สมัครเรียน Durham University กับตัวแทนในไทย ตอบได้ทุกคำถาม


why-durham
มหาวิทยาลัยเดอแร่ม (Durham University) เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอังกฤษ และมีชื่อเสียงมายาวนาน เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่า หากคนอังกฤษเข้า Oxford หรือ Cambridge ไม่ได้แล้ว มหาลัยต่อไปที่เค้าจะเข้าก็คือ Durham University นั่นเอง ตัวเมือง Durham ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ โดยใช้เวลาในการเดินทางจากลอนดอนทางรถไฟ 3 ชั่วโมง จากสถานี King Cross โดยการเดินทางนั้นจะผ่านไปเส้นทางเดียวกับ York และมุ่งหน้าไปยัง Edinburgh สำหรับรถไฟสาย Eastern Line นี้ บนรถไฟจะมีปลั๊กไฟ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มให้เลือกซื้อได้ ดังนั้นช่วงเวลา 3 ชั่วโมงบนรถไฟจึงเป็นการเดินทางที่สบายๆ คล้ายๆ กับกรุงเทพ-หัวหิน ค่ะ
เมื่อเดินทางออกจากสถานีรถไฟเพื่อมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย Durham ต้องบอกก่อนเลยว่า รู้สึกถึงความแตกต่างจากเมืองอื่นๆทันที เพราะเป็นเมืองที่สวยงาม มีตึก สถาปัตยกรรมและมีประวัติศาสตร์มียังคงให้เราได้ชื่นชมอยู่ทั่วไปในเมือง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเมืองในส่วน Midland ที่อาจจะโดนทำลายไปในสมัยสงครามโลก หรือ เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ ที่ทำให้หาความสวยงามแบบ Durham ได้ยากนัก ระหว่างทางไป Durham University เราจะผ่านสถานที่สำคัญของเมืองนั่นก็คือ Durham Cathedral ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมือง และมีแม่น้ำพาดผ่าน ที่ตอนเห็นรูปสวยยังไง ของจริงสวยกว่าสิบเท่าเลยค่ะ ตัว Campus ของมหาวิทยาลัย Durham นั้น กระจายอยู่ส่วนต่างๆของเมือง หรือจะเรียกว่า เมืองนี้ก็คือมหาวิทยาลัยก็คงจะไม่ผิด โดยจะมี 2 Campus ใหญ่ๆ นั่นคือ Science Site เป็นที่ตั้งของ Law School, Business School และคณะทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น Physics หรือ Engineering และ Queen Campus สำหรับส่วนของนักเรียน Undergraduate โดยภาควิชา Marketing จะมีตึกเรียนและ facilities ที่แยกออกไปจากส่วนของ Business school อีกเช่นกัน
สิ่งที่คนพูดถึงกับบ่อยๆคือ Durham นั้งเป็นหนึ่งในไม่กี่มหาลัย (รวมถึง Oxford และ Cambridge) ที่ยังใช้ระบบ College system นั่นก็คือ นักเรียนทุกคนจะถูก assign เข้า College แบบในเรื่อง Harry Porter นั่นหล่ะ เหมือนกับที่แฮรี่ได้เข้ามาอยู่ที่บ้านกริฟฟินดอร์ และในบ้านก็จะมีรุ่นพี่รุ่นน้องที่คอยดูแลกัน และมีการแข่งกีฬา ทำกิจกรรมระหว่างแต่ละ College ที่ Durham ก็เช่นกันค่ะ มีกิจกรรมมากมายรอให้น้องไปเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นกีฬา หรือพี่รหัสน้องรหัส (mentoring programme) รับรองได้ว่าการเรียนที่ Durham University จะทำให้น้องได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่แบบที่หาที่ไหนไม่ได้อีกเลยหล่ะค่ะ ถามว่าความเป็นอยู่ของนักเรียนที่เมืองเดอแร่มนี้เป็นยังไง บอกได้เลยว่าที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่ฮิตมากสำหรับคนอังกฤษ เพราะชีวิตในมหาวิทยาลัยที่เป็นระบบ College system มันสนุกมากจริงๆ นอกจากนี้ lifestyle ในเมืองเดอแร่มนั้นก็มีทั้งความปลอดภัย ความน่ารักๆแบบผู้ดีอังกฤษ และยังมีความชิคๆคูลๆเพราะด้วยด้วยความที่เป็นเมืองมหาลัยจึงมีร้านคาเฟ่ที่ตอบโจทย์นักเรียนไทยอย่างเราด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือที่เดอแร่มนั้นมีร้านอาหารไทยที่อร่อยมาก(บางคนบอกว่าอร่อยกว่าในลอนดอนอีกนะ) หรือจะทำอาหารเองที่บ้านที่เดอแร่มก๋มี Asian Supermarket ให้ซื้อหาวัตถุดิบกันโดยสะดวก สำหรับเด็กเดอแร่มที่รักแสงสีก็สามารถจะแวะไปเที่ยวเล่นที่ Newcastle ได้ เพราะอยู่ห่างกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย เรียกได้ว่าอยู่เดอแร่มไม่ต้องกลัวเหงา มีทุกอย่างที่เราต้องการแน่นอน
หลักสูตรที่เป็นที่นิยมสำหรับเด็กไทยก็คงหนีไม่พัน LL.M. ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางถึงคุณภาพของอาจารย์และการเรียนการสอน นอกจากนั้นยังมีตัวหลักสูตรของ Business School ไม่ว่าจะเป็น MSc Finance, Accounting, Marketing, Management และ MBA ซึ่งมีความโดดเด่นในการเน้นการนำความรู้ไปปฏิบัติใช้ในชีวิตจริง เช่นตัว module – boardroom activity และตัว final project ที่นักเรียนสามารถเลือกที่จะทำ consulting project (หรือจะเป็น traditional thesis ก็ได้) นอกจากนี้นักเรียนยังมีทางเลือกที่จะเรียน 15 เดือน เพื่อทำ internship หรือ ใช้เวลาเพื่อหางานในประเทศอังกฤษหลังจากเรียนจบได้อีกด้วย
Congregation at Durham University
งานรับปริญญา หรือที่เรียกกันว่า Congregation ของ Durham จะจัดใน 2 ช่วงเวลาของทุกปี คือ Summer Congregation (ช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม) และ Winter Congregation (ช่วงเดือนมกราคม) โดยนักเรียนสามารถลงทะเบียนเลือกรับช่วง Summer หรือ Winter ก็ได้
บรรยากาศงานรับปริญญาที่ Durham หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศอังกฤษจะค่อนข้างเรียบง่ายมากกว่างานรับปริญญาของไทยเรา ผู้หญิงไม่ต้องมีตื่นมาแต่งหน้าทำผมตั้งแต่ตีสี่ตีห้า แต่งตัวแค่ให้เรียบร้อย สบายๆเรียบๆง่ายๆก็พอแล้ว โดยงานรับปริญญาจะจัดขึ้นที่ Durham Cathedral โดยนักเรียนจะต้องรายงานตัวที่ the Great Hall of the Castle ก่อนพิธีเริ่ม 1 ชั่วโมง 10 นาที
สำหรับขั้นตอนของพิธีการนักเรียนจะได้รับปริญญาจากอธิการบดี โดยนักเรียนผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคนจะได้รับสิทธิในการเชิญญาติหรือเพื่อนเข้าชมพิธีได้ 2 คน และสามารถขอเพิ่มเติมได้อีก 2 คน โดยจะต้องลงทะเบียน online เพื่อจองบัตรเข้าชมพิธีล่วงหน้า และทางมหาวิทยาลัยจะจัดเตรียมที่นั่งไว้ให้ การจัดตารางเวลาการเข้ารับปริญญาจะจัดเป็นรอบๆขึ้นอยู่กับคณะ การรับปริญญานั้นจะใช้เวลาในแต่ละรอบไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังจากนั้น ในแต่ละ college และคณะจะมีการจัดงานฉลองการรับปริญญา เพื่อเปิดโอกาสให้เหล่านักเรียนได้ฉลองกับเพื่อนๆและอาจารย์อีกด้วย
หากน้องๆ คนไหนสนใจเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดอแร่ม (Durham University) สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรได้ที่ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัย Durham ได้ที่โทร 085-144-8808 หรือทางไลน์ @Mangolearning

รีวิว เรียนต่อ MSc Management ที่ Durham University


 

Durham University เป็นอีกหนึ่งมหาลัยที่มีชื่อเสียงมากๆ ที่ประเทศอังกฤษนะคะ อาจจะเป็นชื่อมหาลัยที่น้องๆ คนไทยอาจจะไม่ได้ยินบ่อยแต่บอกเลยว่าเป็นมหาลัยที่มีคุณภาพมากๆ ดังระดับต้นๆ ที่อังกฤษเลยนะ! ถ้าสนใจสาขา MSc Management อยู่ เรามารู้จักกับ Durham University และพี่แมงโก้จะมารีวิวสาขานี้แบบละเอียดให้น้องๆ ได้เห็นภาพเลยยย 

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ Durham University ก่อนดีกว่า 

  1. Durham University เป็นหนึ่งในมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศอังกฤษ คล้ายกับ Oxford และ Cambridge เลย แถมยังเป็นมหาลัยเดียวนอกจาก Oxford & Cambridge ที่มี College System อีกด้วย (แยกเป็น College คล้ายบ้านต่างๆ ใน Harry Potter) 
  2. นอกจากนั้นยังเป็นมหาลัยใน Russell Group อีกด้วย 
  3. Durham University ยังติดอยู่ใน Top 10 ของมหาลัยใน UK อีกด้วยค่ะน้องๆ ใครเป็นห่วงเรื่อง Ranking มา Durham University นี่ไม่ต้องห่วงง คุณภาพมหาลัยมีที่รับรองมากมายเลยย
  4. มหาลัยอันดับ 86 ของโลก ใน QS World University Rankings ใน Top 100 อีกด้วย บอกเลยว่าเป็นมหาลัยสุดคุณภาพ

