สอบ IELTS ที่บ้านได้แล้ว กับ IELTS Indicator


 

**สำหรับน้องๆที่กำลังเตรียมสอบ IELTS อยู่ ทาง Mango มีหลักสูตรเตรียมความพร้อม 10 ชั่วโมงในราคาพิเศษสุดๆ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE@englishstudio ได้เลยนะคะ**
***เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน (5/08/2020) การสอบ IELTS สามารถจัดสอบได้ตามปกติแล้ว IELTS Indicator จึงไม่เปิดสอบในประเทศไทย***

 

สอบ IELTS ที่บ้านได้แล้ว กับ IELTS Indicator

IELTS Indicator คือ แบบทดสอบภาษาอังกฤษที่เหมือนกับข้อสอบ IELTS แต่ถูกพัฒนามาให้อยู่ในระบบออนไลน์ และสามารถสอบที่บ้านได้ ในช่วงโรคระบาด COVID-19 ตามนโยบาย Social Distancing เพื่อควบคุมการระบาดของโรคนี้ โดยข้อสอบ IELTS Indicator จะประกอบด้วยข้อสอบ 4 พาร์ท คือ Speaking, Listening, Reading และ Writing เหมือนกับข้อสอบไอเอลแบบปกติทุกประการ และยังใช้คำถามที่ถูกใช้ปัจจุบันในข้อสอบ IELTS อีกด้วย

IELTS Indicator ต่างกับ IELTS ปกติอย่างไร

  • ลักษณะการสอบ เป็นสิ่งแรกที่แตกต่างกัน เพราะ IELTS Indicator จะเป็นการทำข้อสอบผ่านระบบออนไลน์ สามารถทำข้อสอบที่บ้านได้ แต่ข้อสอบ IELTS แบบปกติ น้องๆจะต้องไปสอบที่สนามสอบที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น
  • มีแต่ข้อสอบ Academic เท่านั้น IELTS Indicator จะเปิดให้สอบสำหรับ Academic purpose เท่านั้น เพื่อไม่ให้การเรียนต่อ และอนาคตทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ต้อชะงักลง ส่วนการสอบแบบ General สำหรับคนที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน ตอนนี้ยังไม่มีเปิดให้สอบออนไลน์แบบ IELTS Indicator

ลักษณะการสอบของ IELTS Indicator

น้องๆจะต้อง Log in เข้าไปในระบบเพื่อทำการสอบ IELTS ซึ่งจะมีการจัดสอบทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยเป็นการทำข้อสอบแบบจับเวลา ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง 45 นาที โดยประมาณ ซึ่งใกล้เคียงกับการสอบ IELTS แบบปกติมากๆ ที่สำคัญ ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องทำข้อสอบตั้งแต่ต้นจนจบในครั้งเดียว จะไม่สามารถหยุดการทำข้อสอบ แล้วไปทำอย่างอื่นก่อนได้ จึงทำให้ IELTS Indicator มีความน่าเชื่อถือ และที่มากไปกว่านั้น ข้อสอบทั้งหมดจะถูกตรวจโดย Examiner ที่ตรวจข้อสอบ IELTS แบบปกติเป็นประจำอยู่แล้ว

ราคาค่าสอบ

ค่าสอบของ IELTS Indicator test จะอยู่ที่ $149 USD รวมภาษีแล้ว

สามารถสมัครสอบได้กับทั้ง British Council และ IDP เลย

ผลสอบ

ผลคะแนนสอบ IELTS Indicator จะออกภายใน 7 วัน หลังน้องๆทำการสอบเสร็จแล้ว

ใครบ้างที่ยอมรับผลคะแนน IELTS Indicator

ตอนนี้มีหลายๆมหาวิทยาลัยได้ประกาศยอมรับผลคะแนน IELTS Indicator เพื่อประกอบการพิจารณารับเข้าศึกษาต่อแล้ว ยกตัวอย่างเช่น University of Exeter มหาลัยชื่อดังของประเทศอังกฤษก็ให้การรับรองผล IELTS Indicator นี้แล้ว

รู้อย่างนี้แล้ว เริ่มเตรียมตัวสอบ IELTS กันได้แล้วนะคะ อย่าให้ COVID-19 มาทำให้เราเสียเวลาไปเลย ถ้าไม่รู้จะเตรียมตัวยังไง มาเรียน IELTS กับ English Studio by Mango ได้เลย เราสอนสดทุกคลาส แบบ Online โดยอาจารย์ชาวอังกฤษ อดีต IELTS Examiner ผู้มีประสบการณ์ด้านข้อสอบ IELTS มากว่า 10 ปี พร้อมแล้วโทรมาเลยที่ 02-129-3313 หรือ 092-0811888 หรือจะไลน์มาก็ได้ที่ Line: @englishstudio

อยากได้ IELTS มากกว่า 7.0 ต้องสร้างประโยคแบบ ADVERBIAL CLAUSE


Adverbial Clause คือ อีกแกรมม่าที่ใช้ในการแต่งประโยคแบบ Complex Sentence ซึ่งจะช่วยเพิ่มคะแนนพาร์ท Speaking และ Writing ให้ได้คะแนนดี เพราะถ้าน้องๆเริ่มพูดหรือเขียนโดยใช้ Complex Sentence น้องๆจะได้จัดให้อยู่ในเกณฑ์การให้คะแนนของ band 6.0 ขึ้นไปทันที ถึงแม้ว่าเราจะมีการใช้แกรมม่าผิดไปบ้าง แต่การสร้างรูปประโยคแบบ Complex sentence แสดงถึงความสามารถในการใช้ภาษาที่ซับซ้อนขึ้น

Adverbial Clause มีหลายประเภท แตกต่างกันตามการใช้งาน ดังนี้

  1. Time Clause: ประโยคย่อยที่แสดงช่วงเวลา ที่ไม่ใช้ช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น at 12 o’clock แต่เป็นการแสดงช่วงเวลาจากเหตุการณ์หรือการกระทำบางอย่าง

ตัวอย่างคำ: before, after, as, since, until, till, when, while, whenever

ตัวอย่างประโยค: As the climate gets hotter, sea levels will rise.

