มหาวิทยาลัยน่าเรียนในเมืองน่าอยู่สำหรับเด็ก ป.ตรี ในอังกฤษ


หลังจากจัดหนักจัดเต็มด้านวิชาการ Ranking ความเข้มข้นทางด้านการเรียนการสอนและงานวิจัยมาพอสมควรแล้ว สำหรับน้อง ๆ ที่อยากไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ พี่แมงโก้อยากแนะนำแบบ Highly Recommended มากๆ!! ว่าให้เลือกพิจารณาเมืองที่เราจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย เพราะการเรียนหลักสูตรปริญญาตรีใช้เวลาถึง 3 ปี ส่วนถ้าใครไปเรียน Foundation Programme ก็ต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่น้องๆจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั่นๆ เรียกได้ว่าไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้น “เมือง” จึงจัดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก (รองลงมาจากคุณภาพทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยนะคะ) ในการใช้ตัดสินใจเข้าเรียนต่อใมหาวิทยาลัยที่น้องอยากเข้าเรียนเพื่อให้ตรงกับLifestyle ความชอบของน้อง ๆ วันนี้พี่แมงโก้มีมหาวิทยาลัยที่คุณภาพการศึกษาดีไปจนถึงยอดเยี่ยม และตั้งอยู่ในเมืองที่ดีงาม ที่น้อง ๆ ไปใช้ชีวิตอยู่ 3-4 ปีแล้วไม่ Suffer หรือ Homesick แน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกให้ตรงกับบุคลิกความชอบของเราเองด้วยน้า


เมือง Durham
ด้านคุณภาพการศึกษาคงไม่ต้องพูดมาก เพราะพูดกันมาเยอะแล้ว ฮ่าๆ มาพูดกันถึงเมืองที่เงียบสงบ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม อากาศเย็น ๆ ไปถึงหนาว สำหรับคนที่ชอบอยู่ที่เย็น ๆ เพราะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษติดกับสกอตแลนด์ ด้วยตัวเมือง Durham เคยเป็นเมืองหน้าด่านที่ใช้เป็นป้อมปราการกันไม่ให้ชาวสกอตมารบกับชาวอังกฤษมาก่อน ทำให้สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในเมืองมีความคลาสสิคแบบยุคกลาง ทำให้มี Durham Castle ที่สวยงามและเป็นที่ตั้งของ University College ของมหาวิทยาลัยเดอแรม เนื่องจากเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่มาก และมีศูนย์กลางเป็นมหาวิทยาลัย จึงทำให้เมืองนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่แท้ทรู มีความสงบ ผู้คนเป็นมิตรพร้อมให้ความช่วยเหลือกันเสมอ เพียบพร้อมไปด้วยร้านอาหาร และร้านขายของต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต แต่ถ้าใครอยากไปช็อปปิ้งในเมืองที่ใหญ่หน่อย ก็นั่งรถไฟไปแค่ 15 นาที ก็จะถึงเมืองใหญ่อย่าง Newcastle แล้ว เรียกได้ว่าใครชอบธรรมชาติความสงบ แต่ไม่ห่างใกล้ความเจริญแบบเมืองใหญ่ เมือง Durham จัดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ เลย


เมือง Exeter
อีกหนึ่งเมืองมหาวิทยาลัยทางแถบ South West ของเกาะอังกฤษ เป็นเมืองฮิปสเตอร์ที่มีทัศนียภาพที่ร่มรื่น เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารมากมาย ร้านไทยเองก็มีหลายร้าน หางานทำ Part time ก็ไม่ยากมาก จัดว่ามีความเจริญครบจบเหมือนลอนดอน แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือความเป็นเมืองปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตรพร้อมให้ความช่วยเหลือ และการเดินทางก็แสนสะดวกสบาย สามารถเดินได้ทั่วถึงกันทั้งเมือง และประหยัด เพราะค่าครองชีพต่ำกว่าลอนดอนมาก



เมือง Nottingham
เมืองมหาวิทยาลัยทางตอนกลางของเกาะอังกฤษ อาณาเขตของ Campus ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง จึงทำให้ผู้คนที่อาศัยในเมืองส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการศึกษาและนักศึกษา ทำให้มีร้านค้าให้ได้ช็อปปิ้งและสิ่งอำนวยนความสะดวกครบครัน พร้อมทั้งการเดินทางก็แสนสะดวกสบาย มีรถ Tram วิ่งรอบเมืองถือเป็นการคมนาคมแบบพิเศษที่เมืองอื่นไม่ค่อยมี แถมเมืองก็ยังปลอดภัยตัวมหาวิทยาลัยเองก็มีหลายแคมปัสแยกตามคณะเรียนพร้อมหอพักที่อยู่ใกล้ตึกเรียน เพื่อความสะดวกสบายของนักศึกษาเป็นอย่างมาก



เมือง Bristol
มหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group ที่อยู่ในเมืองที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในอังกฤษ ตัวเมือง Bristol เป็นเมืองเก่าแก่ มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันที่ยิ่งใหญ่อย่างโบสถ์ และสะพานแขวนที่ให้อารมณ์แบบ Brooklyn Bridge แต่เป็นแบบคลาสสิคกว่า ในเมืองมีร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีความปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร และอยู่ห่างจากลอนดอนโดยการนั่งรถไฟประมาณ 1.30 ชม.เท่านั้น



เมือง York
University of York หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและมีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งอยู่ในเมือง York เมืองทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ อย่างเช่น โบสถ์ที่อยู่กลางเมือง สถาปัตยกรรมในเมืองเป็นแบบอิฐสวยงาม บ้านเรือน ร้านรวงหลังจิ๋ว ๆ น่ารัก มีแม่น้ำพาดผ่านเมือง ทำให้ชาวเมืองนิยมทำกิจกรรมทางน้ำเช่น การพายเรือแคนนู เป็นต้น เป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย สามารถนั่งรถไฟมาจากลอนดอนได้เลย โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง และตัวสถานีรถไฟก็อยู่ใกล้ใจกลางเมืองในระยะที่เดินไปนิดเดียวก็ถึงจัดว่าเป็นอีกเมืองที่มีสภาพแวดล้อมดี ปลอดภัย ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศอังกฤษ จึงเหมาะกับการมาเรียนเป็นอย่างมาก