ก่อนที่จะเปิดเทอมป. โท ที่ Durham University มีเปิด Pre-sessionals ด้วยนะ! หลายคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อปรับพื้นฐาน แต่จริงๆ การเรียน Pre-sessionals จะเป็นการปรับพื้นฐานเพื่อให้น้องๆ พร้อมกับการเรียนป. โทจริงๆ จะมีการสอนวิธีเขียน Academci Writing รวมไปถึงวิธีให้ Citation/Reference ข้อมูลที่เราหามา บอกเลยว่าน้องๆ คนไหนที่กังวลว่าจะเรียนได้หรือไม่ การปรับพื้นฐานช่วยมากจริงๆ ค่ะ 

แล้วการเรียน MSc Management ที่ Durham University เป็นยังไงนะ? ไม่ต้องห่วงจ้าา พี่แมงโก้รวบรวมคำตอบมาที่นี่ที่เดียวแล้ว 

เรียน MSc Management เรียนแบบไหน

ที่ Durham University จะแบ่งการเรียนเป็น 3 เทอม และการเรียนการสอนจะเป็นการผสมผสานระหว่างคลาส Lecture และ คลาส Seminar ที่เป็นคลาสเล็กลง จากรีวิวที่น้องคิม (เรียน MSc Management Internationl Business ที่ Durham University) ได้เล่าให้ฟัง น้องบอกว่าทุกวิชาจะมีคลาส Seminar หมด คลาส Lecture 9 ครั้ง และ คลาส Seminar 3 ครั้ง! 

คลาส Lecture กับ คลาส Seminar ต่างกันยังไง? 

คลาส Lecture ที่มหาลัยนี้ก็จะเป็นการสอนแบบที่เด็กไทยคุ้นชิน คือการที่อาจารย์มาสอนบทเรียนที่ให้อ่านมาก่อน แต่สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับคลาส Lecture คือมีทั้งอาารย์ประจำมหาลัยมาสอน และยังมี Expert จากบริษัทดังๆ รวมไปถึงอาจารย์ที่มีชื่อเสียงจากมหาลียอื่นมาสอนอีกด้วย บอกได้เลยว่าเนื้อหาแน่นอย่างแน่นอน! 

ส่วนตัวคลาส Seminar จะเป็นคลาสที่เล็กลง ทำให้น้องๆ นักศึกษาได้พูดคุยและ discuss หัวข้อต่างๆ ที่อาจารย์ยกขึ้นมาพูดถึง การเรียน Seminar อาจจะดูน่ากลัวสำหรับน้องๆ แต่บอกเลยว่าการเรียนคลาสนี้ไม่มีผิดหรือถูกนะคะ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดที่ดีมากๆ เลย! 

เรียนสาขานี้ที่ Durham University หนักมากรึเปล่า? 

ถึงจะเป็นมหาลัยท้อปในอังกฤษ แต่หากน้องๆ ทำงานส่งทุกตัวและตั้งใจ การเรียนสาขานี้ก็ไม่หนักเกินไปค่ะ! เทอมแรกจะเรียนเป็นวิชา Marketing, Strategy. Accounting และ Economics และเรียนประมาณ 4 วันต่ออาทิตย์ ถือว่าไม่เยอะมากนะคะน้องๆ 

อาจารย์สั่งงานเยอะรึเปล่า?

ในสาขา MSc Management ที่ Durham University มีงานเขียนที่เป็น Summative Writing เพียงแค่ช่วงก่อนจะจบเทอม เป็นการสรุปไอเดียเพื่อส่งอาจารย์ ร่างออกมาให้เห็นเป็นภาพที่ชัดเจน 

แต่ระหว่างเทอมจะมีงานที่เป็น Formative Writing หรือการเขียนแบบย่อๆ ไม่ได้ลงลึกเท่า Summative Writing และไม่มีคะแนน ถือว่าน้องๆ จะได้ฝึกการเขียนเพื่อส่งอาจารย์ในงานใหญ่ๆ ค่ะ นอกจากนั้น ยังได้ Feedback จากอาจารย์อีกด้วย ที่จะทำให้น้องๆ ปรับงานตามคำแนะนำเพื่อที่จะได้คะแนนเยอะๆ ค่ะ 

จะจบ MSc Management ที่ Durham ยังไง

น้องๆ ที่เรียน MSc Management ที่ Durham University จะต้องทำ Dissertation เป็นโปรเจกต์จบ ความยาวที่ต้องเขียนคือ 12,000 คำ น้องๆ สามารถเขียนอีเมลหาอาจารย์หากสงสัยตรงไหนได้เลยค่ะ เพราะอาจารย์ยินดีที่จะตอบและให้ความช่วยเหลือน้องๆ อยู่แล้วค่าา 

น้องคนไหนที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Msc Management ที่ Durham University พี่แมงโก้มีรีวิวจากน้องคิมที่ไปเรียน MSc Management International Business ให้ดูเพลินๆ ด้วยน้าาา คลิกได้เลยจ้า! >> Click จ้าาา! 

ข้อแนะนำสำหรับน้องๆ ที่จะไปเรียนป. โท ที่ Durham University 

พี่แมงโก้ขอแนะนำให้น้องๆ พูดคุยกับเพื่อนในห้องและอาจารย์เยอะๆ นะคะ เพราะเราจะได้ความรู้จากจุดนี้มากๆ อย่าไปเขินอายเวลามีคลาส Seminar อาจารย์ที่ Durham University จะไม่ชี้ตัวนักศึกษาออกมาเพื่อตอบคำตอบ แต่อย่างไรก็ไม่ต้องเขินค่าา ยิ่งเรามีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์และการแลกเปลี่ยนไอเดียเท่าไหร่ เรายิ่งเข้าใจบทเรียนมากขึ้นเท่านั้น 

น้องๆ ที่อยากไปเรียนต่อที่ Durham University  แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มตรงไหน มาปรึกษาพี่ๆ แมงโก้ได้เลยนะคะ เราให้คำปรึกษาน้องฟรีๆ เลย! ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

รีวิว เรียนต่อ LL.M. ที่ Durham University


 

Durham University เป็นชื่อที่คุ้นหูกันมั้ยคะน้องๆ? บอกเลยว่าปีหลังๆ นี้ Durham University เป็นหนึ่งมหาลัยที่มีคนอยากเข้าเยอะมากๆ โดยเฉพาะน้องๆ ที่เรียนทางด้านกฏหมาย ใครอยากไปเรียนป. โทต่อที่อังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าที่ Durham University เรียน LL.M. กันแบบไหน วันนี้พี่แมงโก้มารีวิวให้! ให้น้องๆ ได้เห็นภาพกันแบบชัดๆ เลยจ้าาา 

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ Durham University ก่อนดีกว่า 

 

  1. Durham University เป็นหนึ่งในมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศอังกฤษ คล้ายกับ Oxford และ Cambridge เลย แถมยังเป็นมหาลัยเดียวนอกจาก Oxford & Cambridge ที่มี College System อีกด้วย (แยกเป็น College คล้ายบ้านต่างๆ ใน Harry Potter) 
  2. นอกจากนั้นยังเป็นมหาลัยใน Russell Group อีกด้วย 
  3. Durham University ยังติดอยู่ใน Top 10 ของมหาลัยใน UK อีกด้วยค่ะน้องๆ ใครเป็นห่วงเรื่อง Ranking มา Durham University นี่ไม่ต้องห่วงง คุณภาพมหาลัยมีที่รับรองมากมายเลยย
  4. มหาลัยอันดับ 86 ของโลก ใน QS World University Rankings ใน Top 100 อีกด้วย บอกเลยว่าเป็นมหาลัยสุดคุณภาพ 

 

หลักสูตรของ Durham University ที่ได้ ก.ต. รับรองทั่วไป 

* Bachelor of Laws 

* Master of Laws (LL.M.,) 

หลักสูตรเฉพาะด้านตามข้อ 12 วรรคสอง (1) 

* Master of Laws in International Trade and Commercial Law 

รู้จักตัวมหาลัยแล้ว สงสัยกันแล้วใช่มั้ยล่ะว่าที่ Durham University เรียน LL.M. กันยังไง? พี่แมงโก้มีคำตอบ! 

 

LL.M. ที่ Durham University เรียนแบบไหน?

ที่ Durham University ปกติจะเป็นการเรียนแบบ Lecture based แต่ด้วยว่าในช่วงหลังมา มีความจำเป็นที่คลาสเรียนจะต้องเล็กลง เลยมีการปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนแบบ Blended approach คือมีทั้งคลาสที่เป็น Lecture และคลาส Seminar ที่เป็นคลาสเล็กลง คลาสเล็กลงอาจารย์ก็สามารถดูแลน้องๆ นักศึกษาได้อย่างทั่วถึง 

คลาส Lecture กับ คลาส Seminar ต่างกันยังไง?

ตัวคลาส Lecture จะเป็นคลาสที่อาจารย์สอนเนื้อหาที่เตรียมมา อธิบายบทเรียนให้น้องๆ ได้เข้าใจ ส่วน Seminar ที่มีเพิ่มเข้ามาเป็นคลาสที่มีขนาดเล็กลงเพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิด ส่วนใหญ่จะมีหัวข้อให้นักเรียนในคลาสคิดและเสนอว่าตัวเองคิดอย่างไรกับหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึง 

** แต่ว่าในคลาส Seminar อาจารย์ที่ Durham University ไม่น่ากลัวเลยค่ะ! อาจารย์ใจดีมากๆ แล้วก็ไม่กดดันให้ตอบด้วย อีกอย่าง ในคลาส Seminar น้องๆ ไม่ต้องกลัวเขินเลย เพราะเป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีผิดถูก ขึ้นอยู่กับความคิดของเราเลยจ้าา 

อยากเรียน LL.M. ที่ Durham University ต้องเตรียมตัวยังไง?

