการและนำประเด็นการถกเถียง นอกจากได้ความรู้แล้วยังเป็นการเปิดมุมมองและรับฟังความเห็นที่หลากหลายด้วย


School of Health and Social Science

หลักสูตรใน school นี้เพิ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะปีล่าสุด คือหลักสูตร Psychology of Mental Health กับ Mental Health in Children and Young People มีการเรียนทั้งเลคเชอร์และงานอาสาสมัครทำงานด้านจิตวิทยา ถ้าใครอยากทำงานต่อทางด้านจิตวิทยาหลักสูตรนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีหลักสูตร conversion หรือการเรียนเพื่อย้ายสายอาชีพสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจิตวิทยามาก่อนด้วย เป็นสาขาที่เป็นที่ต้องการในยุคปัจจุบันมากพอสมควรเลย นอกจากหลักสูตรเหล่านี้แล้ว มหาวิทยาลัยเอดินบะระยังมีหลักสูตรอีกมากมายที่น่าสนใจ ถ้าอยากหาข้อมูลเพิ่ม สามารถสอบถามได้ที่ตัวแทนของมหาวิทยาลัย Edinburgh อย่าง Mango Learning Express  ได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Special thanks to นุช LL.M. น้องเอิน Finance และน้องน้ำทิพย์ Mental Health สำหรับข้อมูลครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


เรียนจบ Marketing ทำงานอะไรได้บ้าง?


Advertising account executive
ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างบริษัท agency และบริษัทลูกค้า เพื่อแนะนำแคมเปญโฆษณาที่เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้า

Advertising account planner
นอกจากจะเป็นผู้ประสานงานกับลูกค้าแล้ว จะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดกลยุทธ์ทางการสื่อสารกับลูกค้า หาข้อมูล insight จากข้อมูลทั้ง market data, qualitative research และทำบรีฟเพื่อส่องมอบให้กับทีมครีเอทีฟต่อไป

Market researcher
นักวิจัยการตลาด (อาจจะทำงานในฝั่งของเอเจนซี่ หรือในฝั่งของลูกค้าก็ได้) ทำหน้าที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ target customer ทั้งแบบ quantitative และ qualitative research เช่น การทำแบบสอบถาม หรือการทำ focus group interview

Marketing executive
ทำหน้าที่เป็นผู้วางกลยุทธ์ด้านการตลาด ตั้งแต่การวางแผนการตลาด ทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรม เป็นต้น ส่วนใหญ่ตำแหน่งนี้มักจะอยู่ในฝ่ายการตลาดของทุกๆบริษัท

Media buyer
ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อซื้อสื่อโฆษณาออนไลน์และออฟไลน์ (เช่น โรงภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือโทรทัศน์) และติดตามผลของการโฆษณา เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุดโดยใช้งบประมาณน้อยที่สุด

Media planner
ทำงานร่วมกับเอเจนซี่โฆษณา เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าแคมเปญโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุดโดยผ่านทางช่องทางที่เหมาะสม

Social media manager
เป็นผู้วางแผนกลยุทธ์บน Social Media ขององค์กรเพื่อเพิ่มการเข้าถึง หรือเพื่อสื่อสารกับลูกค้า โดยตำแหน่งนี้จะต้องวางกลยุทธ์ คิดคอนเท้นท์ วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และทำงานร่วมกับทีมลูกค้าสัมพันธ์

นอกจากนี้ยังมีงานด้านงานประชาสัมพันธ์, product manager, event manager หรือแม้แต่ web content manager ที่น้องๆในสายงานการตลาดสามารถเลือกทำได้โดยการเรียนปริญญาโทในสายการตลาดในประเทศอังกฤษนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานด้านการตลาดมาก่อนก็สามารถเรียนได้ค่ะ