เมือง Liverpool
เมืองทีมฟุตบอล Liverpool ที่ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จัก และเป็นเมืองบ้านเกิดของวงดนตรีชื่อดังตลอดกาลอย่าง The Beatles ตัวเมืองเองยังเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่และดูยิ่งใหญ่ในแบบ London ย่อส่วน เมืองปากอ่าวที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม มี River Mersey ที่เป็นทางออกของแม่น้ำไปสู่ Irish Sea และเป็นเมืองทางตอนเหนือที่ผู้คนเป็นมิตร และพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาอีกด้วย จัดว่าเป็นเมืองใหญ่อีกแห่งที่ไม่จอแจ ปลอดภัย และทันสมัยด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน เหมาะกับน้อง ๆ ที่อยากมาอยู่เมืองเจริญแต่ไม่วุ่นวายอย่างลอนดอน หรือน้องคนไหนที่เป็นเด็กหงส์มาเรียนที่นี่วันว่าง ๆ ก็จะเยี่ยมสนามบอลทีมในดวงใจหรือจะไปดูการเตะนัดสำคัญของทีม Liverpool ก็ยังได้



เมือง Surrey
ตั้งอยู่ในเมือง Guildford ห่างจากลอนดอนมาทางตอนใต้เพียงนิดเดียว มี 2 Campus คือ Stage Hill Campus และ Manor Park Campus ตัวเมืองมีสภาพแวดล้อมที่ดี ร่มรื่นบวกกับความใกล้ลอนดอนมากๆจึงทำให้เมืองนี้เป็นที่อยู่ของคนมีฐานะและเหล่าเศรษฐีของอังกฤษที่อยากอยู่แทบชานเมือง เพราะฉะนั้นหายห่วงเรื่องความปลอดภัยไปได้เลย ถ้าวันไหนเบื่อ ๆ อยากเข้าเมืองก็แค่นั่งรถไฟเข้าลอนดอน ซึ่งใช้เวลาแค่ 40 นาทีเท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Top 6 Universities ที่พลาดจาก UCAS ก็ยังเข้าป.ตรีที่นี่ได้!


น้อง ๆ เด็กอินเตอร์ทั้งหลายที่กำลังกัวลว่าผล Allocate ตามระบบ UCAS จะทำให้เราไม่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษที่ฝันอยากเข้า อย่างเพิ่งหมดหวังจ้า! ระบบการศึกษาของอังกฤษยังมีอีกเส้นทางให้น้อง ๆได้เดินเข้ามหาวิทยาลัย Ranking ดี ที่น้อง ๆ อยากเข้า ผ่าน Pathway ที่เรียกว่า Foundation ซึ่งพี่แมงโก้เคยเขียนอธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ คลิกเข้าไปดูกันได้เลย ที่นี่ 

มาวันนี้ พี่แมงโก้จะมาแนะนำมหาวิทยาลัยชื่อดังที่คับแน่นไปด้วยคุณภาพการเรียนการสอน และรางวัลการันตรีจากหลายสถาบัน มาดูกันเลยว่ามีมหาวิทยาลัยอะไรบ้าง


1. Durham University
มหาวิทยาลัยชื่อดังทางตอนเหนือที่อยู่จัดอยู่ใน Tier ใกล้เคียงกับ Oxford และ Cambridge เนื่องจากคะแนนเข้า UCAS สูงพอ ๆ กันกับ 2 มหาวิทยาลัยชื่อดังนี้ มหาวิทยาลัย Durham จัดเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ Durham University เปิดการเรียนการสอนมามากกว่า 600 ปี ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากที่สุดในอังกฤษเป็นอันดับ 3 รองจาก Oxford และ Cambridge และยังคงมีระบบ College ที่เป็นเหมือน Student Union เหมือนกับ Oxbridge ด้วย อยู่ในเครือ Russell Group ซึ่งเป็นเครือมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มุ่งเน้นในการทำงานวิจัยอย่างเข้มข้น และได้รับการยกย่องว่ามีการเรียนการสอนที่ดีในระดับโลก ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีในหลายสาขาวิชา เช่น Law, IR, Humanities, Chemistry, Biological Science, Psychology และ Business School โดย Ranking ในประเทศอังกฤษอยู่ใน Top 10 ของทุกสื่อ (อันดับ 6 The Complete University Guide 2020, อันดับ 5 จาก The Guardian 2020 และอันดับ 7 จาก The Times and Sunday Times)



2. University of Manchester
เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ในปีศตวรรษที่ 19 University of Manchester เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอันดับ 6 รองจาก Oxford, Cambridge, UCL, Imperial และ Edinburgh เท่านั้น จึงมั่นใจได้เลยว่าการเรียนการสอนของที่นี่อยู่ในระดับที่ดีมาก รวมถึงงานวิจัยก็อยู่ในระดับโลก และยังเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group ที่เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยผู้นำด้านการศึกษาและงานวิจัย โดดเด่นในสาขาวิชา Business และด้าน IT ที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีเสมอมาจากสถาบันต่าง ๆ (อันดับที่ 15 จาก The Complete 2020, อันดับที่ 34 จาก The Guardian 2020 จากสื่อในประเทศอังกฤษ และในอันดับโลกอยู่ที่ลำดับ 29 จาก QS World University Rankings 2019, อันดับที่ 57 จาก Times Higher Education World University Rankings 2019) เป็นผลให้ 95% ของนักศึกษาที่จบจากที่นี่ได้รับการจ้างงานต่อ



