แนะนำร้านอาหารและคาเฟ่อร่อยๆใน Durham + ที่นั่งอ่านหนังสือ


อาหารไทย

  • ร้าน ZEN บ้านหลังที่สองของนักเรียนไทย เป็นที่ๆเด็กไทยทุกคนต้องไปฝากท้อง อาหารทุกอย่างรสชาติเหมือนไทยเผลอๆอร่อยกว่ากินที่ไทยอีก เชฟและพี่ๆสตาฟที่นี่น่ารักมากๆ เมนูประจำของเด็กไทยคือ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยและข้าวกระเพราหมูกรอบ สำหรับเด็กไทยสามารถรีเควสระดับความเผ็ดได้
  • นอกจาก Zen แล้วในเมืองเดอแรมยังมีร้านอาหารไทยอีกสองร้านคือ THAI RIVER และ NADON THAI ส่วนตัวชอบ Zen มากสุด แต่ก็จะวนๆกินสลับๆร้านกันไปมาบ้างเหมือนกันค่ะ
  • GOLDEN PEARL ร้านไทยเล็กๆสั่งกับข้าวง่ายๆกิน แล้วก็มีขายของชำไทย เราสามารถหาซื้อกะปิ รสดี มาม่าไทย อะไรต่างๆนานาได้ที่นี่ หรือของสดพวกผักของไทย เช่น กระถิน สตอ ผักบุ้งไทย ก็จะมีวนเวียนมาเรื่อยๆ

 

อาหารฝรั่ง

  • Cappacio อาหารอิตาเลียนอร่อย
  • Nando’s ร้านไก่ย่างยอดฮิตเมนูโปรดของเราคือไก่ย่างและตับไก่คือดีงาม
  • Fat hippo เป็นพวกเบอร์เกอร์ เซ็ตตอนกลางวันไม่แพงราคาประมาณ​ 6 ปอนด์เท่านั้นเอง

 

ของหวาน

ร้าน Flatwhite Kitchen! Waffles is the bestttttttt! ถ้าไม่เคยกินสิ่งนี้จะถือว่ามาไม่ถึงเดอแรม เป็นร้านที่มีทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน แต่ขอแนะนำของหวานดีกว่า Waffle อร่อยมาก กาแฟก็ดีงามเช่นกัน

ร้าน The Pancake Kitchen ชื่อร้านเป็น pancake แต่หน้าตาจะเป็นเครปสไตล์อังกฤษ มีทั้งแบบคาวและหวาน อร่อยหมด!

*ร้านที่นักศึกษาชอบมานั่งอ่านหนังสือและเขียนงาน ก็คงหนีไม่พ้น Starbucks ทั้ง 2 สาขา

และร้าน Esquire ร้านนี้ ที่ชั้น 2 สามารถนั่งอ่านหนังสือหรือเขียนงานได้ สงบมากๆ ชั้นสองนี้ก็จะเป็นที่สิงสถิตย์ของพวกเรานี่เอง

หาข้อมูลเรียนต่อมหาวิทยาลัย Durham ต้องมาที่ Mango เลย รู้ลึกรู้จริงเรื่อง Durham โทร 02-129-3313 หรือไลน์ @mangolearning

รีวิว หอพัก และ College ของ Durham University


หลายๆ คนคงจะพอรู้ว่า Durham University นั้นยังใช้ระบบ College System แบบเดียวกันกับ Oxford และ Cambridge และแต่ละ College ก็จะมี Culture มีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปเหมือนกันกับในเรื่อง Harry Potter และที่พักของแต่ละ College ก็ยังมีความแตกต่างกันไปอีกด้วย โดยน้องๆที่สมัครเรียนผ่านทาง Mango ทางเรามีบริการให้คำแนะนำเรื่องที่พักและจองที่พักให้ด้วยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นค่ะ

ห้องพักที่มหาวิทยาลัย Durham นั้นแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆนั่นคือ
• Standard: ห้องพักแบบแชร์ห้องน้ำ และห้องครัว
• En-suite: เป็นห้องพักแบบมีห้องน้ำในตัวโดยนักศึกษา 6-8 คนจะใช้ห้องครัวร่วมกัน
ส่วนแต่ละ College ที่ Durham University นั้นมีความแตกต่างอะไรกันบ้าง เค้าจะโดดเด่นเรื่องอะไร และที่พักมีแบบไหนบ้างไปดูกันเลยค่ะa

1) Ustinov (สำหรับนักเรียนปริญญาโทเท่านั้น) –  ตั้งอยู่ที่ Sheraton Park site (เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2017 นี่เอง)
Catering: Self-catered
College Facilities:
• Coffee shop
• Bar
• Games/common room
• Computer room nearby
Howlands Building นั้นใช้ facilities บางส่วนร่วมกันกับ Josephine Butler College ได้แก่
• Gym
• Large multi-purpose hall
• Seminar room
• Meeting room
• Music practice room
• Laundry facilities
• Small shop
• Tennis and basketball court

 
Ustinov College เป็น College
ที่สร้างมาเพื่อนักศึกษาระดับปริญญาโทโดยเฉพาะ จึงมี student support team สำหรับนักเรียนปริญญาโทที่พร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกๆด้านทั้งเรื่อง Finance, Academic issues, Health concerns, Social and Relationship ไปจนถึง Harassment and Bullying รวมไปถึงกิจกรรมที่สรรหามาเพื่อตอบโจทย์นักเรียนต่างชาติที่อยู่ไกลบ้าน ทั้งชมรมกีฬา, Jazz Band, และกิจกรรมชิคๆที่ทุกคนถามถึงนั่นก็คือ formal dinner (นั่นคือสาเหตุที่ทุกคนควรเตรียมชุดไปงานสวยๆติดตัวมาด้วย) ซึ่งจะมีจัดเพื่อให้สมาชิกของ College ได้มาพบปะสังสรรค์และ networking กันตลอดทั้งปี
October – Welcome Formal
November – Bonfire Night Formal
December – Christmas Formal
January – Burns Night Formal
March – Castle Formal
May – Clubs & Societies Formal
June/July – Summer Ball
ห้องพักของ Postgraduate มีจำนวนทั้งสิ้น 800 ห้อง โดย 75% เป็นห้องแบบ en-suite และ 25% เป็นห้องแบบ standard โดยนักศึกษาสามารถรีเควสห้องในโซนชายล้วนและหญิงล้วนได้

หอที่ Sheraton Park Site นั้นใหม่เอี่ยมมากๆ แต่ข้อเสียก็คือน้องๆต้องเดินไปเรียนโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที (ซึ่งจริงๆเค้าก็เดินกันนะ) แต่ถ้าหากว่าน้องๆต้องการการเดินทางที่สะดวก อาจจะต้องลองดูหอที่สามารถนั่งรถบัสมาเรียนได้ค่ะ


2) Collingwood
Catering: fully-catered

College Facilities:
• Lormor Library and IT suite : Includes PCs and printer plus a small collection of books and study space
• Music rooms: Includes three practice spaces and use as a fully equipped recording studio
• Fitness suite: Includes rowing machines, treadmill, exercise bikes, free weight stations, various resistance machines and a punchbag
• Sports court: Includes tennis courts and netbal pitches
• Multi use games area: An all weather floodlit pitch marked out for various games inclusding football, rugby etc
• Small shop: Selling a range of confectionary and basic goods
• Coffee shop: The Wood ‘n’ Spoon: Serves tea, coffee, hot chocolate, toasties, and a variety of snacks
• Bar: The Stags Head: Hosts a number of social events, including band nights, quizzes and karaoke
• Dining hall:
• Laundry facilities

Collingwood เป็น College ที่ทันสมัยที่สุด มุ่งเน้นความ innovation ไม่เน้นพิธีรีตองหรือประเพณีให้ยุ่งยาก ชาว Collingwood นั้นบอกว่าตัวเองเป็นคนชิวๆ informal และเป็น College ที่เฟรนลี่ที่สุดใน Durham และมุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านกีฬา ศิลปะ และกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1400 คนเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ 130 คนและ 30 คนที่พักใน College ห้องพักของ postgraduate มีจำนวนทั้งสิ้น 33 ห้องและทุกห้องเป็นห้องแบบ standard



3) Grey

Catering: part-catered (during periods of undergraduate term-time ) or self-catered

College Facilities:
• Library
• Fountains Hall: Includes facilities for music, theatre and a Chapel
• Boathouse
• Sports court
• Gym
• TV lounge
• Bar
• Games room
• Dining Hall
• Shop
• Laundry facilities

Grey เป็น College ที่ตั้งอยู่ใกล้ Bill Bryson library และ Science Site ซึ่งสามารถเดินไป City Center ได้ภายใน 15 นาที College แห่งนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความทันสมัย และความ traditional ของมหาวิทยาลัย Durham (นั่นก็คือที่ College นี้ยังคงกิจกรรม Gowned formal dinner เอาไว้) College แห่งนี้มี facilities ที่เรียกได้ว่าครบครันมากทั้งห้องสมุด โรงละครและ บาร์ ซึ่งได้รับรางวัลว่าเป็น “Best College Bar” หลายปีซ้อนกันเลยทีเดียว ห้องพักของ postgraduate มีจำนวนทั้งสิ้น 34 ห้องและทุกห้องเป็นห้องแบบ standard


4) Hatfield
Catering: Self-catered (Postgraduates living in self-catered accommodation at James Barber House may purchase meal tickets to take meals in College as they wish.)
College Facilities:
• Library and reading room
• Computer room
• Games room
• 2 Gyms
• Bar
• Kitchen facilities
• TV lounge
• Sports/tennis court
• Music practice rooms
• Dining hall
• Boat house
• Bookable meeting rooms
• Chapel
• Laundry facilities

หากคุณคือคนที่รักในความขลังของระบบ College คุณต้องมาที่นี่เพราะ Hatfielders clearly belong to Hatfield! College นี้เป็น College ที่เก่าแก่เป็นอันดับสองทำให้เหล่าสมาชิก Hatfield นั้นมี Hatfield Spirit ที่เข้มข้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกๆอาทิตย์สมาชิกของ Hatfield College จะมาร่วมรับประทานอาหารในชุด formal gown ที่ Georgian dining hall โดยคติประจำ College นี้คือ “Be the best you can be” ไม่ใช่แค่ได้จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่ดี แต่ College นี้จะสนับสนุนให้คุณคว้าทุกโอกาสที่เข้ามาเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สถานที่ตั้ง College อยู่ไม่ไกลจาก City Center และอยู่บนถนนที่เก่าแก่ที่สุดของ Durham (the Bailey) ที่พักสำหรับนักศึกษา postgraduate จะอยู่ที่ James Barber House ซึ่งอยู่ห่างออกไป 5 นาที และมีจำนวนทั้งสิ้น 44 ห้องและทุกห้องเป็นห้องแบบ standard


5) Josephine Butler
Catering: Self-catered

College Facilities:
• IT suite and library area
• Bar / coffee shop with study area and wireless internet
• Sports hall / multi-purpose events hall
• Seminar room
• Meeting room
• Art room
• Quiet room study spaces
• Gym
• Multi-Use Games Area (MUGA) / outdoor green gym
• Music room
• TV lounge
• Laundry facilities

Josephine เพิ่งจะฉลองครบรอบ 10 ปีที่ตั้ง College มา นับว่าเป็น College ที่มีอายุน้อยที่สุด (ตั้งขึ้นในปี 2006) โดยเลือกที่จะรักษาความเป็น tradition ของมหาวิทยาลัย Durham ไว้บางส่วนและผสมผสานกับความเป็น Josephine Butler ของตนเอง ที่นี่มี facilities ที่ครบครันไม่น้อยไปกว่าใครมีทั้ง multi-purpose bar และ study space สำหรับให้มานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานกลุ่ม รวมไปถึงห้อง fitness และที่สำคัญที่สุดทุกห้องพักจะเป็นแบบ en-suite อีกด้วย สำหรับนักเรียนปริญญาโทที่เรียน pre-sessional จะถูกจัดให้มาเข้าพักที่ Josephine Butler และสามารถที่จะเลือกอยู่ที่นี่จนตลอดทั้งปีการศึกษาได้เช่นกัน ปัจจุบัน Josephine Butler มีนักศึกษาปริญญาโทอยู่ 120 คน ห้องพักสำหรับ postgraduate มีทั้งหมด 45 ห้อง และทุกห้องเป็นแบบ en-suite โดยนักเรียน 6 คนจะใช้ห้องครัวส่วนกลางร่วมกัน โดยห้องครัวมีอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
A cooker, sink and washing up area, individual (lockable) storage areas, fridge and freezer, substantial cupboard space, television point, table and dining chairs, comfortable seating, microwave, toaster, kettle, iron and ironing board, and vacuum cleaner.




