Edinburgh Old Town


สวัสดีครับ วันนี้มาพักสมองด้วยการเดินเล่นในเมืองกันบ้าง ด้วยความที่เอดินบะระมีจุดท่องเที่ยวมาก เราจะขอแบ่งกันเล่าตามโซนแล้วกัน คำที่คุ้นเคยกันสำหรับโซนใจกลางเมืองก็คือ Old Town กับ New Town มีเส้นแบ่งคือ Waverley station และ Princes garden ซึ่งเดิมทีเคยเป็นทะเลสาบเหนือ (Nor’ Loch/North Loch) มาก่อนที่น้ำจะถูกสูบออกเพื่อสร้างเป็นสถานีรถไฟ Waverley โดยวันนี้เรามาเริ่มกันที่ Old town กันครับ

Old Town หรือโซนเมืองเก่า เป็น city centre ดั้งเดิมของเมืองเอดินบะระ มีถนนเส้นหลักคือ Royal Mile ที่ลากยาวจาก Edinburgh Castle ไปยัง Holyrood Palace สถานที่ที่น่าสนใจในโซนนี้ก็หนีไม่พ้น Edinburgh Castle แน่ ๆ ล่ะอันนึง ตัวปราสาทสร้างอยู่บน Castlerock ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไฟโบราณที่สงบแล้ว ปราสาทนี้ถูกสร้างและต่อเติมมาเรื่อย ๆ มากว่าหกร้อยปี ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ สิ่งของที่น่าสนใจในปราสาทที่ควรไปรับชมคือเครื่องราชกกุฏภัณฑ์ของสก็อตแลนด์ (Honours of Scotland) ประกอบไปด้วยมงกุฎ คทา และดาบแห่งรัฐ ถึงแม้เค้าจะห้ามถ่ายรูปในบริเวณจัดแสดง แต่การได้มาเห็นวัตถุเก่าแก่ของราชวงศ์ที่เคยปกครองราชอาณาจักรสกอตแลนด์ อายุวัตถุกว่าห้าร้อยปีก็ถือว่าคุ้มแล้ว

Adam Smith บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์

 

ถัดมาจากปราสาท เดินลงมาตามถนน Royal Mile เราก็จะเจอร้านรวงของที่ระลึก และก็รูปปั้นบุคคลสำคัญต่าง ๆ ของสก็อตแลนด์ ที่เราน่าจะคุ้นกันก็เช่น Adam Smith บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ ฉากหลังเรายังสามารถเห็น St Giles Cathedral ที่เป็นวิหารกลางเมืองอายุเก่าแก่สมัยยุคกลางนอกจากนั้น บริเวณนี้ยังเป็น location ถ่ายทำ The Avengers: Infinity Wars ตอนที่วิชั่นกับสการ์เล็ตวิชมาซ่อนตัวแล้วต่อสู้กับลูกสมุนธานอสอีกต่างหาก สู้กันบนหลังคาวิหารนั่นแหละครับ

จากเส้น Royal Mile เดินผ่านจาก North Bridge ลงไปเราจะเจอร้านขายของที่ระลึกน้อยลง แต่เจอร้านอาหารและผับบาร์มากขึ้น อยากบอกว่าแถวนี้เป็นอีกหนึ่งจุด hangout ยอดนิยมของเมืองนี้เลย บาร์บางแห่งเก่าแก่หลายร้อยปี แถมร่ำลือกันว่าผีดุอีกต่างหาก บรื่อส์ สำหรับนักชิม สามารถมาลองหา Haggis กินที่ร้านแถวนี้ได้ครับ ที่แนะนำก็คือร้าน The World’s End กับ Tolbooth Tavern ครับ

The World’s End

 

เค้าเสิร์ฟ Haggis แบบโฮมเมด รสชาติดีไม่เหม็นไม่สาบครับ (ไม่ได้ค่าโฆษณานะ ชอบจริง ๆ) หรือใครอยากชิมวิสกี้เค้าก็มีให้เลือกดื่มเป็นคอลเลคชั่นเลยครับ

Haggis (อาหารประจำชาติของสก๊อตแลนด์)

 

พอเดินลงมาเรื่อย ๆ เราจะผ่านสุสาน Canongate Kirkyard ทางทิศเหนือของถนนหรือซ้ายมือเราเป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญของสก็อตแลนด์หลายคนมาก แต่หนึ่งในคนดังผู้ล่วงลับก็คือ Adam Smith ที่มีรูปปั้นอยู่บนถนนเส้นเดียวกันนั่นเอง ใครที่เรียนด้านเศรษฐศาสตร์ควรจะได้มาสักการะสักครั้งนะครับ

Canongate Kirkyard

 

ที่ปลายถนน Royal Mile เราก็จะมาถึง Holyrood Palace ซึ่งเป็นพระราชวังยุคกลางที่สำคัญเช่นกัน เพราะเป็นที่พำนักและว่าการของผู้ปกครองสก็อตแลนด์หลายยุคสมัย รวมถึง Mary Queen of Scots ราชินีผู้ยิ่งใหญ่ของสก็อตแลนด์ ผู้เป็นพระราชชนนีของพระเจ้าเจมส์ที่หก ผู้ครองราชบัลลังก์ทั้งอังกฤษ ไอร์แลนด์ และสก็อตแลนด์ หลังสิ้นสุดราชวงศ์ Tudor และเริ่มราชวงศ์ Stuart ปัจจุบันพระราชวังนี้เป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของพระราชินีเอลิซาเบธเมื่อเสด็จเยือนเมืองเอดินบะระและยังเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเวลาปกติด้วย

Holyrood Palace

 

สุดท้ายนี้ ความจริงใน Old Town นี้ยังมีสถานที่น่าสนใจต่าง ๆ อีกมากมายจนเล่าไม่หมดครับ ถ้าใครมาเรียนมาเที่ยวแล้วเจอ hidden gem ตรงไหนบ้างเอามาเล่าให้ฟังกันได้นะครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


IP Law ที่ University of Edinburgh เค้าเรียนอะไรกัน?


LLM. Intellectual Property ที่ University of Edinburgh เป็นสาขาที่มีน้อง ๆ เด็กนิติฯ สนใจเรียนมากที่สุดสาขาหนึ่ง เนื่องจากเป็นสาขาที่ ก.ต. หรือ สำนักกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม รับรองในการมายื่นวุฒิสมัครสอบผู้พิพากษาและอัยการ และยังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายโดยเฉพาะด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า เรียน IP Law ที่ University of Edinburgh เรียนอะไรยังไงกันบ้าง เริ่มจากวิชาหลักที่บังคับให้เลือกเรียน หรือ “Core Courses” ที่นักเรียนทุกคนต้องเลือกเรียน มีให้เลือกทั้งหมด 5 วิชา คือ

1. Intellectual Property Law 1 : Copyright and Related Right
เป็นการเรียนกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหราชอาณาจักรที่มีแม่แบบมาจากสหภาพยุโรปอีกที โดยการเรียนวิชานี้สามารถนำมาปรับใช้กับกฎหมายของไทยได้