3. University of Exeter
มหาวิทยาลัยทางแถบ South West ของเกาะอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1955 โดดเด่นในด้านการเรียนการสอนที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ GOLD (for Teaching Excellence) โดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศอังกฤษ (The Department for Education หรือ TEF 2018) และมีงานวิจัยที่อยู่ในระดับสากล ทำให้เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่ม Russell Group ถูกจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ที่ดีมากจากสื่อในประเทศเช่น อันดับที่ 11 จาก The Complete University Guide 2020, อันดับที่ 10 จาก The Guardian 2020 และอันดับที่ 12 จาก The Times and Sunday Times เด่นในสาขา Business และ Law เป็นอย่างมาก รวมถึงมีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง J.K. Rowling นักเขียดนิยายชื่อดัง Harry Potter และสมาชิกราชวงศ์อังกฤษอย่าง Peter และ Sara Phillips ลูก ๆ ของเจ้าฟ้าหญิงแอนน์



4. University of Nottingham
มหาวิทยาลัยทางตอนกลางของประเทศที่โดดเด่นทั้งทางด้านการสอนและ Facilities ในมหาวิทยาลัยที่พร้อมให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงยังโดดเด่นทางด้านงานวิจัยการันตีคุณภาพจากการเป็นมหาวิทยาลัยในเครือ Russell Group รวมทั้งมาตรฐานการสอนหรือ TEF ที่อยู่ในระดับ Gold จึงไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็อยากเข้าเรียนที่นี่ หลักสูตรที่โด่งดังของ University of Nottingham คือด้าน Engineer, Pharmacy & Pharmacology, Architecture, Computer Science & Information Systems รวมไปถึงด้าน Business ที่มี Campus แยกออกมาอย่าง Jubilee Campus ซึ่งรวบรวมทุกอย่างที่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียน Business นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีนโยบายที่กระจายแคมปัสออกนอกประเทศอังกฤษอย่าง แคมปัสใน Ningbo ที่จีน หรือ Semenyih Campus ในมาเลเซีย เพื่อการแลกเปลี่ยนทางด้านความรู้และวัฒนธรรม รวมถึงบุคลากรที่เก่ง ๆ ในประเทศนั้น ๆ ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษา และตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียนที่ต้องการเรียนหลักสูตรแบบมหาวิทยาลัยในอังกฤษแต่อยากได้ภาษาจีนด้วย ส่วนทางด้าน Ranking เองก็ในระดับ Top 20 อย่างได้อันดับ 19 The Complete University Guide 2020, อันดับ 17 จาก The Guardian 2020 และอันดับ 16 จาก The Times and Sunday Times



5. University of Bristol
อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ในปีศตวรรษที่ 19 และมีการสอนและการวิจัยที่โดดเด่นจนได้อยู่ใครกลุ่ม Russell Group ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 16 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในอังกฤษปี 2020 จาก The Complete University Guide และอยู่ในอันดับที่ 51 ของโลกจากการจัดอันดับของ QS World University rankings 2020 จึงทำให้ University of Bristol ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งยังเป็นหนึ่งในสองอันดับแรกที่เป็นเป้าหมายจากบริษัทนายจ้างชั้นนำของโลก จากการจัดอันดับของ High Fliers Research 2020 ทำให้นักศึกษาที่จบจากที่นี่มีโอกาสได้งานหลังเรียนจบสูงมาก นั่นอาจเป็นเพราะ University of Bristol มีการลงทุนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและเยี่ยมยอดที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ University of Bristol จะโดดเด่นทางด้านหลักสูตรสาย IT ส่วน Business เองก็จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ แต่ถ้าใครอยากเรียน Law and Humanities ที่นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้ที่อื่นเหมือนกัน ดูได้จากงานวิจัยเรื่องสิทธิมนุษยชนที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของมหาวิทยาลัยที่มีต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้



6. Newcastle University
มหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1834 ในยุคที่มหาวิทยาลัยก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดง (Red Brick University) ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของตัวมหาวิทยาลัย และยังแสดงถึงว่ามหาวิทยาลัย Newcastle ยังสั่งสมชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนมาอย่างยาวนาน เข้มข้นด้วยงานวิจัยชั้นดีระดับนานาชาติจนได้อยู่ในเครือมหาวิทยาลัย Russell Group และได้รับการจัดอันดับโดย The Complete University Guide 2020 ให้อยู่ในลำดับที่ 22 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร โดดเด่นทางด้านหลักสูตร Art, Engineering, Architecture, Journalism, Publishing & PR, Media & Film Studies และหลักสูตร Business ที่มีแคมปัสอยู่ใน London เมืองหลวงทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการเงินของโลก เพราะมหาวิทยาลัย Newcastle ได้เล็งเห็นแล้วว่าการเรียนในเมืองหลวงจะเป็นประโยชน์และทำให้นักศึกษาได้คุ้น ชินกับบรรยากาศ รวมถึงได้เข้าถึงแหล่งความรู้และหาประสบการณ์ได้มากกว่าการอยู่เมือง Newcastle ซึ่งก็เป็นเมืองใหญ่และมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจการค้าของอังกฤษเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าคงสู้ London ไม่ได้ จึงไม่ได้แปลกใจเลยที่มหาวิทยาลัยเลือกที่จะไปสร้าง Business School อีกหนึ่งแคมปัสในลอนดอน

ทั้ง 6 มหาวิทยาลัยที่พี่แมงโก้ได้กล่าวมาด้านบนล้วนแต่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงทั้งทางด้านการเรียนและงานวิจัย พร้อมได้รับรางวัลการันตรีคุณภาพมากมายจากหลายสถาบัน ถ้าน้อง ๆ คนไหนที่ยื่น UCAS ไปแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้ ก็ยังมีอีกเส้นทางที่ให้น้องได้มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเหล่านี้อยาก Foundation Pathway หรือในบางมหาวิทยาลัยก็มีหลักสูตร International Year One (IYO) ให้น้อง ๆ ได้ย่นระยะเวลาเรียนปริญญาตรีไปอีก