6) St. Aidan’s

Catering: Fully-catered

College Facilities:
• 24-hour library
• TV lounge
• Additional TV lounges
• Bar
• Gym
• Sports court
• Music room
• Bookable rooms
• Dining Hall
• Laundry facilities

College แห่งนี้ออกแบบโดย Sir Basil Spence ซึ่งเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงที่โด่งดังมากในประเทศอังกฤษและเป็นผู้ออกแบบ Coventry Cathedral และที่ตั้งของ College นั้นอยู่บน Windmill Hill ที่ว่ากันว่าเป็นจุดชมวิวของ Durham Cathedral ที่สวยที่สุดในเมือง Durham ทำให้ชาว St. Aidan’s นั้นมีความภาคภูมิใจในความสวยงามของ College ของตัวเองเป็นอย่างมาก สมาชิกของ College สามารถเลือกที่จะเข้าร่วมกิจกรรมของ College ได้ไม่ว่าจะเป็นเข้าร่วมชมรมต่างๆหรือจะร่วมทานอาหารกลางวันที่ dining hall ก็ได้เช่นกัน ที่นี่มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 128 ห้องและ 89% เป็นแบบ en-suite โดย 11% เป็นห้องพักแบบ standard และมีห้องพักโซนสำหรับผู้หญิงอย่างเดียวแบบ en-suite เช่นกัน


7) St.Chad’s

Catering: Depends
• Postgraduates living in college accommodation on the main site are fully-catered during undergraduate term-time and self-catered outside of term-time.
• Postgraduates living in college accommodation elsewhere are self-catered. Meals can be purchased in College and termly meal deals are available.
• Formal dinners are held twice a week; self-catered students can buy a meal ticket to attend.

College Facilities:
• Extensive library: 7 rooms/80 study spaces
• IT room
• Bar
• Gym
• TV room
• Chapel
• Wine cellar
• Dining Hall
• Boathouse
• Laundry facilities

มาถึง College ที่เก่าแก่ที่สุด และเป็น College ที่โด่งดังที่สุดรองจาก University College ในมหาวิทยาลัย Durham (และเค้าเคลมว่านักศึกษาใน College นี้เรียนเก่งที่สุดอีกด้วย) โดยที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองและที่พักจะเป็นตึกแบบ Historic buidling (หลายๆห้องยังมีเตาผิงไฟ – แต่ใช้ไม่ได้แล้วนะ) ห้องพักที่นี่มีไม่มากจึงมีจำนวนนักเรียน udergraduate 350 คนและ postgraduate 150 คน ถึงจะรับสมาชิกได้ไม่มาก แต่College นี้มีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุด รับรองว่าสมาชิกใน College แห่งนี้จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่แน่นอน ที่ St Chad’s นี้โดดเด่นมากในเรื่องของ research เพราะที่นี่มี academic และ research staff ของตัวเองที่พร้อมให้ความสนับสนุนสมาชิกของ St Chad’s โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาระดับ PhD โดยทุกๆสองสัปดาห์สมาชิกของ College รวมไปถึงอาจารย์และ staff จะมาใส่ชุด formal gown มารับประทานอาหารร่วมกันแบบ three-course meal พร้อมกับไวน์ (ค่าที่พักที่นี่จะรวมอาหาร 3 มื้อไว้ให้แล้ว) ที่นี่มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 39 ห้องและ 56% เป็นแบบ en-suite
• 9 standard rooms on main college site
• 5 standard rooms in a house on Hallgarth Street
• 22 ensuite rooms and 3 standard rooms in Trinity Hall
• Accessible accommodation: We have two accessible ensuite rooms.


8) St Cuthbert’s
Catering: Options are as follows:
• Self-catered
• Part-catered: includes 10 meals per week.
• Pay-as-you-go: buy meal tickets as and when you wish.

College Facilities:
• Library
• 2 computer suites
• 2 bars/cafes
• 2 gyms
• Music room
• 2 laundries
• Dining Hall

St Cuthbert’s เป็นหนึ่งใน College ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย Durham โดยมีที่อยู่อยู่ 2 ที่นั่นคือ บนถนน Bailey (ถนนที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง Durham) และ แบบ self-catered ซึ่งจะเป็นตึกแบบโมเดิร์นซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามแม่น้ำที่ Parson’s Field ที่ College นี้จะมี Postgraduate Committee ที่จะทำหน้าที่กิจกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือ social ต่างๆ นอกจากนี้ยังมี formal dinner ทั้งแบบมีตีม และแบบ traditional เพื่อให้สมาชิกได้มาพบปะสังสรรค์กันตลอดทั้งปี โดยทุกๆอีเว้นท์จะมีการระบุ dress code เช่น “black tie” หรือ “casual” หรือในบางครั้งอาจจะเป็น fancy dress! สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือทุกคนมาถึงงานเวลา 6:30pm และอาหารจะเริ่มเสิร์ฟตอน 7:00pm โดยทุกคนสามารถเลือกที่นั่งบนโต๊ะยาวได้ว่าจะนั่งที่ไหน อาหารจะเป็นแบบ three-course meal และจะมีการวงดนตรี อ่านบทกวี หรือเล่าถึงประวัติสนุกๆของ St Cuthbert’s ที่นี่มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 40 ห้องและทุกห้องเป็นแบบ en-suite




9) St Hild and St Bede

Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Large part of Leazes Road library
• Computer room
• Two reading rooms
• Common Room
• Music rooms
• Function rooms: PGs can use for debates, seminars, socials
• Caedmon Hall*
• Dance studio
• Chapel
• Bar
• Boat House
• Fitness suite
• Tennis courts
• Five-a-side pitch
• Basketball pitch
• Squash court
• Dining Hall
• Laundry facilities

College แห่งนี้คือ College ที่ใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย Durham โดยตั้งอยู่เพียง 5 นาทีจาก City Center และมีพื้นที่กว่า 16 เอเคอร์ (ประมาณ 40 ไร่) โดยมีทั้งสวนที่สวยงามอยู่เลียบทางตอนเหนือของแม่น้ำ Wear ตึกเดิมนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1857 และปรับปรุงครั้งใหญ่ไปในปี 2003 ปัจจุบันมีนักศึกษา postgraduate อยู่ 300 คน และ 70 คนอยู่ในแคมปัส และจะทานข้าวเย็นร่วมกันในทุกๆวันพุธ โดย Postgraduate Committee จะสร้างสรรค์กิจกรรมตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็น inter-college formal dinner , weekly social evenings, seminar evenings, film nights, และทัวร์ท่องเที่ยวเมืองรอบๆ Durham มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 65 ห้องและทุกห้องเป็นแบบ standard


10) St John’s
Catering: Fully-catered (available only UG term)

College Facilities:
• Library (holdings in theology and other disciplines; individual carrels and open tables)
• Music practice rooms (3)
• Gym and cardio suite
• Computing room (with computers, printer and copier)
• Dining halls (2)
• Private gathering/reading rooms
• Bar
• Pool table, dart board and Wii
• DVD viewing rooms
• Chapel
• Kitchen (2 fully equipped; multiple pantries)
• Boat house
• Just World Coffee shop (one of the oldest Fairtrade shops in the world)
• Gardens and Lawns
• Conference and Seminar rooms
• TV room
• Bike shed (covered)

เป็นหนึ่งใน College ที่เล็กๆแต่อบอุ่นเพราะที่นี่มีสมาชิก undergraduate 500 คน และ postgraduate 150 คน ตั้งอยู่ในบริเวณใจกลางเมืองและใกล้บริเวณที่เป็นประวัติศาสตร์ของเมือง Durham  และสามารถเห็นวิว Norman Cathedral และ แม่น้ำ Wear ที่สวยงาม และถึงแม้ว่าจะเป็น College ที่เก่าแก่แต่สมาชิกของ St John ก็สามารถที่จะทำอะไรที่แตกต่าง ไม่จำเป็นจะต้องทำตามประเพณีที่เก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเสมอไป “we have the freedom to do things a little differently” มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 32 ห้องและทุกห้องเป็นห้องพักแบบ standard

St.John นั้นได้รับการโหวตโดยนักเรียนให้เป็นหอพักที่ดีที่สุดของ Durham University เพราะหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของ College ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง สำดวกทั้งการไปเรียน และการใช้ชีวิต รวมไปถึงข้อดีของการเป็น College ที่มีขนาดเล็ก ทำให้สมาชิกมีความสนิทสนมและมีกิจกรรมเยอะมากกกก (สังเกตุได้จากการมี weekly formal dinner) และว่ากันว่าอาหารที่ College นี้อร่อยมากทีเดียว


11) St Mary’s
Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Music practice rooms
• Computer rooms
• College library and reading room
• Tennis court
• Well-equipped gym
• College bar
• Two Junior Common Rooms available to all student members of the College
• Meeting rooms: Inc. the Kenworthy hall and traditional dining room (bookable for academic or social events)

ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเลิศเพราะอยู่ตรง Palatine Centre ใกล้กับ Bill Bryson Library และ หลายๆคณะในมหาวิทยาลัย ไม่ไกลนักจาก Sport centre และ ตัวเมือง St Mary เป็น College ที่เก่าแก่เป็นอันดับสามของมหาวิทยาลัย Durham เดิมที St Mary นั้นเป็น College หญิงล้วนก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ปัจจุบันมีนักเรียน undergraduate 750 คน และ postgraduate 150 คน โดยสมาชิกของ College นี้ยังมีบางส่วนเป็นนักศึกษา part-time distance learning อีกด้วย ที่ St Mary นั้นเคลมว่ามี gowned formal meal ที่เลือกสรรอาหารที่ดีที่สุดมาจัดเลี้ยงในงาน formal dinner ที่ St Mary มีห้องพักสำหรับ postgraduate ทั้งสิ้น 35 ห้องโดย 32% เป็นแบบ en-suite (มีห้องน้ำในตัว) 68% เป็นแบบ standard โดยที่นี่ยังมีห้องพักที่เป็นโซนสำหรับผู้หญิงอย่างเดียว 7 ห้อง




12) Trevelyan

Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Excellent library; over 13,000 books, network-free PCs,
• 2 roaming points, world cinema DVD library
• Two computer rooms; networked PCs, printer, scanner, photocopier
• Music practice/recital room
• Recording studio
• Sir James Knott Hall; available for events, indoor sports
• e.g. badminton, table tennis etc.
• Faith Room
• MCR exclusive Common Room – The Mowlam Room
• Bar
• Cinema/TV room
• Fitness suite
• Sports court; tennis, basketball, netball
• Shop; ‘The Buttery’
• Dining Hall
• Laundry facilities
• Games area
• Extensive landscaped grounds