  1. Conditional Clause: ประโยคที่แสดงเงื่อนไข หรือตั้งเหตุการณ์สมมติ เช่น If she drinks milk, she would have diarrhea เป็นต้น โดยเหตุการณ์สมมตินั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือสิ่งที่ไม่เป็นจริงก็ได้ ใช้เหมือนกับการใช้ If clause นั่นเอง

ตัวอย่างคำ: if, unless, provided (that), in case

ตัวอย่างประโยค: Our food will not be safe unless chemical fertilizer are banned.

  1. Reason Clause: ประโยคย่อยที่อธิบายเหตุผล

ตัวอย่างคำ: because, since, as

ตัวอย่างประโยค: Since the government cut spending, poverty has increased.

  1. Purpose Clause: ประโยคย่อยที่แสดงจุดมุ่งหมายหรือความตั้งใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง

ตัวอย่างคำ: in order to, so as, so that, to

ตัวอย่างประโยค: She went to the gym so that she could lose weight.

  1. Concession Clause: คือประโยคแสดงการขัดแย้งของ 2 ประโยค หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ตัวอย่างคำ: although, even though, whereas, while, though

ตัวอย่างประโยค: The Minister wants to increase taxes though his party disagrees.

  1. Place: คือประโยคย่อยที่บอกตำแหน่ง หรือสถานที่

ตัวอย่างคำ: wherever, where

ตัวอย่างประโยค: Where there’s a will, there’s a way.

กฎการใช้ Adverbial Clause

  1. สามารถเปลี่ยนตำแหน่งประโยคได้

เพราะ Complex sentence ประกอบด้วย 2 ประโยค ดังนั้น การใช้สามารถสลับประโยคขึ้นต้นได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความสวยงามทางด้านภาษา

  1. เครื่องหมาย “,” หรือคอมม่า (Comma)

หลายๆครั้งใน Adverbial Clause โดยใช้ประโยคย่อยขึ้นต้น เราจำเป็นจำต้องใช้เครื่องหมาย “,” หรือ comma เมื่อจบประโยคย่อยนั้น แล้วค่อยเริ่มต้นประโยคต่อไป เช่น After I have finished studying, I intend to work abroad. ซึ่งเราจะต้องใช้เครื่องหมายให้ถูก เพราะไม่งั้นก็จะถูกหักคะแนนได้

  1. เลือกใช้ความหมายของคำให้ถูก

ถึงแม้ว่าจะมีการแยกประเภทของ Adverbial Clause และใช้คำตามประเภทเหล่านั้นแล้ว แต่ในความเป็นจริง คำแต่ละคำก็มีความหมายเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราจะต้องใช้คำให้ถูกความหมายด้วย เช่น I will go if you go. แต่เราไม่สามารถพูดว่า I will go unless you go. แต่เราต้องใช้ว่า I won’t go unless you go. ถึงจะเป็นการใช้คำอย่างถูกต้องตรงความหมาย

ข้อควรระวัง

หลายๆครั้งการมักจะมีการใช้ Adverbial Clause ผิดแบบง่ายๆ หรือเรียกได้ว่าเป็น Common Mistake นั่นก็คือ การแบ่งส่วนประโยคผิด หรือจบประโยคเร็วเกินไป ตัวอย่างเช่น I intend to work abroad. After I have finished studying. จะเห็นได้ว่า นี่เป็นการแบ่งประโยคผิด ทำให้ความหมายไม่สมบูรณ์ ต้องจำไว้กว่า ประโยคย่อย หรือ dependent clause จะต้องมีประโยคหลัก หรือ independent clause ประกอบอยู่ด้วย ความหมายจึงจะสมบูรณ์

 

โดยการเรียน complex sentence จะสอนอยู่ในหลักสูตร Power Writing ของ English Studio by Mango ด้วยนะค้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313 ได้เลยค่า

รีวิว IELTS แบบละเอียด


ใครจะไปเรียนอังกฤษ สิ่งแรกที่ทุกคนจะคิดถึงก็คือ การสอน IELTS โดยที่ความเป็นจริงแล้ว น้องๆสามารถสมัครเรียนได้ก่อนที่จะมีคะแนน IELTS ในเกือบทุกมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษ แต่ยังไงก็ตาม น้อง ๆ ก็จะต้องยื่นคะแนน IELTS ตามไปอยู่ดีเพื่อให้ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยที่น้องๆจะไปเรียน เรามาดูกันดีกว่าว่า IELTS เป็นยังไงกันบ้าง

IELTS คือการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โดยวัดจากทักษะการใช้ภาษาทั้ง 4 คือ ฟัง(Listening) พูด(Speaking) อ่าน(Reading) และเขียน(Writing) ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมี 2 แบบคือ IELTS แบบธรรมดา กับ IELTS for UKVI(Visa and Immigration) ตัวข้อสอบทั้ง 2 แบบนั้นเหมือนกันเลย แต่ในใบผลคะแนนสอบจะมีระบุว่า UKVI ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับน้อง ๆ ที่จะไปเรียนต่อประเทศอังกฤษ เพราะต้องสอบแบบ UKVI เท่านั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะ require IELTS UKVI จะได้สอบไม่เสียเที่ยวนะจ๊ะ ส่วนค่าสมัครสอบ IELTS UKVI ก็อยู่ที่ 8,100 บาท (ณ วันที่ 21/11/19)

ลักษณะการสอบจะมี 2 แบบคือ สอบแบบ Computer (Computer delivered) กับสอบแบบกระดาษ (Paper delivered) โดยจะแตกต่างกันที่วิธีการทำข้อสอบ 3 พาร์ท คือ Listening Reading และ Writing ที่จะเป็นการทำบนคอมพิวเตอร์ หรือเขียนตอบในกระดาษด้วยดินสอ ตามลักษณะการสอบที่น้อง ๆ เลือก ส่วน Speaking Part ยังคงต้องสอบกับอาจารย์แบบตัวต่อตัวเหมือนเดิม

การสอบแบบ Computer น้อง ๆ จะได้นั่งสอบกับคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง พร้อมมีพาทิชั่นหรือบล็อกกั้นกับคนที่นั่ง เหมือนเวลาไปกินราเม็งข้อสอบ โดยจะมีข้อสอบพาร์ท Listening, Reading และ Writing ขึ้นมาบนหน้าจอฝั่งซ้าย และฝั่งขวาเป็นฝั่งของคำถามและที่ให้น้อง ๆ พิมพ์คำตอบลงไป
ส่วนการสอบแบบกระดา ก็จะเป็นการเขียนคำตอบลงบนกระดาษโดยใช้ดินสอที่ทางศูนย์สอบเตรียมให้ และนั่งสอบในห้องใหญ่รวมกัน
 