2. International Intellectual Property System
วิชาที่เรียนเกี่ยวกับ Global Policy ว่ามีความเกี่ยวโยงกับกฎหมายในแต่ละประเทศอย่างไร โดยจะเรียนจาก Case Study เป็นหลัก เช่น กรณีกฎหมายสิทธิบัตรเรื่องยาในประเทศอินเดีย Global Policy
ในเรื่องสิทธิบัตรยาส่งผลดีหรือผลเสียต่อกฎหมายสิทธิบัตรยาในประเทศอินเดียอย่างไร

3. Intellectual Property Law, Innovation and Creativity                                                         

กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามีจุดประสงค์หลักในส่งเสริมนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ วิชานี้เป็นการศึกษาผลกระทบของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาต่อนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาช่วยส่งเสริมหรือขัดขวาง ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสามารถช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้แค่ไหน อย่างไร และจะทำอย่างไรให้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

4. Intellectual Property Law 2 : Industrial Property
การเรียนกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเป็นหลัก เป็นการเรียนต่อเนื่องมาจาก Intellectual Property Law 1 โดยจะมีการถกเถียงกันไปถึงโครงสร้างและนโยบายทางเศรษฐกิจรวมถึงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการค้าและลิขสิทธิ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ

5. Contemporary Issues in Exploiting Intellectual Property
วิชาที่เน้นศึกษาจากการวิจัยในหัวข้อที่เป็นประเด็นใหญ่ทางสังคมในด้านที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลก อย่างเช่นเหตุการณ์ Brexit เป็นต้น

โดยเรียนเทอมละ 3 วิชา วิชาที่ 1 และวิชาที่ 2 จะเป็นวิชาบังคับให้เรียนในเทอมแรก ส่วนเทอมที่สองนั้น ก็เลือก 2 ใน 3 วิชาที่เหลือ ส่วนที่เหลืออีก 1 วิชาในแต่ละเทอม น้อง ๆ สามารถเลือกเรียนวิชาในภาคหรือนอกภาคก็ได้ ลักษณะการเรียนการสอนในทุกวิชาจะเป็นแบบ Seminar Base คือ น้อง ๆ จะได้รับ Reading List เรื่องที่จะถูกนำมาเป็นหัวข้อในการเรียนและอภิปรายในแต่ละคลาสโดยแต่ละอาทิตย์จะมี 1 หัวข้อที่ถูกยกขึ้นมาพูดตาม Reading List ที่ได้รับมาตั้งแต่ต้นเทอม น้อง ๆ จะต้องอ่านเรื่องนั้น ๆ ก่อนเข้าเรียน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะในห้องเรียนจะเป็นการถกเถียงกันในประเด็นนั้น ๆโดยที่อาจารย์จะไม่ได้มาเล่าเรื่องเกริ่นนำให้เราฟังก่อนแล้วเพราะฉะนั้นการเตรียมตัวก่อนเข้าคลาสจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

Assignment ของการเรียนก็จะมีทั้งการ Present งานหน้าชั้นเรียน การทำงานกลุ่ม ซึ่งงานส่วนใหญ่จะเป็นการเขียน Essay หรือ เขียนรายงานตามหัวข้อที่อาจารย์สั่งและทาง University of Edinburgh มีนโยบายในการสอนที่เข้มข้น โดยในแต่ละคลาสจะมีนักเรียนไม่เกิน 25 คนเท่านั้น เพื่อความทั่วถึงในการเรียนการสอน ส่วนตัวอาจารย์เองก็จะเป็นนักวิชาการที่มีผลงานการเขียนหนังสือ หรือทำงานใน Law Firm ที่เป็นมืออาชีพ โดยมีหลายเชื้อชาติคัดสรรจากความเชี่ยวชาญในการสอนวิชานั้น ๆ เป็นหลัก

นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น การเชิญ Guest Speakers มาพูดคุยเพื่อให้ประสบการณ์แก่นักเรียน หรือการพาไปดูงานตามที่ต่าง ๆ และน้อง ๆ ที่เรียนที่นี่ยังมีสิทธิ์ได้โอกาสทำงานเป็น Research Assistance ของอาจารย์ที่มาสอนอีกด้วย เรียกได้ว่าการเรียน LLM. Intellectual Property ที่ University of Edinburgh เป็นการเรียนที่เข้มข้นพร้อมประสบการณ์ทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิตที่ดีเยี่ยมที่ไม่ได้จะหาเรียนได้ในทุก ๆ ที่ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับน้อง ๆ ที่จะไปเรียนต่อด้านกฎหมายที่ประเทศอังกฤษแต่อยากไปอยู่ในเมืองหลวงสุดคลาสสิคของสก๊อตแลนด์

ปิดเทอมไปไหน? Road Trip to Highland ทริปที่เด็กไทยที่มหาวิทยาลัย Edinburgh ไม่ควรพลาด!


สกอตแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งภูเขา ทุ่งหญ้า ลำธาร ปราสาท และที่ที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือ Highland ดินแดนที่จะพาน้องๆไปพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างโบราณที่มนุษย์สร้างขึ้นรวมทั้งยังถูกใช้เป็นฉากในหนังสุดฮิตหลายเรื่องอย่างเช่น James Bond, Harry Potter และซี่รี่ย์ชื่อดังแห่งยุคอย่าง Game of Throne ก็ใช้โลเคชั่นส่วนใหญ่ในการถ่ายฉายปราสาทเก่าแถบทางเหนือที่นี่ น้องๆคนไหนที่เรียนต่อ University of Edinburgh อยู่แล้ว ไม่ควรพลาดที่จะแพลนทริปนี้กับเพื่อน แล้วขับรถไปท่อง Highland ด้วยกันเลย

เริ่มต้นทริป To the North ตามหาจอร์น สโนว์จากเมืองเอดินเบอระ มุ่งหน้าสู่เมือง Glencoe ซึ่งถนนเส้นนี้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ James Bond: Skyfall ระหว่างทางจะพบกับทุ่งหญ้าและภูเขาที่สวยงามแปลกตาและเงียบสงบ จากนั้นขับรถผ่าน Fort William อ้อมไปดู Glenfinnan Viaduct ทางรถไฟบนสะพานสูงที่เป็นเส้นทางของพ่อมดแม่มดทั้งหลายสู่โรงเรียนเวทมนตร์
ฮอกวอตส์ แวะถ่ายรูปซักนิดก่อนมุ่งหน้าสู่ ทะเลสาบ Loch Ness ที่ที่เชื่อกันว่ามีสัตว์ในตำนานอย่าง Nessie อาศัยอยู่ ไปเช็คอินต่อกันที่ Urquhart Castle ปราสาทเก่าริม Loch Ness ที่มีความสวยงามเหมือนได้ไปอยู่ในฉากของซีรี่ย์ Game of Throne กันเลย