5 คอร์สยอดฮิตที่ Durham University


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังหาข้อมูลหลักสูตร LL.M. และ Business ของมหาวิทยาลัย Durham ในประเทศอังกฤษ ว่าแต่ละสาขาเรียนอะไรกันบ้าง วันนี่พี่ ๆ แมงโก้ รวบรวมหลักสูตรยอดฮิตมาให้ดูค่ะ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 085-144-8808 Line : @Mangolearning

LLM Master of Laws (General)

หลักสูตรนี้เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ ก.ต. รับรองในฐานะปริญญาทางกฎหมายที่ไมใชหลักสูตรเฉพาะด้านทางกฎหมาย

น้อง ๆ สามารถเลือกเรียนวิชาได้หลากหลาย โดยสามารถเลือกเรียนวิชาเฉพาะของหลักสูตรสำหรับนักเรียนที่เลือกเรียน International Trade and Commercial Law, European Trade and Commercial Law, Corporate Law and International Law and Governance. เช่น International Trade Law & Policy, International Sale Law, Introduction to Corporate Governance เป็นต้น

โดยเมื่อเรียนจบหลักสูตร น้องๆจะต้องทำ Dissertation ในเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแค่ละสาขาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยการเรียนการสอนจะผสมผสานระหว่างการเรียนแบบบรรยาย และการเรียนแบบสัมมนา โดยการเรียนแบบบรรยายจะส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในคลาสเรียนไม่ว่าจะเป็นการคิดหัวข้อเพื่อการอภิปราย ส่วนการเรียนแบบสัมมนาจะเป็นคลาสเรียนขนาดเล็ก ทำให้นักเรียนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในคลาสเรียน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบรรยายพิเศษและการสัมมนาที่จัดโดยศูนย์การวิจัยของมหาวิทยาลัย ได้แก่ Institute for Commercial and Corporate Law, the Human Rights Centre, Law and Global Justice at Durham, the Centre for Gender and Law at Durham, the Centre for Criminal Law and Criminal Justice, and the Durham European Law Institute ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว


LLM Corporate Law

เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นมาใหม่ เหมาะสำหรับน้องๆที่สนใจศึกษาในสาขากฎหมายเกี่ยวกับบริษัทอย่างละเอียด โดยเมื่อจบหลักสูตรนี้น้อง ๆ จะมีความรู้คามเข้าใจลึกซึ่งในกฎหมายทิ่เกี่ยวกับกฏหมายบริษัท และกฎหมายเปรียบเทียบและกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับปัญหาด้านกฎหมายขององค์กรในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ที่น่าสนใจเลยทีเดียว

หลักสูตรนี้มีวิชาที่น่าสนใจมากมาย เช่น Introduction to Corporate Governance, Mergers and Acquisitions, Principles of Corporate Insolvency Law, Corporate Compliance เป็นต้น ซึ่งน่าสนใจมากเลยทีเดียว

โดยหลักสูตรนี้จะได้รับการสนับสนุนจาก Institute of Commercial and Corporate Law ซึ่งเป็นสถาบันที่มุ่งเน้นการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการค้าและนิติบุคคล สมาชิกของสถาบันมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยชั้นนำระดับโลก โดยสมาชิกหลายคนของสถาบันจะมีส่วนร่วมในการสอนและเป็น supervisor ให้กับน้องๆในการทำ dissertation อีกด้วย


 

LLM International Trade and Commercial Law

หลักสูตรนี้เป็นหนึ่งในหลักสูตรชื่อดังของ Durham Law School และเป็นหลักสูตรที่ ก.ต. รับรองในฐานะปริญญาทางกฎหมายเฉพาะด้าน

โดยน้อง ๆ จะได้มีโอกาสที่จะพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ น้องๆจะได้ทั้งความรู้และการปฎิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยน้อง ๆ สามารถเลือกเรียนวิชาที่น่าสนใจได้แก่ International Commercial Dispute Resolution, International Investment Law หรือจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เช่น Advanced Issues of International Intellectual Property Law ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ผสมผสานน่าสนใจมากเลยทีเดียว