TIPS
1. น้อง ๆ สามารถเลือกสอบแบบใดแบบหนึ่งก็ได้ ใครที่ถนัดพิมพ์หรือพิมพ์เร็วกว่าเขียน ก็เลือกสอบ IELTS แบบ Computer ได้เลย เพราะทำข้อสอบ IELTS เราต้องแข่งกับเวลาอย่างมาก ดังนั้นเลือกตามความถนัดของแต่ละคนนะคะ
2. แต่ถ้าน้อง ๆ คนไหนต้องการความช่วยเหลือพิเศษในการทำข้อสอบ(มีความผิดปกติด้านร่างกาย) น้องจะต้องสมัครสอบแบบกระดาษเท่านั้น ข้อสอบใช้เวลาทั้งหมด 2 ชม. 40 นาที โดยไม่มีการพักเบรค สำหรับ 3 พาร์ทยกเว้น Speaking ซึ่งน้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะสอบวันนั้นเลย หรือภายใน 1 อาทิตย์ก่อนหรือหลังการสอบ 3 พาร์ทที่เหลือ เวลาที่ให้ทำข้อสอบในแต่ละพาร์ท คือ
   – Listening 30 นาที แบ่งออกเป็น 4 Sections โดยมีเนื้อเรื่องและโจทย์ต่างกันไป มักจะเป็นบทสนทนาของคน 2 คน หรือไม่ก็เป็นการบอกทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แล้วก็จะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ฟังให้ตอบ โดยจะเหลือเวลาให้เราเขียนคำตอบ 10 นาที หลังจากเทปเสียงจบลง
TIPS: พยายามอ่านสแกนคำตามก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าเรากำลังฟังเรื่องอะไร และตรงไหนเป็นคำตอบ Listening แบบคอมพิวเตอร์ จะต้องฟังด้วยและพิมพ์ไปด้วยค่ะ จะไม่มีเวลาเพิ่มให้เพื่อย้ายคำตอบที่เขียนมาในกระดาษคำตอบเหมือนระบบเดิมจึงอาจจะมีเวลาตอบคำตอบในพาร์ทนี้น้อยกว่าแบบเดิมเล็กน้อย
   – Reading 60 นาที จะมีเรื่องมาให้เราอ่าน 3 เรื่อง ความยาวพอประมาณ และให้ตอบคำถามจากเรื่องที่เราได้อ่านไป
TIPS: พยายามจับใจความสำคัญของเรื่องที่เราอ่านให้ได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านละเอียดแบบเข้าใจทุกคำ แต่ให้สกิมอ่านให้พอเข้าใจ แล้วไปอ่านโจทย์คำถามเลย จากนั้นค่อยกลับมาหาคำตอบในบทความอีกที
   – Writing 60 นาที แบ่งเป็น 2 ข้อ โดยข้อแรกมักจะเป็นกราฟ หรือข้อมูลเชิงรูปภาพ แล้วให้เราเขียนอธิบายกราฟ หรือข้อมูลเชิงรูปภาพนั้น ส่วนข้อที่ 2 จะเป็นคำถามถามความคิดเห็นของเราจากหัวข้อที่ให้มา โดยจะมีความยาวกำหนด (ประมาณ 260 คำ)
TIPS: วางแผนการเขียนให้ดี ในการอธิบายกราฟ ให้ดึงจุดเด่นของข้อมูลออกมาเขียน ส่วนการเขียนแสดงความคิดเห็นในข้อ 2 ให้เขียนเป็น Paragraph เหมือนเราเขียน Essay ทั่วไป ที่สำคัญให้ซ้อมเขียนที่บ้าน แล้วลองนับคำดู เพื่อเป็นการทดสอบการกะประมาณคำคร่าว ๆ พอถึงวันสอบจะได้ไม่ต้องเสียเวลานั่งนับคำ และลองจับเวลาดูด้วย
   – Speaking 11 – 14 นาที สอบกับอาจาร์ยผู้สอบที่เป็น Native Speaker แบ่งออกเป็น 3 พาร์ท Part 1 ให้แนะนำตัว และมีคำถามเกี่ยวกับตัวเรานิดหน่อย ส่วน Part 2 จะมีหัวข้อมาให้ แล้วให้เราเตรียมตัว 1 นาทีและพูดอีก 2 นาทีติดกันห้ามหยุด และ Part 3 จะเป็นการ Discuss กันในหัวข้อที่แล้วเราคุยกันไป
TIPS: ใน Part ที่ 2 ผู้สอบจะให้กระดาษปากกามาเพื่อจดโน้ต น้อง ๆ วางแผนจะพูดอะไรให้จดลงไปเลยนะคะ อาจจะเป็น Bullet Points ก็ได้ เพราะตอนเราพูดเราสามารถก้มดูโพยได้ จะได้พูดลื่น ๆ ไม่ติดขัด แล้วเค้าจะให้เราพูดยาวเลย 2 นาทีแบบไม่เบรค แต่พอหมดเวลาเค้าจะส่งสัญญาณให้ค่ะ
 
ผลสอบของน้อง ๆ จะออกภายใน 2 อาทิตย์ หลังจากที่น้องๆทำข้อสอบทุกพาร์ทครบแล้วค่ะ น้อง ๆ ต้องสมัครล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนสอบ แต่ถ้าใครเกิดติดธุระ ก็สามารถเลื่อนวันสอบได้ โดยต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า และอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับสถาบันที่น้องๆสมัครสอบ สามารถเลือกสอบได้กับ 2 สถาบัน คือ British Council และ IDP โดยจะสมัครออนไลน์หรือโทรไปสมัครก็ได้ค่ะ
1. British Council ตัวอย่างสนามสอบที่กรุงเทพฯ (สามารถดูตารางสอบและสมัครสอบออนไลน์ได้ที่นี่) หรือโทร.02-657-5678
– การสอบแบบกระดาษ สอบที่โรงแรมแลนด์มาร์ค( BTS นานา)
– การสอบแบบคอมพิวเตอร์ สอบที่ตึก Wave Place (BTS เพลินจิต)
2. IDP ตัวอย่างสนามสอบที่กรุงเทพฯ (สามารถดูตารางสอบและสมัครสอบออนไลน์ได้ที่นี่) หรือโทร 02-638-3111 ต่อ 111-112
– การสอบแบบกระดาษ สอบที่โรงแรม Pullman G สีลม
– การสอบแบบคอมพิวเตอร์ สอบที่ศูนย์ IDP ตึก C.P. Tower (BTS ศาลาแดง)
 