จากนั้นก็เดินทางสู่ไฮไลท์ของทริปนี้ ซึ่งก็คือ Isle of Skye หน้าผาทรงตัดติดทะเล วิวนี้ถูกใช้เป็นที่ถ่ายทำหนังและซีรี่ย์ที่โด่งดังมากมาย แล้วก็ไปต่อที่ Fairy Pool ลำธารน้ำตกที่เป็นเหมือนสระว่ายน้ำที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น ถ้าใครไม่กลัวหนาว ก็สามารถลงไปว่ายเล่นได้เลยนะคะ แต่ถ้าหน้าหนาวแนะนำว่าเดินดูรับวิวหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอดก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว ขับรถต่อไปกันที่ Isle of Mull ชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่ไปถึงแล้วรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน จุดแรกที่ให้แวะบนเกาะนี้คือ Tobermory หมู่บ้านริมฝั่งข้างหลังเป็นเขา ที่สร้างบ้านเรียงต่อกันและทาสีสันสดใสสวยงาม เหมาะเป็นแบลคกราวน์ถ่ายรูปให้กับน้องๆนักเรียนไทยที่ไปเยือนอย่างยิ่ง
ในเมืองมี Aquarium เล็กๆ และโรงกลั่นวิสกี้ให้แวะเที่ยวชมอีกด้วย ขับรถต่ออีก 1-2 นาทีก็จะถึง Calgary Bay ชายหาดขาวริมทะเลให้บรรยากาศทะเลแบบหนาวๆที่เราคงไม่มีวันได้เห็นในเมืองไทย

ก่อนกลับมาเรียนต่อที่ Edinburgh ก็แวะเที่ยวเกาะ Staffa ก่อนจะได้ไม่เสียเที่ยว ที่เกาะนี้เราสามารถซื้อทัวร์ที่จะพาเรานั่งเรือไปชมสถานที่น่าสนใจของเกาะอย่างเช่น Fingal's Cave ที่เราคุ้นตากันเป็นอย่างดี เพราะเกาะที่ซ่อนจี้ฮอร์ครักซ์ของลอร์ดวอเดอมอร์ในหนังแฮรี่พอตเตอร์ภาคสุดท้าย เป็นการปิดทริปกลับไปเรียนต่อปริญญาโทได้อย่างสบายใจหรือน้องบางคนที่เที่ยวทริปนี้ตอนเรียนจบแล้วก็กลับเมืองไทยได้อย่างไม่เสียดายแล้วที่ได้เลือกมาเรียนต่อ Edinburgh จบเรื่องเที่ยว กลับมาเรื่องเรียนก็อย่าลืมติดต่อมาที่ Mango Learning Express นะค่ะ เราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของ University of Edinburgh
พร้อมให้บริการแนะแนวการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระเสมอค่า คิดถึง University of Edinburg คิดถึง Mango Learning Express นะคะ 

รีวิว MSc in Reproductive Sciences ที่ Edinburgh


สวัสดีครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องหลักสูตรที่ผมเรียนบ้าง ก็คือ MSc by Research in Reproductive Science ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักสูตร Biomedical Sciences ของ Queen’s Medical Research Institute (QMRI) ในมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ที่ประกอบไปด้วย MScR in Cardiovascular Sciences, Regenerative Medicine, Reproductive Sciences และ Biomedical Sciences (Life Science)

โครงสร้างของหลักสูตรกลุ่มนี้จะคล้าย ๆ กัน คือเรียนผ่านการทำงานวิจัยสองหัวข้อ หัวข้อละ 20 สัปดาห์โดยประมาณ ในช่วงสิ้นสุดแต่ละหัวข้อจะต้องเขียน dissertation รายงานผลของหัวข้อนั้นส่ง โดยคะแนนส่วนใหญ่ในหลักสูตรนี้จะมาจาก dissertations สองเล่มนี้ และคะแนนการนำเสนอผลงานในตอนท้าย ทั้งรูปแบบโปสเตอร์และการพูดนำเสนอ เรามาดูไทม์ไลน์การเรียนโดยละเอียดกันดีกว่า

ช่วงเริ่มต้นจะมีการสอนความรู้เบื้องต้นผ่าน seminars และการสอนเทคนิคทางแล็บวิทยาศาสตร์การแพทย์กว้าง ๆ ผ่านการทำแล็บจริง ระหว่างนั้นนักศึกษาจะได้รับรายชื่อหัวข้อวิจัยในสายของตัวเองชุดแรกพร้อมขอบข่ายงานวิจัยคร่าว ๆ (ถ้าเรียน Biomedical Sciences จะเลือกหัวข้อในสายไหนก็ได้) พอเลือกได้แล้วก็จะได้เริ่มทำโปรเจคแรกช่วงต้นเดือนตุลาคม และโปรเจคที่สองประมาณเดือนมีนาคม

Research projects –ปกติแล้วการทำวิจัยในระดับปริญญาโทในหลักสูตรนี้ เราจะมีที่ปรึกษาสองเลเวล เลเวลแรกคือ day-to-day supervisor หรือคนที่คอยดูแลเราโดยทั่วไปในแต่ละวัน ซึ่งมักจะเป็น PhD student, Post-doc หรือ research assistant แล้วแต่โปรเจคไป คนนี้จะเป็นคนที่ใกล้ชิดเราที่สุด คอยดูแล พูดคุย ตอบคำถาม และให้คำแนะนำทั่ว ๆ ไป ส่วนเลเวลสองคือ Principal Investigator (PI) หรืออาจารย์หัวหน้างานวิจัย ซึ่งจะคอยดูแลหัวข้อวิจัยแบบกว้าง ๆ และติดตามเราอยู่ห่าง ๆ แต่ถ้ามีคำถามหรือปัญหาอะไรลึก ๆ ถามเค้าได้ ไทม์ไลน์การทำงานในทั้งสองโปรเจคจะคล้าย ๆ กัน คือพอเราเลือกโปรเจคและอาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจคตกลงรับเราเข้าไปทำแล้ว ก็จะเริ่มทำงานได้เลย แต่ช่วงต้น ๆ มักจะเป็นการปรับตัวด้วยการอ่าน paper มากกว่า เพราะเราต้องเขียน project proposal ส่ง รวมถึงเดินเรื่องพวกงานเอกสารต่าง ๆ เช่น Health and safety เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะทำงานได้อย่างปลอดภัยตลอดโปรเจค บรรยากาศการทำงานเราว่ามันเหมือนเป็น mini PhD เลย เพราะต้องดูแลและกระตุ้นตัวเองในการทำวิจัย เก็บข้อมูล วิเคราะห์ผล ตีความผล นำเสนอผลกับในกลุ่มวิจัย การเขียนเล่ม dissertation ในระดับภาษาแบบ academic writing รวมถึงการเข้าร่วม meeting และ seminars ต่าง ๆ ภายในสถาบันวิจัยที่เราไปทำโปรเจคอยู่ ซึ่งทักษะทั้งหมดนั้นก็ได้เอามาใช้ในตอนเรียน PhD จริง ๆ

Final presentation – เมื่อจบแต่ละโปรเจค เราจะต้องเขียน dissertation ส่ง หลังจากนั้นก็ต้องพรีเซ้นต์ผลงานตัวเอง เมื่อจบโปรเจคแรกจะต้องพรีเซ้นต์แบบโปสเตอร์ ส่วนโปรเจคที่สองต้องพูดพรีเซ้นต์ แน่นอนว่านอกจากจะเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ยังต้องใช้ภาษาในระดับวิชาการด้วย ท้าทายและตื่นเต้นมาก ๆ พอส่งทุกอย่างครบ คะแนนจะออกตามมาภายในสามสัปดาห์ เป็นอันจบหลักสูตร