บอกก่อนเลยว่าน้องๆ ที่กังวลในเรื่องของการไปเรียนที่ประเทศใหม่หรือการเจอ Culture shock ที่ Durham University เป็นมหาลัยที่มีเด็กไทยไปเรียนเยอะอยู่เหมือนกันค่ะ น้องๆ หาเพื่อนใหม่ได้ง่ายอย่างแน่นอน การเรียนไม่ Strict เท่ามหาลัยอื่นๆ มาก เหมาะสำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนและเล่นไปด้วยแบบไม่หนักจนเกินไป ปรับตัวง่ายมากๆ และการเรียน LL.M. ของ Durham University ไม่ได้ยากเกินความสามรถของใครเลยย อาจารย์ใจดี ยินดีให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเลยค่ะ การสอนคลาส Lecture เป็นคลาสเรียนที่น้องๆ คุ้นเคยกันอยู่แล้ว

และอีกข้อดีของ Durham University คือการที่มีคนเอเชียเรียนอยู่เยอะ การเรียนการสอนจะเป็นในแนวทางที่น้องๆ คนไทยคุ้นชิน และไม่ Strict เท่ามหาลัยที่มีแต่เด็กฝั่งยูโรปค่ะ มหาลัยนี้เหมาะกับน้องๆ ที่กลัวว่าการเรียนจะเครียดเกินไป! 

จะจบ LL.M. ที่ Durham University ยังไง? 

น้องๆ ที่เรียน Law School ที่ Durham University จะต้องทำ Dissertation เป็นโปรเจกต์จบ ความยาวที่ต้องเขียนคือ 10,000 คำ อย่างน้อยต้องเขียน 8,900 คำ น้องๆ สามารถเขียนอีเมลหาอาจารย์หากสงสัยตรงไหนได้เลยค่ะ เพราะอาจารย์ยินดีที่จะตอบและให้ความช่วยเหลือน้องๆ อยู่แล้วค่าา 

น้องคนไหนที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ LL.M. ที่ Durham University พี่แมงโก้มี Podcast ให้ฟังเพลินๆ ด้วยน้าาา คลิกได้เลยจ้า! >> Click to listen! 

น้องๆ กฏหมายที่อยากไปเรียนต่อที่ Durham University  แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มตรงไหนอะไรอย่างไร มาปรึกษาพี่ๆ แมงโก้ได้เลยนะคะ เราให้คำปรึกษาน้องฟรีๆ เลย! ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลยค่า

ค่าครองชีพที่อังกฤษต่อเดือน


 

เคยสงสัยกันบ้างรึเปล่าว่าค่าครองชีพในแต่ละเมืองของอังกฤษตกอยู่ที่เดือนละประมาณเท่าไหร่….? วันนี้พี่แมงโก้ได้รวบรวม 5 เมืองสุดฮิตสำหัรบนักเรียนไทยในการไปเรียนต่อป. โทมาให้น้องๆ ดูว่าแต่ละอย่างตกเดือนละเท่าไหร่ 

โดยเมืองที่พี่แมงโก้เลือกมามีเมืองที่มี Top Universities อยู่ด้วย ได้แก่เมือง London, Durham, Nottingham, Exeter, Coventry และ Bristol จ้าา  อาจจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการเลือกมหาลัยและเมืองของน้องๆ ได้เลยนะคะ 

พี่แมงโก้ได้แยกมาเป็น 5 หมวดหมู่ได้แก่: ค่าเช่า Apartment, Utility bills, Meal, Monthly transportation และก็สิ่งที่ขาดไม่ได้ Local beer ของประเทศอังกฤษค่าาา ถ้าอยากรู้แล้วว่าแต่ละที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างไรต่อเดือน ตามมาอ่านเลยจ้าา 

 

Apartment (Rent per month) : 1 Bedroom in City Centre 

London: 1,717.44 £

Durham: 650 £

Nottingham: 610.26 £

Exeter: 699.17 £

Coventry: 655.45 £

Bristol: 924.60 £

 

Utility bill (ค่าใช้จ่ายทั่วไปเช่นค่าน้ำค่าไฟ) 

London: 172.50 £ 

Durham: 235.83 £ 

Nottingham: 156.66 £ 

Exeter: 155 £ 

Coventry: 181.40 £ 

Bristol: 201.59 £ 

 

Transport (Monthly pass) 

London: 150 £ 

Durham: 55.11 £

Nottingham: 55.50 £

Exeter: 65 £ 

Coventry: 50.90 £ 

Bristol: 70 £ 

 

Meal ที่ร้านอาหารที่ไม่แพงมากต่อ 1 มื้อ 

London: 15 £

Durham: 11 £

Nottingham: 12 £ 

Exeter: 15 £

Coventry: 10 £ 

Bristol: 15 £

 

Local beer (0.5 litre bottle) 

London: 1.98 £ 

Durham: 1.68 £ 

Nottingham: 1.86 £ 

Exeter: 1.81 £ 

Coventry: 1.31 £ 

Bristol: 1.93 £ 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.numbeo.com/cost-of-living/ 

จากที่เห็นจากตัวเลข การใช้ชีวิตอยู่ในกรุงลอนดอนจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเมืองอื่นอยู่เล็กน้อยค่ะ แต่ใดๆ ก็ขึ้นอยู่กับ Lifestyle ของน้องๆ นะคะ และการจัดการการใช้เงินของเรา แถมน้องๆ ที่ไปเรียนต่อป.โทที่อังกฤษยังสามารถทำงาน Part-time ได้ด้วยนะ แต่ทำได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 20 ชม. เท่านั้นนะจ้ะ 

ใครทำกำลังแพลนไปเรียนต่อและอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามหาลัยไหนหรือเมืองไหนที่เหมาะกับเรา เข้ามาคุบกับพี่แมงโก้ได้เลยนะ ปรึกษาฟรี! ทุกขั้นตอนเลย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

รวม 6 เมืองในอังกฤษที่ค่าครองชีพเป็นมิตรสำหรับนักศึกษา!


 

เรียนต่ออังกฤษแบบประหยัด ไปอยู่เมืองไหนดีน้าา?

วันนี้พี่แมงโก้รวบรวม 6 เมืองในอังกฤษที่ค่าครองชีพถูกสุดๆ สำหรับน้องๆ นักศึกษา แถมมหาลัยในเมืองต่างๆ ที่เป็นมหาลัย Top ranked อีกด้วยนะ! เมืองที่ค่าครองชีพแสนถูกมีอะไรบ้าง? มาดูเลยดีกว่า~!

 

1. Nottingham – ที่ตั้งของมหาลัย University of Nottingham เป็นเมืองที่มีสีสัน แถมยังเป็น The best night life city ในอังกฤษอีกด้วยน้าา บอกเลยว่าขาปาร์ตี้ต้องรักเมืองนี้

2. Durham – Durham University เป็นอีกหนึ่งมหาลัยที่หลายๆ คนหมายปอง บอกเลยว่า Durham เป็นเมืองที่น่ารักมากๆ ขนาดไม่ใหญ่มากและเงียบสงบ แถมค่าครองชีพในเมืองยังไม่แพงมากอีด้วย

3. Newcastle – ที่ตั้งของมหาลัยโด่งดังอย่าง Newcastle University เป็นเมืองที่ไม่เล็กไม่ใหญ่แต่มีทุกอย่างพร้อม น้องๆ ไม่ต้องกลัวเหงาเลยเพราะในเมืองมีที่ให้เที่ยวอย่างแน่นอน และไม่แพงเท่าในลอนดอนอีกด้วยนะ

4. Exeter – เมืองของ University of Exeter เป็นเมืองขนาดกลางที่เหทาะสำหรับน้องๆ ที่อยากหนีความวุ่นวานของเมืองใหญ่ เพราะ Exeter เป็นเมืองที่มีนักศึกษาอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ของต่างๆ ในการใช้ชีวิตเลยไม่แพงมาก

5. Bristol – เมืองแห่งเทศกาลอย่าง Bristol มีมหาลัย Russell Group อย่าง University of Bristol ตั้งอยู่ด้วยนะ! อีกมหาลัยนึงที่น่าสนใจมากๆ ที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้เช่นกันคือ University of the West of England อีกด้วยย! Bristol เป็นเมืองที่มีศิลปะ street art อยู่มากมาย เพราะเป็นบ้านเกิดของ Banksy ไม่แพงแถมยังน่าเที่ยวอีกด้วย

6. Kent – ตั้งอยู่ในเมือง Canterbury และยังเป็นที่ตั้งของ University of Kent ด้วยนะ! บอกเลยว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่แสนน่ารัก ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนก็สวย อบอุ่นไปหมด ค่าครองชีพก็ไม่แพงอีกด้วยย

ข้อมูลอ้างอิง: https://www.totallymoney.com/content/best-university/

น้องๆ ที่อยากไปเรียนต่ออังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าไปที่ไหนดี พี่แมงโก้ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ เลยย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

รีวิว หอพัก และ College ของ Durham University (อัพเดต2020)


หลายๆ คนคงจะพอรู้ว่า Durham University นั้นยังใช้ระบบ College System แบบเดียวกันกับ Oxford และ Cambridge และแต่ละ College ก็จะมี Culture มีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปเหมือนกันกับในเรื่อง Harry Potter และที่พักของแต่ละ College ก็ยังมีความแตกต่างกันไปอีกด้วย โดยน้องๆที่สมัครเรียนผ่านทาง Mango ทางเรามีบริการให้คำแนะนำเรื่องที่พักและจองที่พักให้ด้วยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นค่ะ