เมื่อเรียนจบหลักสูตร น้อง ๆ จะต้องทำ Dissertation ในเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทาง Supervisor ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ การเรียนการสอนมีการผสมผสานของการเรียนทั้งแบบบรรยายและแบบสัมมนาเป็นกลุ่มขนาดเล็ก โดยน้อง ๆ จะได้เป็นผู้นำในการนำเสนอหัวข้อเพื่อการอภิปราย นักเรียนที่เข้าร่วมหลักสูตรนี้จะมาจากหลากหลายประเทศและมีประสบการณ์ทางวิชาการหรือวิชาชีพแตกต่างกัน นั่นคือน้อง ๆ จะสามารถเรียนรู้จากเพื่อนร่วมคลาสได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเช่นการบรรยายพิเศษและการสัมมนาที่จัดโดยศูนย์การวิจัยของมหาวิทยาลัย ได้แก่ Institute for Commercial and Corporate Law, the Human Rights Centre, Law and Global Justice at Durham, the Centre for Gender and Law at Durham, the Centre for Criminal Law and Criminal Justice, and the Durham European Law Institute ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆเลยทีเดียว


 

MSc Management (International Business)

เป็นหลักสูตรที่เรียกได้ว่าสอนทุกอย่างที่ควรรู้ในการบริหารธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Strategy, Marketing, Business Economics and Accounting และอื่น ๆ อีกมากมาย

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือใน Term 3 เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำ dissertation ในเรื่องที่เราสนใจได้แล้วยังเลือกที่จะทำ business project (โดยจะติดต่อบริษัทเองหรือจะเลือกทำกับบริษัทที่ทางมหาวิทยาลัยติดต่อให้ก็ได้)

แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือที่ มหาวิทยาลัยจะมี International Study Tour พาไปดูธุรกิจหลากหลายบริษัทในแถบประเทศยุโรป เพื่อที่จะทำให้เราได้นำสิ่งที่เรียนมาวิเคราะห์และปรับใช้ในการทำงานจริง

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่แท้จริง โดยเข้าร่วมแข่งขันแผนธุรกิจ Dragon’s Den ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินลงทุนจริงๆจากทางมหาวิทยาลัย


 

MSc Finance

เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเนื่องจากมหาวิทยาลัย Durham นั้นมีชื่อเสียงและมีอับดับใน league table ระดับโลกเช่น Financial times เป็นอย่างดี
วิชาที่เปิดสอนได้แก่ Advanced Financial Theory , Corporate Finance และนอกจากนี้ยังมีวิชาเลือกที่เปิดสอนอีก 4 วิชา ยกตัวอย่างเช่น Auditing and Assurance Services, Behavioural Finance and Economics, Derivative Markets, Financial Risk Management, and Market Microstructure

แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือที่ มหาวิทยาลัยจะมี International Study Tour พาไปดูธุรกิจหลากหลายบริษัทในแถบประเทศยุโรป เพื่อที่จะทำให้เราได้นำสิ่งที่เรียนมาวิเคราะห์และปรับใช้ในการทำงานจริง นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการเลือกไปทำ Disseration ในประเทศต่างๆโดยเลือกจากกลุ่มสถาบันที่เป็น Partner กับมหาวิทยาลัย Durham (ช่วงเดือน มิถุนายน-สิงหาคม)

ที่มหาวิทยาลัย Durham นี้ยังมี Investment Club ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนของนักเรียนได้เข้าไปบริหารกองทุนจริง ๆ และยังมีกิจกรรม Trading Challenge ที่ให้นักเรียนได้นำความรู้ที่ได้เรียนในชั้นเรียนมาปรับใช้และยังมีเงินรางวัลอีกด้วย ส่วนเรื่องของ facilities นั้นที่ Durham ไม่เป็นสองรองใครเพราะมีทั้ง Trading Room และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลจาก Thomson Reuters, Datasteam และ Orbisอีกด้วย