เล่ากันซะยาวเลย เอาเป็นว่าหลักสูตรกลุ่ม Biomedical Sciences นี่เป็นหลักสูตรที่ดีมากสำหรับคนที่ตั้งใจจะมาสายวิจัยหรือตั้งใจจะเรียนต่อในระดับ PhD สายชีวการแพทย์ เพราะทุกอย่างมันปูพื้นฐานให้กับการเรียน PhD มาก ๆ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำวิจัยพร้อม แล็บและเครื่องมือทันสมัย มีโอกาสได้ทำงานกับนักวิจัยระดับนานาชาติ เพื่อนในหลักสูตรมีไม่มาก แต่ก็มีจากหลากหลายประเทศ และรู้จักกันทั่วทั้งหลักสูตร มีกิจกรรมออกนอกสถานที่ที่จัดโดยหลักสูตรอีกต่างหาก ถ้าใครกำลังมองหลักสูตร Master by Research สายนี้อยู่ ก็อยากให้ลองรับเป็นตัวเลือกหนึ่งครับ

ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ ตอนต่อ ๆ ไปจะเล่าเรื่องสนุก ๆ เบาสมองบ้างแล้วครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


4 Asian Supermarket in Edinburgh


สวัสดีครับ พักเรื่องจริงจัง มาเข้าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่สนุก ๆ กันบ้าง สำหรับคนที่มาเรียนไกลบ้าน มันก็ต้องมีคิดถึงอาหารไทยกันบ้าง แต่มาอยู่ไกลตั้งค่อนโลกแบบนี้ จะไปหาอาหารไทยได้ที่ไหนล่ะ จะซื้อกินก็แพง จะทำเอง มาม่ากับพริกแกงโลโบที่หิ้วมาด้วยก็หมดไปแล้ว วันนี้เราขอเสนอทางออกสำหรับพ่อครัวแม่ครัวสายเด็กหอ ว่าเราจะไปหาซื้อเครื่องปรุงไทย ๆ ในเอดินบะระได้ที่ไหนกัน ตามมาเลย

Starlight Supermarket

เป็น supermarket ยอดนิยมของนักเรียนเอเชีย เพราะเป็นร้านใหญ่ มีของให้เลือกมาก มีเครื่องแกงสำเร็จรูป โลโบ แม่พลอย แม่ศรี ยี่ห้อส่งออกทั้งหลาย มีข้าวหอมมะลิทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จีนให้เลือก ส่วนตัวผมชอบข้าวตราฉัตรนะ หุงสวย นุ่ม แต่ราคาค่อนข้างแพงกว่ายี่ห้ออื่น ช่วงนี้บางล็อตมียี่ห้อชามทองเข้ามาด้วย ราคาย่อมลงมาหน่อย หุงสวยเหมือนกัน เครื่องปรุงติดครัวอย่างน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรมก็มี เรียกได้ว่ามีเครื่องปรุงพอทำอาหารไทย ผัดกะเพรา แกงส้ม แกงเขียวหวาน แกงพะแนง ได้แบบไม่มีปัญหา แต่พวกวัตถุดิบอย่างผักไทยแปลก ๆ พวกชะอม ถั่วพู คะน้า อะไรแบบนี้จะไม่มี


Aihua Chinese Supermarket

ร้านนี้เป็นร้านเล็กกว่าร้านข้างต้น แต่อยู่ใกล้แคมปัส George Square มาก ๆ แค่เดินข้ามถนนจาก Appleton Tower มา เข้าซอยนิดเดียวก็ถึงเลย ร้านนี้ถึงจะเล็ก แต่ก็มีของพื้นฐานอย่างเครื่องปรุงและพริกแกงครบ ยิ่งกว่านั้นยังชอบมีของแปลก ๆ ที่ Starlight ไม่มีเข้ามา เช่นเส้นผัดไทยหลากหลายขนาดลูกชิ้นเนื้อ กุ้งแห้ง ราคาของชนิดเดียวกันบางอย่างก็แอบถูกกว่าร้านข้างบน แค่โชว์บัตรนักเรียนก็มี Student discount ให้ด้วยแบบไม่มีขั้นต่ำ โซนของสดที่ร้านนี้มักจะมีหัวไชเท้ากับคะน้าเข้ามาด้วย เอาเป็นว่าใครที่หาวัตถุดิบแปลก ๆ จากร้าน Starlight ไม่ได้ ให้ลองเดินมาดูที่ Aihua ดู


Hing Sing Supermarket

ร้านนี้ออกมาไกลนิดนึง อยู่บนถนน Leith Walk ซึ่งความจริงละแวกนี้ก็มีหอนักศึกษาอยู่มาก ถ้าใครขี้เกียจเข้าไปแถว George Square แค่เพื่อซื้อน้ำปลา จะมาร้านนี้ก็ได้ เครื่องปรุงพื้นฐานพวกน้ำปลา ซอสหอยนางรม ซีอิ๊ว มีครบเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น ร้านนี้มีทีเด็ดที่เหนือกว่าสองร้านข้างบนคือมีผักสดหายากด้วย เช่น ชะอม สะตอ มะเขือเปราะ มะเขือพวง ถั่วพู ถ้าวันไหนนึกอยากกินไข่ชะอม น้ำพริกกะปิ ยำถั่วพู กุ้งผัดสะตอ บอกเลยว่ามาร้านนี้ ของครบแน่นอน


PCY Oriental food

ร้านนี้อยู่บนถนน Leith Walk เช่นกัน อยู่เยื้อง ๆ กับร้าน Hing Sing เลย เป็น supermarket ขนาดใหญ่เลยทีเดียว มีของให้เลือกมากเหมือนกัน แต่มักจะเป็นเครื่องปรุงจีนซะมาก ของดีของร้านนี้คือของแช่แข็งต่าง ๆ ใครจะไปคิดว่าเราจะเจอปลาดุกแช่แข็งในเอดินบะระด้วย ใครอยากทำน้ำพริกปลาดุก ยำปลาดุกฟู ลาบปลาดุก ต้องมาร้านนี้ ในช่วงฤดูผลไม้ก็มีผลไม้จากไทยมาด้วย หน้าร้อนที่ผ่านมาผมเจอทุเรียนด้วยล่ะ (แต่แพงมาก ไม่ได้ซื้อกิน) เครื่องปรุงจีนอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็เช่นพริกเผาจีน เต้าหู้ยี้ ไข่มุกสำเร็จรูป (ไว้ใส่ชานม) ใครมีไอเดียทำอาหารอะไรแปลก ๆ ไปกว่าผัดกะเพรา ขอแนะนำให้มาเดินดูสองร้านที่ Leith Walk นี่เลย

ถ้าจะให้แนะนำทักษะสำคัญที่ควรมีก่อนมาเรียนต่อ นอกจากเรื่องวิชาการและภาษาแล้ว ลองฝึกทำอาหารกับที่บ้านดูก็ดีครับ ดูใน Youtube หรือ Pantip ไว้ก็ได้ มาเรียนต่อจะได้เอามาปรับใช้กับวัตถุดิบท้องที่และเครื่องปรุงจากร้านจีน เวลามาเรียนอยู่ที่นี่นาน ๆ มันเปรี้ยวปากอยากอาหารไทยมาก ๆ เลยนะ แถมยังใช้เป็นทักษะเข้าสังคม ไว้ทำอาหารไปปาร์ตี้กับเพื่อนต่างชาติเพื่อประกาศศักดาอาหารไทยด้วย แล้วเจอกันใหม่บล็อกหน้าเรื่องหลักสูตรปริญญาโทของผมนะครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