ห้องพักที่มหาวิทยาลัย Durham นั้นแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆนั่นคือ
• Standard: ห้องพักแบบแชร์ห้องน้ำ และห้องครัว
• En-suite: เป็นห้องพักแบบมีห้องน้ำในตัวโดยนักศึกษา 6-8 คนจะใช้ห้องครัวร่วมกัน
ส่วนแต่ละ College ที่ Durham University นั้นมีความแตกต่างอะไรกันบ้าง เค้าจะโดดเด่นเรื่องอะไร และที่พักมีแบบไหนบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1) Ustinov (สำหรับนักเรียนปริญญาโทและเอกเท่านั้น)
Catering: Self-catered
College Facilities:
• Coffee shop
• Bar
• Games/common room
• Computer room nearby
• Gym
• Large multi-purpose hall
• Seminar room
• Meeting room
• Music practice room
• Laundry facilities
• Small shop
• Tennis and basketball court

 
Ustinov College เป็น College
ที่สร้างมาเพื่อนักศึกษาระดับปริญญาโทโดยเฉพาะ จึงมี student support team สำหรับนักเรียนปริญญาโทที่พร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกๆด้านทั้งเรื่อง Finance, Academic issues, Health concerns, Social and Relationship ไปจนถึง Harassment and Bullying รวมไปถึงกิจกรรมที่สรรหามาเพื่อตอบโจทย์นักเรียนต่างชาติที่อยู่ไกลบ้าน ทั้งชมรมกีฬา, Jazz Band, และกิจกรรมชิคๆที่ทุกคนถามถึงนั่นก็คือ formal dinner (นั่นคือสาเหตุที่ทุกคนควรเตรียมชุดไปงานสวยๆติดตัวมาด้วย) ซึ่งจะมีจัดเพื่อให้สมาชิกของ College ได้มาพบปะสังสรรค์และ networking กันตลอดทั้งปี
October – Welcome Formal
November – Bonfire Night Formal
December – Christmas Formal
January – Burns Night Formal
March – Castle Formal
May – Clubs & Societies Formal
June/July – Summer Ball
ห้องพักของ Postgraduate มีจำนวนทั้งสิ้น 800 ห้อง โดย 75% เป็นห้องแบบ en-suite และ 25% เป็นห้องแบบ standard โดยนักศึกษาสามารถรีเควสห้องในโซนชายล้วนและหญิงล้วนได้

หอที่ Sheraton Park Site นั้นใหม่เอี่ยมมากๆ และสามารถเดินไปเรียนโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที


2) Collingwood
Catering: fully-catered

College Facilities:
• Lormor Library and IT suite : Includes PCs and printer plus a small collection of books and study space
• Music rooms: Includes three practice spaces and use as a fully equipped recording studio
• Fitness suite: Includes rowing machines, treadmill, exercise bikes, free weight stations, various resistance machines and a punchbag
• Sports court: Includes tennis courts and netbal pitches
• Multi use games area: An all weather floodlit pitch marked out for various games inclusding football, rugby etc
• Small shop: Selling a range of confectionary and basic goods
• Coffee shop: The Wood ‘n’ Spoon: Serves tea, coffee, hot chocolate, toasties, and a variety of snacks
• Bar: The Stags Head: Hosts a number of social events, including band nights, quizzes and karaoke
• Dining hall:
• Laundry facilities

Collingwood เป็น College ที่ทันสมัยที่สุด มุ่งเน้นความ innovation ไม่เน้นพิธีรีตองหรือประเพณีให้ยุ่งยาก บอกเลยว่า College นี้เป็นที่นิยมในหมู่น้องๆปริญญาตรีถูกใจวัยรุ่นสุดๆ ชาว Collingwood นั้นบอกว่าตัวเองเป็นคนชิวๆ informal และเป็น College ที่เฟรนลี่ที่สุดใน Durham และมุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านกีฬา ศิลปะ และกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1400 คนเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ 130 คนและ 30 คนที่พักใน College ห้องพักของ postgraduate มีจำนวนทั้งสิ้น 33 ห้องและทุกห้องเป็นห้องแบบ standard

 



3) Grey

Catering: part-catered (during periods of undergraduate term-time ) or self-catered

College Facilities:
• Library
• Fountains Hall: Includes facilities for music, theatre and a Chapel
• Boathouse
• Sports court
• Gym
• TV lounge
• Bar
• Games room
• Dining Hall
• Shop
• Laundry facilities

Grey เป็น College ที่ตั้งอยู่ใกล้ Bill Bryson library และ Science Site ซึ่งสามารถเดินไป City Center ได้ภายใน 15 นาที College แห่งนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความทันสมัย และความ traditional ของมหาวิทยาลัย Durham (นั่นก็คือที่ College นี้ยังคงกิจกรรม Gowned formal dinner เอาไว้) College แห่งนี้มี facilities ที่เรียกได้ว่าครบครันมากทั้งห้องสมุด โรงละครและ บาร์ ซึ่งได้รับรางวัลว่าเป็น “Best College Bar” หลายปีซ้อนกันเลยทีเดียว ห้องพักของ postgraduate มีจำนวนทั้งสิ้น 34 ห้องและทุกห้องเป็นห้องแบบ standard


4) Hatfield
Catering: Self-catered (Postgraduates living in self-catered accommodation at James Barber House may purchase meal tickets to take meals in College as they wish.)
College Facilities:
• Library and reading room
• Computer room
• Games room
• 2 Gyms
• Bar
• Kitchen facilities
• TV lounge
• Sports/tennis court
• Music practice rooms
• Dining hall
• Boat house
• Bookable meeting rooms
• Chapel
• Laundry facilities

หากคุณคือคนที่รักในความขลังของระบบ College คุณต้องมาที่นี่เพราะ Hatfielders clearly belong to Hatfield! College นี้เป็น College ที่เก่าแก่เป็นอันดับสองทำให้เหล่าสมาชิก Hatfield นั้นมี Hatfield Spirit ที่เข้มข้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกๆอาทิตย์สมาชิกของ Hatfield College จะมาร่วมรับประทานอาหารในชุด formal gown ที่ Georgian dining hall โดยคติประจำ College นี้คือ “Be the best you can be” ไม่ใช่แค่ได้จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่ดี แต่ College นี้จะสนับสนุนให้คุณคว้าทุกโอกาสที่เข้ามาเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สถานที่ตั้ง College อยู่ไม่ไกลจาก City Center และอยู่บนถนนที่เก่าแก่ที่สุดของ Durham (the Bailey) ที่พักสำหรับนักศึกษา postgraduate จะอยู่ที่ James Barber House ซึ่งอยู่ห่างออกไป 5 นาที และมีจำนวนทั้งสิ้น 44 ห้องและทุกห้องเป็นห้องแบบ standard


5) Josephine Butler
Catering: Self-catered

College Facilities:
• IT suite and library area
• Bar / coffee shop with study area and wireless internet
• Sports hall / multi-purpose events hall
• Seminar room
• Meeting room
• Art room
• Quiet room study spaces
• Gym
• Multi-Use Games Area (MUGA) / outdoor green gym
• Music room
• TV lounge
• Laundry facilities

Josephine เพิ่งจะฉลองครบรอบ 10 ปีที่ตั้ง College มา นับว่าเป็น College ที่มีอายุน้อยที่สุด (ตั้งขึ้นในปี 2006) โดยเลือกที่จะรักษาความเป็น tradition ของมหาวิทยาลัย Durham ไว้บางส่วนและผสมผสานกับความเป็น Josephine Butler ของตนเอง ที่นี่มี facilities ที่ครบครันไม่น้อยไปกว่าใครมีทั้ง multi-purpose bar และ study space สำหรับให้มานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานกลุ่ม รวมไปถึงห้อง fitness และที่สำคัญที่สุดทุกห้องพักจะเป็นแบบ en-suite อีกด้วย สำหรับนักเรียนปริญญาโทที่เรียน pre-sessional จะถูกจัดให้มาเข้าพักที่ Josephine Butler และสามารถที่จะเลือกอยู่ที่นี่จนตลอดทั้งปีการศึกษาได้เช่นกัน ปัจจุบัน Josephine Butler มีนักศึกษาปริญญาโทอยู่ 120 คน ห้องพักสำหรับ postgraduate มีทั้งหมด 45 ห้อง และทุกห้องเป็นแบบ en-suite โดยนักเรียน 6 คนจะใช้ห้องครัวส่วนกลางร่วมกัน โดยห้องครัวมีอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
A cooker, sink and washing up area, individual (lockable) storage areas, fridge and freezer, substantial cupboard space, television point, table and dining chairs, comfortable seating, microwave, toaster, kettle, iron and ironing board, and vacuum cleaner.




6) St. Aidan’s

Catering: Fully-catered

College Facilities:
• 24-hour library
• TV lounge
• Additional TV lounges
• Bar
• Gym
• Sports court
• Music room
• Bookable rooms
• Dining Hall
• Laundry facilities

College แห่งนี้ออกแบบโดย Sir Basil Spence ซึ่งเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงที่โด่งดังมากในประเทศอังกฤษและเป็นผู้ออกแบบ Coventry Cathedral และที่ตั้งของ College นั้นอยู่บน Windmill Hill ที่ว่ากันว่าเป็นจุดชมวิวของ Durham Cathedral ที่สวยที่สุดในเมือง Durham ทำให้ชาว St. Aidan’s นั้นมีความภาคภูมิใจในความสวยงามของ College ของตัวเองเป็นอย่างมาก สมาชิกของ College สามารถเลือกที่จะเข้าร่วมกิจกรรมของ College ได้ไม่ว่าจะเป็นเข้าร่วมชมรมต่างๆหรือจะร่วมทานอาหารกลางวันที่ dining hall ก็ได้เช่นกัน ที่นี่มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 128 ห้องและ 89% เป็นแบบ en-suite โดย 11% เป็นห้องพักแบบ standard และมีห้องพักโซนสำหรับผู้หญิงอย่างเดียวแบบ en-suite เช่นกัน


7) St.Chad’s

Catering: Depends
• Postgraduates living in college accommodation on the main site are fully-catered during undergraduate term-time and self-catered outside of term-time.
• Postgraduates living in college accommodation elsewhere are self-catered. Meals can be purchased in College and termly meal deals are available.
• Formal dinners are held twice a week; self-catered students can buy a meal ticket to attend.