ถ้าข้อมูลข้างบนยังไม่ตอบโจทย์ความสงสัยของน้องๆ ติดต่อมาคุยข้อมูลเชิงลึก และทำยังไงจะได้เรียนหลักสูตร Foundation กับมหาวิทยาลัยเหล่านี้กับพี่แมงโก้ได้เลยที่ 02-129-3313 หรือจะ Line มาก็ได้ Add เลย @mangolearning อย่าลืมมาคุยกันนะคะ พี่ ๆ ไม่ดุ น้องไหวแน่นอน 🙂

เรียนโรงเรียนไทย ก็ไปต่อป.ตรีที่อังกฤษได้


น้อง ๆ หลายคนคงเคยมีความฝันว่าอยากไปเรียนต่อใช้ชีวิตในเมืองนอก หรืออยากเรียนในสาขาที่เมืองไทยไม่มีสอน และคงคิดว่าคงจะไปต่อได้แค่ตอนปริญญาโทปีหรือสองปีเท่านั้น เพราะตอนนี้เรียนอยู่โรงเรียนไทย โอกาสไปต่อปริญญาตรีที่เมืองนอกเลยคงยาก และเสียเวลาเรียนภาษา เรียนปรับพื้นฐานอะไรอีก บางทีอาจจะเรียนจบช้ากว่าเพื่อนร่วมห้องอีกหลายปี พี่แมงโก้อยากให้น้อง ๆ เด็กโรงเรียนไทยทั้งหลาย สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วฟังพี่แมงโก้ให้ดี เพราะเรามีวิธีที่จะให้น้องไปเรียนอังกฤษได้ โดยไม่ต้องซ้ำชั้น เผลอ ๆ จะจบเร็วกว่าเพื่อนที่เมืองไทยด้วยซ้ำ!
ที่อังกฤษจะมีโปรแกรมที่ชื่อ Pathways เป็นหลักสูตรปรับพื้นฐานสำหรับนักเรียนต่างชาติเพื่อให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ระดับชั้นปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษได้อย่างราบรื่น เช่นหลักสูตร International
Foundation Year เปิดโอกาสให้นักเรียนชาวต่างชาติที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียนอินเตอร์หลักสูตรของอังกฤษ ก็สามารถใช้ผลการเรียนในโรงเรียนไทยยื่นสมัครได้

สำหรับเกณฑ์การรับเข้านั้น น้อง ๆ สามารถยื่นผลการเรียนของชั้นม.5 เกรด 2.50 ขึ้นไป หรือ ม.6 เกรด 2.00 ขึ้นไป ร่วมกับคะแนนสอบ IELTS ประมาณ 5.0 ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขาที่น้องต้องการจะเรียนต่อปริญญาตรีเป็นคนกำหนด) แต่ถ้าใครเข้าเรียนชั้นปี 1 ของมหาวิทยาลัยในไทยไปแล้ว ชอบดูซีรี่ย์สืบสวนสอบสวน ใฝ่ฝันอยากเป็น Sherlock Holmes วันดีคืนดีไปเซิร์จเจอคณะที่อยากเรียนแบบเฉพาะทางมาก ๆ และมีสอนที่ประเทศอังกฤษ อย่างคณะ Chemistry with Forensic Investigation หรือคณะที่เรียนเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางเคมี เหมือนเห็นโอกาสที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง เรียนจบกลับมาสามารถมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ได้เลย เพราะเมืองไทยไม่มีสอน และมีคนเชี่ยวชาญด้านนี้น้อยมาก น้องก็สามารถเข้าเรียน Pathways ในหลักสูตร International Foundation Year 1 ปี แล้วเข้าเรียนต่ออีก 3 ปีเท่านั้นก็จะจบปริญญาตรีสาขานี้แล้ว เหมือนน้องซิ่ว แต่เป็นการซิ่วไปเรียนในคณะในฝันที่ไม่มีสอนในเมืองไทย แล้วมีโอกาสทางการทำงานมากมายในระดับโลกรออยู่มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีกนะคะ

นอกจากนี้ยังมีอีก 1 หลักสูตรของ Pathways ที่เรียกว่า International Year One ซึ่งส่วนมากจะเปิดสอนในสาย Business และ Engineering สำหรับน้อง ๆ ที่เรียนจบม.6 หรือจบปี 1 ที่มหาวิทยาลัยในไทย แต่อยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษและไม่อยากเสียเวลาแล้ว ก็สามารถสมัครเข้าเรียน International Year One ได้เลย เพราะนี่เป็นการเรียนเหมือนปี 1 ในหลักสูตรปริญญาตรีของอังกฤษ แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนักเรียนชาวต่างชาติโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถปรับตัวใช้ชินกับระบบการสอนและเข้าเรียนปี 2 ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไม่มีปัญหา และจบปริญญาตรีภายในเวลา 3 ปี เมื่อนับรวมเวลาที่เรียนปรับพื้นฐานในหลักสูตร International Year One แล้ว นี่เท่ากับว่าน้องที่เรียนปี 1 ไปแล้วจะจบปริญญาตรีพร้อมเพื่อน ไม่เสียเวลาเลยส่วนน้องที่จบม.6 แล้วไปต่อ International Year One ก็จะจบเร็วกว่าเพื่อน 1 ปี เพราะหลักสูตรของอังกฤษใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีเท่านั้นเอง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ที่พี่แมงโก้ยกมาแนะนำ เพื่อให้น้องๆได้เห็นภาพว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนโรงเรียนอินเตอร์ก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษได้เหมือนกัน ถ้าน้องๆคนไหนสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่านี้ก็สามารถติดต่อมาถามพี่แมงโก้ได้เลยนะจ๊ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Bellerbys College โรงเรียนนานาชาติชั้นนำในอังกฤษ สำหรับนักเรียนต่างชาติ