หลักสูตรยอดฮิตที่มหาวิทยาลัย Edinburgh


สวัสดีครับ วันนี้มาคุยกันเรื่องหลักสูตรยอดฮิตของนักเรียนไทยที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระกันบ้าง ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยเอดินบะระมีหลักสูตรมากมายที่ตอบสนองความต้องการผู้เรียนอยู่แล้ว แต่มาลองดูว่าคน เค้ามาเรียนอะไรกันและทำไมถึงเลือกมาเรียนก็ดีไม่ใช่น้อยเนอะ มีบางหลักสูตรที่เพิ่งเป็นที่นิยมด้วย จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

Business School

แน่นอน school นี้เป็น school ยอดฮิตสำหรับนักเรียนไทย (รวมถึงนักเรียนชาติอื่น ๆ) เพราะเป็นหลักสูตรที่เรียนจบแล้วนำไปใช้ได้จริง ได้เรียนกับอาจารย์เก่ง ๆ และมีโอกาสได้ดูงานดูเคสธุรกิจระดับโลก การเรียนการสอนจะเป็น lecture-based และงานกลุ่ม โดยอาจารย์จะเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในคลาส มีคำถาม มีประเด็นให้ดิสคัส เรียนสนุกและได้สาระ แถมระหว่างปียังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดโดย school เอง เช่น พาไปทัศนศึกษา พาไปดูงานที่บริษัทใหญ่ ๆ สำหรับ school นี้ก็มีหลักสูตรหลากหลาย เช่น Marketing, Marketing and Business Analytics, Finance, Management, HR management, Entrepreneurship and Innovation, International Business in Emerging Market, MBA etc.


Law School

หลักสูตรยอดนิยมไม่แพ้สาย business ก็ต้องยกให้ law ปี ๆ หนึ่งมีนักเรียนไทยมาเรียนประมาณ 20 คนขึ้นไปได้ ไม่เหงาแน่นอน สำหรับผู้ที่วางแผนมาเรียนเพื่อกลับไปสอบสนามจิ๋ว หลักสูตร LL.M. ที่กต.ได้รับรองให้เป็น specialise ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระมีสองหลักสูตรคือ Intellectual property กับ Global Environment and Climate ข้อดีของการมาเรียน LL.M. ที่เอดินบะระคือเป็นมหาวิทยาลัยที่แรงค์สูง การเรียนการสอนเข้มข้น รูปแบบการเรียนจะเป็น seminar-based คือมีการให้หัวข้อและ reading list มาก่อนจะเข้าเรียน คลาสเรียนจะเน้นการนำเสนอและดิสคัสถกเถียงกันระหว่างนักเรียนในคลาสโดยมีอาจารย์เป็นผู้ ดำเนินรายการและนำประเด็นการถกเถียง นอกจากได้ความรู้แล้วยังเป็นการเปิดมุมมองและรับฟังความเห็นที่หลากหลายด้วย


School of Health and Social Science

หลักสูตรใน school นี้เพิ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะปีล่าสุด คือหลักสูตร Psychology of Mental Health กับ Mental Health in Children and Young People มีการเรียนทั้งเลคเชอร์และงานอาสาสมัครทำงานด้านจิตวิทยา ถ้าใครอยากทำงานต่อทางด้านจิตวิทยาหลักสูตรนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีหลักสูตร conversion หรือการเรียนเพื่อย้ายสายอาชีพสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจิตวิทยามาก่อนด้วย เป็นสาขาที่เป็นที่ต้องการในยุคปัจจุบันมากพอสมควรเลย นอกจากหลักสูตรเหล่านี้แล้ว มหาวิทยาลัยเอดินบะระยังมีหลักสูตรอีกมากมายที่น่าสนใจ ถ้าอยากหาข้อมูลเพิ่ม สามารถสอบถามได้ที่ตัวแทนของมหาวิทยาลัย Edinburgh อย่าง Mango Learning Express  ได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Special thanks to นุช LL.M. น้องเอิน Finance และน้องน้ำทิพย์ Mental Health สำหรับข้อมูลครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


แนะนำ 5 คาเฟ่ชิคๆ ใน Edinburgh ที่ฮิปสเตอร์ต้องแวะ


Edinburgh ถึงจะเป็นเมืองเก่าที่มีเสน่ห์ของยุคกลางแล้ว แต่ก็ยังมีคาเฟ่น่านั่งชิวกระจายอยู่ทั่วเมือง วันนี้เราจะมาแนะนำคาเฟ่ 5 ร้านสำหรับน้องๆ เพื่อไปนั่งชิว หรือเปลี่ยนบรรยากาศนั่งอ่านหนังสือจากในห้องสมุดมาเป็นคาเฟ่ชิคๆ แบบนี้ก็ได้

The Milkman

เริ่มกันที่ร้านแรก The Milkman คาเฟ่ย่าน Old Town ตั้งอยู่สุดถนน Cockburn Street ใกล้กับสถานีรถไฟ Waverley Station ภายในเป็นการรีโนเวทอาคารเก่า โดยยังคงไว้ด้วยผนังแบบอิฐ ให้ฟีลนั่งดื่มกาแฟอยู่ในร้านยุคกลาง แต่เต็มไปด้วยที่นั่งและโซฟาที่ให้ความรู้สึก cozy อย่างมาก เหมาะกับการมานั่งพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด ด้านกาแฟก็ไม่น้อยหน้า เพราะเจ้าของเป็นคนเลือกเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดจากในเกาะอังกฤษและยุโรป ใครที่เป็นคอกาแฟไม่ผิดหวังแน่นอน ทางร้านยังมีเบเกอรี่แบบ Gluten free เสิร์ฟให้ทานคู่กับกาแฟอีกด้วย ส่วนราคาก็ไม่ถูกไม่แพง กาแฟ 2 แก้ว กับเบเกอรี่อีก 3 ชิ้น ราคาประมาณ 14 ปอนด์ ร้านเปิดทุกวัน 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แต่ที่นั่งอาจจะมีจำกัดเล็กน้อย เพราะร้านเล็กที่นั่งน้อย


Archipelago

ร้านที่ 2 ที่เราอยากจะแนะนำเป็นร้านเบเกอรี่ชื่อ Archipelago Bakery ร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่พิถีพิถันในการปรุงอย่างละเมียดละไมนี้  ขนมปังทำสดใหม่ทุกวัน ที่นี่เน้นขายเบเกอรี่และขนมปังแบบ Organic และ Gluten Free คนที่แพ้กลูเตนไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เบเกอรี่ก็มีทั้งคาวหวานพร้อมทานได้เต็มมื้อ ราคาอยู่ที่ประมาณ 5-8 ปอนด์ ส่วนกาแฟที่นี่ก็มีขายนะ ราคาไม่แพงด้วย ประมาณ 1-3 ปอนด์เท่านั้น บรรยากาศร้านก็เล็กๆ น่ารัก มีที่นั่งโซน outdoor ให้ชมวิวเมืองไปพลางๆ ใครจะไปก็ปักหมุดไปได้เลยที่ Dundas street ในเขต New Town เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ 8.30 น. – 17.00 น.