การจ่ายเงินค่าสอบ
1. สามารถจ่าย Online ตัดบัตรเครดิตได้
2. จ่ายผ่าน Counter Service ที่ร้าน 7-11 ก็ได้ (เมื่อสมัครกับ IDP เท่านั้น)
 
วันสอบ เตรียมบัตรประชาชน หรือ Passport และสำเนาบัตรประชาชน หรือ Passport
สิ่งที่นำเข้าห้องสอบได้ บัตรประชาชน หรือ Passport และน้ำเปล่า 1 ขวด ที่ลอกฉลากออกแล้ว เป็นสิ่งที่อนุญาตให้นำติดตัวเข้าห้องสอบได้ แม้แต่นาฬิกาก็เอาเข้าไม่ได้นะจ๊ะ
————–
หรือถ้าใครที่กำลังหาที่เรียน IELTS ดีๆละก็ พี่แมงโก้ขอแนะนำเลย English Studio by Mango สอนโดยอาจารย์ชาวอังกฤษผู้เชี่ยวชาญด้านไอเอลและเป็นทั้งผู้สอนและผู้ให้คะแนนมาแล้วกว่า 10 ปีใน 3 ประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
ส่วนน้อง ๆ คนไหนต้องการปรึกษาด้านการเรียนต่อปริญญาตรี หรือปริญญาโทที่อังกฤษ ก็โทรมาหาพี่แมงโก้ได้ ที่เบอร์ 02-129-3313 หรือ 092- 081-1888 หรือใครถนัดพิมพ์ พร้อมสอบ IELTS แบบคอมพิวเตอร์ จะไลน์มาก็ได้ ที่@mangolearning แอดมาคุยกันเลย พี่แมงโก้พร้อมตอบทุกข้อสงสัย และแนะนำมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เพื่อความสุขและอนาคตอันสดใสของน้องๆทุกคนค่ะ

เตรียมตัวอย่างไรให้สอบผ่าน IELTS


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังคิดว่าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี หรือปริญญาโท คงรู้กันทุกคนอยู่แล้วว่าหนึ่งในเกณฑ์ที่ต้องใช้ในการสมัครก็คือคะแนนสอบ IELTS หรือ The International English Language Testing System การจะทำคะแนนให้ได้ดี ย่อมต้องมีการเตรียมตัวที่ดี วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนะวิธีการเตรียมตัวเพื่อให้สอบ IELTS ผ่านฉลุย ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่อังกฤษที่น้องใฝ่ฝัน

ข้อสอบ IELTS จะแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ก็คือ Listening, Reading, Writing และ Speaking โดย 3 พาร์ทแรกจะสอบในช่วงเช้าเรียงต่อกันไป ส่วนพาร์ท Speaking จะสอบกับอาจารย์ต่างชาติในภาคบ่าย แม้ว่าเดี๋ยวนี้การสอบ IELTS จะมีสอบแบบ Computer base แต่ว่าสำหรับพาร์ท Speaking  ก็จะยังคงสอบกับอาจาร์ยชาวต่างชาติแบบตัวต่อตัวเหมือนเดิม ในวันสอบน้องต้องอย่าลืมเตรียมบัตรประชนหรือ Passport เพื่อยืนยันตัวตน ส่วนอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นดินสอ ปากกา หรือนาฬิกา ก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบทั้งนั้น สิ่งที่จะนำติดตัวเข้าไปได้มีเพียงน้ำขวดเดียวค่ะ

ก่อนอื่นพี่แมงโก้อยากจะแนะนำหนังสือที่ใช้ในการเตรียมตัวก่อนเลย หนังสือแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่เป็น Beginner มากๆ พี่แมงโก้แนะนำให้อ่านหนังสือของ Baron’s เพราะเป็นหนังสือที่มีบทเรียนก่อนพาร์ทที่เป็นข้อสอบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ข้อสอบง่ายสำหรับน้อง ๆ ที่ภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่แข็งแรงมาก ถ้าเขยิบเลเวลขึ้นมาอีกนิด ก็อ่านของ Kaplan ที่จะมีความยากขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ยากจนเกินไป เหมาะกับคนที่พัฒนาภาษาอังกฤษในระดับที่ยากขึ้นมา

ต่อไปเป็นหนังสือของ Cambridge ชื่อว่า The Official Cambridge Guide to IELTS with Answers เล่มสีขาว เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่แนะนำมาก ๆ เพราะเรียบเรียงเนื้อหาได้ดีมาก อ่านง่าย เข้าใจง่าย ราคาก็ไม่แพงด้วย พออ่านหนังสือจบแล้ว ก็อย่างลืมลองฝึกทำข้อสอบจริงด้วย เพราะถึงแม้ในหนังสือจะมีแบบฝึกหัดข้อสอบให้เราแล้ว แต่เราจำเป็นอย่างมากที่จะต้องฝึกลองทำข้อสอบพร้อมกับจับเวลาจริง ๆ ไปด้วย
เหมือนจำลองการสอบ IELTS จริง ๆ เลย เพื่อเราจะได้ไม่ลนในวันจริง และทำข้อสอบได้ทันเวลา เพราะวันสอบจริงจะมีการจับเวลาอย่างเคร่งครัด วิธีนี้จะช่วยทำให้น้อง ๆ รู้จักตัวเองว่าใช้เวลาทำข้อสอบแต่ละพาร์ทนานขนาดไหนและช่วยให้น้อง ๆ บริหารเวลาในการทำข้อสอบได้ดีขึ้นด้วย เพราะถึงทำได้ แต่ถ้าทำไม่ทันเวลา น้อง ๆ ก็จะไม่ได้คะแนนนะจ๊ะ พี่แมงโก้แนะนำให้ซื้อหรือดาว์นโหลดหนังสือ Cambridge English IELTS with Answers แบบ Academic Training เพราะเป็นหนังสือที่มีแต่ข้อสอบล้วน ๆ ในทุก ๆ พาร์ท ถ้าน้องซื้อหนังสือเล่มนี้ให้เลือกแบบที่มี CD เพื่อให้น้องฝึก Listening ด้วย ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีตั้งแต่เล่ม 1 – 11 เล่มเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าน้อง ๆ ทำข้อสอบในทุกเล่มจนหมดแล้ว ก็จะเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับข้อสอบไอเอลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