หรือเรียกสั้นๆว่า “Trevs” เป็นหนึ่งใน College ที่เล็กที่สุดโดยมีสมาชิก undergraduate 650 คน และ postgraduate 145 คน และประมาณ 40% พักอาศัยใน College ชาว Trevs นั้นเรียกตัวเองว่าเป็นหนึ่งใน College ที่เฟรนลี่ที่สุดและสามัคคีกลมเกลียวกันที่สุดเช่นกัน ที่ Trevelyan College นั้นมีความตั้งใจที่จะเพิ่มจำนวนนักเรียน postgraduate ให้เป็นสองเท่าจึงมีการจัดกิจกรรมหลากหลายประเภทที่ตอบสนองความต้องการของนักเรียน postgraduate ทั้ง formal dining (ที่เน้นความเป็นกันเอง ไม่ formal มากเท่าที่ College อื่นๆ) และกิจกรรมทั้ง academic และ non-academic ปัจจุบันห้องพักสำหรับ postgraduate มีทั้งสิ้น 48 ห้อง เป็นห้อง en-suite แบบมีห้องน้ำในตัวอยู่ 12 ห้อง


13) University
Catering: Self-Catered

College Facilities:
• Library
• Computer room
• Music practice rooms
• Undercroft bar
• Games room area
• TV lounge
• Gym
• Dining Hall
• Laundry facilities



University College
เป็น College ที่เก่าแก่ที่สุดใน Durham และเป็น College ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ตั้งอยู่ที่ Durham Castle เลยทีเดียว มีสมาชิก undergraduate 800 คน และ postgraduate 300 คน ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับน้องๆเด็กไทยที่ไหนๆมาเรียนแล้วอยากจะได้ประสบการณ์แบบ Happy Potter อย่างแท้จริง โดยน้องๆจะได้เข้าร่วม formal gown dinner หรือแม้แต่ wine tasting ใน Durham Castle รวมถึงกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายที่ทาง Committee แต่ละปีจะจัดสรร

โดยนักศึกษา postgraduate จะได้พักอยู่ในตึกสร้างใหม่ชื่อ New Kapier Court ที่เพิ่ง renovate ใหม่เอี่ยม ซึ่งอยู่ห่างออกไปจาก Durham Castle 10 นาที มีห้องพักสำหรับ postgraduate โดยห้องพักทุกห้องเป็นแบบ en-suite มีห้องน้ำในตัว โดยมีห้องครัวและห้องทีวีส่วนกลาง และมีคนทำความสะอาดให้อาทิตย์ละครั้ง


14) Van Mildert
Catering: Fully-catered

College Facilities:
• Library
• Computer room
• Bar
• Multi-gym
• Sports court
• Music suite with recording studio
• Grand piano
• Snooker room
• Small shop
• Dining Hall
• Laundry facilities

College นี้โดดเด่นตรงที่ตั้งเพราะตั้งอยู่รอบทะเลสาปที่สวยงามและมีสมาชิกกว่า 1000 คน College แห่งนี้มีไลฟ์สไตล์ที่ผ่อนคลายมีชมรมมากมายให้เลือกเข้าร่วม ที่สำคัญว่ากันว่าอาหารที่อร่อย แถมมีบุฟเฟ่ต์ให้ทุกวันพุธอีกด้วย ที่พักของนักศึกษา postgraduate จะอยู่ชั้นบนของ Deerness Building โดยมีห้องพักสำหรับ postgraduate 33 ห้องและ 91% เป็นห้องแบบ en-suite (มีห้องน้ำในตัว) โดยมีอุปกรณ์ในห้องดังต่อไปนี้
• A High Speed internet access port
• 2 chairs
• Desk (with notice board)
• TV and Radio Sockets
• Storage space (a wardrobe, drawers, under-bed storage locker and a bookshelf)
• 2 Mirrors
• Bathroom (with sink and shower)


15) John Snow College (will be relocated from Queen’s Campus to Durham City in 2018/2019) – stay tune for more information

16) Stephenson College (will be relocated from Queen’s Campus to Durham City in 2018/2019) – stay tune for more information


แถมให้เล็กน้อย สำหรับน้องๆที่ถามว่า แล้วถ้าไม่อยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย และอยากอยู่ใจกลางเมืองมีที่พักแบบไหนบ้าง จริงๆแล้วใน Durham มีหอพักสร้างใหม่อยู่หลายหอ (อ่านต่อที่นี่) นอกจากนั้นแล้วก็ยังมี Apartment ที่อยู่ใจกลางเมืองมากๆ และเป็นที่นิยมของน้องๆเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

Mayford House

ตั้งอยู่ที่ Old Elvet อยู่ใจกลางเมืองใกล้ทั้ง Starbucks และ Flatwhite cafe เป็นห้องแบบ studio ตกแต่งพร้อม

Lounge Something special. This amazing interior designed studio offers a luxury city base. Sofa, dining table with stylish chairs, wall mounted TV.

Kitchen Uber contemporary white gloss fitted kitchen with integrated microwave oven, hob, extractor canopy and also a fridge and freezer.

Bedroom Area Stylish double bed, with matching luxury soft furnishings and wardrobe. Dream on – this one is not to be missed.

Bathroom Luxury shower room, wash basin and WC, heated towel rail, wall mounted mirror with decorative lighting.

โดยค่าเช่าจะอยู่ที่ £750 per month (สอบถามพี่ๆ Mango สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและวิธีการจองได้เลยนะคะ)

 


สอบถามข้อมูลกับ Mango ตัวแทนอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและทีมงานนักเรียนเก่า Durham พร้อมให้ข้อมูลและช่วยรีวิว SOP โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 0851448808 หรือ Line : @mangolearning

สัมภาษณ์น้องวิน นักเรียนทุนเต็มจำนวนจาก Durham Business School คนแรกของประเทศไทย



วันนี้พี่ๆ Mango จะพาไปรู้จักกับน้องวิน นักเรียนทุนเต็มจำนวนจาก Durham Business School คนแรกของประเทศไทยกันค่ะ น้องวินจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกำลังเดินทางไปศึกษาต่อที่ MSc Management ที่มหาวิทยาลัยเดอรัมค่ะ ซึ่งทางแมงโก้ได้ช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการให้คำปรึกษาเรื่องมหาวิทยาลัย รีวิว SOP ไปจนถึงจองที่พักและดูแลเรื่องวีซ่า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเดินทางไปเรียนของน้องๆนั้นมีความราบรื่นที่สุดค่ะ (ที่สำคัญที่สุดบริการของเราไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นนะคะ)

ผมรู้จัก Mango ได้เพราะว่าไปเดินงานเรียนต่อจำไม่ได้ว่างานไหนเพราะไปหาข้อมูลเยอะมากๆ และด้วยความที่สนใจมหาลัย Durham เป็นทุนเดิม จึงได้ไปขอคำแนะนำจากพี่ๆซึ่งเป็นทีมงานของ Mango ทางผมก็ได้พูดคุยข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของมหาลัย เกณฑ์การรับเข้าเรียน การใช้ชีวิต เลยเป็นที่มาที่ทำให้ได้รู้จักพี่ๆจนถึงตอนนี้ พี่ๆที่แมงโก้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะพอผมบอกว่าเงื่อนไขแรกในการสมัครคืออยากลองยื่นขอทุนดูก่อน ซึ่งพี่เค้าก็แนะนำให้ข้อมูลมาอย่างละเอียดว่าปีนี้มหาลัยมีข้อเสนอให้กับเด็กนักเรียนไทย ผมก็ตาลุกวาวเลยทีเดียว แม้จะรู้ว่าเป็นไปได้ยากแต่ก็ต้องลองดูสักตั้ง!

พอเวลาผ่านไปจนได้ offer กำหนดเวลาว่าจะต้องจ่าย deposit ซึ่งผลทุนยังไม่ประกาศ พี่เค้าก็จัดการกับทางมหาลัยให้เลื่อน deadline ไปก่อนจนกว่าทุนจะประกาศ ถ้าจำไม่ผิดทุนประกาศช่วงมิถุนายนซึ่งผมก็ได้ offer ทุนบางส่วนจากมหาลัยอื่นมาบ้างและใกล้ถึงเวลาที่ต้องจ่าย deposit เช่นกัน ยอมรับว่าเลิกหวังแล้วว่าจะได้ทุนจาก Durham ตั้งใจจะไปอีกที่เพื่อที่จะได้ไปจัดการเตรียมตัวเรื่องอื่นๆต่อให้เรียบร้อย จำได้ว่าวันนั้นเพิ่งคุยกับครอบครัวเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมเพื่อไปจ่ายสำหรับอีกที่ แต่แล้วก็มีโทรศัพท์มาบอกว่า “น้องวินเชคเมลตอนนี้เลยค่ะ…..ผลคือผมได้ทุนเต็มจำนวน!” เรื่องที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นจริงๆก็เกิดขึ้นอย่างกับปาฏิหาริย์ ขยี้ตาหลายรอบ ให้คนใกล้ตัวช่วยอ่านว่าเนื้อหาในเมลคือให้ทุนจริงๆ ดีใจอย่างบอกไม่ถูกแล้วก็ตกใจมากในเวลาเดียวกัน ต้องบอกว่า Mango ช่วยให้ผมมองเห็นอีกหนึ่งโอกาสที่น้อยคนจะทราบ คอยให้กำลังใจที่ดีมาตลอดว่าทุกอย่างมันมีเป็นไปได้ และที่สำคัญทีมงาน Mango ไม่ได้เป็นเฉพาะ coordinator แต่เป็น mentor ที่ดีมากเช่นกัน

ต้องบอกว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่สมัครเรียนจนถึงตอนนี้ที่ตัวอยู่อังกฤษ ผมก็ยังติดต่อสอบถามขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ Mango มาตลอด เรียกว่าพี่เค้าดูแลตั้งแต่ยื่นใบสมัคร ตาม cas เพื่อทำวีซ่า แนะนำที่จองตั๋วเครื่องบิน จองหอพัก เรียกได้ว่าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบพี่ๆแมงโก้สามารถจัดการให้ได้

อีกเรื่องที่สำคัญและคิดว่าเป็นจุดเด่นของพี่ๆแมงโก้คือทุกคนพร้อมให้คำช่วยเหลือ ใจดี ใจเย็น แก้ไขปัญหาตอบคำถามกับคนใจร้อนอย่างผมได้ไม่มีบ่น บางทีเสาร์อาทิตย์ซึ่งผมก็เข้าใจเพราะเคยทำงานมาก่อนว่าคงไม่มีใครอยากทำงานวันหยุด พี่เค้าก็ยังตอบไลน์ในสิ่งที่ผมสงสัย สิ่่งเหล่านี้ถือว่าเป็นจุดแข็งของแมงโก้ที่ผมเชื่อว่าไม่เหมือนที่อื่น สุดท้ายก็อยากฝากไว้กับคนที่สนใจจะไปเรียนต่ออังกฤษว่าให้พี่ๆแมงโก้ดูแลแล้วจะไม่มีคำว่าผิดหวัง โดยเฉพาะถ้าสนใจทุนหรือเงื่อนไขการใช้ชีวิต ชอบเมืองใหญ่คนเยอะ หรือเมืองเล็กเงียบสงบ มหาลัย rank ดีด้านไหน พี่ๆแมงโก้เอาอยู่แน่นอน 🙂

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

[รีวิว] Durham เมืองที่ใครๆมาก็ต้องหลงรัก


Durham เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีเสน่ห์ที่ใครๆมาก็ต้องหลงรักนอกจากนี้ Durham University ยังเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศอังกฤษ

เริ่มเดินจากสะพานที่เรียกกันว่า Town Bridge เพราะเป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดในเมือง Durham ใต้สะพานจะมีร้านกาแฟชื่อThe Boat House ข้ามสะพานไปมุ่งหน้าสู่ City Centre

ระหว่างทาง จะพบกับร้านกาแฟน่ารักๆมากมาย ทางซ้ายจะเป็นร้าน Capriccio วันนี้เป็นเช้าวันอาทิตย์ คนจึงออกมารับอากาศดีๆ นอกบ้านค่อนข้างเยอะ

 

เดินมาสักพัก จะเจอร้าน breakfast ที่ชื่อว่าร้าน Bill’s ซึ่งเป็นร้านอาหารเช้าที่มีชื่อเสียงร้านนึงในลอนดอน ถัดจากร้าน Bill’s คือร้าน Flat White Kitchen

ร้าน Flat White Kitchen คนแถวนี้บอกว่าเป็นเหมือนของดีเมือง Durham เห็นได้จากคิวที่ยาวมากๆ จานเด็ดของที่นี่ คือแพนเค้ก เค้าว่ากันมาเด็ดสุดๆ

ร้านนี้ไม่รับจอง ถ้าอยากทาน ต้องไปยืนต่อคิว ตั้งแต่ 8- 9 โมง

ตอนที่ไปต้องรอคิวประมาณชั่วโมงนิดๆ กว่าจะได้ทาน

แพนเค้กที่ว่ากันคืออันนี้เลย อร่อยตามที่ร่ำลือจริงๆ แป้งแพนเค้กจะไม่เหมือนทั่วไป เป็น signature ของเมืองนี้

Durham เป็นเมืองเล็กๆ เดินขึ้นไปสักหน่อยจะเจอ Durham Castle ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำเรื่อง Harry Potter ภาค 1 – 2

Hallway เป็นจุดถ่ายรูปที่ทุกคนต้องห้ามพลาด

เมือง Durham มีร้านขายของครบทุกอย่าง ตั้งแต่ Tesco, M&S ซึ่งอยู่ติดกัน ตรงใจกลาง City Centre มี TOPSHOP, TOPMAN, H&M, Boots, Superdry และร้านขายของทั่วไป หรือว่าจะเป็น ธนาคารก็มีหลากหลาย อยู่บริเวณเดียวกันหมด

จาก City Center สามารถเดิน ประมาณ 10 นาทีก็จะถึงโซนตัวมหาวิทยาลัย

Durham Cathedral อยู่ตรงข้าม กับ Durham university สวยมาก

เดินขึ้นไปนิดนึงจะเป็น Collage ต่างๆ

มี College ที่สวยมากๆ ชื่อว่า St.Mary ในอดีต ถือเป็น College หญิงล้วน College แรกของอังกฤษ

 

ถัดจาก St.Mary เดินทะลุเข้าไปจะเจอจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมือง Durham ได้ชัดเจน และสวยที่สุด เรียกว่า Observatory Hill ซึ่งเดินไม่ไกลจากมหาลัยเลย ขึ้นมาถึงแล้ว วิวสวยมากๆ อากาศดี จะมีเด็กๆ มานั่งชิว พักผ่อน ปิคนิคกัน

Durham มีร้านอาหารไทยร้านหนึ่งที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ชื่อว่า ZEN

ลองสั่งมาทาน รสชาติดีเหมือนทานที่กรุงเทพฯเลย ทำให้น้องๆ หายคิดถึงเมืองไทยได้บ้าง

ในตัวเมือง วันอาทิตย์คนจะออกมาเดินในเมืองกันเยอะ เมืองนี้มีสีเขียวเยอะมาก เนื่องจากว่าฝนตกบ่อย เป็นเมืองที่ค่อนข้างมีต้นไม้ใหญ่ เขียวทั้งเมือง ข้างทางดูสดชื่นมากๆ

ที่อังกฤษเค้าชอบนิยมดื่มชากัน มีร้านขายชา กาแฟเยอะแยะมากมาย

 

สิ่งที่ประทับใจในเมือง Durham คือ
– เป็นเมืองที่ค่อนข้าง Friendly รู้สึกอบอุ่น เนื่องจากมาคนเดียว ไม่ค่อยรู้จักทาง ต้องถามทางจากคนท้องถิ่น ทุกคนก็ดูเต็มใจที่จะช่วย
– เมืองเล็กก็จริงแต่ก็มีทุกอย่างที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน การเดินทางค่อนข้างสะดวกมากๆ ทุกอย่างสามารถเดินถึงกันได
– อากาศดี เมืองสวย เหมาะแก่การศึกษา ในเมืองจะมีแต่นักศึกษาเข้ามาเรียน เป็นเมืองที่ค่อนข้างปลอดภัยมากๆ

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

ความต่างของ Law และ Business ที่ DURHAM


การเรียน Pre-sessional Course ที่ Durham University จะแบ่งคลาสเด็กที่เรียนระหว่าง law กับ business เพราะสไตล์วิธีการเขียน essay นั้นมันมีความต่างกัน อาจารย์จะสอนเน้นวิธีการเขียน Essay ครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่หลักการวางรูปแบบ การใช้คำ รวมไปถึงมีการสอบประเมินอยู่เรื่อยๆ บอกแล้วว่าจริงจัง ตั้งใจเก็บเกี่ยวทุกอย่างเพราะมันจะช่วยเราตอนเรียนและเขียน essay ส่งงานจริง ๆ


การเรียนกฎหมาย

แต่ละปีมหาลัยจะมีแจ้งรายวิชาที่เปิดสอน โดยอาทิตย์แรกของการเปิดเทอมทางคณะจะจัดให้มี Induction Week อธิบายรายวิชาว่ารายละเอียดแต่ละวิชาเรียนอะไรบ้าง จำนวนหน่วยกิต มีการเรียนการสอนหรือการประเมินผลโดยการสอบหรือเขียนงานส่งอย่างไร ซึ่งเด็กส่วนมากจะเลือกลงวิชาที่เขียนงานส่ง (Essay) ส่วนวิชาบังคับ คือวิชา Applied Research Method ซึ่งวิชานี้จะมีเรียนทั้ง 2 เทอม และ Dissertation จำนวนคำที่เขียน Dissertation ส่ง มี 10,000, 15,000 และ 20,000 คำ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนหน่วยกิตวิชาที่เราเลือกเรียน


การเรียนของ Business

วิชาของ Business จะมีวิชาบังคับของแต่ละสาขา และ มีคลาส  Seminar ทุกๆ 2 อาทิตย์ ซึ่งจะมีการเช็คชื่อ คลาสที่เรียนของ Business หลักๆอยู่ที่ Business School คลาส Seminar แล้วแต่ทางคณะจัด จะมีอีเมลล์แจ้งให้ทราบ โดยทุกเทอมคณะ Business จะมีการสอบเกือบทุกวิชา และ Dissertation จำนวน 12,000 คำ

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

ใครอยากเรียน LL.M. Inter Trade ที่ Durham University ยกมือขึ้น



หนึ่งในหลักสูตรที่ฮิตที่สุดของ Durham University ก็คือด้านกฎหมาย ซึ่งมีคนสอบถามเข้ามาเยอะมากๆ วันนี้พี่แมงโก้เลยจะพามาสัมภาษณ์ นักเรียน LL.M. สาขา International Trade and Commercial Law ของ Durham University มาติดตามเรื่องราวที่ส่งตรงจากห้องเรียนที่เดอรัมมาส่งตรงถึงบ้านให้ทุก ๆ คนได้ฟังกันค่ะ


เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยคะ ว่าเรียน LL.M. International Trade and Commercial Law ที่ Durham University เป็นยังไงบ้าง?
ท้าวความก่อนว่าตอนแรกมาเรียน pre-sessional ก่อน พอเรียนจบพรีก็ถึงเวลาเปิดเทอมที่รอคอย จากเมืองเงียบๆ ทีนี้นักศึกษาบานเลยจ้าาา undergrad, postgrad เดินกันเต็มเมือง แบบ เปลี่ยนฟีลไปเลยย ฝรั่งเดินกันพลุ่กพล่าน บางคนก็หน้า A++ อาหารตามาเต็ม เอาว่ะ ไม่ได้ปริญญาก็ต้องได้ลูกฝรั่งกลับบ้าน ซึ่งอาทิตย์แรกก็ไปคณะแบบชิลๆ เค้าเรียกอาทิตย์แรกว่าเป็น Induction Week ที่นี่จะเรียกว่าเป็น module shopping เพราะก็จะมีอาจารย์แต่ละท่านก็จะมาขายวิชาตัวเองว่าน่าเรียนอย่างงั้น น่าสนใจอย่างงี้ มีสอบมั้ย ส่งงานยังไง บางอันเป็นสอนเป็น lecture บางอัน seminar อะไรแบบนี้

เราเรียน Inter Trade ใบแรกก็อยากเลือกเรียนหลายๆแบบ บางตัวน่าสนใจก็ลงวิชาแบบ Intro ก็เลยลงเรียน Intro to EU laws เรียนก่อนที่ EU มันจะล่ม เดี๋ยวไม่มีให้เรียนงี้ แล้วก็ Intro to IP law และ Advance issue of IP law แปะไปด้วย มาคู่กัน อันนี้ชอบคนสอน พูดสำเนียงฟังง่าย อธิบายได้ดี พออยู่ๆไปก็เกิดติดใจการเรียนแบบ Seminar เลยลงวิชา Advance laws of Obligation ไปด้วย กฎหมายหนี้หรอเปล่าเลย หลักๆมันเป็นเรื่องของ กฎหมายแพ่งเดิม กฎหมายสัญญาเก่าของปรับยังไงกับ Technology ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เค้า files sharing on cloud technology กันงี้ กฎหมายแพ่งทำไง กฎหมายIPทำไง สัญญาทาง electronicต่างๆมียังไงบ้าง แล้วถ้าเสียหาย Tort ต้องปรับมั้ย Liability หล่นอยู่กับใคร ล้ำกว่ากฎหมายไทยมากๆๆ อาจารย์ก็เก่งแบบมากๆ เอาทุกเรื่องที่คนพูดในห้องเละเทะๆ มารวมกันเป็นเนื้อหาแล้วสอนสรุปท้ายคลาสได้ พูดเรื่องอะไรออกมา ที่อ่านมาแกก็รู้หมดเหมือนอ่านมาทุกอันแล้ว ใช่คนมั้ยน่ะ
อีกอันคือ Global Finance Laws เนื้อหาทั้งหมด เทไปที่ กฎหมายการเงินและสถาบันการเงินต่างๆหลังวิกฤติเศรษฐกิจ การปรับตัวต่างๆ capital flow มันยังไง ไปทางนี้เพราะอะไร เทมาทางนี้เพราะอะไร หนังสือในวิชานี้แพงมาก แต่prof. ก็จัดมาให้เป็นแบบ pdf ไฟล์ ทุกอย่างที่สอน ส่งมาในอีเมลล์ให้ทุกอาทิตย์ อาทิตย์นี้จะเรียนเรื่องนี้ๆๆ ไปอ่านมานะ ไม่ต้องวิ่งไปหาในห้องสมุดหรือซื้อให้เสียเงินเลย (แน่นอนว่าถูกกฎหมายนะ) สอนไปก็ด่า Donald Trumps ไป นาง #teamHilary ไง วิชานี้เป็นวิชาเรียนที่แบบสุดยอดTrade เลย บางอันน่าสนใจมากก็ไม่ได้ลง แต่ก็ไปนั่งเรียนบ้างนะ แบบ International Investment Law ไรงี้ สอนหลักๆเกี่ยวกับ การระงับข้อพิพาทจากการลงทุน (พวก ADR อย่าง Arbitration)งี้ คนไทยมีคนรู้ด้านนี้น้อย งานแขนงเงินดีมากๆน่าเรียนมากๆแนะนำเลย



หอพักตอนเรียนปริญญาโท เป็นยังไงบ้าง?