The Fruitmarket Gallery

ต่อไปคือร้านชื่อ Milk at The Fruitmarket Gallery คาเฟ่ที่อยู่ใน Gallery จัดแสดงงานศิลปะ Contemporary จากศิลปินทั่วทุกมุมโลก โดยจะสลับสับเปลี่ยนนิทรรศการไปเรื่อยๆ ใครอยากไปดูงานศิลป์ก็เข้าไปเช็คที่เว็บไซท์ www.fruitmarket.co.uk ก่อนได้ว่าช่วงนี้เค้าจะแสดงงานของใคร เดินดูงานศิลป์เหนื่อยแล้วก็แวะพักทานอาหารได้เลยที่ Milk คาเฟ่ที่เราแนะนำ อาหารเป็นประเภท Brunch Menu ราคา 6-10 ปอนด์ ราคานี้สำหรับอาหารที่เน้นไปในทางเฮลตี้ถือว่าไม่แพงเลย ส่วนเครื่องดื่มก็มีตั้งแต่กาแฟราคา 2-3 ปอนด์ ไปจนถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไวน์ให้ได้นั่งจิบพร้อมชมงาน Contemporary art ไปแบบชิวๆ ที่ตั้งของร้านอยู่ตรง Market Street ใกล้กับสถานีรถไฟ Waverley Station ในฝั่ง Old town เปิดทุกวัน 7.00-18.00 น.


Hyde & Son

Hyde & Son คือร้านต่อไปที่เราอยากจะแนะนำ ตั้งอยู่บนนถนน George Street ในเขต New Town เป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม The Eden Lock Aparthotel ภายในร้านตกแต่งสไตล์ Homie คลีนๆให้อารมณ์แบบไปนั่งชิวบ้านเพื่อนสายฮิปสเตอร์มินิมอล ตอนกลางวันเป็นคาเฟ่ให้คนได้มานั่งจิบกาแฟเบาๆพร้อมเบเกอรี่นิดหน่อย ส่วนกลางคืนก็จะเปลี่ยนบาร์ ที่พร้อมเสิร์ฟไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนได้มานั่งจิบแบบชิวๆ ราคากาแฟประมาณ 2-4 ปอนด์ เหมาะจะเป็นที่นั่งทำการบ้านอ่านหนังสือสำหรับน้องๆที่มาเรียนต่อที่ Edinburgh เป็นอย่างมาก เพราะทั้งสงบและสบาย พอตกค่ำก็อาจจะแฮงค์เอ้าท์กลับเพื่อนก่อนเดินกลับหอพักได้ไม่อยากเลย


Mary’s milk bar

ร้านสุดท้ายที่เราอยากแนะนำคือ Mary’s Milk bar ร้านไอศกรีมที่ Grassmarket ใกล้กับ Edinburgh Castle เปิดวันพุธถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 11 โมงเช้า ถึง 1 ทุ่ม ตกแต่งแบบย้อนยุคสไตล์ 40 ด้วยสีพาสเทลน่ารักๆ และโคมไฟเป็นรูปไอศกรีมโคน เจ้าของร้าน คุณ Mary จบการทำไอศครีมโดยตรงจาก Gelato University มหาวิทยาลัยที่สอนการทำ Gelato โดนเฉพาะในอิตาลี ที่นี่น้องๆ จะได้พกกับไอศครีมมากมาย หลายรสที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัตถุดิบที่มี ในช่วงนั้น และเครื่องทำ Milk Shake ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี แต่ยังใช้งานได้ดีอยู่เลย Hot Chocolate ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดของที่นี่ เพราะคุณ Mary ทำช็อคโกแลตเองทุกขั้นตอนจึงได้ช็อคโกแลตที่เข้มข้นมาก ในวันหนาวๆที่ Edinburgh ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้จิบช็อคโกแลตร้อนๆ ที่เข้มข้นและอร่อย พร้อมกับนั่งดูวิวปราสาท Edinburgh Castle ไปด้วยอีกแล้ว

คอร์สเรียน Taught programme กับ research programme ที่อังกฤษ ต่างกันยังไง


สวัสดีครับ วันนี้จะขอเล่าเรื่องรูปแบบคอร์สเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (รวมถึงที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ใน UK ด้วย) การเรียนปริญญาโทที่นี่จะมีรูปแบบการเรียน 2 แบบ คือหลักสูตรผ่านการสอน (taught programme) และหลักสูตรผ่านการวิจัย (research programme) ที่ถึงแม้ปลายทางจะได้ master degree เหมือนกัน แต่รูปแบบการศึกษาจะต่างกันโดยสิ้นเชิง จะต่างกันอย่างไร มาดูกัน

Taught programme

ตามชื่อเลย หลักสูตรนี้จะมีการเรียนการสอน มีการลงทะเบียนวิชาเรียนเหมือนตอนปริญญาตรี แต่รูปแบบการสอนจะต่างจากปริญญาตรีมากๆ ตรงที่จะไปเน้นที่การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ครูผู้สอนมีหน้าที่สอนเนื้อหาในเบื้องต้นและผู้เรียนไปค้นคว้าต่อด้วยตัวเอง การเรียนจะแบ่งเป็นภาคการศึกษาชัดเจน โดยปีการศึกษาของที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระจะแบ่งเป็น
o Term 1 เริ่มต้นกลางเดือนกันยายน จบที่ประมาณต้นเดือนธันวาคม
o Term 2 เริ่มต้นกลางเดือนมกราคม จบที่ประมาณปลายเดือนมีนาคม
o Term 3 เริ่มต้นกลางเดือนเมษายน จบที่ประมาณต้นเดือนกรกฏาคม
หลังจากจบการเรียนการสอนทั้ง 3 เทอมแล้ว ก็จะเข้าสู่ช่วงทำ dissertation หรืองานวิจัยเพื่อจบการศึกษา ใช้เวลาทำวิจัยรวมถึงเขียนเล่มประมาณเกือบสองเดือน แล้วก็จะจบการศึกษาภายในสิ้นเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน แล้วแต่เดดไลน์การส่ง dissertation ของแต่ละหลักสูตร การได้คะแนนจากคอร์สเรียนรูปแบบนี้จะมาจากการทำ assignments ต่าง ๆ และการสอบของแต่ละวิชาเป็นส่วนใหญ่ และคะแนนจาก dissertation จะมีน้ำหนักรองลงมา หลักสูตรแบบ taught programme นี้เป็นหลักสูตรที่นักเรียนไทยเลือกมาเรียนเป็นส่วนใหญ่ เพราะหลักสูตรยอดฮิตอย่างทางด้าน business และ law ล้วนแต่เป็นรูปแบบนี้ทั้งสิ้น เรียนจบแล้วจะได้ Master degree (MSc) ครับ