College Facilities:
• Extensive library: 7 rooms/80 study spaces
• IT room
• Bar
• Gym
• TV room
• Chapel
• Wine cellar
• Dining Hall
• Boathouse
• Laundry facilities

มาถึง College ที่เก่าแก่ที่สุด และเป็น College ที่โด่งดังที่สุดรองจาก University College ในมหาวิทยาลัย Durham (และเค้าเคลมว่านักศึกษาใน College นี้เรียนเก่งที่สุดอีกด้วย) โดยที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองและที่พักจะเป็นตึกแบบ Historic buidling (หลายๆห้องยังมีเตาผิงไฟ – แต่ใช้ไม่ได้แล้วนะ) ห้องพักที่นี่มีไม่มากจึงมีจำนวนนักเรียน udergraduate 350 คนและ postgraduate 150 คน ถึงจะรับสมาชิกได้ไม่มาก แต่College นี้มีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุด รับรองว่าสมาชิกใน College แห่งนี้จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่แน่นอน ที่ St Chad’s นี้โดดเด่นมากในเรื่องของ research เพราะที่นี่มี academic และ research staff ของตัวเองที่พร้อมให้ความสนับสนุนสมาชิกของ St Chad’s โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาระดับ PhD โดยทุกๆสองสัปดาห์สมาชิกของ College รวมไปถึงอาจารย์และ staff จะมาใส่ชุด formal gown มารับประทานอาหารร่วมกันแบบ three-course meal พร้อมกับไวน์ (ค่าที่พักที่นี่จะรวมอาหาร 3 มื้อไว้ให้แล้ว) ที่นี่มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 39 ห้องและ 56% เป็นแบบ en-suite
• 9 standard rooms on main college site
• 5 standard rooms in a house on Hallgarth Street
• 22 ensuite rooms and 3 standard rooms in Trinity Hall
• Accessible accommodation: We have two accessible ensuite rooms.


8) St Cuthbert’s
Catering: Options are as follows:
• Self-catered
• Part-catered: includes 10 meals per week.
• Pay-as-you-go: buy meal tickets as and when you wish.

College Facilities:
• Library
• 2 computer suites
• 2 bars/cafes
• 2 gyms
• Music room
• 2 laundries
• Dining Hall

St Cuthbert’s เป็นหนึ่งใน College ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย Durham โดยมีที่อยู่อยู่ 2 ที่นั่นคือ บนถนน Bailey (ถนนที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง Durham) และ แบบ self-catered ซึ่งจะเป็นตึกแบบโมเดิร์นซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามแม่น้ำที่ Parson’s Field ที่ College นี้จะมี Postgraduate Committee ที่จะทำหน้าที่กิจกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือ social ต่างๆ นอกจากนี้ยังมี formal dinner ทั้งแบบมีตีม และแบบ traditional เพื่อให้สมาชิกได้มาพบปะสังสรรค์กันตลอดทั้งปี โดยทุกๆอีเว้นท์จะมีการระบุ dress code เช่น “black tie” หรือ “casual” หรือในบางครั้งอาจจะเป็น fancy dress! สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือทุกคนมาถึงงานเวลา 6:30pm และอาหารจะเริ่มเสิร์ฟตอน 7:00pm โดยทุกคนสามารถเลือกที่นั่งบนโต๊ะยาวได้ว่าจะนั่งที่ไหน อาหารจะเป็นแบบ three-course meal และจะมีการวงดนตรี อ่านบทกวี หรือเล่าถึงประวัติสนุกๆของ St Cuthbert’s ที่นี่มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 40 ห้องและทุกห้องเป็นแบบ en-suite




9) St Hild and St Bede

Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Large part of Leazes Road library
• Computer room
• Two reading rooms
• Common Room
• Music rooms
• Function rooms: PGs can use for debates, seminars, socials
• Caedmon Hall*
• Dance studio
• Chapel
• Bar
• Boat House
• Fitness suite
• Tennis courts
• Five-a-side pitch
• Basketball pitch
• Squash court
• Dining Hall
• Laundry facilities

College แห่งนี้คือ College ที่ใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย Durham โดยตั้งอยู่เพียง 5 นาทีจาก City Center และมีพื้นที่กว่า 16 เอเคอร์ (ประมาณ 40 ไร่) โดยมีทั้งสวนที่สวยงามอยู่เลียบทางตอนเหนือของแม่น้ำ Wear ตึกเดิมนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1857 และปรับปรุงครั้งใหญ่ไปในปี 2003 ปัจจุบันมีนักศึกษา postgraduate อยู่ 300 คน และ 70 คนอยู่ในแคมปัส และจะทานข้าวเย็นร่วมกันในทุกๆวันพุธ โดย Postgraduate Committee จะสร้างสรรค์กิจกรรมตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็น inter-college formal dinner , weekly social evenings, seminar evenings, film nights, และทัวร์ท่องเที่ยวเมืองรอบๆ Durham มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 65 ห้องและทุกห้องเป็นแบบ standard


10) St John’s
Catering: Fully-catered (available only UG term)

College Facilities:
• Library (holdings in theology and other disciplines; individual carrels and open tables)
• Music practice rooms (3)
• Gym and cardio suite
• Computing room (with computers, printer and copier)
• Dining halls (2)
• Private gathering/reading rooms
• Bar
• Pool table, dart board and Wii
• DVD viewing rooms
• Chapel
• Kitchen (2 fully equipped; multiple pantries)
• Boat house
• Just World Coffee shop (one of the oldest Fairtrade shops in the world)
• Gardens and Lawns
• Conference and Seminar rooms
• TV room
• Bike shed (covered)

เป็นหนึ่งใน College ที่เล็กๆแต่อบอุ่นเพราะที่นี่มีสมาชิก undergraduate 500 คน และ postgraduate 150 คน ตั้งอยู่ในบริเวณใจกลางเมืองและใกล้บริเวณที่เป็นประวัติศาสตร์ของเมือง Durham  และสามารถเห็นวิว Norman Cathedral และ แม่น้ำ Wear ที่สวยงาม และถึงแม้ว่าจะเป็น College ที่เก่าแก่แต่สมาชิกของ St John ก็สามารถที่จะทำอะไรที่แตกต่าง ไม่จำเป็นจะต้องทำตามประเพณีที่เก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเสมอไป “we have the freedom to do things a little differently” มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 32 ห้องและทุกห้องเป็นห้องพักแบบ standard

St.John นั้นได้รับการโหวตโดยนักเรียนให้เป็นหอพักที่ดีที่สุดของ Durham University เพราะหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของ College ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง สำดวกทั้งการไปเรียน และการใช้ชีวิต รวมไปถึงข้อดีของการเป็น College ที่มีขนาดเล็ก ทำให้สมาชิกมีความสนิทสนมและมีกิจกรรมเยอะมากกกก (สังเกตุได้จากการมี weekly formal dinner) และว่ากันว่าอาหารที่ College นี้อร่อยมากทีเดียว


11) St Mary’s
Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Music practice rooms
• Computer rooms
• College library and reading room
• Tennis court
• Well-equipped gym
• College bar
• Two Junior Common Rooms available to all student members of the College
• Meeting rooms: Inc. the Kenworthy hall and traditional dining room (bookable for academic or social events)

ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเลิศเพราะอยู่ตรง Palatine Centre ใกล้กับ Bill Bryson Library และ หลายๆคณะในมหาวิทยาลัย ไม่ไกลนักจาก Sport centre และ ตัวเมือง St Mary เป็น College ที่เก่าแก่เป็นอันดับสามของมหาวิทยาลัย Durham เดิมที St Mary นั้นเป็น College หญิงล้วนก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ปัจจุบันมีนักเรียน undergraduate 750 คน และ postgraduate 150 คน โดยสมาชิกของ College นี้ยังมีบางส่วนเป็นนักศึกษา part-time distance learning อีกด้วย ที่ St Mary นั้นเคลมว่ามี gowned formal meal ที่เลือกสรรอาหารที่ดีที่สุดมาจัดเลี้ยงในงาน formal dinner ที่ St Mary มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 35 ห้องโดย 32% เป็นแบบ en-suite (มีห้องน้ำในตัว) 68% เป็นแบบ standard โดยที่นี่ยังมีห้องพักที่เป็นโซนสำหรับผู้หญิงอย่างเดียว 7 ห้อง




12) Trevelyan

Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Excellent library; over 13,000 books, network-free PCs,
• 2 roaming points, world cinema DVD library
• Two computer rooms; networked PCs, printer, scanner, photocopier
• Music practice/recital room
• Recording studio
• Sir James Knott Hall; available for events, indoor sports
• e.g. badminton, table tennis etc.
• Faith Room
• MCR exclusive Common Room – The Mowlam Room
• Bar
• Cinema/TV room
• Fitness suite
• Sports court; tennis, basketball, netball
• Shop; ‘The Buttery’
• Dining Hall
• Laundry facilities
• Games area
• Extensive landscaped grounds