Bellerbys College คือโรงเรียนนานาชาติเพื่อสอนนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ เพราะที่ Bellerbys จะปิดสอนเฉพาะหลักสูตรเพื่อสอบ GCSE, As-Level, A-Level หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Sixth Form สำหรับนักเรียนชาวต่างชาติที่ต้องการมาศึกษาต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษ อย่าง Oxbridge และมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group เช่น Durham University, University of Exeter และ Imperial College London

การเรียนการสอนที่ Bellerbys College จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาทักษะและความรู้อย่างครบวงจรให้กันตัวนักเรียนต่างชาติ ที่อาจจะยังไม่คุ้ยเคยกับการเรียนแบบอังกฤษ ช่วยในการปรับตัวและช่วยให้นักเรียนมีคุณสมบัติและความรู้เพียงพอที่จะสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษได้ นักเรียนต่างชาติที่จบจาก Bellerbys College สามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่กล่าวมาแล้วด้วยคะแนน A-Level ในระดับ A* – B ถึง 62% และเด็กจาก Bellerbys College ได้คะแนน GCSE เกรด A*-A 29%, A*-B 49% และ A*-C ถึง 69% ในปี 2018 ที่ผ่านมา

หลักสูตรที่ Bellerbys College เปิดรับตั้งแต่เด็กอายุ 14 – 16 ปีเพื่อเข้าเรียน Year 10 สำหรับสอบ GCSE และรับนักเรียนอายุ 15.5 ปีขึ้น เข้าเรียนเพื่อสอบ A-Level และนำคะแนนไปยื่นในระบบ UCAS เพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษต่อไป

นอกจากนี้ยังมีเปิดสอนหลักสูตร Foundation Year และ International Year One สำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่ออีกเพียง 1 ปี เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเลยน้อง ๆ สามารถเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมกับความฝันในอนาคตของน้อง ๆ เองได้ที่ Bellerbys College พร้อมกับได้ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอังกฤษไปพร้อม ๆ กับเพื่อนต่างชาติ ในบรรยากาศโรงเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมดี มีคุณภาพและมีการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานระดับสูง สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bellerbys College สามารถติดต่อสอบถามกับเรา Mango Learning Express เพราะเราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการและพร้อมดูแลช่วยเหลือน้อง ๆ ในทุกเรื่องตั้งแต่ให้ข้อมูลในขั้นต้นไปจนถึงส่งน้อง ๆ ไปเรียนที่อังกฤษแล้วมีปัญหาอะไร ก็สามารถติดต่อเราได้เสมอนะคะ

พลาดจาก UCAS ไม่ใช่ปัญหา โอกาสเรียนต่อมหาลัยในฝันที่ประเทศอังกฤษยังรออยู่ที่นี่!


สำหรับใครที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ในประเทศไทยหลายคนที่กลัวว่ายื่นคะแนน UCAS แล้วจะไม่ผ่านเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ อยากเข้าเรียน วันนี้พี่ ๆ Mango มีอีกเส้นทางการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษอีกหนึ่งเส้นทางให้น้อง ๆ เพื่อสานฝันสู่การเข้าเรียนในคณะและมหาลัยที่น้องอยากเรียน

สำหรับน้อง ๆ ที่มีคะแนน A-Level อยู่แล้ว สามารถนำคะแนนมายื่นเพื่อเรียนหลักสูตร International Year One หลักสูตรที่เตรียมพร้อมน้อง ๆ เข้าสู่การเรียนในมหาลัยจริงๆสำหรับนักเรียนต่างชาติที่สนใจจะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษโดยมุ่งเน้นการเรียนเข้าหลักสูตรที่น้อง ๆ อยากเรียนในระดับป.ตรีเลยตั้งแต่แรก เมื่อจบ Internation Year One แล้ว น้อง ๆ สามารถเข้าเรียน Year 2 และจบปริญญาตรีที่อังกฤษใน Year 3 ได้เลย สรุปแล้วคือได้เรียนจบป.ตรี พร้อมเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีหลักสูตรอังกฤษเลย

หรือน้อง ๆ คนไหนมีคะแนน IGCSE หรือ AS Level ก็สามารถมาเรียน Pathway เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัยในอังกฤษได้เลย โดยหลักสูตรนี้จะเรียนว่า Foundation น้อง ๆ จะต้องเรียนหลักสูตร Foundationในสาขาที่น้องอยากจะเรียนต่อป.ตรีในมหาวิทยาลัยนั้น ๆ วิธีนี้เหมาะมาก ๆ กับน้อง ๆ ที่จบ Year 11 และไม่ต้องการต่อ Year 12-13 แล้วมาต่อหลักสูตร Foundation ประมาณ 1 ปี เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่น้องต้องการ โดยสามารถประหยัดเวลาในการเรียนไปได้อีก 2 ปีเลยทีเดียว


ใครที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร Pathway ทั้ง Foundation และ International Year One สามารถสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ Mango Learning Express ได้ที่โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@mangolearning พี่ ๆ พร้อมรอตอบทุกข้อสงสัยของน้อง ๆ และเพื่อแนะนำเต็มที่เพื่อให้น้อง ๆ ได้เรียนในมหาวิทยาลัยในฝันของน้อง ๆ นะจ๊ะ

4 เหตุผลที่ต้องเรียน Pathways in UK


น้อง ๆ ที่กำลังมองหาโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะการเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ อาจจะเคยได้ยินคำว่า “Pathways” มาบ้าง หรือใครที่บอกว่า I have no ideas และกำลังสงสัยว่า Pathways คืออะไร? ทำไมต้องเรียน Pathways? เรียนแล้วได้อะไร? พี่แมงโก้มาแล้ววววว มาเพื่อไขข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pathways ให้น้อง ๆ หายสงสัยกัน มาเริ่มกันเลย