ที่ Durham เค้าจะใช้ระบบ College System ซึ่งก็จะแบ่งแต่ละคนออกไปอยู่แต่ละ College เหมือนๆแฮรรี่พอตเตอร์แบบนั้น แต่สำหรับเด็กปริญญาโทนั้นเค้าจะให้อยู่ College รวมกันที่เรียกว่า Ustinov ตัวเราเองนั้นพอจบพรีก็ ต้องย้ายมาอยู่หอ Ustinov สำหรับเด็กๆ Postgrad อยู่กัน ก็ดีนะ เพราะหอเดิมส่วนใหญ่จะมี undergrad เข้ามา ซึ่งเด็กๆที่นี่โหดสุดจริงๆ นั่งกินเหล้ากันตรงทางเดิน ประตูห้องไม่ปิด อยากโชว์ชีวิตให้โลกเห็นงี้ ช่วงเวลาเค้าก็ไม่เหมือนเรา บางที่ช่วงทำงาน เค้าก็ยังไม่สอบก็ยังปาร์ตี้กันอยู่ ถ้าทนเสียงดังไม่ได้นี่ชีวิตพัง หงุดหงิดแน่ๆ แต่คือ Ustinov เป็นหอที่คนส่วนใหญ่เป็น Postgrad แล้วก็ PhD ไม่ก็คนมาทำวิจัยไรงี้ ก็จะเป็นผู้ใหญ่หน่อย จะไม่เละเทะเหมือนเด็กๆมาก (โดยร่วมคือสะอาดกว่า) และที่สำคัญ มีห้องน้ำส่วนตัวละน้า เดินอล่างฉ่างออกมาจากห้องน้ำมาแต่งตัวในห้องได้ แต่ด้วยความที่ Ustinov เป็นหอที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ มีความสะอาด พรมยังใหม่ ครัวยิ่งใหญ่ กุญแจเข้าตึกเป็นแบบtouch facility ห้องคอม ห้องซักผ้า ที่ปริ้นงาน ไรพวกนี้ก็จะใหม่กว่าหอเดิมที่เคยอยู่ นางมี Cafe’ ขายกาแฟ อาหาร มี Bar และมี Beer เป็นของตัวเองด้วย ยี่ห้อ Ustinovian เลย สบายละ เวลาจะนั่งทำงานกับเพื่อนก็มา นั่งคาเฟ่ ตกเย็นบาร์เปิดก็จิบดริ้งกันน่ารักๆ เล่นเกม เล่นพูล (แล้วจะอ่านหนังสือตอนไหน) ตัวหอมีกิจกรรมทุกคืนน ย้ำ ทุกคน ตั้งแต่ Movie night ทุกวันจันทร์ ยัน academic seminar ในบางที เพิ่งมีวันก่อนเรื่อง The Inequality in the Juctice Procedure กับ Remote Warfare (ปล. เค้ามี Pizza ให้กินฟรีทุกงานนะ)


สภาพบรรยากาศโดยรวม มหาวิทยาลัย เมือง เป็นยังไงบ้าง?
เอาจริงๆ Durham นี่เป็นเมืองมหาลัย ก็จะมีแต่เด็กมหาลัยในตัวเมือง แล้วก็คน Durhamแท้ๆจริงๆส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ อารมณ์แบบมาอยู่ยามเกษียณ ซึ่งมันเหมาะกับการ ‘อยู่อาศัย’ นะจริงๆแล้ว ปลอดภัย (แหงละมีแต่คนแก่กับเด็กมหาลัย) ต้นไม้เยอะ เขียวทั้งเมือง ใกล้หอมี Botanic Garden เดินดึกๆนี่ไม่ต้อง กลัวโจรนะ อากาศดีๆ แดดออก เค้าก็ออกมาจูงหมาเดินเล่นกันเต็มเมือง ตึกมหาลัยก็แทรกอยู่รอบๆเมือง มีหอพักล้อมรอบอีกที อย่างที่บอก พอเปิดเทอมปุ้ป มีแต่เด็กมหาลัย เดินกันเต็มไปหมด อยู่แบบนี้มันไม่เบื่อนะ พอเวลาไปเที่ยวเมืองอื่นคือฟีลเที่ยวจริงๆอ้ะ ตื่นตาตื่นใจกับทุกอย่าง ตื่นเต้นกับความเจริญที่เมืองเราไม่มี

เรื่องกินไม่ต้องห่วงเลย ร้านอาหารหลากหลายมาก ไทย จีน อินเดีย แมกซิโกยังมี ซื้อของสดก็มี Tesco คือโลตัสบ้านเรานี่แหละ ซื้อเยอะแบบหมูสิบโลมันมีบริการ delivery ด้วย หิวดึกๆก็สั่งพิซซ่าได้ บางร้านมันเพิ่งเปิดตอน 5โมงเย็นเลยแหละ ขายคนหิวตอนดึกๆ กลุ่มลูกค้าชัดเจนมากๆ บางคนก็ไปทำ part-time ร้านอาหาร ร้าน Giftshop เพราะ visa นักเรียนทำได้อาทิตย์ละ 20 ชั่วโมง

ที่ Durham มี supermarket ไทย จีนก็มี พวกมาม่า ข้าวสาร ซอส หาได้จากร้านพวกนี้ ครกยังมีขาย นี่ยังตำน้ำพริกกินเองอยู่ทุกวันเนี้ย
แต่ถ้าอยากได้ไรมากกว่านั้น นั่งรถไฟไป Newcastle เมืองข้างๆ นั่งไปไม่ถึง 10นาที เร็วกว่าไปสยามอีก เมืองนี้สร้างมาสำหรับชอปปิ้งและเที่ยวกลางคืน (ห้างใหญ่2ห้าง และผับ/คลับอีกร้อยกว่า) ว่าไปแล้วเห็นยังงี้เดอรัมก็มีผับนะจ้า มีร้านเบียร์ (แม้กิน Bar Collegeจะถูกกว่า) ที่เที่ยวกลางคืนก็มีมีทั้งฝรั่ง และเอเชีย

ps. Durham มี 16 Colleges นอกจากห้องที่อยู่แล้ว แต่ละ college มีชุดครุยตอนรับปริญญาไม่เหมือนกัน
ps.2 Beer ที่นี่ถูกกว่าน้ำเปล่า
ps.3 คนที่นี่ครึ่งหนึ่งใช้ Mac มีคนถามว่าซื้อ MacBook ดีมั้ย คือคนส่วนใหญ่แบกlaptopไปเรียน ดู Silde ดู Materials ในคอม มันมีข้อดีเรื่องแบตและเบา ไม่ต้องพกที่ชาร์จ(กับ Adaptor)ไปทั่ว หลักๆเวลาเรียนใช้โปรแกรมอ่าน PDF เวลาส่งงาน ส่งเป็นไฟล์ .doc พวกโปรแกรม Office ไรงี้ไม่ต้องซื้อ มหาลัยมีให้โหลดฟรี (ถูกกฎหมายจากเพจมหาลัยเองใช้อีเมลนักศึกษาโหลด)
ps.4 อายุเกิน25 ควรทำใบขับขี่สากลมาด้วย จะเช่ารถได้ในอัตราที่ถูกกว่าเวลาจะไปเที่ยว


เรียนต่ออังกฤษ เรียนต่อกฎหมายในประเทศอังกฤษ เรียนต่อ Business ที่ประเทศอังกฤษ เรียนต่อ Durham สอบถามข้อมูลกับ Mango ตัวแทนอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและทีมงานนักเรียนเก่า Durham พร้อมให้ข้อมูลและช่วยรีวิว SOP โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 0851448808 หรือ Line : @mangolearning

ทำไมถึงเลือกเรียนที่ Durham Business School?


วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์พี่แจน นักเรียนเก่า Durham หมาด ๆ มาฝากกันค่ะ พี่แจนจบการศึกษาจาก MSc Management (Human Resource Management) และปัจจุบันทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงฝ่ายบุคคลค่ะ


พี่แจนเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ ว่าทำไมถึงเลือกเรียนที่ Durham Business School?
ก่อนอื่นเลยต้องมาเล่าถึงคำถามแรกที่ทุกคนต้องถามพอรู้ว่าเราเลือกเรียนที่นี่ อยากรู้ว่าทำไมต้องเดอรัม ที่นี่มีดีอะไร? ในจังหวะที่สมัครเรียนก็ดูอยู่หลายที่เหมือนกันทั้ง KCL Bath Edinburgh และ Durham แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือก Durham เพราะมีคนรู้จักเรียนอยู่พอได้คุยแล้วก็รู้สึกว่าเอาที่นี่หละ และที่สำคัญ Ranking ของ Business School ก็โอเคเลย

สิ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยเดอรัมมีความน่าสนใจ อันดับแรกก็คือความขลัง เพราะที่นี่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1657 (เก่ามากกกกก สามร้อยกว่าปีแน่ะ) เลยทำให้รู้สึกว่า สร้างมานานขนาดนี้ต้องมีหลักสูตรที่ดี มีมาตรฐาน สมกับระยะเวลาที่เปิดทำการเรียนการสอน และจะต้องมีบรรยากาศที่น่าเรียนแน่ ๆ ซึ่งพอมาเรียนจริง ๆ ก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ที่เห็นได้ชัดๆ เลยคือ ranking ของมหาวิทยาลัย ที่เปิดไปเว็บไหน จัดอันดับปีไหน ก็จะอยู่ในอันดับที่น่าพอใจเสมอ ทั้งในระดับ undergraduate และ postgraduate เรียกได้ว่ามีทั้งคนอังกฤษ และคนต่างชาติอีกมากมายที่อยากจะเข้ามาเป็นนักศึกษาของที่นี่

สำหรับคนชอบสถาปัตยกรรม ชอบดูสิ่งปลูกสร้างสวยๆ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ตอบโจทย์เราได้ดีมากเลยค่ะ ด้วยความที่ก่อตั้งมานานเป็นร้อยปี ก็จะมีตึกเก่าๆ ที่ดูขลังมาก ดูมีความออริจินอลในสไตล์ยุโรปสมัยก่อน เช่น ตึก university college (ขลังจนถ้าใครมาเดินคนเดียวตอนมืดๆ อาจจะต้องพกสิ่งศักดิ์สิทธิมาด้วย…) ในขณะที่ตึกคณะอื่น ๆ ก็มีการก่อสร้างและปรับปรุงตลอดเวลา ดูสวยงามทันสมัยสุดๆ ที่สำคัญคือ ตึกแต่ละคณะจะหน้าตาแตกต่างกันค่ะ เป็นเอกลักษณ์ที่เห็นแล้วจะบอกได้เลยว่านี่คือที่ไหน
อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความน่าสนใจของมหาวิทยาลัยเดอรัมก็คือ ระบบคอลเลจ (Collegiate System) ซึ่งมีแค่ไม่กี่ยูในอังกฤษเท่านั้นที่ใช้ระบบนี้ ใครนึกภาพไม่ออกให้ลองนึกถึงแฮร์รี่พอตเตอร์ก็ได้ค่ะ ที่จะมี 4 บ้านให้เด็ก ๆ ได้อยู่ (กริฟฟินดอร์ สลิธีริน ฯลฯ) แต่ละบ้านก็จะมีสัญลักษณ์ มีพื้นที่ มีกิจกรรมของตัวเอง แต่ที่นี่เราไม่ได้ใช้บริการหมวกคัดสรรเหมือนแฮร์รี่นะคะ 5555 นักศึกษาทุกคนจะมีโอกาสเลือกคอลเลจที่อยากอยู่ได้ตามใจชอบเลยค่ะ โดยให้เลือกได้ 2 อันดับ รายละเอียดเกี่ยวกับคอลเลจ (โดยเฉพาะที่ที่เราอยู่)