หรือเรียกสั้นๆว่า “Trevs” เป็นหนึ่งใน College ที่เล็กที่สุดโดยมีสมาชิก undergraduate 650 คน และ postgraduate 145 คน และประมาณ 40% พักอาศัยใน College ชาว Trevs นั้นเรียกตัวเองว่าเป็นหนึ่งใน College ที่เฟรนลี่ที่สุดและสามัคคีกลมเกลียวกันที่สุดเช่นกัน ที่ Trevelyan College นั้นมีความตั้งใจที่จะเพิ่มจำนวนนักเรียน postgraduate ให้เป็นสองเท่าจึงมีการจัดกิจกรรมหลากหลายประเภทที่ตอบสนองความต้องการของนักเรียน postgraduate ทั้ง formal dining (ที่เน้นความเป็นกันเอง ไม่ formal มากเท่าที่ College อื่นๆ) และกิจกรรมทั้ง academic และ non-academic ปัจจุบันห้องพักสำหรับ postgraduate มีทั้งสิ้น 48 ห้อง เป็นห้อง en-suite แบบมีห้องน้ำในตัวอยู่ 12 ห้อง


13) University
Catering: Self-Catered

College Facilities:
• Library
• Computer room
• Music practice rooms
• Undercroft bar
• Games room area
• TV lounge
• Gym
• Dining Hall
• Laundry facilities



University College
เป็น College ที่เก่าแก่ที่สุดใน Durham และเป็น College ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ตั้งอยู่ที่ Durham Castle เลยทีเดียว มีสมาชิก undergraduate 800 คน และ postgraduate 300 คน ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับน้องๆเด็กไทยที่ไหนๆมาเรียนแล้วอยากจะได้ประสบการณ์แบบ Happy Potter อย่างแท้จริง โดยน้องๆจะได้เข้าร่วม formal gown dinner หรือแม้แต่ wine tasting ใน Durham Castle รวมถึงกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายที่ทาง Committee แต่ละปีจะจัดสรร

โดยนักศึกษา postgraduate จะได้พักอยู่ในตึกสร้างใหม่ชื่อ New Kapier Court ที่เพิ่ง renovate ใหม่เอี่ยม ซึ่งอยู่ห่างออกไปจาก Durham Castle 10 นาที มีห้องพักสำหรับ postgraduate โดยห้องพักทุกห้องเป็นแบบ en-suite มีห้องน้ำในตัว โดยมีห้องครัวและห้องทีวีส่วนกลาง และมีคนทำความสะอาดให้อาทิตย์ละครั้ง


14) Van Mildert
Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Library
• Computer room
• Bar
• Multi-gym
• Sports court
• Music suite with recording studio
• Grand piano
• Snooker room
• Small shop
• Dining Hall
• Laundry facilities

College นี้โดดเด่นตรงที่ตั้งเพราะตั้งอยู่รอบทะเลสาปที่สวยงามและมีสมาชิกกว่า 1000 คน College แห่งนี้มีไลฟ์สไตล์ที่ผ่อนคลายมีชมรมมากมายให้เลือกเข้าร่วม ที่สำคัญว่ากันว่าอาหารที่อร่อย แถมมีบุฟเฟ่ต์ให้ทุกวันพุธอีกด้วย ที่พักของนักศึกษา postgraduate จะอยู่ชั้นบนของ Deerness Building โดยมีห้องพักสำหรับ postgraduate 33 ห้องและ 91% เป็นห้องแบบ en-suite (มีห้องน้ำในตัว) โดยมีอุปกรณ์ในห้องดังต่อไปนี้
• A High Speed internet access port
• 2 chairs
• Desk (with notice board)
• TV and Radio Sockets
• Storage space (a wardrobe, drawers, under-bed storage locker and a bookshelf)
• 2 Mirrors
• Bathroom (with sink and shower)


15) John Snow College

Catering: Self-Catered

College Facilities:

  • Snow & South Gym (ใช้ร่วมกับ South College)
  • The Igloo Bar
  • Multi use game area
  • Music Room
  • Yoga/dance studio
  • Performance practice room
  • Faith facility

John Snow College เป็น ​College ที่เน้นเรื่อง “first class wider student experience” ซึ่งถ้าไปดูหอพักและ facility ก็ต้องบอกเลยว่าดีเลิศจริงๆ College นี้ ที่พักเป็น en-suite (348 ห้อง) มีทั้งแบบ flat และแบบ townhouse โดยสามารถเลือกที่พัก

  • Female Only
  • Male Only
  • Alcohol Free
  • Vegetarian/Vegan (Meat-free/fish free)
  • Dust Free (Student’s with a preference for a cleaner environment)
  • Nut free/coeliac/lactose Intolerant/gluten free
  • Quiet flats

 


16) South College (เพิ่งเปิดในปี 2020)

Catering: Self-Catered

College Facilities:

  • Snow & South Gym (ใช้ร่วมกับ John Snow College)
  • Study space and library
  • Cafe and Bar
  • Music Room
  • Performance studio
  • Faith facility

South College เป็น college สร้างใหม่ล่าสุด ทั้งหอพักและตัว college ถูกออกแบบมาอย่างทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟสไตล์ของนักเรียน ที่ตั้งขอ College นี้ถือว่าอยู่ในทำเลที่สะดวกสบายในการเดินไปเรียน ทั้งใกล้ห้องสมุดและตึกเรียนใหม่ Learning and Teaching Centre (ซึ่งในปัจจุบันเป็นห้องเรียนของ Business School และหลายๆคณะ)


สอบถามข้อมูลกับ Mango ตัวแทนอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและทีมงานนักเรียนเก่า Durham พร้อมให้ข้อมูลและช่วยรีวิว SOP โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 0851448808 หรือ Line : @mangolearning

ทางลัดเรียนป.ตรีอังกฤษ ที่ใครๆก็ไปเรียนได้


undergrad-uk

ไม่ว่าตอนนี้น้องๆ จะกำลังเรียน High School อยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ตาม แต่มีเป้าหมายว่าอยากเข้าเรียนปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ มาทางนี้ได้เลย เพราะที่อังกฤษมีหลักสูตรที่เรียกว่า Foundation Pathway เป็นทางเลือกที่คล้ายๆทางลัด ให้กับเด็กที่กำลังเรียน High School ทั่วโลก ได้เข้ามาเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในระดับปริญญาตรีได้เลย

Foundation Pathway คืออะไร

หลักสูตร Foundation คือ หลักสูตร 1 ปี ที่จะเป็นการเรียนปรับพื้นฐานให้กับนักเรียนก่อนที่จะเข้าไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี แต่ก่อนที่น้องๆจะเริ่มเรียน Foundation น้องๆจะได้เลือก Pathways หรือ กลุ่มคณะที่เราต้องการจะเรียนต่อตอนป.ตรีก่อน เช่น ถ้าน้องๆตั้งจะใจเรียนหลักสูตร Management ตอนปริญญาตรี น้องๆก็จะต้องเลือกเรียน Pathway ที่เป็นสาย Business หรือถ้าเป็นเด็กสายวิทย์ที่อยากเรียนต่อป.ตรีด้าน Chemical Engineering ก็สามารถเลือกเรียน Engineering Pathway ได้เลย ซึ่งใน 1 ปีนี้ นอกจากจะได้ปรับพื้นฐานทางด้านภาษาสำหรับนักเรียนต่างชาติแล้ว ยังเป็นการเรียนการสอนที่อิงกับหลักสูตรป.ตรีที่เราจะไปต่อ ก็ Pathways ต่างๆที่พี่แมงโก้เล่าไปแล้วด้านบนนั้นแหละค่ะ และหลักสูตร Foundation ยังจะสอนให้น้องๆเรียนแบบเด็กมหาวิทยาลัย มี Coursework ให้ทำ เน้นแนว research และนำมาปฏิบัติจริง เป็นการเตรียมความพร้อมจากชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมไปสู่การเป็นเด็กมหาลัยอย่างแท้จริง

แล้วหลักสูตร Foundation เป็นทางลัดยังไงล่ะ

เพราะว่าหลักสูตรปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ ใช้เวลาเรียนเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ถ้าเป็นน้องๆโรงเรียนไทย สามารถไปเรียนต่อ Foundation ได้ตั้งแต่จบ ม.5 ส่วนน้องๆเด็กอินเตอร์ทั้งหลาย ก็สามารถไปได้ตั้งแต่จบ Year 11 หรือมีคะแนน GCSE หรือ IGCSE ก็สามารถเข้าเรียนหลักสูตร Foundation ได้เลย โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียน A-Level หรือ Year 12-13 อีก 2 ปี เท่ากับน้องๆสามารถประหยัดเวลาไปได้อย่างต่ำๆก็คนละ 1 ปี เลยนะคะ

นอกจากนี้ยังเป็นทางลัดให้น้องๆได้เข้าเรียนในมหาลัยมีชื่อในอังกฤษ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงลุ้นยื่นคะแนน UCAS ซึ่งน้องๆจะต้องแข่งขันกับเด็กจากทั่วโลกที่ยื่นคะแนนผ่านระบบนี้ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่เราอยากเข้าผ่านระบบ UCAS มีโอกาสน้อยกว่า ยื่นคะแนนสมัครเข้าโปรแกรม Foundation ในมหาลัยนั้นๆโดยตรงเลย เรียกได้ว่าคู่แข่งน้อยกว่าหลายเท่าตัว แถมยังมีโอกาสได้เรียนรู้ระบบการเรียนการสอนในมหาลัยก่อนเพื่อนๆที่เข้าผ่าน UCAS และยังจะได้ใช้ Facilities ต่างๆของมหาลัยเหมือนเป็นนักศึกษาของมหาลัยนั้นๆด้วย อาจจะพูดได้ว่า เราจะได้โตเร็วกว่าเพื่อนๆในวัยเดียวกัน 1 ปีเลยทีเดียวนะคะ

แม้ว่าจะไม่ได้มีทุกมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตร Foundation แต่ก็มีมหาวิทยาลัยดังๆหลายที่เปิดหลักสูตรนี้อยู่นะ เช่น Durham University, University of Bristol 2 มหาวิทยาลัยที่คนอังกฤษมองว่าถ้าเข้า Oxford Cambridge ไม่ได้ก็ต้องมาที่นี่ ดังนั้นความเข้ายากเมื่อยื่นผ่าน UCAS จะมีสูงมากๆ แต่ถ้าสมัครผ่าน Foundation มีโอกาสมากกว่า และยังไม่ต้องรอลุ้น UCAS อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี University of Exeter, Lancaster University และมหาลัยชื่อดังอื่นๆอีกมากมายที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation ถ้าน้องๆคนไหนสนใจ หรืออยากรู้ว่ามีมหาลัยที่เราเล็งไว้เปิดสอน Foundation รึป่าว ติดต่อสอบถามพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313, 092-0811888 ได้เลย พี่แมงโก้พาน้องๆถึงฝั่งฝันมาหลายคนแล้วค่า

MBA ที่ Durham University เค้าเรียนอะไรกันนะ?