สำหรับพาร์ท Listening แนะนำให้น้อง ๆ ฝึกด้วยการฟังข่าง BBC ทุกวันเพิ่มเติม และดูหนังภาษาอังกฤษโดยที่ปิด Subtitle เป็นการฝึกให้หูเราคุ้ยเคยกับภาษา ถ้ารถติดอาจจะโหลด Podcast ที่เป็นภาษาอังกฤษมาฟังฆ่าเวลาไปก็ได้ ฟังทุกวันน้อง ๆ จะคุ้นเคยกับสำเนียงต่าง ๆ แน่นอน และตอนฟังข้อสอบ จะต้องฟังให้ดี ๆ เพราะบางทีข้อสอบอาจจะหลอกเราได้ เช่น จะพูดคำตอบที่ผิดช้าๆแต่คำตอบที่ถูกเร็ว ๆ เป็นการเทสว่าน้อง ๆ ฝึกออกเสียงและเข้าใจภาษามากแค่ไหน นอกจากนี้เวลาเขียนตอบ แนะนำให้เขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดเพราะบางที่คำตอบนั้นอาจจะเป็นคำเฉพาะที่เริ่มด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นตัดปัญหาไปเลยด้วยการเขียนตอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

Reading พาร์ทนี้น้อง ๆ ควรอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษให้บ่อยที่สุด อ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นบทความที่เจอตามเฟสบุ๊ค ฉลากอาหาร ใบปลิวใด ๆ ก็จะช่วยฝึกน้อง ๆ ได้หมด อ่านแล้วก็อย่าลืมฝึกจับใจความสำคัญ ในการทำข้อสอบเราไม่จำเป็นต้องอ่านให้เข้าใจทุกประโยคแต่ต้องจับใจความให้ ได้ แล้วถ้าศัพท์คำไหนไม่รู้ ก็เปิดหาความหมายทันที จะช่วยทำให้น้อง ๆ จำศัพท์ได้มากขึ้น ยิ่งมีศัพท์ในคลังสมองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้น้องๆอ่านบทความในข้อสอบได้ดีเท่านั้น แถมยังนำไปใช้ในพาร์ท Writing อีกด้วย

พาร์ท Writing ข้อสอบจะให้เขียน 2 บทความ โดยจะกำหนดจำนวนคำที่ต้องเขียนมาแล้ว เช่น Writing I จะต้องเขียนให้ครบ 15 คำ โดยเป็นการอธิบายแผนที่ หรือวิเคราะห์กราฟ เราก็พยายามฝึกเขียนไปเรื่อย ๆ ตามแบบฝึกหัดในหนังสือ ทริคก็คือ พยายามนับคำว่าบรรทัดหนึ่งเราเขียนได้กี่คำ เพื่อเวลาสอบจริงเราจะได้กะ ๆ ได้ว่าเราเขียนไปกี่คำแล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลามานับอีกรอบ และ Writing II จะมีโจทย์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆมาให้เราวิเคราะห์ โดยกำหนดให้เราเขียน 250 คำ น้อง ๆ ก็ใช้วิธีเขียนเหมือนเรียงความที่เราเคยเรียนกันมา ที่ต้องมีบทกล่าวนำ เนื้อเรื่อง และสรุป พยายามเน้นเรื่องแกรมม่าให้ถูกต้องและใช้ศัพท์ที่เป็น Academic
มากขึ้น เช่นคำว่า Big อาจจะเปลี่ยนเป็น Giant, Gigantic หรือ Huge แทน ส่วนนี้ก็จะสามารถเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้

มาถึงพาร์ท Speaking ก็จะเป็นการพูดคุยโต้ตอบกับอาจารย์ชาวต่างชาติใน Topic ที่อาจารย์ถาม และยังมีการให้เราเลือกจับการ์ดหัวข้อที่เราจะต้องพูดด้วย การเตรียมตัวก็พยายามใช้ภาษาอังกฤษให้มากที่สุด อาจจะเป็นการพิมพ์แชทไลน์กับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ หรือลงเรียนคอร์สพูดภาษาอังกฤษออนไลน์ หรือถ้ามีโอกาสได้เจอฝรั่งก็พยายามเข้าไปพูดคุยกับเค้าให้มากที่สุด นี่เป็นการ Make Friend กับฝึก IELTS ไปในตัวเลยด้วยเลยนะคะ

พอถึงวันสอบจริงก็ขอให้น้องไปก่อนเวลา เพราะบางทีน้องได้คิว 14.30น. ถ้าน้องไปถึงเร็ว อาจจะได้เข้าห้องสอบตอน 14.15น.เลยก็ได้ แล้วก็พยายามตั้งสติ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ไม่ตื่นเต้น
ให้คิดว่าเหมือนเราเข้าไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง สุดท้ายนี้ก็ขอให้น้องๆทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม มีสติในการทำข้อสอบทุกพาร์ทให้ดี และขอให้คะแนนน้องๆออกมาดีผ่านเกณฑ์ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษกันทุกคนนะคะ พี่แมงโก้เป็นกำลังใจให้เสมอ 🙂

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

IELTS UKVI จำเป็นมากมั้ยกับ Visa Tier 4 เมื่อต้องไปเรียนต่อโทอังกฤษ


น้อง ๆ หลายคนที่อยากไปเรียนต่อป.โทที่อังกฤษ แต่ยังแอบสงสัยอยู่ในใจว่าไม่สอบ IELTS UKVI ได้มั้ย หรือไม่มีคะแนน IELTS เลยได้มั้ย จะมีปัญหากับการเข้าเรียน หรือสมัครวีซ่านักเรียนรึป่าว พี่แมงโก้มาตอบข้อสงสัยแล้วจร้า