ตอนเรียนเป็นยังไงบ้างคะ?
ชีวิตการเป็นนักศึกษาป.โทที่ DUBS (Durham University Business School) ก็มีอะไรที่น่าสนใจเยอะเลยค่ะ ตั้งแต่หลักสูตร บรรยากาศในการเรียน การทำเกรด ไปจนถึงเพื่อนๆ ในชั้นเรียน อย่างเราเองไปเรียน Management ก็จะมีเพื่อนร่วมหลักสูตรเยอะมากกกก รุ่นนึงมีประมาณสองร้อยกว่าคน แต่ในจำนวนนี้ก็จะแยกย่อยเป็นสาขาต่าง ๆ อีกทีนึง เช่น General, Finance, HRM, International Business เป็นต้น เพื่อนร่วมคลาสก็จะมีทั้งฝรั่งเอเชียและฝรั่งด้วย คือฝรั่งส่วนใหญ่จะมาจากยุโรป ที่เจอก็แถบสแกนดิเนเวีย เยอรมัน

การเรียนที่นี่แบ่งออกเป็น 3 เทอม แต่ละเทอมมีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า Michaelmas, Epiphany และ Easter ตามลำดับ หลักสูตรที่เราเรียนจะเน้นที่สองเทอมแรก เรียนเทอมละ 4-5 วิชา ส่วนเทอมสุดท้ายไปจนถึงช่วงปิดคอร์สถึงจะเป็นช่วงเวลาหฤหรรษ์(?)ของการทำ Dissertation ค่ะ

จากที่เคยเรียนแบบไทยๆ อยู่ในระบบของโรงเรียนไทย มหาวิทยาลัยไทยมาตลอด มาเจอสไตล์แบบนี้ก็แปลกใหม่นิดนึง… คือทุกคลาสจะมีส่วนที่เป็น lecture กับ seminar ส่วนแรกก็ชิล ๆ เหมือนที่เราเคยชินกัน ถึงเวลาก็นั่งฟังอาจารย์บรรยายไป มีสไลด์ออนไลน์ให้โหลดมาดูก่อนได้ อีกส่วนนึงต้องทำการบ้านเยอะหน่อย (ไม่ควรโดดเรียนถ้าไม่จำเป็น 555) เพราะนักศึกษาจะถูกจัดเป็นกลุ่มย่อย ๆ ถึงเวลาก็ต้องอ่านเนื้อหาแล้วมาถกกัน นั่งตอบคำถามกันในห้อง ที่สำคัญคือเกือบทุกวิชาจะมี group presentation ด้วย ตรงนี้ก็สนุกนะคะ เพราะเราจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับเพื่อนๆ เยอะแยะ แต่ละวิชาก็อยู่กลุ่ม ต่าง ๆ กันไป เท่าที่เจอมาคือเด็กฝรั่งเค้าจะมีไอเดียพลุ่งพล่านมาก 555 ถึงเวลาก็มาจับกลุ่มแชร์กันเป็นเรื่องเป็นราว เอาคอมมานั่งพิมพ์ด้วยกัน ทำสไลด์ไปด้วยกันทีละส่วน ไม่เสร็จไม่เลิก! ถึงเวลาพรีเซนต์ก็จะสบายๆ เพราะเตรียมการมาเยอะจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว เห็นแค่หัวข้อคร่าวๆ ก็พูดออกมาได้เลย อีกฝั่งนึงคือคนบ้านใกล้เรือนเคียงนี่เอง… เพื่อนๆ คนจีนก็จะเป็นอีกแบบคือ เป๊ะในรายละเอียดมาก ๆๆๆ ถนัดหาข้อมูล เวลาทำงานกลุ่มก็จะแบ่งส่วนชัดเจนว่าใครทำพาร์ทไหน ถึงเวลาก็เอามารวมๆ กัน เอกลักษณ์อีกอย่างของเค้าคือทำ PowerPoint ได้สร้างสรรค์มาก ตกแต่งสวยงาม ใส่รูปประกอบอย่างดี 555 ก็เป็นประสบการณ์ดี ๆ ไปคนละแบบเนอะ



หลักสูตร Management (Human Resource Management) ของ Durham เป็นอย่างไรบ้างคะ?

ตอนที่ตัดสินใจตอนแรกก็ดูที่ Edinburgh ไว้ด้วยเพราะหลักสูตรของที่นั่นก็ดูดีและ accredited by CIPD (CIPD คือ professional qualification ด้าน HR ซึ่งจะต้องไปสอบเพื่อให้ได้ certificate นี้มาค่ะ) ซึ่งจริงๆแล้ว CIPD ก็น่าสนใจโดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากฝึกงานหรือหางานที่เมืองนอกหลังเรียนจบ แต่ส่วนตัวมีเป้าหมายจะกลับมาทำงานที่ไทยอยู่แล้ว แล้วคิดว่าวิชาที่เรียนในคอร์สที่เดอรัมก็ค่อนข้างครอบคลุมแล้วค่ะ ประกอบกับเรื่องมหาลัย ตัวเมือง ก็เลยสนใจเดอรัมมากกว่า

Module ที่ชอบคือ Work &S ociety ค่ะ เป็นวิชาบังคับของ HRM (แต่คนอื่นก็ลงเรียนได้) เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรม ความสัมพันธ์ของคนในการทำงาน บรรยากาศในที่ทำงาน รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่จับต้องได้ ได้ศึกษา case study เยอะ ในคลาสจะมีจับกลุ่มวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ดูคลิปแล้วมา discuss กัน ตอนทำ group presentation ก็ให้หาตัวอย่างจากหนัง รายการ ละคร แล้วมานำเสนอโดยโยงกับทฤษฎีที่เรียน สนุกดีค่ะ ประเด็นในการเรียนก็หลากหลาย รู้สึกว่าน่าสนใจ เอามาใช้ได้จริง

กิจกรรมที่น่าสนใจอีกอย่างในคลาสคือ workshop ค่ะ วิชาที่เราเคยเรียนจะเกี่ยวกับ Employee Relations ก็เลยได้เล่นบทบาทสมมุติ (roleplay) กัน ให้คนนึงเป็นผู้จัดการ อีกคนเป็นพนักงาน มีสถานการณ์มาให้เจรจาต่อรองกัน ใครสนใจก็ลองมาลงเรียนดู หลักสูตร HRM ที่นี่มีข้อดีคือ วิชาบังคับเฉพาะสาขาที่หลากหลาย ได้เรียนเกือบทุกด้านของ HR จริงๆ ทั้ง general, employee relations, work&society วิชาเลือกก็มีให้เลือกเยอะค่ะ ถ้าสนใจอยากเรียนเจาะลึกด้าน HR ก็จะมี reward strategy, HRD ให้เลือกเรียนเพิ่มอีกจำนวนนักศึกษาในคอาร์สก็ไม่เยอะค่ะ รวมแล้วประมาณ 30 คน เวลาเรียนก็จะค่อนข้างทั่วถึง จับกลุ่มสัมมนาหรือทำงานกันได้ง่าย

โดยรวมถ้าถามว่าเรียนหนักมั้ย เราก็ว่าไม่หนักมากนะคะ เน้นเก็บความรู้ไปเรื่อย ๆ จากในคลาส บวกกับมานั่งค้นคว้าเองเพิ่มเติมมากกว่า จะหนักสุดก็ตอนจบคอร์สแหละค่ะ ._. เพราะทุกวิชาจะไม่มีเก็บคะแนนควิซ / attendance หรืองานย่อยอะไรเลย มาชี้ชะตาตอนไฟนอลล้วน ๆ ซึ่งสาย Management ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีสอบด้วยนะ แต่ให้ส่ง essay แทน ชิ้นนึงก็เต็มร้อยคะแนนไปเลย ที่แย่คือ…ชอบกำหนดส่งตอนเปิดเทอมด้วยสิ บางทีแอบหนีไปพักใจด้วยการเที่ยวนู่นเที่ยวนี่ สุดท้ายก็ต้องกลับมาชดใช้กรรมด้วยการปั่นงานรัวๆ ที่หอ …ก็นับเป็นสีสันอย่างนึงของชีวิต 55555
จบกลับมาแล้วชื่อเสียงของ Durham ในประเทศไทยก็เป็นที่ยอมรับของบริษัทชื่อดังต่างๆนะคะ อย่างเพื่อนในรุ่นตอนนี้หลายคนก็ทำงานดีๆกัน มีทั้งงานราชการ เอกชน (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, Exxon, Hay group) บางคนก็กลับมาช่วยกิจการของที่บ้านค่ะ เรียกได้ว่าไม่ผิดหวังถ้าเลือกมาเรียนที่นี่นะ


เรียนต่ออังกฤษ เรียนต่อกฎหมายในประเทศอังกฤษ เรียนต่อ Business ที่ประเทศอังกฤษ เรียนต่อ Durham สอบถามข้อมูลกับ Mango ตัวแทนอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและทีมงานนักเรียนเก่า Durham พร้อมให้ข้อมูลและช่วยรีวิว SOP โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 0851448808 หรือ Line : @mangolearning

ตามติดชีวิตเด็กเรียน Pre-Sessional English ที่ Durham University


วันนี้พี่แมงโก้มีเรื่องราวชีวิตจริงไม่อิงนิยายจากส่งตรงมาจาก Durham กันเลยค่ะ สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องของการเรียน Pre-sessional ของมหาวิทยาลัย Durham โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่สงสัยว่า เอ๊ะ คนที่เค้าจะไปเรียน LL.M. เวลาที่เค้าเรียนพรีเค้าเรียนอะไรกันบ้าง แล้วเรียนแค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวรึปล่าว ไปเกาะติดชีวิตสนุก ๆ ของน้อง ๆ จากรั้ว Durham กันค่ะ 🙂

สวัสดีครับ อยู่ Durham มาซักพักนึงแล้วก็เลยอยากจะแชร์ให้ฟังกันว่า มหาวิทยาลัย Durham ที่เด็กไทยมาเรียนกันเยอะแยะเนี้ยมันเป็นยังไง ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าสำหรับคนไม่เคยเรียนเมืองนอกแบบเราต้องมานั่งคิดให้หนักเลยว่า ความจำเป็นในการเตรียมตัว เรื่องภาษามันจำเป็นมากแค่ไหน เราต้องมาดูตัวเองว่า ต้องฝึกภาษานานขนาดไหน สกิลหรือคะแนน IELTs ที่มีมันสะท้อนความสามารถจริงมั้ย ขาดอะไร เขียนได้มั้ย ฟังพูดตลอดได้มั้ย คือฉันต้องเรียน pre-sessional กี่เดือนดี มีตังค์มั้ย 555 นั่นแหละ ปวดหัวมาก สุดท้ายก็ได้คำแนะนำจากพี่ที่แมงโก้แล้วก็เออตัดสินใจว่าเอาล่ะขอเรียนภาษาสักเดือนนึง