MBA เป็นหลักสูตรที่น้องที่มีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้วต้องการจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมากที่สุดหลักสูตรหนึ่งในจำนวนหลักสูตรปริญญาโททั้งหลาย มีหลายมหาวิทยาลัยในอังกฤษหลายแห่งเลยที่มีการเปิดสอนหลักสูตร MBA หนึ่งในนั้นก็คือ Durham University มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ และยังเป็นมหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ดี ๆ เสมอมา
เรามาดูกันดีกว่าว่าหลักสูตร MBA ที่ Durham นี้เค้าสอนกันยังไง ทำไมถึงได้อยู่ใน Ranking ตลอด

เริ่มกันที่นักเรียนในคลาส ที่ Durham หลักสูตร MBA จะมีนักเรียนประมาณ 50-60 คนต่อปี โดยคนเอเชียในคลาสมีประมาณ 35% นอกนั้นอีก 65% จะเป็นนักเรียนที่มาจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อเมริกา และแอฟริกา อย่างในปี 2018 มีคนไทยเรียนอยู่ในคลาสประมาณ 3 คน โดยการคัดเลือกนักเรียนของที่นี่จะใช้เกณฑ์ความหลากหลายทางด้าน Background คือ นักเรียนทุกคนไม่จำเป็นต้องจบบริหารมา แต่ว่าทำงานอยู่ใน Field บริหารในสาขาอาชีพต่าง ๆ กันไป เพราะการเรียน MBA คือการเรียนพร้อมกับแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานที่ทุกคนในห้องเคยพบเจอมาแล้วนำมาแชร์กัน คือนอกจากจะได้เรียนจากอาจารย์แล้วก็ยังได้เรียนรู้จากเพื่อนในห้องไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใครที่อยากมาต่อ MBA ต้องมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนนะคะ

สัปดาห์แรกของการเรียน MBA ที่ Durham เริ่มต้นขึ้นด้วยการไปเข้า Boot Camp ที่ Lake District สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น National Park อยู่ใกล้ ๆ กับ Durham University เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้นักเรียนได้ทำความรู้จักกันผ่านกิจกรรมต่างๆที่ไม่ได้เป็นไปในเชิงวิชาการมาก มีการเล่นเกมส์ผ่านฐานต่าง ๆ กิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมไปถึงมีการทำ Presentation ผลงานในวันท้าย ๆ กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเน้นให้นักเรียนในคลาสที่มาจากทั่วโลกได้รู้จักและสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น เป็นการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนจริงในคลาส MBA ที่จะต้องมีการร่วมกันแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนอย่างมาก หลักสูตร MBA ที่ Durham จะมีให้เลือก Pathways หรือ “สาขา” ด้วยกัน 3 สาขา คือ Entrepreneur, Technology และ Consultancy โดยนักเรียนสามารถเลือกมาก่อนแล้วมาเปลี่ยนเป็นสาขาที่สนใจมากกว่าตอนเทอม 2 ก็ได้ โดยในเทอมที่ 1 ทุกคนจะเรียนวิชาเหมือนกัน เบสิคหลัก ๆ คือ Marketingและ Accounting พอเข้าสู่เทอมที่ 2 น้อง ๆ นักเรียนจะเลือก Pathways ที่ตัวเองสนใจมากที่สุด 1 ใน 3 ที่กล่าวมาแล้วข้างบน การเรียนในเทอม 2 จะมีวิชาบังคับที่ต้องเรียนทุกคนคือ International Business in Context เป็นการศึกษาธุรกิจในประเทศเฉพาะ อย่างปีนี้ก็จะมีประเทศเยอรมัน สเปน และจีน โดยนักเรียนทุกคนจะต้องเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งที่ต้องการจะศึกษาและเรียนภาษาของประเทศนั้น ๆ ด้วย เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะพาไปดูงานเพื่อนให้นักเรียนได้เข้าใจการทำธุรกิจ และ Culture ของประเทศนั้นอย่างลึกซึ้ง วิชานี้จะมีโปรเจคให้นักเรียนได้ทดลองทำธุรกิจจริง ๆ ผ่าน Stimulation ด้วย

ต่อไปเป็นการเลือก Pathways เพื่อเรียนอย่างเจาะลึกลงไปในสาขาวิชาที่นักเรียนสนใจมากที่สุด มีการไปดูงานตามที่ต่าง ๆ เช่น Entrepreneur จะได้ไปดูงานที่ Dublin, Ireland เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบริษัท StartUp น้อง ๆ ที่เลือก Consultancy ก็จะได้ไปดูงานที่ Amsterdam, Netherland โดยจะได้ไปดูทั้ง Amsterdam Business School และ บริษัท Consalt Firm ขนาดเล็กอย่าง The House of Performance เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจระบบของบริษัทในทุกกระบวนการ ส่วนใครที่เลือก Technology สามารถเลือกได้ว่าจะไปดูงานที่ London หรือ Dublin ก็ได้

การเรียนในคลาส Pathways จะเป็นการเรียนที่เข้มข้นมาก นักเรียนทุกคนต้องอ่าน Case Study ก่อนเข้าห้องเรียนและต้องแสดงความคิดเห็น พร้อมกับจดบันทึกด้วยว่าเพื่อนในห้องพูดอะไรไปบ้าง และคิดเห็นอย่างไรต่อความคิดเห็นของเพื่อนในห้อง และสิ่งที่หาไม่ได้จาก MBA ที่อื่นก็คือคลาส Boardroom Exercise ที่เป็นการจำลองห้องประชุมจริงขึ้นมาโดยนักเรียนแต่ละคนจะได้รับบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ กันไป จากนั้นจะเข้ามา Discuss กันจริง ๆ เพื่อเป็นการฝึกสกิลสำคัญต่าง ๆ ที่ผู้บริหารควรจะมี อย่างเช่น Negotiation Skill ซึ่งเป็น Soft Skill ที่สำคัญมาก ๆ ต่อผู้บริหารทุกคน

นอกจากนี้ยังมีการให้ความช่วยเหลือทางด้านการหางานในอนาคต คือ จะมีทีม Support ที่เราสามารถไปปรึกษาได้ว่าอยากทำงานสายงานนี้จะต้องเตรียมตัวสมัครอย่างไร ช่วยตรวจสอบ CV ให้ โดยเป็นการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัด Meeting with Deans เพื่อให้เราได้ Feedback กลับไปว่าโปรแกรม MBA ของ Durham เป็นอย่างไร เรียนแล้วชอบตรงไหนไม่ชอบตรงไหน
เพื่อคณะจะได้นำไปปรับปรุงให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้น้อง ๆ จะเห็นได้ว่าโปรแกรม MBA ของ Durham นี้ เรียนอย่างเข้มข้นและมีคุณภาพสูงมาก จะไม่แปลกใจเลยที่ใคร ๆ ก็อยากเรียน MBA ที่นี่ ถ้าน้องคนไหนสนใจจะมาเรียนต่อ MBA ที่ Durham University ก็สามารถติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยนะคะ พี่แมงโก้พร้อมให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ค่า

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

เมือง Durham มีอะไรให้ทำบ้าง


เรียนต่อที่ Durham มีอะไรให้ทำบ้าง

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต หรือจุดถ่ายรูปสวยๆที่ทุกคนเห็นกันบ่อยๆแล้ว เมืองเดอรัมยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ แหล่งช้อปปิ้ง และที่เที่ยว ให้เหล่าเด็กเดอรัมไปแวะเวียนพักผ่อนหย่อนใจในเวลาว่างกันได้ จะมีที่ไหนบ้าง พี่ Mango ได้ปักหมุดไว้ให้แล้ว