Research programme

หรือหลักสูตรผ่านการวิจัยนี้ จะแทบไม่มีการเรียนการสอนในคลาสเลย มีความหลากหลายของโครงสร้างหลักสูตรมาก ๆ แต่โดยทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นด้วยการสอนปรับพื้นฐานแค่ช่วงสั้น ๆ ประมาณสองหรือสามสัปดาห์ จากนั้นนักศึกษาก็เริ่มลุยทำงานวิจัยเลย ด้วยระยะเวลาที่สั้น นักศึกษาอาจจะได้รับลิสต์หัวข้อโปรเจคและชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาของแต่ละหัวข้อ จากนั้นนักศึกษาก็จะเลือกและทำงานวิจัยภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาและทีมวิจัยของอาจารย์ไปตลอดปี บางหลักสูตรก็ทำหนึ่งโปรเจค บางหลักสูตรก็สองโปรเจค ขึ้นอยู่กับหลักสูตร
การเรียนใน research programme นี้เป็นการปูพื้นฐานที่ดีมากไปสู่การเรียนต่อในระดับปริญญาเอก (PhD) เพราะโดยโครงสร้างหลักสูตรมันเหมือนเอา PhD มาย่อส่วนลงให้สามารถเรียนให้จบได้ใน 1 ปี เริ่มตั้งแต่การทำ literature review การเรียนรู้การใช้เครื่องมือวิจัย ระเบียบวิธีการวิจัยการสื่อสารแบบ academic ทั้งการพูดพรีเซ้นต์และการเขียนเล่ม thesis การให้คะแนนในหลักสูตรนี้จะมาจากการส่งเล่ม dissertation/thesis และการนำเสนอผลงานวิจัยของตัวเอง แทบไม่มีคะแนนจากการสอบข้อเขียนเลย หลักสูตรผ่านการวิจัยนี้มีในแทบทุก school แต่ว่าหลักสูตรยอดฮิตมักจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระมีศูนย์วิจัยด้านการแพทย์ที่เปิดหลักสูตรรูปแบบนี้อยู่หลายศูนย์ในหลากหลายสาขา เช่น Biomedical sciences ของ Queen’s Medical Research Institute และ Genetics and Molecular Medicine ของ The Institute of Genetics & Molecular Medicine เป็นต้น เรียนจบแล้วจะได้ Master degree by Research (MScR) ครับ

ถึงแม้รูปแบบการเรียนจะต่างกัน แต่ระหว่างทางหนึ่งปีในช่วงปริญญาโทก็เป็นปีที่ทั้งหนักและสนุกไปพร้อม ๆ กันทั้งสองแบบนะครับ คนเรียน Taught programme ก็จะได้สนุกสนานกับเพื่อน ๆ ในคลาส คนเรียน Research programme ถึงแม้เพื่อนร่วมคอร์สจะน้อยกว่าแต่ก็จะสนิทกัน และมักจะได้ไปนำเสนอผลงานที่งานสัมมนาหรือประชุมวิชาการที่ต่างเมือง ได้ประสบการณ์และได้ท่องเที่ยวไปในตัวด้วยครับ เพราะฉะนั้นจะเลือกเรียนอะไรรูปแบบไหน ก็อย่าลืมมองแผนอนาคตของตัวเองให้ดีและมีความมั่นใจไว้ครับ ทางมหาวิทยาลัยมีหน้าที่สนับสนุนเราให้ไปถึงดวงดาวอยู่แล้ว แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้ากับหลักสูตรยอดฮิตของนักเรียนไทยที่เอดินบะระครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


การเดินทางในเมือง Edinburgh


สวัสดีครับ วันนี้จะขอพูดถึงการเดินทางในเมืองเอดินบะระ ถึงแม้จะเป็นเมืองหลวง แต่เอดินบะระมีขนาดแค่ประมาณ 200 กว่าตารางกิโลเมตร (กรุงเทพฯ มีขนาดประมาณ 1500 กว่าตารางกิโลเมตร เอดินบะระเล็กกว่าตั้ง 5 เท่าแน่ะ) บวกกับสภาพอากาศเย็นสบาย การเดินทางในเมืองจึงค่อนข้างสะดวก ถ้าไม่รีบร้อนก็สามารถเดินสัญจรได้ แต่ถ้าระยะทางไกลหน่อย เมืองนี้ก็มีทางเลือกการเดินทางให้คุณหลายอย่าง ได้แก่

รถประจำทาง

รถประจำทางที่ให้บริการภายในตัวเมืองนี้เป็นของผู้ให้บริการเจ้าเดียวคือ Lothian Buses (Lothian เป็นชื่อแคว้นหนึ่งของสก็อตแลนด์ ซึ่งรวมถึงตัวเมืองเอดินบะระไปด้วย) มีรถให้บริการกว่า 70 สาย ครอบคลุมทุกพื้นที่ของเมือง รวมถึงรถ Airlink ไปยังสนามบิน ค่าตั๋ว Single ticket 1.7 ปอนด์ ตั๋ว Day ticket 4 ปอนด์ ตั๋วรถ Airlink ไปสนามบิน 4.5 ปอนด์ และสำหรับผู้ที่ชอบท่องราตรี ยังมีรถ Night bus ให้บริการหลังเที่ยงคืนไปจนถึงประมาณตีห้าด้วย ค่าตั๋วเที่ยวเดียว 3 ปอนด์ นอกจากนี้ยังมีบัตร Ridacard สำหรับเติมเงินรายสัปดาห์ – รายเดือน ซึ่งสามารถใช้บริการได้ไม่จำกัดเที่ยว สำหรับคนที่ต้องเดินทางด้วยรถประจำทางแน่ ๆ ผมขอแนะนำให้ซื้ออันนี้เลย ค่าบริการสำหรับนักเรียนอยู่ที่ 16 ปอนด์/สัปดาห์ และ 48 ปอนด์/4 สัปดาห์ บัตร Ridacard ยังใช้ขึ้นรถ Airlink และ Tram เพื่อไป-กลับสนามบินโดยไม่เสียค่าโดยสารเพิ่มด้วย


รถราง (Tram)

ในเอดินบะระมีรถรางที่เป็นเจ้าของโดย Transport for Edinburgh ร่วมลงทุนกับสภาเมืองเอดินบะระ ให้บริการแค่เส้นทางเดียวคือ York Place – Edinburgh Airport โดยเส้นทางลากไปทางตะวันตกของเมือง ผ่านสถานีสำคัญเช่น Princes St ซึ่งเป็นสถานีใจกลางเมืองและเป็นแหล่งช็อปปิ้ง Hay Market station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟรองของเมือง Murrayfield Stadium ซึ่งเป็นสนามฟุตบอล/รักบี้ขนาดใหญ่ และ Edinburgh Airport ราคาแบ่งเป็น city zone ราคา 1.7 ปอนด์เท่ารถประจำทาง และ Airport zone 6 ปอนด์ ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้นั่ง tram เท่าไหร่ แต่มักจะใช้โดยสารเพื่อไปสนามบิน เพราะนั่งสบาย โค้งน้อย ไม่เมารถง่ายแบบรถประจำทาง Airlink


Taxi และ Uber

สำหรับผู้ที่รักความรวดเร็ว มีสัมภาระเยอะ หรือเดินทางกันหลายคน ในเมืองมีทั้งรถแท็กซี่แบบ black cab เหมือนในลอนดอนให้บริการ รวมถึงรถรับจ้างส่วนตัวเช่น Uber ด้วย ราคาคิดตามระยะทาง เหมาะสำหรับเวลากลับดึกจนรอรถ Night bus ไม่ไหว เพราะบางสายมาชั่วโมงละคันอะไรแบบนั้น ตกรถคันนึงแล้วเคว้งเลย (หรือไม่ก็กรณีเมาจนเดินไปป้ายรถเมล์ไม่ไหว อะแฮ่ม)