1. จำเป็นต้องสอบ IELTS for UKVI มั้ย
ขึ้นอยู่กับว่าเกณฑ์การรับสมัครเข้าเรียนของแต่มหาวิทยาลัยระบุไว้ว่าต้องการคะแนน IELTS หรือไม่ บางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ระบุว่าต้องการคะแนน IELTS ตั้งแต่ตอนอยู่ไทย หรือบางมหาวิทยาลัยก็จะมีการยกเว้นคะแนน IELTS ให้กับน้อง ๆ ที่จบหลักสูตรอินเตอร์จากสถาบันที่พี่แมงโก้ลิสมาให้ข้างล่างนี้ค่ะ
– มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)
– มหาวิทยาลัยบูรพา International Programme
– มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ International Programme
– จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย International Programme
– Mahidol University International College (MUIC)
– มหาวิทยาลัยชินวัตร International Programme
– สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT)
– มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ International Programme
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาอังกฤษของน้องๆด้วยนะคะ ถ้ามั่นใจว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอาจจะเคยสอบ IELTS มาแล้วได้ 6.0 ขึ้นไป และคิดว่าไม่จำเป็นต้องเรียน Pre-Sessional English Course ก็ได้
ก็สามารถข้ามในส่วนของการสอบ IELTS ไปได้เลยค่ะ

2. น้องเรียนปริญญาตรีที่อเมริกา นิวซีแลนด์ หรือว่าออสเตรเลียมา
อยากเรียนต่อป.โทที่อังกฤษ จะต้องสอบ IELTS มั้ย? สำหรับน้องที่เรียนปริญญาตรีในประเทศอเมริกา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือประเทศอื่นๆที่สอนด้วยภาษาอังกฤษทั้งหลักสูตร (International Programme)
น้อง ๆ สามารถยื่นวุฒิปริญญาตรีจากประเทศต่างๆเหล่านี้แทนคะแนน IELTS ได้เลย แต่เพื่อความชัวร์แบบล้านเปอร์เซ็นต์ น้อง ๆ สามารถส่งเอกสารมาสอบถามกับพี่แมงโก้ก่อนได้เลย เพราะพี่แมงโก้จะมีอัพเดทข้อกำหนดจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และพร้อมตรวจสอบและให้คำปรึกษากับน้อง ๆ ทุกเมื่อเลยจ้า

3. การที่เราไม่มีคะแนน IELTS for UKVI จะมีผลต่อการสมัครวีซ่านักเรียน หรือ Tier 4 Student Visa หรือไม่
ถ้าน้อง ๆ ได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และมหาวิทยาลัยออกเอกสารสมัครวีซ่านักเรียน หรือ CAS มาแล้ว การที่น้อง ๆ ไม่มีคะแนน IELTS for UKVI ก็จะไม่เป็นปัญหาต่อการสมัคร Tier 4 Student Visa ตามข้อกำหนดของสถานทูตในเวลานี้ แต่ถ้าน้องคนไหนยังไม่แน่ใจอะไร ก็สามารถมาปรึกษาพี่แมงโก้ได้ เพราะเราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษเพื่อการ
ศึกษาต่อทั้งป.ตรี ป.โท ดังนั้นพี่แมงโก้จะมีข้อมูลที่อัพเดทข้อกำหนดต่างๆจากมหาวิทยาลัยและสถานทูตสำหรับข้อมูลสมัครวีซ่าอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ต้องกลัวจ้า พี่แมงโก้มีคำตอบให้ โดยที่น้องๆไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

21 Facts About IELTS


มีใครเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แล้วกำลังสับสนว่า IELTS คืออะไรยังไง สอบที่ไหนดี สอบยังไงบ้าง เตรียมตัว เตรียมสตางค์ยังไงดี วันนี้พี่แมงโก้หาข้อมูลมาให้แล้วค่ะ รวบรวมไว้ที่นี่ 21 Facts about IELTS

1. IELTS คือการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โดยวัดจากทักษะการใช้ภาษาทั้ง 4 คือ ฟัง (Listening) พูด (Speaking) อ่าน (Reading) และเขียน (Writing)


2. IELTS มี 2 แบบคือ IELTS แบบธรรมดา กับ IELTS for UKVI(Visa and Immigration)


3. ตัวข้อสอบนั้นเหมือนกันเลย แต่ในใบผลคะแนนสอบจะมีระบุว่า UKVI

4. สำหรับน้องๆที่จะไปเรียนต่อประเทศอังกฤษ ต้องสอบแบบ UKVI เท่านั้น เพราะว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะ require IELTS UKVI จะได้สอบไม่เสียเที่ยวนะจ๊ะ


5. ค่าสมัครสอบกIELTS UKVI ก็อยู่ที่ 9,009 บาท


6. ลักษณะการสอบจะมี 2 แบบคือ สอบแบบ Computer (Computer delivered) กับสอบแบบกระดาษ (Paper delivered) น้อง ๆ สามารถเลือกสอบแบบใดแบบหนึ่งก็ได้ ตามความถนัดของแต่ละคนเลย


7. การสอบไอเอลแบบคอมพิวเตอร์ กับแบบกระดาษจะแตกต่างกันที่วิธีการทำข้อสอบ 3 พาร์ท คือ Listening Reading และ Writing ที่จะเป็นการทำบนคอมพิวเตอร์ หรือเขียนตอบในกระดาษด้วยดินสอ ตามลักษณะการสอบที่น้อง ๆเลือก ส่วน Speaking Part ยังคงต้องสอบกับอาจารย์แบบตัวต่อตัวเหมือนเดิม

8. การสอบแบบ Computer น้อง ๆ จะได้นั่งสอบกับคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง พร้อมมีพาทิชั่นหรือบล็อกกั้นกับคนที่นั่ง เหมือนเวลาไปกินราเม็งข้อสอบ โดยจะมีข้อสอบพาร์ท Listening, Reading และ Writing ขึ้นมาบนหน้าจอฝั่งซ้าย และฝั่งขวาเป็นฝั่งของคำถามและที่ให้น้อง ๆ พิมพ์คำตอบลงไป

9. ใครที่ถนัดพิมพ์ หรือพิมพ์เร็วกว่าเขียน ก็เลือกสอบ IELTS แบบ Computer ได้เลย เพราะทำข้อสอบ IELTS เราต้องแข่งกับเวลาอย่างมาก


10. ส่วนการสอบแบบกระดาษ ก็จะเป็นการเขียนคำตอบลงบนกระดาษโดยใช้ดินสอที่ทางศูนย์สอบเตรียมให้ และนั่งสอบในห้องใหญ่รวมกัน

11. ผลสอบของน้อง ๆ จะออกภายใน 2 อาทิตย์ หลังจากที่น้องๆทำข้อสอบทุกพาร์ทครบแล้วค่ะ