Pathways คือโปรแกรมการเรียนระยะเวลาประมาณ 1 ปีก่อนเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาตรี ที่สร้างขึ้นมาสำหรับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในประเทศอังกฤษโดยเฉพาะ เพื่อให้นักเรียนมั่นใจว่าจะมีศักยภาพพอที่จะสามารถเรียนในมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษได้ เข้าใจเนื้อหาความรู้ เรียนจบและมีความสุขกับการเรียนไปด้วย

1. Pathways ถูกสร้างมาเพื่อนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะ


หลักสูตรนี้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนต่างชาติได้คุ้นเคย กับการเรียนในระบบมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าน้องบางคนอาจจะเป็นนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่สอนตามระบบการศึกษาของอังกฤษมาก่อนก็ตาม แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นย่อมแตกต่างจากการเรียนมัธยม ยิ่งถ้าต้องย้ายจากประเทศหนึ่งไปเรียนปริญญาตรีอีกประเทศหนึ่งด้วยแล้ว การเตรียมตัวให้พร้อมจึงสำคัญมากและน้องบางคนที่จบจากโรงเรียนไทยแต่อยากไปต่อ ป.ตรี ที่อังกฤษ ยิ่งต้องเตรียมตัวเป็นอย่างมากกับความเปลี่ยนแปลงนี้ หลักสูตร Pathways จึงถูกสร้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ น้อง ๆ จะได้เรียนกับอาจารย์ที่มีความคุ้นเคยกับการสอนนักเรียนต่างชาติ และหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนต่างชาติค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับการเรียนป.ตรีที่อังกฤษได้


2. สามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอังกฤษได้

น้อง ๆ จะได้เรียนกับเพื่อนนักเรียนชาวต่างชาติเหมือนกันในโปรแกรม Pathways แต่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษกับคนอังกฤษจริง ๆ ถ้าน้องเข้าไปเรียนระดับปริญญาตรีกับนักเรียนและระบบการสอนแบบอังกฤษเลย น้องบางคนอาจจะเกิดอาการ Culture Shock ได้ การเรียน Pathways นี้ จะเป็นการทำให้น้อง ๆ ค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และการเรียน ร่วมไปกับนักเรียนจากชาติอื่น เหมือนมีเพื่อนต่างชาติหัวอกเดียวกันที่ต้องย้ายจากบ้านเกิดมาเรียนที่อังกฤษเหมือนกัน


3. เตรียมพร้อมและพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษก่อนการเข้าเรียนจริง


Pathways เป็นการสอนที่เน้นพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษให้กับนักศึกษาต่างชาติ และช่วยให้น้อง ๆ ให้ฝึกฝนภาษาให้คล่องแคล่วกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก หรือน้องบางคนอาจจะมาจากโรงเรียนไทยพูดภาษาอังกฤษได้แต่ไม่ถึงกับคล่อง การออกไปพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนต้องใช้การพูดที่เป็นวิชาการและทักษะการพูดต่อหน้าคนหมู่มาก อาจจะทำให้น้องมีปัญหาได้ โปรแกรมนี้ก็จะช่วยฝึกฝนให้น้องได้ใช้ภาษาอังกฤษในทุก ๆ วันทำให้พูดคล่องขึ้นและสามารถมีสกิลที่ดีกว่าเดิมในการไปพรีเซนต์งานหน้าห้องได้อย่างคล่องแคล่วมั่นใจ ไม่ตื่นเต้น และไม่มีปัญหา


4. พัฒนาทักษะทางด้านวิชาการและคุ้นเคยกับการเรียนในระบบมหาวิทยาลัย

อย่างที่บอกไปแล้วว่าการเรียนมหาวิทยาลัยย่อมไม่เหมือนกับการเรียนมัธยมน้อง ๆ ที่เรียน Pathways จะได้เรียนในวิชาเฉพาะที่จะเป็นพื้นฐานในการเรียนปริญญาตรีสาขาที่น้องเลือกเป็นการพัฒนาความรู้ของน้อง ๆ เองในวิชาเฉพาะที่ต้องไปเรียนต่อในระดับ ป.ตรี โดยการเรียนการสอนจะเป็นแบบมหาวิทยาลัยเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นจริง ๆ ได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด และได้ใช้ชีวิตแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยก่อนจะเข้าสู่ระบบจริง เพื่อให้น้อง ๆ เข้าใจอย่างชัดเจน พี่แมงโก้มีตัวอย่างของตารางเรียนของนักเรียน Pathways ที่จะเข้าเรียนต่อป.ตรี ในสาขาวิชา Economic and International Management มาให้ดูกัน

จะเห็นได้ว่า น้องจะได้เรียนวิชา Foundation Economics ที่เตรียมพร้อมน้อง ๆ ในด้านความรู้ให้เข้ากับสาขาที่น้องจะไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และวิชา Skills for Study ที่เป็นการเรียนแบบสัมมนา ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในห้องเรียนปริญญาตรี เช่นการ Discussion หรือ Presentation ในห้องเรียน เป็นต้น นอกจากนี้น้อง ๆ จะไม่ได้นั่งเรียนทั้งวันแบบมัธยมอีกแล้ว แต่จะสามารถเข้าเรียนเฉพาะวันและเวลาที่มีการสอนและเลือกเรียนในวิชาที่ไม่ได้บังคับได้ตามแบบฉบับของการเรียนในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ

เรียนต่อป.ตรี ในมหาวิทยาลัยดีๆ ที่อังกฤษ เค้าว่าแพงและเข้ายาก จริงหรือ?