ZEN ร้านอาหารไทยที่หรูที่สุดในเมือง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ที่สำคัญมีก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยชามยักษ์ราคาย่อมเยาอีกด้วย IG@zendurham
Fat Hippo ร้านเบอร์เกอร์ที่ดีที่สุดใน Durham และมีทางเลือกสำหรับคนไม่ทางเนื้อด้วย ทีเด็ดคือทานคู่กับ sweet potato fries IG@fathippofood
Tango ร้านอาหารสไตล์อเมริกันอีกร้านมีทั้งเสต็กและเบอร์เกอร์เหมาะกับสายเนื้อทุกคนควรมาลอง IG@tangodurham
Nadon Thai ร้านอาหารไทยอีกร้านนึงในเมืองเดอรัม ร้านนี้จะตกแต่งแบบไทยๆ IG@nadonthai
Thai River ร้านอาหารไทยอยู่ริมแม่น้ำ ใจกลางเมือง ถ้าอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศก็แวะเวียนมาทานร้านนี้ได้เช่นกัน IG Thai River Restuarant
Bells Fish & Chips ร้านอาหาร British food ที่แท้จริง เป็นร้านฟิชแอนด์ชิพส์ดั้งเดิม แนะนำปลา Cod จะเป็นปลาเนื้อเด้งดึ๋ง แป้งร้านนี้จะไม่หนามากและกรอบอร่อยเลยทานคู่กับทาร์ทาร์ซอส
Nando’s ไก่ย่างนันโดในเมือง Durham ก็มีเช่นกัน เมนูไก่ย่างซอสแซ่บๆแบบโปรตุเกส ทานคู่กับซอสหลากหลายแบบชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อยก็เลือกได้ตามใจชอบ
The Library เป็นบาร์เก๋ๆเหมาะแก่การนัดพบเพื่อนๆหลังเลิกเรียนหรือหลังจากทำงานกลุ่ม ถ้ามาแวะร้านนี้ก็มีโอกาสจะเจอเพื่อนๆที่มหาลัยได้สูง
Missoula Club ที่สนุกที่สุดในเมือง มันส์มาก
Wiff Waff Club ขนาดเล็กแต่สนุกสนานเป็นกันเอง
Flat White Café ร้านคาเฟ่สุดฮอต ที่ขึ้นชื่อเรื่องของกาแฟ และอาหารเช้าโดยเฉพาะแพนเค้กที่นี่คือที่สุด
Esquires Coffee ร้านกาแฟทำเลดี เหมาะแก่การนัดเพื่อนมาพบปะสังสรรค์
The Pancake Café ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ มีที่นั่งในสวนแบบน่ารักๆ ที่ขายเมนู brunch เป็นแพนเค้กแผ่นบางๆ หรือที่คนไทยเรียกว่าเครป ทั้งแบบคาวและหวาน มีทั้งเมนู vegan และ gluten free
Golden Pearl ร้านนี้มีขายทั้งอาหารไทยและจีนในราคาย่อมเยามากๆ ร้านนี้เป็นร้านขายของชำที่หาได้ทุกอย่างที่นี่ ประหนึ่งอยู่เมืองไทย ทั้งน้ำพริก น้ำปลา ชานมไข่มุก ข้าวสาร ใบกระเพรา สะดวกสบายสุดๆ
Arnison Centre เป็นแหล่งช้อปปิ้ง outlet ซึ่งต้องนั่งบัสจากตัวเมืองออกไปประมาณ​15-20 นาที ซึ่งมีร้านค้ามากมายเช่น Nike, River Island, New Look, Next และซูเปอร์มาเกตอย่าง Sainsbury’s, Lidl, Superdrug, Asda, M&S, Argos
H&M ร้านเสื้อผ้า H&M ที่ Durham นี้ก็มีให้ช้อปปิ้งกันได้

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

College System ที่มหาวิทยาลัยเดอรัม เป็นอย่างไร?


มหาวิทยาลัยเดอรัม (Durham University)

เป็นหนึ่งในไม่กี่มหาวิทยาลัยที่ยังมีระบบ College System เช่นเดียวกับ Oxford และ Cambridge โดยการเป็นส่วนหนึ่งของ College เหมือนกับการเข้าไปอยู่ในครอบครัวใหญ่ที่มีเพื่อน และกิจกรรมมากมายให้เข้าร่วมที่จะทำให้ประสบการณ์การไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดอรัมนั้นเป็นช่วงเวลาที่พิเศษและแตกต่างจากการไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่นอย่างแน่นอน

คำถามแรกที่ทุกคนจะต้องถามก็คือ งั้นไปอยู่ College ไหนดีล่ะ?

มหาวิทยาลัย Durham นั้นมีถึง 16 College โดยมีทั้ง College ที่มีที่ตั้งอยู่บนเขา (ซึ่งถูกเรียกว่ากลุ่ม Hill Colleges) และอีกส่วนที่อยู่ในเมืองตรงถนน bailey (ซึ่งจะถูกเรียกว่า bailey Colleges) และกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ของเมือง ดังนั้นถ้าหากว่าเราเลือกที่จะพักในหอของมหาวิทยาลัยหรือพักไม่ไกลจาก College มาก ก็มีโอกาสที่จะให้เราได้ทำกิจกรรมหรือเข้าร่วมงานของ College ได้โดยง่าย หรือถึงแม้จะอยู่ไกลออกไป ที่มหาวิทยาลัยก็มี night bus ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางในวันที่อ่านหนังสือ หรือทำงานกลุ่มและเลิกช้า College แต่ละอันนั้นเรียกได้ว่ามีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนในการจัดงาน “formal”

ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงานสำคัญที่จะได้มาพบกะสังสรรค์ทานอาหารเย็นกับเพื่อนๆใน College โดยรูปแบบความเป็นทางการก็จะแตกต่างกันไปตามคาแรกเตอร์ของแต่ละที่ ในวันสำคัญๆ บาง College ก็จะมีการตกแต่ง Hall ด้วยลูกโป่ง หรือดอกไม้ เรียกว่าสวยงามสุดๆไปเลย บางครั้งก็จะมีธีมเช่น Harry Potter Formal หรือ James Bond Formal ฟังแล้วก็อยากจะไปงาน formalกันแล้วใช่มั้ยหล่ะ แต่บอกก่อนว่ามันไม่ได้ไปกันง่ายๆนะ เพราะบาง College (University College) กำหนดว่าจะต้องใส่ชุด Gown (ชุดครุยสีดำ) และแต่งตัวแบบ formal ไว้ข้างใน

สำหรับน้องๆที่อยากได้ประสบการณ์เดินสวยๆ chicๆ ใน Castle  พี่ๆ แมงโก้ขอแนะนำ University College เลยค่า จริงๆ University College ถูกดัดแปลงมาจากปราสาทเก่าด้วยค่า University College เป็นหนึ่งใน college ที่ popular ที่สุด โดยน้องๆ ที่จะได้รับการ allocate เข้าที่นี่ต้องไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

University College จะมีหอพักสำหรับน้องๆปริญญาตรีโดยน้องๆ จะได้อาศัยอยู่ในปราสาทททท ตรงข้ามกับ Durham Cathedral  สวยมากมายเลยทีเดียว ส่วนสำหรับๆน้องๆปริญญาโทขึ้นไป ก็จะมีหอพักสำหรับน้องๆ โดยเฉพาะ อยู่ในเมืองเลย เดินไปทางฝั่งโรงหนัง Gala นิดเดียว จะเข้าไปเรียนก็สะดวกสบายค่ะ เดินลงมานิดเดียวก็ถึงป้ายรถเมล์ หรือจะเดินไปเรียนเลยก็ได้นะคะ โดยหอพักสำหรับน้องๆปริญญาโทจะเป็นประเภทสตูดิโอ พูดง่ายๆ คือมีครัวในห้องค่ะ ห้องค่อนข้างกว้างมีการแยกสัดส่วนของครัวได้อย่างเหมาะสม น้องๆคนไหนอยากอยู่ห้องแบบ Studio และอยู่ในเมือง แนะนำที่นี่เลยค่ะ

น้องที่อยู่ University College เล่าว่า University College มีกิจกรรมมากมาย โดยน้อง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้อง ๆ Undergraduate หรือ Postgraduate ก็สามารถใช้ facility ของ University College ที่อยู่ตรงปราสาทได้เหมือนกันค่า ที่เด่น ๆ คือ ทุกวันอังคารกับพฤหัสบดีจะมี Formal Dinner โดยน้องๆจะได้ใส่ชุด Gown ทานอาหารในปราสาท อาหารก็จะรับประทานเป็นแบบฟูลคอร์ส ไฮโซสุด ๆ เลยค่ะ โดย Formal Dinner จะทำให้น้องๆ ได้เจอเพื่อนใหม่มากมาย ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ

อีกหอที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ Ustinov College ที่เพิ่งสร้างใหม่ที่ Sheraton Park Site เมื่อปี 2017 เพราะงั้นคอนเฟิร์มความใหม่เอี่ยม สะอาด น่าอยู่สุดๆ Ustinov College เป็นหอสำหรับนักเรียนปริญญาโทเท่านั้น College จะมีส่วน Sheraton house ที่เป็นเหมือนพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้น้องๆได้พบปะสังสรรค์และ networking กับเพื่อนๆชาว Ustinovians ด้วยกัน และเป็นที่สำหรับจัดกิจกรรมมากมายของ college ไม่ว่าจะเป็น academic discussion ในหัวข้อต่างๆที่เป็นประโยชน์ หรือ social event อื่นๆ นอกจากนั้น สำหรับน้องๆที่สนใจด้านกีฬา ดนตรี  College ก็ยังมีชมรมกีฬา ดนตรีให้น้องๆเลือกเข้าร่วมอีกด้วย แม้ว่าหอใหม่นี้จะอยู่ไกลหน่อย ต้องเดินประมาณ 20 นาทีจากที่เรียน เหมาะกับน้องๆที่ชอบเดินออกกำลังกายท่ามกลางบรรยากาศสุดธรรมชาติ

ในเรื่องของการดื่ม​ (แอลกอฮอลล์) บาง College ห้ามไม่ให้มีการดื่มเลย เช่น Hild Bede แต่ในขณะเดียวกันที่ Trevelyan ถ้าคนไหนที่ถือแก้วไวน์อยู่ในมือและมีเพื่อนโยนเหรียญ 2 pence ลงไปได้สำเร็จ คนที่ถือแก้วจะต้องดื่มให้หมดแก้ว เพื่อ save the queen (ไม่ให้จมน้ำในแก้วไวน์)

เรียกได้ว่าประสบการณ์ที่ College ที่ Durham จะทำให้ทุกคนที่เรียนที่นี่ไม่ต้องกลัวเหงา และไม่ต้องกลัวจะไม่มีเพื่อนแถมยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนอังกฤษอย่างแท้จริง หลายๆ คนก็จะได้เพื่อนชาวอังกฤษจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ College นี้อีกด้วย

สำหรับน้องๆที่กำลังหาข้อมูลหรือสนใจเรียนต่อมหาวิทยาลัย Durham สามารถสอบถามข้อมูลกับตัวแทนมหาวิทยาลัย Durham อย่างเป็นทางการได้เลยที่ 085-144-8808, 02-129-3313 หรือ LINE@mangolearning