12.แต่ถ้าน้องๆคนไหนต้องการความช่วยเหลือพิเศษในการทำข้อสอบ(มีความผิดปกติด้านร่างกาย) น้องจะต้องสมัครสอบแบบกระดาษเท่านั้น

13. ข้อสอบใช้เวลาทั้งหมด 2 ชม. 40 นาที โดยไม่มีการพับเบรค สำหรับ 3 พาร์ท ยกเว้น Speaking ซึ่งน้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะสอบวันนั้นเลย หรือภายใน 1 อาทิตย์ก่อนหรือหลังการสอบ 3 พาร์ทที่เหลือ


14. เวลาที่ให้ทำข้อสอบในแต่ละพาร์ท คือ
– Listening 30 นาที
– Reading 60 นาที
– Writing 60 นาที
– Speaking 11 – 14 นาที

15. Listening แบบคอมพิวเตอร์ จะต้องฟังด้วยและพิมพ์ไปด้วยค่ะ จะไม่มีเวลาเพิ่มให้เพื่อย้ายคำตอบที่เขียนมาในกระดาษคำตอบเหมือนระบบเดิม จึงอาจจะมีเวลาตอบคำตอบในพาร์ทนี้น้อยกว่าแบบเดิมเล็กน้อย

16. น้อง ๆ ต้องสมัครล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนสอบ แต่ถ้าใครเกิดติดธุระ ก็สามารถเลื่อนวันสอบได้ โดยต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า และอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับสถาบันที่น้องๆสมัครสอบ


17. สามารถเลือกสอบได้กับ 2 สถาบัน คือ British Council และ IDP โดยจะสมัครออนไลน์หรือโทรไปสมัครก็ได้ค่ะ

18. British Council ตัวอย่างสนามสอบที่กรุงเทพฯ สามารถดูตารางสอบและสมัครสอบออนไลน์ได้ ที่นี่
– การสอบแบบกระดาษ สอบที่โรงแรมแลนด์มาร์ค( BTS นานา)
– การสอบแบบคอมพิวเตอร์ สอบที่ตึก Wave Place (BTS เพลินจิต)

19. IDP ตัวอย่างสนามสอบที่กรุงเทพฯ สามารถดูตารางสอบและสมัครสอบออนไลน์ได้ ที่นี่
– การสอบแบบกระดาษ สอบที่โรงแรม Pullman G สีลม
– การสอบแบบคอมพิวเตอร์ สอบที่ศูนย์ IDP ตึก C.P. Tower (BTS ศาลาแดง)


20. แล้ววันสอบอย่าลืมเตรียมบัตรประชาชน หรือ Passport และสำเนาบัตรประชาชน หรือ Passport


21. น้ำเปล่า 1 ขวด เป็นสิ่งเดียวที่อนุญาตให้นำติดตัวเข้าห้องสอบได้ แม้แต่นาฬิกาก็เอาเข้าไม่ได้นะจ๊ะ

เป็นยังไงคะกับ 21 Facts about IELTS ที่พี่แมงโก้รวบรวมมาเล่าให้ฟังกันในวันนี้ แต่ถ้าใครมีคำถามเพิ่มเติม หรือกังวลว่าจะสมัครผิด พี่แมงโก้แนะนำให้โทรไปสมัครกับทางศูนย์โดยตรงดีกว่า เพื่อความมั่นใจว่าสอบไม่ผิดประเภทแน่ๆ ตามเบอร์โทรศัพท์ข้างล่างนี้เลยจ้า
– British Council: 02-657-5678
– IDP: 02-638-3111 ต่อ 111-112


ส่วนน้องๆคนไหนต้องการปรึกษาด้านการเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ ก็โทรมาหาพี่แมงโก้ได้ ที่เบอร์ 02-129-3313 หรือ 092-081-1888 หรือใครถนัดพิมพ์ พร้อมสอบ IELTS แบบคอมพิวเตอร์ จะไลน์มาก็ได้
ที่@mangolearning แอดมาคุยกันเลย พี่แมงโก้พร้อมตอบทุกข้อสงสัยและแนะนำมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เพื่อความสุขและอนาคตอันสดใสของน้องๆทุกคนค่ะ

พิชิตไอเอลให้ได้ 7.0


หลายคนบอกว่าการสอบไอเอลเหมือนการเสี่ยงโชคเพราะไม่รู้ว่าแต่ละครั้งข้อสอบที่ได้จะเข้าทางเรารึป่าว มีคำศัพท์ที่แปลไม่ออกรึเปล่า แต่เชื่อพี่แมงโก้เถอะว่าการเตรียมตัวที่ดี จะทำให้เราพิชิตไอเอล 7.0 ได้อย่างแน่นอน !!!


“ตั้งสติ”


สำหรับข้อสอบ Listening ย้ำอีกที เฉพาะ Listening นะ เค้าจะมีเวลาให้อีก 10 นาทีในการย้ายคำตอบมาเขียนลงใน answer sheet โดยในตอนที่เราฟังบทสนทนาให้จดสิ่งที่เราได้ยินทดๆไว้ก่อน (เพราะจะไม่มีการพูดซ้ำ คือพลาดแล้วก็พลาดเลย) ที่สำคัญบทสนาที่เราได้ยินนั้นอาจจะมีการสับขาหลอก ใช่ค่ะ! นอกจากจะฟังแทบไม่ทันแล้วยังจะโดนหลอกอีกต่างหาก เช่น “my telephone number is 02-655-0123…. oh sorry….it should be 0122” ถ้าเรามัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาจดเบอร์ในรอบแรกโดยไม่ตั้งสติดีๆก็อาจจะตอบผิด โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้


“อ่านคำสั่งให้ชัดเจน”


โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสอบพาท Listening เมื่อผู้คุมสอบให้สัญญาณเริ่มสอบปุ๊ป ให้รีบอ่านคำถามและคำสั่งในแต่ละข้อให้ชัดเจน เช่น “Write no more than two words and/or a number for each answer” ก็วงไว้เลยว่าข้อนี้เราต้องตอบไม่เกิน สองคำ หรือใส่ตัวเลข (เพราะตอบเกินคือถือว่าตอบผิดนะจ้ะ)


“สะกดคำตอบให้ถูกต้อง”


สำหรับข้อสอบ Listening ที่เราต้องเขียนคำตอบใน answer sheet นั้น ให้เขียนตัวหนังสือเป็น capital letter และระวังตัวสะกด ไม่ว่าจะเป็นเอกพจน์ หรือพหูพจน์ หรือบางทีเราอาจจะต้องใช้การดูรูปประโยคว่าคำๆนั้น ควรจะสะกดอย่างไร เช่น different หรือ difference เป็นต้น 
นอกจากนี้ ในส่วนของ Writing ไม่ควรใช้ตัวย่อ I’m หรือ can’t และพยายามเผื่อเวลาไว้สำหรับตรวจทานตัวสะกดด้วยนะ


“แปลไม่ออก…ไม่ใช่ปัญหา”


เมื่อทำข้อสอบ Reading หลายๆคนอาจจะเจอปัญหาที่ว่าเมื่อเจอคำศัพท์ที่แปลไม่ออกแล้วจู่ๆก็เกิดอาการสตั๊นไปต่อไม่ถูก แนะนำว่าให้มองคำที่เราแปลไม่ออกเป็นก้อนๆ แล้วลองดู context หรือความหมายของประโยคใกล้เคียงว่าเค้าต้องการจะสื่อถึงอะไร ในการทำข้อสอบไอเอลคงจะเป็นเรื่องดีถ้าเราแปลออกทุก ๆ คำ แต่ถ้าเกิดปัญหาเจอคำที่แปลไม่ออก อย่าตกใจไปค่ะ หน้าที่ของเราคือการหาคำตอบให้เจอเท่านั้นเองค่ะ


“จัดสรรเวลาให้ดี”


ข้อสอบ IELTs นั้นแบ่งเป็น 4 พาท โดยแต่ละพาทนั้นมีเวลาดังนี้
Listening 30 นาที, Reading 60 นาที, Writing 60 นาที

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Reading Writing ที่เราจะต้องจัดสรรเวลาเองให้ดีๆ และต้องอย่าลืมว่า task แรกจะง่ายกว่า task หลังๆ ดังนั้นควรเผื่อเวลาสำหรับการทำข้อหลังๆให้มากหน่อยนะคะ ส่วนการจะจัดสรรเวลาให้ดีได้ ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนที่ฝึกฝนโดยแนะนำว่าให้จับเวลาตั้งแต่ตอนทำข้อสอบที่บ้านไปเลยค่ะ

จะมีเฉพาะพาท Listening ย้ำอีกที เฉพาะ Listening เท่านั้นนะคะ ที่เค้าจะมีเวลาให้อีก 10 นาทีในการย้ายคำตอบมาเขียนลงใน answer sheet พาทอื่นๆต้องทำในกระดาษคำตอบไปเลยค่ะ เพราะจะไม่มีเวลาให้เรามาย้ายคำตอบแล้วจ้า


“เอาชนะ Writing ด้วยการเตรียมตัวที่ดี”

สำหรับ Writing task 1 จะเป็นการอธิบายข้อมูลในรูปแบบตาราง หรือกราฟต่างๆ ซึ่งรูปแบบการเขียน หรือ structure นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมถึงคำศัพท์ที่ใช้อธิบายกราฟที่พุ่งสูงขึ้นหรือต่ำลง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ใช้คำศัพท์เหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ในส่วนนี้แนะนำว่าให้ท่องศัพท์ไปด้วยนะคะ ดูตัวอย่างคำศัพท์หรือประโยคตัวอย่างได้ที่นี่ https://goo.gl/bAiXgx

สำหรับ task ที่ 2 จะเป็นการแสดงความเห็น หรือ argument โดยให้เหตุผลสนับสนุนและยกตัวอย่างประกอบ ซึ่งน้องๆหลายคนจะประสบปัญหาที่ว่า เกิดความรักพี่เสียดายน้องลังเลไม่รู้จะเลือกข้างไหนดี ซึ่งหลายๆคนได้คะแนนพาทนี้ไม่ค่อยดีแต่ไม่ใช่เพราะทักษะภาษาอังกฤษไม่ดี แต่เป็นเพราะขาดการวางแผนการเขียนที่ดี แนะนำว่าให้ใช้เวลา 1-5 นาที ในการวางแผนการเขียน จะเลือกสนับสนุนข้างไหนและยกตัวอย่างเรื่องไหน แล้วเริ่มลงมือเขียนเลย โดยเผื่อเวลา 5 นาทีสุดท้ายไว้เผื่อตรวจทานตัวสะกด (เพราะสะกดผิดโดนหักคะแนนนะเออ) ที่สำคัญที่สุดๆๆๆๆๆ คือเขียนลายมือให้เป็นระเบียบ อ่านง่าย และไม่ขีดฆ่า โยงลูกศรไปมา เพื่อให้ง่ายต่อการให้คะแนนด้วยนะคะ

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

IELTS vs IELTS for UKVI เลือกสอบแบบไหนดี?


ถ้าหากน้องๆจะลองสอบไอเอลเป็นครั้งแรกและไม่แน่ใจว่าคะแนนเราจะถึงเกณฑ์ direct entry ของมหาวิทยาลัยหรือไม่

พี่แมงโก้แนะนำให้เลือกสอบแบบ IELTS for UKVI (ราคา 8,100 บาท ณ วันที่ 25/10/19)

เพราะหากว่าคะแนนเราขาดไปเล็กน้อยเรายังสามารถใช้คะแนนนี้เพื่อยื่นเรียน pre-sessional English และยื่นขอวีซ่าได้

แต่ถ้าเราเลือกสอบแบบ IELTS ธรรมดา (ราคา 6,900 บาท ณ วันที่ 25/10/19) และคะแนนบางพาทไม่ถึงเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย

คะแนนไอเอลอันนี้จะไม่สามารถใช้ยื่นขอวีซ่าได้เลย และจะต้องไปลงสอบใหม่เพื่อให้ถึงเกณฑ์ หรือไปสอบแบบ IELTS for UKVI มาแทน
.
ดังนั้นจะถ้าหากเรามั่นใจว่าระดับภาษาอังกฤษของเรานั้นผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยแน่นอน เราอาจจะเลือกสอบแบบธรรมดาได้

แต่ถ้ายังไม่มั่นใจนัก การเลือกสอบแบบ IELTS for UKVI ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยว่าคะแนนครั้งนั้นจะสามารถใช้ยื่นให้มหาวิทยาลัยและยื่นขอวีซ่าได้ด้วย
.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการได้ที่
Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808