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเรียนอยู่ Year 10 หรือกำลังเตรียมตัวสอบ IGCSE ใน Year 11 แล้วกำลังตัดสินใจว่า จะเข้ามหาวิทยาลัยที่ไทยเลยดี หรือจะเรียนต่อ Year 12-13 หรือ Sixth form สอบ A-level แล้วยื่น UCAS เข้ามหาวิทยาลัยที่เล็งเอาไว้ที่อังกฤษ แต่ก็อยากจะเรียนให้จบเร็วๆ ไม่รู้ตัดสินใจยังไงดี พี่แมงโก้มีข้อมูลดี ๆ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้น้อง ๆ ได้มีชีวิตอย่างที่น้องต้องการ นั่นก็คือการเรียนโปรแกรม Pathways หลักสูตร 1 ปี ที่จะทำให้น้อง ๆ ได้เข้ามหาวิทยาลัยในฝัน โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียน Sixth form อีกตั้ง 2 ปี

Pathways

คือประตูอีกบานที่จะสามารถทำให้น้อง ๆ เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษในระดับปริญญาตรีได้ เพียงแค่น้องมีคะแนน IGCSE ผ่านเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด น้อง ๆ ก็จะสามารถเข้าไปเรียนในโปรแกรมชื่อว่า International Foundation Year ซึ่งจะสอนแยกตามสาขาที่น้องต้องการจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเลย พี่แมงโก้จะยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้ฟัง เช่น

–  น้อง A ต้องการเรียน Accounting and Finance ที่ Durham University น้อง A สอบ IGCSE ได้คะแนนผ่านตามเกณฑ์ที่ Durham กำหนด น้อง A สามารถสมัครเข้าเรียนโปรแกรม International Foundation Year ที่ Durham University ได้เลย เป็นการเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อ Accounting and Finance ที่มหาวิทยาลัยเดอแรม โดยน้อง A จะต้องสอบผ่านให้ได้ตามเกณฑ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น Durham จะกำหนดเกณฑ์ผ่านที่ Overall 70% ถ้าน้อง A ผ่าน น้อง A จะได้เข้าเรียนปริญญาตรีสาขา Accounting and Finance ที่ Durham University ทันที โดยน้อง A จะใช้เวลาเรียน International Foundation Year เพียงปีเดียวเท่านั้น แทนที่จะต้องไปเรียนต่อ Year 12-13 อีก 2 ปี แล้วต้องยังรอลุ้น UCAS อีก
ในเรื่องค่าใช้จ่าย ใครที่คิดว่าแพงแน่เลยไปเรียนที่อังกฤษ พี่แมงโก้มีตัวอย่างมาคำนวณดูง่าย ๆ ตามนี้เลยค่ะ

การเรียน Year 12-13 (Sixth form) ที่โรงเรียนอินเตอร์ชั้นนำของประเทศไทย (ราคาโดยประมาณและไม่รวมค่ากินอยู่)

 หลักสูตร Sixth form ค่าเทอมต่อปี (บาท)
Year 12 993,300
Year 13 993,300
รวม 1,986,600

 

การเรียน International Foundation Year (3 term) ที่มหาวิทยาลัยเดอแรมที่อังกฤษ (ระยะเวลาเรียนประมาณ 9 เดือน)

Pathways ค่าเทอมต่อปี (บาท)
International Foundation Year 789,250
ค่าหอพักรวมอาหาร (£5,925) 242,925
รวม 1,032,175

 

จะเห็นได้เลยว่าค่าเรียนรวมค่าหอพักและอาหาร 3 มื้อที่อังกฤษ เมื่อเทียบกับค่าเรียน Sixth Form ในโรงเรียนอินเตอร์ที่ไทย จะราคาถูกกว่าเกือบ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว และยังซื้อเวลาเรียนได้ 1 ปี พร้อมทั้งยังได้เข้ามหาวิทยาลัยที่น้อง ๆใฝ่ฝันไว้อีกด้วย

เรียนต่อป.ตรี ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


น้อง ๆ คนไหนอยากไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ แต่ไม่รู้จะไปยังไง ต้องใช้คะแนนอะไร สมัครยังไงได้บ้าง มาทางนี้เลยจ้า พี่ ๆ Mango หาคำตอบมาให้น้องแล้ว

การเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ สามารถเข้าเรียนได้หลายแบบไม่ว่าน้อง ๆ จะจบจากโรงเรียนไทย หรือเรียนอินเตอร์มา หรือน้อง ๆ ที่จบ High School จาก New Zealand หรือ Singapore หรือแม้แต่น้อง ๆที่เรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยไปแล้ว ก็สามารถเรียนต่อป.ตรี ที่ประเทศอังกฤษได้ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Pathways โดยแบ่งเป็น 2 หลักสูตรคือ Foundation และ International Year One

Foundation


เรามาเริ่มกันที่หลักสูตร Foundation กันก่อน หลักสูตร Foundation เป็นหลักสูตร 1 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเรียนปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ โดยจะมุ่งเน้นการสอนตามกลุ่มวิชาที่น้อง ๆ อยากจะเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีก็จบปริญญาตรีแล้ว น้อง ๆ ที่จะสามารถสมัครเข้าเรียนหลักสูตร Foundation ได้ คือ
1. จบม. 5 ด้วยเกรด 2.5
2. จบม. 6 ด้วยเกรด 2.0-3.0
3. มีคะแนน IGCSE ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
4. มีคะแนน IB หรือ International Baccalaureate ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
5. มีคะแนน AS หรือ A-Level ตามที่มหาลัยกำหนด
6. มีคะแนนจบหลักสูตร High School จากต่างประเทศ ( NCEA Level 2 for NZ )
นอกจากเกณฑ์ข้างบนแล้ว น้อง ๆ ยังต้องมีคะแนน IELTS ให้ผ่านตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดอีกด้วย (ส่วนใหญ่แล้วกำหนดไว้ที่ 4.5-6.0 ) ทีนี้เรามาลองคำนวณเวลาเรียนจบปริญญาตรีกันดีกว่า