จักรยาน

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพและมีกำลังขาที่ดี ขอแนะนำให้เดินทางโดยจักรยานเลย ที่จริงผู้คนในเอดินบะระก็ค่อนข้างนิยมใช้จักรยานอยู่ โดยเฉพาะนักศึกษาและคนวัยทำงาน ตามแคมปัสต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยจะมีเสา-ราวให้ล็อคจักรยานอยู่อย่างพอเพียง รวมถึงมีจุดให้เช่าจักรยานด้วย ในกรณีที่ซื้อจักรยานส่วนตัว แนะนำว่าควรหาจักรยานที่น้ำหนักเบา เพราะเมืองมีเนินและทางลาดเยอะมาก ถ้าจักรยานหนักจะเป็นภาระเพิ่มเปล่า ๆ และต้องหาตัวล็อคที่แข็งแรงเพราะมีเรื่องจักรยานโดยขโมยอยู่เป็นประจำ

.

สำหรับครั้งนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน ครั้งหน้าจะมาเล่าเรื่องความเป็นอยู่อื่น ๆ และการเรียนบ้างแล้วครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


ชีวิตดีดีหลังเลิกเรียน ที่มหาวิทยาลัย Edinburgh


เลิกเรียนตอนเย็นแล้วไปเดินเล่นที่ 2 ถนนสายหลักของเมือง Edinburgh กัน

นักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อที่ University of Edinburgh มักจะไปเดินเที่ยวใน 2 ถนนหลักเมื่อไปเรียนต่อที่ Edinburgh หรือ เอดินเบอระ เมืองหลวงของสกอตแลนด์ คือถนนในเมืองเก่าอย่าง Royal Mile และถนน Princes Street ที่แบ่งเขตระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวถนนทั้ง 2 เส้น พร้อมกับแนะนำสถานที่ที่น่าสนใจ กิจกรรมที่ควรทำ และร้านช็อปปิ้งต่างๆ ที่ขาช็อปไม่ควรพลาด

มาเริ่มกันที่ Princes Street ถนนสายหลักของเมืองเอดินเบอระ หัวถนนเริ่มจาก Edinburgh Castle ยาวไปจนสุดที่ถนน Leith Street เป็นถนนที่แบ่งเขตระหว่าง Old town และ New Town ของเมืองเอดินเบอระอย่างชัดเจน

โดยฝั่งที่เป็น New Town ก็จะเต็มไปด้วยร้านค้าที่ขาช็อปทั้งหลายคุ้นเคยเป็นอย่างดีเช่น Zara, Topshop, Topman, Mark & Spenser, Primark, H&M, House of Fraser

และยังมีโรงแรมหรูอย่าง The Balmoral Hotel ที่ J.K. Rowling เขียนเล่มสุดท้ายของหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์จบที่นี่ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของธนาคารและซุปเปอร์มาเกตชื่อดังของอังกฤษอีกด้วย

นอกจากร้านค้าแล้ว อีกที่ที่ไม่ควรพลาดคือ Princes Street Garden สวนสวยใจกลางเมือง ที่เราสามารถไปใช้เวลานั่งพักผ่อนหย่อนใจเมื่อเครียดจากการเรียน

หรือไปปิกนิกกับเพื่อนและมองวิวเมือง Old Town แบบเพลินๆ ภายในมี Ross Fountain น้ำพุที่มีรูปปั้นตามแบบฉบับของยุโรป โดยวิวด้านหลังน้ำพุนี้เป็น Edinburgh Castle สวยงามมากๆ


มาถึงฝั่งของถนนหลักสายเก่าของเมือง Edinburgh อย่าง Royal Mile กันบ้าง ที่นี่เป็น Destination หลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเมื่อมาเยือนเอดิเบอระ เป็นถนนที่ทอดยาวเชื่อมระหว่าง Edinburgh Castle กับ Palace of Holyrood House สถานที่ประทับอย่างเป็นทางการของควีนเอลิสซาเบธที่ 2 ใน Scotland ถนนที่ยังปูด้วยหิน พร้อมกับวิว 2 ข้างทาง ซึ่งเป็นตึกเก่าที่เป็นสถาปัตยกรรมจากยุคกลาง ทำให้ได้ฟีลเมืองเก่าที่แท้จริง ที่นี่จะมี Royal Mile Market ตลาดที่ขายของพื้นเมือง งานคราฟท์จากศิลปินในพื้นที่ และอาหารต่างๆให้เราได้ไปช็อป ชิม ชม ครบในที่เดียว

ตลอดถนน Royal Mile คุณจะได้พบกับร้านค้าโลคอล ร้านอาหารต่างๆ รวมถึงสถานที่สำคัญๆของเมือง เช่น โบสถ์ St Giles’ Cathedral

โบสถ์หลักประจำเมืองที่สร้างตั้งแต่สมัยยุคกลางตรงข้ามกับโบสถ์ St Giles’ Cathedral เป็นที่ตั้งของรูปปั้น David Hume ซึ่งมีความเชื่อว่าถ้าใครได้มาลูบหัวแม่เท้าของรูปปั้นนี้แล้วจะโชคดี (David Hume’s toe)

เมื่อเดินมาถึงตรงกลางถนน เราจะพบกับ Tron Kirk โบสถ์เก่าสถาปัตยกรรมแบบโบราณ เป็นอีกหนึ่ง Landmark สำคัญของ Royal Mile

แต่ถ้าใครยังไม่จุใจ เราขอแนะนำให้ไป The Scotch Whiskey Experience เนื่องจากสกอตแลนด์เป็นแหล่งผลิตวิสกี้ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาอย่างยาวนาน ในร้านจะเป็นร้านขายวิสกี้กึ่งพิพิธภัณฑ์ มีการโชว์ขั้นตอนการทำวิสกี้ และตกแต่งด้วยสกอตวิสกี้ยี่ห้อต่างๆมากมายจนจรดเพดานเลย ถ้าน้องๆคนไหนอยากลองชิม เค้าก็มีให้ชิมนะคะ แต่อย่าชิมจนถึงขั้นเดินกลับบ้านไม่ถูกก็แล้วกัน

เห็นมั้ยว่า Edinburgh มีที่ให้เที่ยวให้ช็อปมากมาย ไม่ใช่มีแต่ปราสาทและธรรมชาติอย่างที่ใครๆ คิด เพราะฉะนั้นน้องๆ ที่สนใจมาเรียนต่อที่ University of Edinburgh จะไม่ผิดหวังเลยที่เลือกมาเรียนที่นี่ เป็นทั้งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ น่าอยู่ แต่ก็ไม่สงบจนเกินไปเพราะมีแหล่งช็อปปิ้งมากมาย

ใครสนใจจะไปเรียนต่อที่เมือง Edinburgh แห่งนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ Mango Learning Express มาได้เลย เรายินดีตอบทุกข้อสงสัย ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเที่ยว เรื่องที่อยู่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ น้องๆ คนไหนสนใจไปเรียนที่ University of Edinburgh อย่าลืมพวกเรา Mango Learning Express นะจ๊ะ