พอแบ่งห้องเรียนปุ๊ปปป พีคมากกก ห้องที่เราอยู่นี่คือ international มั่กก ดูปากณัชชาอีกทีนะคะ international มาก เบลเยี่ยม ตุรกี อินเดีย ไนจีเรีย จีน แล้วฉันก็เป็นคนไทยคนเดียวเลยจ้า แล้วคือ ในห้องแย่งกันพูดมากๆๆ แบบ ทุกคนพูด มันเรียกได้ว่า Seminar สัมมนา ที่เคยได้ยินกันนี่แหละ ของจริงเป็นแบบนี้ ทุกคนพูด แย้งทุกอย่าง แย้งความคิดเพื่อนก็ได้ คำถามที่ตามมาส่วนใหญ่ คือ ทำไมคิดแบบนั้นแหละ แล้วก็จะให้อธิบายเหตุผลส่วนตัวรัว ๆ (แรกๆกระเหรี่ยงไทยบ้านแบบฉันได้แค่นั่งฟัง ก็ฝึก listening skill รัวๆๆ) เหยแล้วแบบ เถียงกันกับประโยคเดียวอยู่สองชม. ไม่ได้ไปหน้าอื่นเลย 5555 แต่คือมันต้องพูด ต้องฟัง บางครั้งเถียงกันจนชนะเนื้อหาที่เรียนก็มี จนอาจารย์คนสอนวนหน้านั้นแล้วขอไปคุยกับที่ประชุมก่อนเนื้อหาตรงนี้อาจจะไม่ถูกต้อง เห้ยยย คือมีความชนะ 10 10 10 คะแนน!! 555 หลัง ๆ ก็เป็นเรานี่แหละต้องพูดบ้าง เค้าไม่ได้เรียกตอบหรอก ไม่จำเป็นต้องชี้นิ้วเอ้านายแว่นขึ้นมาตอบข้อนี้สิ มันเป็นเรานี่แหละที่อยากพูดบ้าง เราฟังมาหลายวันแล้ว เราเริ่มชินสำเนียงเพื่อนในห้องเริ่มเข้าใจว่าเค้าพูดว่าไร และรู้ว่าเราต้องพูดบ้าง เราต้องพัฒนาตัวเอง มันดีเว้ย มันลบความคิดแบบไม่อยากพูดอังกฤษเลย ขี้เกียจคิด ขี้เกียจแปลในหัวออกไปเลย กลายเป็นแบบเจอเพื่อนก็คุย คุยกัน แบบนู้นนี่นั่นเม้ามอย แล้วมันได้ภาษาเองโดยที่เราไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็คิดเป็นภาษาอังกฤษแล้วพูดไปเลยไม่มีต้องมานั่งแปลอีกแล้ว

เอาตรง ๆ คือมาเรียนพรีฯจริง ๆมันดีมากนะ จำเป็นมาก กลายเป็นสิ่งที่สอนอ้ะ มันไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบบ้านเราเลย หลักสูตร pre-sessional สำหรับ LLM มันถูกออกแบบมาเฉพาะมาก ๆ เราต้องเรียนจาก article ที่เป็น academic legal article เลย ต้องมาดูว่า เค้าเขียนยังไง แบ่ง structure ยังไง มี essay แบบไหนบ้างที่ต้องทำส่งในตอนเรียนโท คือพรีมันไม่ใช่การเรียนภาษาอังกฤษอย่างที่เข้าใจ มันคือ การเตรียมตัวสำหรับการเรียนกฎหมายของ ป.โท เค้าไม่ได้สอนภาษาอังกฤษอ้ะ เค้าสอนสิ่งที่เด็กที่เรียนปริญญาโทด้านกฎหมายต้องใช้ ต้องทำเป็นในประเทศอังกฤษนี้ มารู้ทีหลังว่า สถาบันภาษา (English Language School) ของ Durham ดีที่สุดในอังกฤษ คือ Rank 1 เลย และหลักสูตร pre-sessional ของ Durham ก็ออกแบบโดยประธานขององค์กรอารมณ์แบบตรวจสอบคุณภาพการสอนของอังกฤษเลย สุดยอดจริง ๆนาจา

ส่วนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ช่วงเรียนพรีฯ นี่ไม่ต้องกลัวไม่ได้เที่ยว ตอนเรียนพรีฯนี่คือเฝ้ารอวันเสาร์ทุกอาทิตย์เลย ทุก Weekend เค้าขายตั๋วกิจกรรมนู้นนี่ ทุกอาทิตย์คือไม่ได้ว่างเว้น บางทีก็เป็นแบบ นั่งรถบัสไป Day trip เมืองอื่น ถูกกว่านั่งรถไฟไปเอง ที่สำคัญและไฮโซเป็นอย่างยิ่งคือที่นี่มี Formal Dinner ซึ่งมีความจริงจังโชคดีมากที่เตรียมสูทมา บอกเลยว่ามาที่นี่อย่าลืมเตรียมสูทหรือชุดที่ใส่ออกงานได้มาด้วย

ส่วนเรื่องที่พัก เพราะเราเรียนพรีแค่เดือนเดียว ก็เลยมาช้ากว่าพวกเรียน 2-3เดือน เลยต้องอยู่หอที่ชื่อ St.Mary’s ที่เป็นแบบห้องน้ำรวม ในใจคือ ลำบากละเรา ห้องน้ำรวม แล้วพอเข้ามาอยู่ปุ๊ปปป ห้องน้ำรวมก็โออยู่นะ ข้อดีคือห้องนอนกว้างมาก เต้นบัลเล่ต์ได้ นอนได้ 4 คนสบายๆ (โยคะในห้องได้ด้วยทำมาแล้ว555) ห้องน้ำมันไม่แย่นะ เพราะมีแม่บ้านทำความสะอาดทุกวันสะอาดกว่าห้องน้ำส่วนตัวที่อยู่ทุกวันนี้อี๊ก อยู่หอรวมแบบนี้อารมณ์เหมือนอยู่โรงเรียนประจำ เดินไปนั่งเล่น นั่งดูหนังห้องเพื่อนบ้าน common room บ้าง อยู่ด้วยกันก็อุปทานหมู่ว่าหิวกันตอนตีสอง ต้มมาม่ากินกันรัว ๆ ได้ฟีลโรงเรียนประจำมาก 555

ความประเสริฐอีกอย่างนึงคือ หอนี้มีอาหารเช้าและเย็นให้จ้า ดี๊ดีย์ ตื่นมากิน กินแล้วก็ไปเรียน กินข้าว กลางวันในเมืองแล้วเดินเล่นแท้ด ๆ ๆ แล้วก็กลับมากินข้าวเย็น ประหยัดได้มาก 5555 แล้วสารอาหารก็ มีครบนะจ้ะ แป้ง-เนื้อ-ผัก มีเมนูให้เลือก เนื้อสัตว์ทุกประเภท เนื้อแดง-อาหารทะเลก็มี vegan ก็มีและ อาหารพิเศษสำหรับผู้มีข้อจำกัดอื่น ๆ ด้วย กาแฟ-โกโก้ มีทุกเช้า ผลไม้ของหวานมีทุกมื้อ ตั้งแต่อยู่มาน้ำหนักขึ้นกว่า 5 โลสบาย ๆ มูลค่าอาหารที่กินไปน่าจะแพงกว่าค่าหอแล้วตอนนี้

จริง ๆ แล้วข้อดีของการอยู่หอแบบนี้คือได้เจอเพื่อนใหม่ เรียกว่ามีเพื่อนใหม่มากขึ้นทุกวันทุกเชื้อชาติตามคนที่นั่งข้าง ๆ ตอนกินข้าวนี่แหละ ห้องอาหารที่นี่จะกินแบบห้องโถงใหญ่ ๆ เพดานสูง ๆ เหมือนในแฮร์รี่ พอตเตอร์ (หลังคาไม่โปร่งใสเห็นท้องฟ้านะ เว่อร์ไป มีแค่แชนเดอร์เลียสวยงามตามสไตล์เค้าแหละ)

หลักสูตร pre-sessional ของ มหาวิทยาลัย Durham นั้น มี 20 weeks, 10 weeks, และ 5 weeks สอบถามข้อมูลและเกณฑ์การสมัครได้ที่พี่ ๆ แมงโก้ได้เลยนะคะ

สมัครเรียนและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัย Durham โทร 0851448808 หรือ Line @mangolearning

คุยกับศิษย์เก่า Durham – Finance


P’Chaeng

  • Msc. Finance (Accounting and Finance), Durham University (class of 2014)

วันนี้เป็นโอกาสดีที่พี่แชงบัณฑิตหมาดๆ จะมาแชร์ประสบการณ์สดๆร้อนๆในการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Durham ในสาขา MSc. Finance (Accounting and Finance)

พี่แชงเล่าข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเมืองและมหาลัยให้ฟังหน่อยค่ะ
ต้องขอพูดรวมเพราะเมืองนี้มหาลัยกับเมืองแทบแยกกันไม่ออก ชอบเมืองนี้มาก สงบ ไม่วุ่นวาย ไปเที่ยวเมืองไหนของอังกฤษกลับมาก็คิดถึงเมืองนี้ อากาศจะเย็นกว่าภาคใต้ของอังกฤษ เพราะมีลมตีหน้าชาตลอด กิจกรรมประจำวันของเจ้าของกระทู้คือวิ่งออกกำลังกาย สามารถเดินได้ทั่วเมืองแต่แอบเหนื่อยหน่อย เดินไปเรื่อยๆ ลมปลิวๆ เหงื่อไม่ออก แต่หายใจรัวรัวช่วงขึ้นเนิน

นักเรียนไทยที่นี้จะค่อนข้างน้อย ปีละประมาณ 20-30 คน และส่วนมากเป็นนักเรียน law ด้าน finance จะน้อย ประมาณ 5 คน หรือต่ำกว่านี้
ข้อดีเมืองนี้คือ วิวสวย จุด peak อยู่ที่ปราสาทบนเขากลางเมือง มีแม่น้ำ สะพานหินน่ารัก เป็นเมืองท่องเที่ยวของคนอังกฤษ มีของทุกอย่างที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (มี Tesco M&S Wilkinson) ถ้าจะ shopping เสื้อผ้า ก็นั่งรถไฟไป Newcastle เพียง 10 นาที เทียบกับแถบลอนดอนแล้วจะประหยัดกว่าเพราะร้านค้าน้อย ลดกิเลสไปส่วนหนึ่ง แต่ก็ช่วยประหยัดได้ไม่มาก เพราะเพื่อนๆ ที่อยู่ที่นี่ซื้อ online ไม่พอใจก็ส่งคืน เที่ยวกลางคืนก็ไม่น่ากลัว เดินกลับหอคนเดียวกลางดึกได้ สถานบันเทิงมีให้เลือกหลายกลุ่มเป้าหมาย เช่น ที่นี้เป็นที่ของป้าป้าลุงลุง อีกที่จะฮาเฮหน่อยสำหรับนักเรียน เป็นต้น มีร้านอาหารไทย 4 ร้าน นับว่าพอเพียง

ข้อเสียของเมืองคือ เมืองอยู่ไกลจากลอนดอนเข้าลอนดอนนั่งรถไฟ 4 ชม. ไป Edinburgh รถไฟ 1 ชม. กว่าๆ เมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดคือ Newcastle ซึ่งก็ไม่ได้ตระการตาเท่า Birmingham หรือ Manchester
มหาลัยจะกระจายปนๆ ไปกับตัวเมือง คือตึกเรียนบางที่จะอยู่ใน City centre เลย สำหรับเด็กอังกฤษ (ถามเพื่อนคนอังกฤษมา) มหาลัยนี้เป็นที่สำหรับคนไม่ได้ offer Oxford Cambridge แต่ยังเป็นมหาลัยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน (คนอังกฤษบ้าประวัติศาสตร์ เช่น สิ่งก่อสร้างรวมไปถึงต้นไม้จะคงสภาพเดิมให้มากที่สุด เช่น ตึกบางตึกในลอนดอนยังมีรอบกระสุนปืนตอนช่วงสงครามโลก คงไว้ ไม่ซ่อม บ้านจะต่อเติมต้องของอนุมัติจาก town council ต้นไม้ใหญ่ห้ามโค่นแม้จะอยู่ในที่ดินของเรา แม้จะอยู่ตรงกลางที่ดินถ้าไม่โค่นก็สร้างบ้านไม่ได้ ก็ห้ามโค่น) และระบบมหาลัยที่นี่จะเลียนแบบ Oxford Cambridge เช่น มีระบบ college (จะอธิบายเพิ่มในส่วนของที่อยู่)


ที่อยู่และการเดินทางไปเรียนเป็นยังไงบ้าง?