–  น้อง A เรียนจบ Year 11 มีคะแนนสอบ IGCSE หรือ IB และคะแนน IELTS ผ่านเกณฑ์ของมหาลัยที่น้อง A ต้องการเข้า น้อง A สามารถสมัครเข้าเรียนหลักสูตร Foundation โดยเรียน 1 ปี แล้วเข้าเรียนต้องระดับปริญญาตรี อีก 3 ปี ก็จะจบได้รับใบปริญญาเลย สรุปแล้วใช้เวลา 4 ปี โดยไม่ต้องเสียเวลาอีก 2 ปี เพื่อเรียน Year 12-13 และสอบ A-Level

–  น้อง B จบม.5 ที่โรงเรียนไทย ด้วยเกรด 2.9 และมีคะแนน IELTS ผ่านตามเกณฑ์ที่มหาลัยกำหนด น้อง B สามารถสมัครหลักสูตร Foundation 1 ปีและต่อมหาวิทยาลัยอีก 3 ปี ก็จบปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ ทำให้น้อง B เรียนจบเร็วกว่าเพื่อนที่เรียนต่อม.6และมหาวิทยาลัยในไทย 1 ปี

–  น้อง C ที่จบม. 6 ที่เมืองไทย แล้วต้องการไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ ก็สามารถสมัครเข้าหลักสูตร Foundation ได้ และเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษ อีก 3 ปี น้อง C ก็จะจบปริญญาตรีพร้อมเพื่อนที่เรียนเมืองไทยพอดี

–  น้อง D ที่เรียน Year 12-13 ไปแล้ว มีคะแนน AS หรือ A-level แล้วพลาดจากการยื่น UCAS ก็สามารถนำคะแนน AS หรือ A-Level มาสมัครเข้าเรียนหลักสูตร Foundation เพื่อต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษในสาขาและมหาวิทยาลัยที่น้อง D ต้องการได้เลย


International Year One

ต่อกันหลักสูตร International Year One หลักสูตรนี้เปรียบเสมือนกับการเรียนปี 1 ของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ มุ่งเน้นการสอบเพื่อสาขาวิชาและมหาลัยที่เฉพาะเจาะจงยิ่งกว่าหลักสูตร Foundation และไม่ต้องมาเรียนปี 1 ซ้ำอีกรอบ คือ จบจาก International Year One ก็สามารถต่อปี 2 ของหลักสูตรปริญญาตรีที่อังกฤษได้เลย โดยหลักสูตร International Year One จะส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่สาขา Business และมีตัวเลือกของมหาวิทยาลัยน้อยกว่าหลักสูตร Foundation เหมาะสำหรับน้องๆที่รู้ตัวแล้วว่าอยากเรียนอะไรในระดับปริญญาตรี

ใครที่จะสมัครหลักสูตร International Year One ได้
1. น้องที่จบ ม. 6 ด้วยเกรด 2.3-3.0
2. น้องที่เรียนปี 1 ของมหาวิทยาลัยมาแล้ว
3. น้องที่มี AS หรือ A-Level ผ่านเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด และต้องผ่านเกณฑ์คะแนน IELTS 4.5-6.0 แล้วแต่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนด
ตัวอย่างการคำนวณเวลาเรียนง่าย ๆ คือ

– น้อง E จบม. 6 ที่เกรด 3.0 ต้องการไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ และอยากเข้าเรียนคณะ Business and Management ของ University of Exeter น้อง E สามารถสมัครเข้าเรียนหลักสูตร International Year One ได้เลย และเรียนต่อระดับปริญญาตรีอีก 2 ปีก็จบ ทำให้น้อง E จบปริญญาตรีภายใน 3 ปี เร็วกว่าเพื่อน ๆ ที่เรียนเมืองไทย 1 ปี

– น้อง F ที่เรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยไปแล้ว แต่เปลี่ยนใจอยากไปเรียนต่อป.ตรีที่อังกฤษ ก็สามารถใช้เกรดตอนม.6 หรือเกรดตอนปี 1 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเกรดไหนดีกว่า เพื่อสมัครเข้าเรียนหลักสูตร International Year One ของคณะและมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรนี้ได้เลย ทำให้น้อง F เรียนจบระดับปริญญาตรีพร้อมเพื่อนที่เมืองไทย

– น้อง G เรียนจบ Year 12 หรือ Year 13 มีคะแนน AS หรือ A-Level แล้ว ต้องการเข้าเรียนที่คณะ Engineering ที่ University of Exeter โดยคะแนน AS หรือ A-Level ผ่านเกณฑ์การรับเข้าหลักสูตร International Year One ก็สามารถสมัครเข้าเรียนได้เลย ทำให้น้อง G ได้เข้าเรียนในคณะและมหาวิทยาลัยที่น้อง G ต้องการเข้าเรียนโดนไม่ต้องเสี่ยงกับระบบ UCAS พร้อมกับได้จบปริญญาตรีพร้อมกับเพื่อนที่เข้ามหาวิทยาลับผ่านระบบ UCAS อีกด้วย

นี่เป็นตัวอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้น้องๆได้เข้าใจในหลักสูตร Foundation และ International Year One ที่จะเป็น Pathways เข้าสู่มหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ ต้องการเรียนในอังกฤษ ข้อดี ก็คือสามารถร่นระยะเวลาเรียนของน้อง ๆ ที่ต้องการจะจบเร็วกว่าเพื่อนได้ เรียกได้ว่าประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลาโดยเฉพาะน้อง ๆ ที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่เมืองไทย และ High School ที่ต่างประเทศได้เลย


น้อง ๆ คนไหนสนใจหลักสูตรเหล่านี้ สามารถมาปรึกษาพี่ ๆ Mango Learning Express ได้เลย LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยนะจ๊ะ