นักเรียนที่นี่จะอยู่ตาม college โดย college เปรียบเหมือนหมู่บ้านนักศึกษา จะมีกิจกรรมของ college ที่มหาลัยนี้มีเพียง college เดียวที่รับนักเรียน ป.โท ล้วนคือ Ustinov college college อื่นจะมีนักเรียน ป.ตรี ปนด้วย ซึ่งไม่แนะนำเพราะ นักเรียน ป.ตรี ที่นี่ party หนักมาก ตีสามตีสี่วันศุกร์นี่ร้องเพลงสนั่น อาจรบกวนเราได้ ส่วนตัวคิดว่า Ustinov ดีที่สุดแล้ว เพราะใกล้ที่เรียน เดินไปได้ 20 นาที แต่มีข้อเสียคือค่อนข้างไกล city centre จะลำบากนิดหนึ่งเวลาซื้อของเข้าหอ แต่ก็มีรถเมล์ 1 ปอนด์ บริการ ไม่ลำบากสาหัสมากนัก Ustinov ใกล้ Business school ใกล้ Law school ใกล้ห้องสมุดใหญ่ Bill Bryson

Law school จะอยู่ตรง science site ซึ่งเป็นศูนย์กลางมหาลัย ตึกใหม่สวยงาม ติดห้องสมุด Bill Bryson แต่ Business school นี่สิ สร้างใหม่ ไปอยู่บนเขา เดินผ่านป่าไปเรียน แต่ใกล้ Ustinov college การไปเรียนถ้ามีเวลา 20 นาทีก็สามารถเดินได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ science site หรือ Business school

สำหรับคนเรียนด้าน Business ก็อยู่ไม่ไกลจากกันมาก สำหรับคนที่อยู่ Ustinov College หรือ Josephine College

นอกจากที่อยู่ตาม campus แล้ว ยังมีหอนอกของบริษัท CRM สองที่ และตามบ้านเช่า หอของ CRM จะมี St Margaret Flat และ Elvet Studio ที่แรกจะถูกกว่า แต่ห้องน้ำห้องครัวรวม manager ที่นี่ใจดีมาก เป็นคน Scotland อยากฝึกภาษาต้องลองไปคุยกับเค้าบ่อยๆ อีกที่คือที่ Elvet จะเพิ่งสร้างใหม่ เป็นห้อง studio ห้องน้ำห้องครัวในตัว ตัวแชงพักอยู่ที่นี่ ต้องระวังนิดนึงเพราะเค้า serious เรื่องการรักษาสภาพห้องมาก และอาจจะโดนหนักตอนออกจากหอ ถ้าไม่ทำความสะอาดก่อนออก หอจะหักเงินมัดจำที่จ่ายไว้ค่อนข้างแพง และจุดหักค่อนข้างจุกจิก เช่น สีถลอกผนังเท่าปลายหัวปากกาก็คิดเงิน แต่ถ้าไม่ได้ห้องใน college แนะนำว่าอย่าเพิ่งใจร้อน ให้จับมือกับเพื่อนๆ คนไทยเช่าบ้านอยู่จะดีกว่ามาก เพราะขนาดห้อง และราคา ถูกมาก


เพื่อนนักเรียนและ facilities ของ Business school เป็นยังไงบ้างคะ?
เราก็ไม่เคยเรียนหลักสูตร inter มาก่อน ต้องคิดก่อนพูดอังกฤษ(ฮ่าๆ) และการเรียนยังต้องพึ่งคนไทยช่วยอธิบาย ช่วยทำงาน คนยุโรปมาเรียน ป.โท จะโตเป็นผู้ใหญ่มาก และจริงจังมาก เช่น เวลางานกลุ่มเค้าจะไม่ยอมแยกแบ่งกันทำโดยอีกคนจะไม่รู้ว่าเพื่อนอีกคนทำอะไร ต้องมานั่ง discuss กันทุกขั้นตอน เพราะเค้าต้องการความรู้ (เจอแบบนี้มา 2 คน) เป็นสิ่งที่ดี แต่เรายังไม่ชิน และนักเรียนยุโรปบางคนจะวางตารางชีวิตเป๊ะๆ ตื่น 8 โมง อ่านหนังสือ 2 ชั่วโมง กินข้าว 1 ชั่วโมง ประมาณนั้น ไปเที่ยวเมื่อคืนกลับตีสาม เค้าก็ยังทำได้ ความรับผิดชอบสูงมาก แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวังกับการมีเพื่อนต่างชาติ ต้องเข้าร่วมกิจกรรมมหาลัยเยอะๆ เช่นทุกสัปดาห์ college จะจัดพาไปเที่ยว อย่าเกาะกับกลุ่มคนไทย จะได้พัฒนาภาษาอังกฤษและได้มีเพื่อนต่างชาติด้วย

โดยรวมก็เป็น business school ที่น่ามาเรียน ติดนิดนึงที่ facilities อย่างห้องคอม ของ business school (ต่อไปนี้จะขอเรียกว่าคณะ) ยังไม่พอเพียงกับจำนวนนักเรียนเท่าไหร่ หากว่าต้องใช้คอมของคณะเพราะต้องพึ่งโปรแกรมเพื่อดึงข้อมูลที่มี license


การเรียนการสอนของที่ Durham Business School ?
คณะนี้ส่วนมากจะสอบเอาคะแนน 100% วัดกันใน 2 ชั่วโมงเลยว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน บางวิชาซึ่งน้อย จะมีรายงาน เก็บคะแนน 20% ดังนั้นช่วงสอบจะเครียดมาก ช่วงเรียนจะสบายมาก สอบไม่ยากไม่ง่าย ไม่ออกตรงๆ เรียนหัวข้อน้อยกว่า ป.โท finance ที่ไทย แต่ออกสอบเวลาเขียนตอบต้องแสดงว่าเราเข้าใจถ่องแท้ ตอบไม่ละเอียดจะได้คะแนนประมาณ 50-60 จาก 100 การเรียนจะแบ่ง class เป็น 3 ประเภท คือ lecture, seminar และ practical

Lecture คือบรรยายสอน ถ้าไม่อ่านมาก่อนจะไม่รู้เรื่องว่าอาจารย์พูดอะไรอยู่เลย

Seminar คือการมา discuss ทำ assignment แต่ไม่เก็บคะแนน แต่เป็นวิชาที่ทำให้เราได้อะไรเยอะมากๆ

Practical เป็น computer lab สำหรับบางวิชาที่ต้องใช้โปรแกรม เช่น วิชาวิจัย
lecture อาจารย์จะอธิบายไปเรื่อยเพราะอาจารย์ expect ให้เราอ่านมาก่อนแล้ว และเป็นการกระตุ้นให้เรา panic อ่านมาก่อนไปในตัว แต่ seminar กับ practical บางวิชาให้ ป.เอก มาสอน และบางคนไม่สามารถตอบคำถามนักเรียนได้ ส่วนอาจารย์ที่ดีๆจะออกแบบ module ได้เกี่ยวเนื่อง ทุกเรื่องที่อาจารย์สอนจะเกี่ยวเนื่องกัน เช่น วิชา mergers and acquisitions ซึ่งเป็นวิชาที่ชอบที่สุดวิชาหนึ่งเลย เพราะอาจารย์สอนดี ได้ความรู้มาก ทุก class ที่สอนจะเกี่ยวเนื่องกับงาน final assignment อาจารย์อธิบายทุกคำถาม อธิบายกระตุ้นให้คิดเอง
โดยรวมด้าน finance มหาลัย Durham นี้จัดว่าอยู่ใน rank ดีเนื่องจากมีอาจารย์ด้าน finance and economics ท่านหนึ่งเขียนงานวิจัยเก่งมาก แน่นมาก ไม่ว่าอ่าน journal ไหนจะเจอ cite ถึงอาจารย์ท่านนี้ และแน่นอน คนเรียน finance (finance & economics) จะต้องเรียนหนักเป็นพิเศษครับ

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

Afternoon tea ที่ Durham


ตามธรรมเนียมชาวอังกฤษแล้วจะมีจิบน้ำชากับของว่างยามบ่าย หรือ afternoon tea บล็อคนี้เลยไม่พลาดที่จะพาไปชิม afternoon tea ณ ร้านเก่าแก่สไตล์อังกฤษ ซึ่งร้านนี้ก็อยู่ใกล้ ๆ กับ Kew Gardens จึงต้องบอกว่าไปเที่ยว Kew Gardens แล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะแวะร้าน The Original Maids of Honour

โดยร้านนี้มีประวัติความเป็นมากว่า 150 ปีแล้ว ภายในร้านก็ตกแต่งสไตล์วินเทจน่ารัก ๆ บรรยากาศโดยรวมดีมาก เหมาะแก่การนั่งจิบชา กินขนม และถ่ายรูปสวย ๆ ในการกิน afternoon tea นี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาเป็นเซ็ต cream tea หรือ high tea ถ้าเป็น cream tea ก็จะให้เลือกชาหรือกาแฟ ซึ่งชาที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่น ชาประเภท black tea และ fruit tea แล้วก็จะเสิร์ฟพร้อมขนม scone ที่มาคู่กับ clotted cream และ strawberry jam โดย scone ที่นี่ก็เลือกได้ว่าจะเอาแบบ plain หรือ fruit scone หรือจะเลือกเป็นขนมอื่น ๆ ของร้านก็ได้ ซึ่งส่วนมากที่เลือกกันก็คือขนมที่มีชื่อเรียกอย่างเดียวกับร้าน นั่นก็คือขนม maids of honour หรือเรียกอีกอย่างว่า ขนมต้องห้าม ซึ่งขนมนี้มีประวัติความเป็นมาว่าเป็นขนมสำหรับราชวงศ์เท่านั้น มีการเก็บสูตรไว้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ขนมที่แสนอร่อยนี้หลุดรอดออกมาให้คนภายนอกได้ชิม โดยเจ้าขนมชิ้นนี้มีหน้าตาคล้าย ๆ ทาร์ตไข่ ทำจากแป้งพัฟ และมีเนื้อครีมที่หวาน ๆ หอม ๆ นุ่ม ๆ อยู่ตรงกลาง กินกับชาหรือกาแฟได้เพลิน ๆ เลย

ส่วน set high tea นั้นจะมีเพิ่มเติมจาก cream tea เข้าไปคือมีแซนวิชมาด้วย และขนมก็จะได้ทั้ง scone และ ขนมอื่น ๆ ตามแต่เราจะเลือก และราคา set high tea นี้ก็จะแพงกว่า นอกจากเมนูประเภท afternoon tea นีแล้ว ที่ร้านนียังให้บริการ breakfast lunch และ dinner ด้วย นอกจากนี้ยังมีพวกพายต่าง ๆให้เลือกชิมอีกด้วย แต่ถ้าอยากทาน lunch หรือ dinner บางทีอาจจะต้องจองโต๊ะไว้ก่อน เพราะลูกค้าค่อนข้างเยอะ ซึ่งการเดินทางมาร้านนี้ก็เช่นเดียวกับการเดินทางไป Kew Gardens และถ้านั่ง bus มาแล้วต้องการแวะร้านนี้ก็ลงได้ที่ป้าย Kew Road ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านเลย

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning