อยากเรียนต่อโทที่อังกฤษ เริ่มต้นที่ตรงไหน?


 

อยากเรียนต่อโทที่อังกฤษ เริ่มต้นที่ตรงไหน?

มีแพลนจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษแต่ยังงงๆ อยู่ใช่มั้ยคะ ว่าจะต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน ต้องทำอะไรก่อนหลังบ้าง เดี๋ยวพี่แมงโก้จะมาเล่าแบบหมดเปลือกเลย! ก่อนอื่นเลยที่น้องๆ จะเตรียมเอกสารเพื่อการสมัคร สิ่งแรกที่น้องๆ ต้องทำคือ ต้องหาว่าเราชอบเรียนด้านไหน หรือเรียนด้านไหนดีที่จะช่วยในการทำงานในอนาคต

 

เลือกสาขาที่สนใจ

การได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบจะยิ่งทำให้การเรียนที่ประเทศอังกฤษสนุกมากยิ่งขึ้น แถมยังจะช่วยในเรื่องของการทำงานอีกด้วยค่ะ นอกจากความชอบส่วนตัวก็จะเป็นการเลือกมหาลัยที่เหมาะกับตัวน้องๆ เอง การที่น้องๆ เลือกสาขาแล้วจะทำให้เลือกมหาวิทยาลัยได้ง่ายขึ้นเพราะแต่ละที่ก็จะดังในสาขาที่ไม่เหมือนกัน

 

เลือกมหาวิทยาลัย 

การเลือกมหาวิทยาลัยที่ดีและเหมาะสำหรับน้องๆ ควรจะดูจากเมืองที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ ว่าเหมาะกับ lifestyle ของน้องๆ รึเปล่า รวมไปถึงคอร์สการสอนที่ทางสาขาของน้องๆ เลือกด้วย หากน้องๆ เลือกเรียนในเมืองที่ไม่เข้ากับตัวของน้องเองอาจจะทำให้การเรียนไม่สนุกไปเลยนะคะ  

แต่ไม่ต้องห่วงไปนะ! เพราะพี่ๆ แมงโก้พร้อมช่วยเหลือน้องๆ มากในเรื่องของการแนะนำมหาลัยที่เหมาะกับตัวของน้องและสาขาที่น้องๆ เลือกที่จะเรียน หากในช่วงนี้น้องๆ ยังคิดไม่ออกว่าตัวเองเหมาะกับที่ไหน มาถามพี่แมงโก้ได้เลย! 

อีกอย่างที่ควรเตรียมตัวในช่วงของการเลือกมหาวิทยาลัยคือเรื่องค่าใช้จ่าย  เพราะแต่ละเมืองในประเทศอังกฤษมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป เช่นในกรุงลอนดอนก็จะสูงกว่าเมืองที่ออกมาไกลกว่าหน่อย ฉะนั้น มาปรึกษาพี่ๆ ได้เลย! 

 

การเตรียมตัวในการสมัคร 

 

 * October: ช่วงเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่น้องๆ เริ่มเตรียมเอกสารเพื่อการเรียนต่อที่ดีที่สุดค่ะ เพราะที่อังกฤษจะเป็นระบบ First come, first serve หมายถึงว่าหากน้องๆ สมัครเร็ว น้องๆ ก็จะมีโอกาสได้รับ Offer มากกว่าคนอื่น และเร็วกว่าคนอื่นด้วย ทำให้น้องๆ ไม่ต้องเตรียมเอกสารแบบรีบๆ ให้มีเสลาเตรียมตัวได้อย่างเต็มที่เลย แต่หากใครเตรียมเอกสารพร้อมแล้วก็สามารถส่งใบสมัครได้เลยนะ! อย่างที่บอกว่าหากเรายิ่งส่งเร็ว โอกาสเราก็ยิ่งเยอะเพราะการแข่งขันยังไม่มากนัก 

ในช่วงของเดือนตุลาคมจะสามาถสมัครได้สำหรับสองรอบเลย ก่อนอื่นเลย ต้องบอกว่าที่ประเทศอังกฤษจะมีการเปิดเทอมอยู่ 2 ช่วง (แต่สาขาที่เปิดอาจจะไม่เหมือนกัน ต้องดูที่สาขาที่น้องเลือกด้วยค่ะ) นั่นก็คือ: January Intakes และ September Intake ที่จะเปิดเรียนตามเดือนนั้นๆ 

 

Jan Intake: สำหรับรอบนี้ การสมัครภายในเดือนตุลาคมถือว่ายังเป็นช่วงที่ดีอยู่ค่ะ สำหรับน้องๆ ที่ไม่อยากรอนานก่อนที่จะได้ไปเรียน 

 

Sep Intake: หากเตรียมตัวเพื่อสมัคร Sep Intake ในช่วงเดือนตุลาคมก็สบายๆ เลยค่ะ ถือว่าเตรียมตัวได้เร็วมากๆ 

 

เอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง? 

 

  1. Transcript 
  2. Degree Certificate 
  3. Reference Letters (2) * จากอาจารย์หรือจากหัวหน้าในที่ทำงานก็ได้ 
  4. Statement of Purpose (SOP
  5. สำเนา Passport
  6. คะแนน IELTS (ยื่นตามทีหลังได้)
  7. CV / Resume 

 

 * November: ในเดือนนี้ยังสามารถสมัคร Jan Intake แบบด่วนทันอยู่นะคะ หากน้องๆ ไม่อยากพลาดแล้วต้องรออีกหลายเดือนควรรีบสมัคร Jan Intake ภายใยเดือนนี้ค่ะ 

 

 * January – February: เริ่มปีขึ้นมาใหม่ก็ถึงเวลาที่จะสมัครของรอบ Sep Intake แล้วนะคะน้องๆรวมไปถึงในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงที่ควรเริ่มสอบ IELTS เพื่อเก็บคะแนนที่ดีที่สุดไว้ยื่นให้ทางมหาลัยค่ะ 

** หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการที่ยังไม่มีคะแนน IELTS หมายความว่ายังไม่สามารถสมัครเรียนได้ แต่จริงๆ เป็นความเชื่อที่ผิดนะคะ หากเรามีเอกสารที่ครบและพร้อม น้องๆ สามารถสมัครเรียนได้เลย คะแนน IELTS มีผลในเรื่องของการเรียน Pre-sessional เท่านั้นค่ะ ไม่ควรรอจนกว่าจะได้คะแนน IELTS ออกมาแล้วสมัครนะคะ ยื่นได้เลยค่ะ และเรายื่นคะแนน IELTS ได้ในภายหลัง 

 

 * April: เดือนนี้เป็นเดือนที่น้องๆ ควรส่งผลคะแนน IELTS ให้ทางมหาวิทยาลัยค่ะ เพราะจะเป็นการชี้วัดว่าน้องๆ ต้องเรียน Pre-sessional หรือไม่ 

 

Pre-sessional คืออะไร? 

Pre-sessional คือการเรียนปรับพื้นฐานของทางมหาวิทยาลัย จะสอนเพิ่มเติมในเรื่องของ Academic writing รวมไปถึงการ Sourcing เป็นเหมือนการเตรียมตัวให้น้องๆ ก่อนที่จะเปิดเทอมค่ะ น้องๆ ที่คะแนน IELTS ไม่ถึงตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้จะต้องไปเรียน Pre-sessional กันด้วยนะ แต่ระยะเวลาก็จะแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ 4 สัปดาห์ไปถึง 16 สัปดาห์เลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับคะแนนสอบ IELTS เลยค่ะ 

เมื่อน้องๆ ได้สมัครทุกอย่างเรียบร้อยก็ถึงเวลาในการรอ Offer จากทางมหาวิทยาลัยค่ะ จะมี Offer อยู่ 2 แบบคือ:

 

  • Conditional Offer – การรับเข้าเรียนโดยติดเงื่อนไขบางอย่าง เช่นคะแนน IELTS ไม่ถึงตามที่มหาวิทยาลัยตั้งไว้ 
  • Unconditional Offer – การรับเข้าเรียนแบบไม่มีเงื่อนไข 

 

เมื่อน้องๆ ได้รับ Offer อย่างเรียบร้อย ก็ถึงช่วงเวลาของการติดต่อทำวีซ่านักเรียน ในการทำวีซ่าน้องๆ ก็มีเอกสารที่ต้องเตรียมเช่นกันค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะพี่แมงโก้จะคอยช่วยเหลือเอง! เอกสารที่ต้องเตรียม: 

 

  • Passport 
  • เอกสารการเงิน 
  • เอกสารการตรวจสุขภาพ 
  • เอกสารการตอบรับจากมหาวิทยาลัย

 

พอได้วีซ่านักเรียน น้องๆ ก็พร้อมบินแล้วววว~! ไม่ยากอย่างที่คิดใช่มั้ยล่ะคะ แต่หากน้องๆ อยากได้คำปรึกษาเพิ่ม พี่แมงโก้ยินดีช่วยเหลือแบบฟรีๆ ! ไม่มีค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอนเลย โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อโทที่อังกฤษ


 

สำหรับน้องๆ คนไหนที่กำลังเล็งๆ อยู่ว่าอยยากจะไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายใน 1 ปีกับการไปเรียนป. โทที่อังกฤษเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้พีาแมงโก้ได้รวบรวมค่าใช้จ่ายแบ่งออกตามหมวดให้น้องๆ ได้เห็ภาพง่ายขึ้นค่ะ และอาจจะเป็นการช่วยตัดสินใจด้วยว่าน้องๆ อยากเรียนต่อในกรุงลอนดอน หรือเมืองอื่นๆ ที่อาจจะมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่าลอนดอน! 

ก่อนอื่นเลย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเรียนป. โทต่อที่ประเทศอังกฤษใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ฉะนั้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือสำหรับ 1 ปี ถือว่าเป็นการเรียนต่อป. โทที่ใช้เวลาค่อนข้างน้อยเลยทีเดียวนะคะ! แลพอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ค่าครองชีพในลอนดอนจะสูงกว่าเมืองอื่นๆ เลยค่ะ ทั้งค่าหอ ค่าอาหาร และการเดินทาง หากน้องๆ ตัดสินใจไปเรียนนกรุงลอนดอนอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเพื่อนๆ คนอื่นที่เรียนในเมืองอื่นค่ะ 

เรามาดูค่าใช้จ่ายกับการไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษต่อปีกันเลยดีกว่า! 

 

ค่าเรียนต่อปี

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีนอกกรุงลอนดอนจะอยู่ที่ปีละประมาณ 500,000 – 800,000 บาท * ขึ้นอยู่กับมหาวิทยลัยและสาขาที่น้องๆ เลือกด้วยค่ะ โดยขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 500,000+ บาท 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อปีในกรุลอนดอนอาจสูงถึงปีละ 1,000,000 บาทเลยค่ะ แต่ก็ขึ้นอยู่กัยสาขาและมหาวิทยาลัยที่น้องๆ เลือกอีกเช่นกัน หากน้องๆ มีค่าเทอมในใจแต่ยังไม่แน่ใจว่ามีมหาวิทยาลัยไหนที่ตรงใจน้องๆ สามารถมาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะคะ เราพร้อมให้คำแนะนำแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย! 

มาลองเทียบกันดูดีกว่า ว่าหากสาขาเดียวกันกับ 2 มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกรุงลอนดอนกับนอกกรุงลอนดอน ราคาจะแตกต่างกันเท่าไหร่ 

ค่าเทอม Master of Law, King’s College London: £28,770 per year (2021/22) (ประมาณ 1,200,000 บาท)

ค่าเทอม Master of Law, Durham University: £21,900 per year (2021/22) (ประมาณ 885,000 บาท

 

ค่าหอพัก 

ราคาของหอพักก็แตกต่างกันไปมากมายเลยค่ะ และแน่นอนว่าหากน้องๆ เรียนอยู่ในกรุงลอนดอน ค่าหอพักจะมีราคาค่อนข้างสูง และอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้ตัวมหาวิทยาลัยมากนัก ส่วนหอพักสำหรับมหาวิทยาลัยนอกกรุงลอนดอนก็มีหลายราคา หลายแบบให้น้องๆ ได้เลือกในแบบที่ชอบและแบบที่อยู่ในงบที่ตั้งไว้ค่ะ 

ค่าหอพักในกรุงลอนดอนต่อปี: ประมาณ £15,300 (ประมาณ 620,000 บาท) 

ค่าหอพักนอกกรุงลอนดอน (Durham) ต่อปี: ประมาณ £6,800 (ประมาณ 275,000 บาท) 

 

ค่าใช้จ่ายกินอยู่ในชีวิตประจำวัน 

แต่ละเมืองก็มีค่าครองชีพที่แตกต่างกันไป บางเมืองอาจจะถูกกว่า และบางเมืองก็อาจจะแพงกว่า รวมไปถึง lifestyle ของน้องๆ ที่อาจจะแตกต่างกัน น้องๆ บางคนอาจจะชอบที่จะไปทานข้าวที่ร้านอาหาร และบางคนก็เลือกที่จะทำอาหารทานเองที่บ้าน แต่ขอบอกก่อนเลยว่าค่าอาหารในร้านอาหารต่างๆ ค่อนข้างที่จะสูง 

ร้านอาหารทั่วไปตกมื้อละ £8 -12 แล้วแต่ร้านอาหารที่เลือกไปทาน 

ร้านอาหาร Fast food ตกมื้อละ: £2.5 – 5 

โดยรวมๆ แล้ว ค่ากินอยู่อาจจะตกอยู่ที่เดือนละ £300 – 500 แล้วแต่ lifestyle ของน้องๆ แต่ละคนเลยค่ะ (ประมาณ 12,000 บาท ถึง 25,000 บาทต่อเดือน)

 

ค่าเดินทาง 

ค่าเดินทางเป็นอีกค่าใช้จ่ายหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปสำหรับน้องๆ หลายๆ คนค่ะ บางคนอาจจะอยู่ใกล้ campus ทำให้น้องๆ ไม่ต้องนั่งรถ และสามารถเดินไปได้เลย แต่หอพักบางคนก็อาจจะอยู่ไกล หรือเดินไม่สะดวก 

 

ค่าเดินทางนอกเมืองลอนดอนต่อเดือน: £0-30 (ประมาณ 1,200 บาท) 

ค่าเดินทางในเมืองลอนดอนต่อเดือน: £130 (ประมาณ 5,200 บาท) 

 

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก่อนไป

นอกจากค่าใช้จ่ายที่มีในการไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้ว ก็ยังมีค่าอื่นๆ ในการเตรียมการก่อนไปด้วยนะคะอย่างเช่น 

 

  1. ค่า Student Visa ที่ตอนนี้อยู่ประมาณ: 16,000 บาท (515USD) 
  2. ค่าประกันสุขภาพ: 11,000 – 15,000 บาท ** การจ่ายค่าประกันสุขภาพเป็นข้อบังคับในประเทศอังกฤษ เพราะหากน้องๆ เกิดไม่สบายหรือบาดเจ็บ ทางอังกฤษจะมีบริการ NHS ที่ช่วยเหลือในการรักษาน้องๆ เลยค่ะ 

 

หลักๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายประมาณนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าราคาจะขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของตัวนักเรียนเลย ที่แตกต่างกันมากๆ คือค่าเทอมและค่าหอพักในและนอกกรุงลอนดอน ฉะนั้น การเลือกมหาวิทยาลัยที่เข้ากับงบที่ตั้งไว้คือดีที่สุดค่ะ 

 

หากน้องๆ ยังไม่แน่ใจว่าจะไปมหาวิทยาลัยไหนดี เข้ามาปรึกษาพี่ๆ ได้เลยนะ เราเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอนเลยค่ะ! โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning 

ค่าใช้จ่ายในการเรียนป.โทที่อังกฤษ 1 ปี ราคาเท่าไหร่ ทำงานนานแค่ไหนถึงจะคุ้ม?


 

การไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ น้องๆ หลายคนอาจจะมาองว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเยอะ และพี่แมงโก้จะมักได้คำถามว่า “ไปเรียนต่อโทที่ประเทศอังกฤษ ใช้เงินประมาณเท่าไหร่กันนะ?” 💸🇬🇧

 

– ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อป. โทที่อังกฤษ – ค่าเทอม 800,000 – 1,000,000 บาท (แล้วแต่สาขาและมหาลัยที่เลือกเรียน)

– ที่พักส่วนใหญ่ต่อปีจะอยู่ที่ 300,000 บาท

– ค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 200,000 บาท * ขึ้นอยู่กับตัวน้องแต่ละคน

โดยรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อป. โทที่อังกฤษจะอยู่ที่ปีละ 1.3 ถึง 1.5 ล้านบาท!

ว่าแต่ จะต้องทำงานกี่ปีถึงจะคุ้มทุนนะ…..? น้องๆ ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนป. โทที่อังกฤษ (ที่มีประสบการณ์การทำงานอยู่แล้ว) Salary base จะอยู่ที่ประมาณ​ 35,000.-

จะใช้เวลาทำงาน 2-3 ปีในการได้ทุนคืน * ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสาขาที่เรียนและที่ทำงาน

 

ถึงจะเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมีราคา แต่สิ่งที่น้องๆ จะได้อีกอย่างคือประสบการณ์และมุมมองวิธีคิดที่จะติดตัวน้องๆ ตลอดไปเลยน้าา พี่แมงโก้บอกได้เลยว่าคุ้มมากกก~! น้องๆ ที่อยากไปเรียนต่ออังกฤษแต่ยังไม่แน่ใจว่าไปที่ไหนดี พี่แมงโก้ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ เลยย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

ทำไมต้องใช้ Proofreading


why-proofreading

ในหลายๆมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ หรือการเรียนในระดับปริญญาที่ต่างประเทศ มักจะให้นักเรียนนักศึกษาส่งงาน Assignment เป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบ assessment ของหลายๆที่คือการทำ Thesis หรือ Dissertation ซึ่งทั้งหมดที่พูดมาเป็นงานเขียนเชิงวิชาการทั้งสิ้น แน่นอนอยู่แล้วว่าสำหรับนักเรียนไทยหลายๆคนสิ่งนี่อาจจะเป็นปัญหาไม่น้อย การทำงานหาข้อมูลอย่างยาวนาน เอามานั่งเรียบเรียงเขียนและแสดงความคิดเห็นโดยใช้ความรู้ที่เรียนมา ทั้งหมดใช้เวลาและความพยายามมากมาย แล้วยังต้องเขียนออกมาเป็นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการอีก ย่อมเป็นเรื่องไม่ง่ายของนักเรียนทุกคนและทำให้ระหว่างทางอาจเกิดข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาได้ง่ายมากๆ นอกจากนี้งานที่ได้รับมักจะได้ระยะเวลาในการทำค่อนข้างนาน ทำให้อาจารย์ที่รอตรวจงานอยู่ คาดหวังว่างานเขียนเขียนเราจะต้องออกมาดีและถูกต้อง ทั้งทางข้อมูลและแกรมม่า มีความสละสลวยทางด้านภาษา เนื้อหาข้อมูลครบถ้วน ถูกเขียนมากอย่างดี ซึ่งการเขียนคนเดียว อ่านคนเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามข้อผิดพลาดนั้น นี่จึงทำให้หลายๆคนใช้บริการ Proofreading เพื่อหาอีกคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการใช้ภาษาโดยเฉพาะ มาช่วยดูและตรวจสอบงานเขียนของเราอีกครั้ง

Proofreading คืออะไร

Proofreading คือ การอ่านและแก้งานเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา ไม่ใช่เพียงแต่แก้การสะกดคำผิด ใส่สัญลักษณ์ หรือ แกรมม่าผิดเท่านั้น แต่ Proofreading จะช่วยตรวจสอบข้อมูลที่เรานำมากล่าวอ้างในงานเขียนว่าถูกต้องหรือไม่ ปรับรูปประโยคให้มีภาษาที่สละสลวย และเป็นภาษาที่ใช้ในงานเขียนเชิงวิชาการ รวมถึงโครงสร้างประโยค และโครงสร้างของงานเขียน ว่ามีการ support ไอเดียที่เรานำเสนอเพียงพอแล้วหรือยัง ความคิดเห็นที่เราเขียนมามีการให้ตัวอย่างเพียงพอต่อการสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้อ่านหรือไม่ รวมถึงการเขียนสรุป ได้สรุปอย่างครบถ้วนทุกประเด็นแล้วหรือเปล่า เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ Proofreading จะทำให้งานเขียนของเราสมบูรณ์แบบ พร้อมส่งและได้คะแนนตามที่ตั้งใจไว้

ใครใช้ Proofreading บ้าง

ไม่เพียงแต่งานเขียนเชิงวิชาการอย่าง assignment, thesis, dissertation แต่ยังรวมไปถึงงานเขียนทั่วไป ตั้งแต่ resume, CV หรืองานเขียนที่เราเห็นในสื่อต่างๆ ก็ต้องผ่านการ proofreading ทั้งหมด และไม่ใช่แต่เพียงการ proofreading งานที่เขียนโดยคนไทยแต่เป็นภาษาอังกฤษ ชาวต่างชาติ หรือเจ้าของภาษาเอง การยังใช้บริการ proofreading เหมือนกัน เพราะการมีอีกคนมาอ่านงานของเราอีกรอบ ย่อมเป็นการตรวจสอบที่ดีกว่า เพราะมีอีกหนึ่ง Fresh eye มาช่วยดูและอ่านอย่างไม่มีอคติ จะสามารถมองเห็นจุดที่ต้องแก้ไข และด้วยความเป็นมืออาชีพนี้ก็จะทำให้สามารถแก้ไขงานเขียนของเรา ให้ออกมาดีกว่าเดิม โดยที่เนื้อหาใจความสำคัญที่เราตั้งใจเขียนยังอยู่ครบถ้วนไม่เปลี่ยนแปลง

ดังนั้นการใช้บริการ Proofreading จะทำให้เราได้ตรวจสอบข้อผิดพลาดของงานเขียนตัวเอง โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา ที่จะช่วยตรวจทั้งการสะกดคำ ใช้สัญลักษณ์ หรือใช้แกรมม่าผิด ปรับรูปประโยคให้มีความสละสลวย ปรับโครงสร้างงานเขียนโดยรวมให้มีการสื่อถึงประเด็นที่ชัดเจน ความคิดเห็นมีน้ำหนักเพียงพอ อ่านง่าย ได้ใจความครบถ้วน ซึ่งจะนำมาสู่งานเขียนที่สมบูรณ์แบบจากเราเอง ส่งถึงมืออาจารย์ของเรา และได้รับคะแนนยอดเยี่ยมกลับมา

ถ้าไม่รู้จะไปให้ใคร proofreading ให้ ติดต่อพี่แมงโก้ได้เลย เราไม่บริการ proofreading จากทีม editor ที่มีอาจารย์ชาวอังกฤษผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาเป็นอย่างดี และมีประสบการณ์มากว่า 10 ปี  อยู่ในทีม คอยตรวจงาน dissertation ให้น้องๆอยู่ สนใจส่งงานมาให้พี่แมงโก้ดูก่อนได้เลยที่ Line: @mangolearning นะคะ

เรียนต่อ Business สาขาไหนดี


สาขา Business เป็นสาขายอดฮิตตลอดกาลสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในประเทศอังกฤษ และคำถามที่พี่แมงโก้ได้รับอยู่เป็นประจำก็คือสาขาสำหรับด้าน Business  ที่น่าสนใจนั้นมีสาขาอะไรกันบ้าง วันนี้เลยขอรวบรวม 5 สาขามาแนะนำกันนะคะ

สาขานี้ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเป็นสาขายอดนิยมตลอดกาล นั่นก็คือ Finance ซึ่งมีแตกย่อยเป็นอีกหลายด้านไม่ว่าจะเป็นCorporate Finance, Banking, Investment หรือบางมหาวิทยาลัยจะเริ่มเปิดหลักสูตรผสมผสานกับวิชาอื่นหรือมีความเฉพาะทางมากขึ้น เช่น Computational Finance หรือ Marketing and Finance หรือ Finance for Entrepreneurship หรือ Finance for Real Estate โดยบางหลักสูตรจะมีการให้ความรู้เพื่อเตรียมสอบ CFA (level I) เข้าไปในหลักสูตรด้วยเช่น Finance Analysis and Fund Management ของมหาวิทยาลัย Exeterเป็นต้น

MSc Finance, Durham University

MSc Finance (Accounting and Finance), Durham University

MSc Finance (Corporate and International Finance), Durham University

MSc Finance (Economics and Finance), Durham University

MSc Finance (Finance and Investment), Durham University

MSc Finance (International Banking and Finance), Durham University

MSc Finance (International Money, Finance and Investment), Durham University

MSc Financial Analysis and Fund Management, University of Exeter

MSc Finance and Investment, University of Exeter

MSc Finance and Management, University of Exeter

MSc Marketing and Financial Services, University of Exeter

MSc Money and Banking, University of Exeter

MSc Banking and Finance, University of Nottingham

MSc Finance and Investment, University of Nottingham

MSc International Securities, Investment and Banking, University of Reading

MSc Capital Markets, Regulation and Compliance, University of Reading

MSc Corporate Finance, University of Reading

MSc Financial Engineering, University of Reading

MSc Financial Risk Management, University of Reading

MSc International Shipping and Finance, University of Reading

MSc Investment Management, University of Reading

MSc Behavioural Finance, University of Reading

MSc Economics and Finance, University of Reading

MSc Actuarial Finance, University of Leeds

MSc Banking and International Finance, University of Leeds

MSc Finance and Investment, University of Leeds

MSc Financial Mathematics, University of Leeds

MSc Financial Risk Management, University of Leeds

MSc Corporate Finance, University of Portsmouth

MSc Economics, Finance and Banking, University of Portsmouth

MSc Finance, University of Portsmouth

MSc Finance Decision Analysis, University of Portsmouth

MSc International Finance and Banking, University of Portsmouth

MSc Finance, University of Essex

MSc Banking and Finance, University of Essex

MSc Finance and Investment, University of Essex

MSc Finance and Management, University of Essex

MSc Financial Engineering and Risk Management, University of Essex

MSc International Finance, University of Essex

MSc Finance (Finance and Management), University of Kent

MSc Finance( Finance, Investment and Risk), University of Kent

MSc Finance(Financial Markets), University of Kent

MSc Applied Acturial Science, University of Kent

MSc Finance, University of Edinburgh

MSc Finance, Queen Mary University of London

MSc Business Finance, Queen Mary University of London

MSc Investment and Finance, Queen Mary University of London

MSc Behavioral Finance, Queen Mary University of London

MSc International Accounting and Finance, Bournemouth University

MSc Finance, Bournemouth University

MSc International Finance and Economics, Bournemouth University

MSc Finance, Nottingham Trent University

MSc Finance and Accounting, Nottingham Trent University

MSc Management and Finance, Nottingham Trent University

MSc International Real Estate Investment and Finance, Nottingham Trent University

MSc FinTech and Financial Markets, Nottingham Trent University

MSc Finance, Royal Holloway, University of London

MSc Corporate Finance, Royal Holloway, University of London

MSc Computational Finance, Royal Holloway, University of London

MSc Finance & Investment, Regent’s University

MSc Finance with Specialisations, Regent’s University

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรหรือเกณฑ์การคัดเลือกได้ที่ 085-144-8808หรือไลน์ @mangolearning นะคะ

หนึ่งในหลักสูตรยอดฮิตตลอดกาลคือ MSc Management หรือบางมหาวิทยาลัยจะมีหลักสูตร MSc International Business เพิ่มเติมด้วย
ซึ่งหลักสูตรนี้จะให้ความรู้ทุกๆด้านของการบริหารธุรกิจ ไม่ว่าจะจบปริญญาตรีคณะไหนมา ก็สามารถมาเรียน Management ได้ทั้งนั้น เพราะหลักสูตรนี้สอนทั้งบัญชี การเงิน การตลาด การวางกลยุทธ์ HR บางมหาวิทยาลัยจะสอนรวมไปถึงด้าน Supply Chain หรือ Entrepreneur ด้วยค่ะ

ส่วนความแตกต่างของหลักสูตร MSc Management และ MSc International Business นั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย โดยส่วนใหญ่แล้ว หลักสูตร MSc International Business จะเน้นการประกอบธุรกิจข้ามชาติ เช่นต้องการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึง วัฒนธรรม กฎหมาย หรือรูปแบบการทำธุรกิจของประเทศนั้นๆเพิ่มเติมอีกด้วย

MSc Management, University of Exeter

MSc International Business, University of Exeter

MSc Management, University of Reading

MSc Management, University of Leeds

MSc Management, Durham University

MSc Management (Entrepreneurship), Durham University

MSc Management (Finance), Durham University

MSc Management (Human Resource Management), Durham University

MSc Management (International Business), Durham University

MSc Management (Supply Chain Logistics), Durham University

MSc International Business, University of Nottingham

MSc Management, University of Nottingham

MSc Management, University of Essex

MSc International Management, University of Essex

MSc Human Resource Management, University of Essex

MSc Global Project Management, University of Essex

MSc International Management, Royal Holloway, University of London

MSc Human Resource Management, Royal Holloway, University of London

MSc Accounting and Financial Management, Royal Holloway, University of London

MSc International Management (Marketing), Royal Holloway, University of London

MSc International Supply Chain Management, Royal Holloway, University of London

MA Management, Regent’s University

MA Luxury Brand Management, Regent’s University

MSc Oil & Gas Trade Management, Regent’s University

MA International Business, Regent’s University

Msc Management(International Business), University of Kent

MSc Management, University of Edinburgh

MSc International Business and Emerging Marketing, University of Edinburgh

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรหรือเกณฑ์การคัดเลือกได้ที่ 085-144-8808หรือไลน์ @mangolearning นะคะ

 

หนึ่งในหลักสูตรที่น้องๆให้ความสนใจ ว่าด้วยการทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค ไปจนถึงเครื่องมือทางการตลาด และการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด

ส่วนหลักสูตรด้าน Digital Marketing เป็นหลักสูตรที่บางมหาวิทยาลัยเปิดสอนเป็นรายวิชาในหลักสูตรของ MSc Marketing และในบางมหาวิทยาลัยเปิดสอนขึ้นมาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการลงลึกไปถึงเนื้อหาการทำมาร์เกตติ้งในโลกออนไลน์ เพราะในความเป็นจริงแล้วหลักการของ Marketing นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนั้น แต่นักการตลาดจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิตอล และความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าอยู่เสมอ โดยมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขานี้มีดังต่อไปนี้

MSc Marketing, Durham University

MSc Marketing, University of Exeter

MSc Marketing (Digital Marketing), University of Reading

MA Advertising and Marketing, University of Leeds

MSc Digital Marketing, Nottingham Trent University

MSc Marketing, Nottingham Trent University

MSc Marketing, University of Nottingham

MSc Digital Marketing, Royal Holloway, University of London

MA Marketing, Royal Holloway, University of London

MSc Consumption, Culture and Marketing, Royal Holloway, University ofLondon

MSc Marketing Management, University of Essex

MSc Marketing, Loughborough University

MA Digital Marketing, Coventry University

MSc Digital Marketing, University of Southampton

MSc Marketing, University of Kent

MSc Digital Marketing and Analytics, University of Kent

MSc Marketing, University of Edinburgh

MSc Marketing and Business Analysis, University of Edinburgh

MSc Tourism Marketing Management, Bournemouth University

MSc Marketing Management, Bournemouth University

MSc Marketing Management (Digital), Bournemouth University

MSc Marketing Psychology, Regent’s University

MSc Digital Marketing & Analytics, Regent’s University

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรหรือเกณฑ์การคัดเลือกได้ที่ 085-144-8808หรือไลน์ @mangolearning นะคะ

สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากจะเป็นผู้ประกอบการ หรือมีกิจการอยู่แล้ว และต้องการต่อยอดความรู้เพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเอง หลักสูตร Enterpreneurship ก็เป็นอีกหลักสูตรนึงที่ให้ความรู้รอบด้าน เรียกได้ว่า สอนทุกอย่างที่คุณควรรู้หากว่าอยากจะเป็นผู้ประกอบการ ตั้งแต่การ generate idea ไปจนถึง funding และ การบริหารธุรกิจในแต่ละวัน

MSc Management (Entrepreneurship), Durham University

MSc Entrepreneurship, Innovation and Management, University of Nottingham

MSc Entrepreneurship and Financing, University of Reading

MSc Entrepreneurship and Management, University of Reading

MSc Innovation Management and Entrepreneurship, University of Portsmouth

MSc Entrepreneurship and Innovation, University of Essex

MSc International Business and Entrepreneurship, University of Essex

MSc International Marketing and Entrepreneurship, University of Essex

MSC Entrepreneurship and innovation management (London Campus), Loughborough University

MSc Entrepreneurship, Finance and Innovation (London Campus), Loughborough University

MSc Entrepreneurial Design Management (London Campus), Loughborough University

MA Global Entrepreneurship, Coventry University

MSc Digital Business and Entrepreneurship, University of Southampton

MSc Entrepreneurship and Management, University of Southampton

MSc Innovation Management & Entrepreneurship, Bournemouth University

MSc Innovation Management and Entrepreneurship, Nottingham Trent University

MSc Entrepreneurship and Innovation, Royal Holloway, University of London

MA Enterprise, Regent’s University

MSc in Entrepreneurship and Innovation, University of Edinburgh

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรหรือเกณฑ์การคัดเลือกได้ที่ 085-144-8808หรือไลน์ @mangolearning นะคะ

เพราะ Big Data is King ทำให้เกิดหลักสูตรที่มาแรงตามเทรนด์ของโลกคือBusiness Analytics และ Data Science เพราะทุกวันนี้เรามีข้อมูลอยู่มากมาย แต่เราจะจัดการและใช้มันอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจของเรา เรียกได้ว่าเป็นสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดงานอีกหนึ่งสาขาเลยทีเดียวค่ะ โดย Requirement ของแต่ละมหาวิทยาลัยมีความแตกต่างหลากหลายกันไป ส่วนใหญ่แล้วหลักสูตร Data Science จะขอให้มีความสามารถในการ coding โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษา C, Python หรือ R หรือในบางมหาวิทยาลัยสำหรับหลักสูตร Business Analytics จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานการคำนวณ หรือเคยเรียนวิชา Statistics, Math มาบ้างในระดับปริญญาตรี

MSc Business Analytics, University of Exeter

MSc Business Analytics, University of Nottingham

MSc in Business Analytics, University of Edinburgh

MSc Information Management – Big Data in Business, University of Reading

MSc Information Management – Business Analysis and Service Design, University of Reading

MSc Business Analytics and Decision Sciences, University of Leeds

MSc Business Analytics and Management Sciences, University of Southampton

MSc Business Analytics Consulting, Loughborough University

MSc Management with Business Analytics, Bournemouth University

MSc Management with Business Analytics, Nottingham Trent University

MSc Business Analytics, University of Essex

MSc Business Analytics, University of Kent

MSc Data Science (with Business), University of Exeter

MSc Data Science, Lancaster University

MSc Data Science and Analytics, Royal Holloway, University of London

MSc Data Innovation and Analytics, Royal Holloway, University of London

MSc Business Information Systems, Royal Holloway, University o London

MSc Data Science, University of Edinburgh

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรหรือเกณฑ์การคัดเลือกได้ที่ 085-144-8808หรือไลน์ @mangolearning นะคะ

8 ข้อที่ควรทำ เมื่อต้องเขียน SOP


Statement of Purpose หรือ SOP คือจดหมายแนะนำตัวเองที่ใช้ความตั้งใจที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่น้องๆใฝ่ฝัน เป็นจดหมายที่จะอธิบายให้ Admission Committee ของมหาวิทยาลัยได้รู้จักตัวเรา มากกว่า GPA และ Reference Letter ที่อาจารย์หรือหัวหน้างานเขียนให้ จดหมายนี้จะอธิบายถึงความตั้งใจ และทำไมเราถึงอยากเข้าเรียนที่นี่ รวมทั้งความรู้หรือประสบการณ์การทำงานและกิจกรรมที่ได้ทำมา แล้วทำให้เราค้นพบตัวเองว่าอยากเรียนต่อในด้านนี้ รวมถึงเราจะได้เล่าถึงเป้าหมายในอนาคตของตัวเองว่าจบจากที่อังกฤษมาแล้วเรา จะทำอะไรต่อไปในชีวิต เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญมาก ๆ ในการตัดสินใจเลือกรับน้อง ๆ เข้าเรียนต่อของมหาวิทยาลัยในอังกฤษเลยค่ะ เห็นความสำคัญของ SOP กันแล้วใช่มั้ยเอ่ย ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า 8 ข้อที่ควรทำเมื่อต้องเขียน SOP มีอะไรบ้าง

1. กำหนดประเด็นของแต่ Paragraph ให้ชัดเจน ว่าในแต่ละ Paragraph เราจะพูดถึงเรื่องอะไร และสื่อประเด็นอะไร

2. ยกตัวอย่างประสบการณ์การทำงาน หรือกิจกรรมที่เราได้เคยทำมา ถ้าเราไม่มีประสบการณ์ทำงาน หรือไม่รู้จะเขียนอะไร น้อง ๆ จะเล่าถึงงานกลุ่มที่เคยทำตอนเรียนมหาวิทยาลัยมาก็ได้เช่นกันจ้า

3. อธิบายประสบการณ์การทำงาน หรือกิจกรรมที่เราได้ทำมาให้ชัดเจน เห็นภาพ เช่น เราทำอะไร ทำหน้าที่อะไร ได้รับผิดชอบตรงไหนบ้าง และประสบการณ์ตรงนี้ให้อะไรกับเรา เพื่อให้ Admission Committee เข้าใจ และเห็นความสำคัญของประสบการณ์การทำงานหรือกิจกรรมที่เรายกขึ้นมาเขียนใน SOP

4. ใช้ประโยคและคำง่ายๆ ได้ใจความ และตรงประเด็น มีความชัดเจน ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์ยาก ถ้าเราไม่มั่นใจวิธีการใช้คำ ๆ นั้นจริง ๆ

5. ไม่ลอก SOP ของคนอื่นเพราะมหาวิทยาลัยสามารถตรวจสอบได้

6. เขียน SOP ด้วยตัวเอง และเล่าเรื่องจากความเป็นจริง

7. เล่าถึงเป้าหมายในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรนี้ ว่าจะช่วยต่อยอด และนำความรู้ที่ได้เรียนมานั้นนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

8. กำหนดเป้าหมายในการเขียนให้ชัดเจน เพื่อให้ทีม Admission Committee ประทับใจ และต้องแสดงความสามารถที่ทำให้เชื่อว่า ที่นั่งว่างตรงนั้นเป็นของน้องแต่เพียงผู้เดียว

เพียงทำตาม 8 ข้อนี้ ก็จะเป็น Keys to Success a good SOP เพื่อให้น้อง ๆ ได้ที่นั่งในการเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษแล้วค่ะ และสำหรับน้อง ๆ ลูกค้า Mango ทุกคน เรามีบริการรีวิว SOP ให้ ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น!! เพราะพี่แมงโก้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเนื้อหาในการเขียน SOP ที่จะสามารถช่วยพาน้อง ๆไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้ค่ะ แอดไลน์มาได้เลยที่ @mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

9 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ใกล้ London


สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ไม่ชอบความวุ่นวายในลอนดอนในวันเรียน เพราะอยากโฟกัสกับการเรียนมากที่สุด แต่อยากไปเที่ยวพักผ่อนชมแสงสีในลอนดอนทุกวันหยุด หรือน้องคนไหนที่อาจจะกังวลเรื่องค่าใช่จ่าย ค่าหอพัก และค่าเดินทางที่แสนแพงในลอนดอน แต่ยังอยากไปลอนดอนบ่อย เดินทางง่าย ๆ กลับมานอนหอในเมืองตัวเองได้ ต้องมาที่นี่เลย 9 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ใกล้ลอนดอน


1. Royal Holloway, University of London
มหาวิทยาลัยสุดสวยที่อยู่เขตที่เป็นชาญเมืองของลอนดอน พร้อมสภาพแวดล้อมที่ดีงาม มีอากาศบริสุทธิ์ของธรรมชาติ แต่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองลอนดอนแค่ไม่ถึงชั่วโมง แถมยังอยู่ในเครือ University of London ทำให้น้องๆสามารถไปใช้ห้องสมุดและ Facilities ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยในเครือเดียวกันอย่าง UCL, LSE ได้อีกด้วย

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Egham ขึ้นสาย South Western Railway ถึงสถานี Waterloo ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

essex-uni_190311_0036

2. University of Essex
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ประกอบไปด้วย 2 แคมปัสคือ Colchester Campus อยู่ในเมือง Colchester ส่วนอีกที่คือ Southend Campus มีชื่อเสียงอย่างมากด้าน Human Right, Robotic, AI และ Entrepreneurship ซึ่งจะได้ไปเรียนที่ Southend Campus ที่อยู่เมือง Southend-On-Sea ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น SME City คือมีอัตราการเติบโตของธุรกิจ SME และ Startup สูงมาก ตัวเมืองทั้ง 2 เมืองก็สงบ น่าอยู่ประชากรส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ทำงานในลอนดอนมาซื้อบ้านอยู่ที่นี่ แล้วนั่งรถไฟไปทำงานและกลับบ้านในตอนเย็น แสดงให้เห็นถึงความสะดวกสบาย และใกล้ลอนดอนสุดๆ

การเดินทาง: Colchester Campus นั่งรถไฟจากสถานี Colchester Town ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใจกลางกรุงลอนดอนใช้เวลา 1 ชั่วโมง / Southend Campus นั่งรถไฟจากสถานี Southend Victoria ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใจกลางกรุงลอนดอนใช้เวลา 1 ชั่วโมง

business

3. University of Kent

ตั้งอยู่ในเมืองน่ารักอย่าง Canterbury ที่ได้ชื่อว่าเป็น Garden of England และประชากรในเมืองส่วนมากจะเป็นชาว British แท้ ๆ ที่มีฐานะดี ทำให้เมืองมีความปลอดภัยและสวยงามเป็นอย่างมาก University of Kent ยังมีอีกหนึ่งแคมปัสตั้งอยู่ในเมือง Medway เมืองที่เป็นการรวมตัวของ 3 มหาวิทยาลัยมารวมกันสร้างศูนย์การเรียนขนาดใหญ่ที่นี่ มีห้องสมุดที่ยาวที่สุดในอังกฤษด้วย ทั้ง Canterbury และ Medway จะเป็นเมืองของอังกฤษที่อยู่ใกล้ทวีปยุโรปมากที่สุดด้วย อยู่มหาวิทยาลัยนี้ เรียนได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็สะดวก ทั้งลอนดอน ทั้งยุโรป

การเดินทาง: Canterbury Campus นั่งรถไฟจากสถานี Canterbury West Station ขึ้นสายSoutheastern ไปลงสถานี St Pancras International ใช้เวลา 1ชั่วโมง / Medway Campus นั่งรถไฟจากสถานี Chatham ขึ้นสายSoutheastern ไปลงสถานี St Pancras International ใช้เวลาเพียง 40 นาที

exeter-summer7

4. University of Exeter
ตั้งอยู่ในเมือง Exeter ในแคว้น Devon ทางตอนใต้ไปทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ แวดล้อมด้วยภูมิทัศย์เมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยร้านอาหาร และคาเฟ่เกร๋ ๆ ฮิป ๆ กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ด้านการศึกษาก็โดดเด่นหลายคณะ โดยเฉพาะ Business School ด้าน Finance และ MBA ที่เก่งมากๆ จนติดอันดับท็อปของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศอังกฤษ

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Exeter St Davids ขึ้นสาย GWR ถึงสถานี Paddington ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิด ๆ

business-nott

5. University of Nottingham
โดดเด่นทางด้านวิศวะกรรมศาสตร์ การแพทย์ และ Business School ตั้งอยู่ในตัวเมืองที่ค่อนข้าง Compactคือมีทุกอย่าง ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร สถาปัตยกรรมที่สวยงามของตัวเมือง รวมทั้งระบบการขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยม คือ มีทั้งรถเมล์ รถไฟ รถราง(Tram) และจักรยานที่หาเช่าได้ทั่วเมือง

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Nottingham ขึ้นสาย East Midlands Trains ถึงสถานี St Pancras International ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

nottingham-trent
6. Nottingham Trent University

อีกหนึ่งมหาวิทยาในกลุ่ม Modern University ชั้นดีอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมือง Nottingham เมืองแห่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ หลักสูตรที่เด่นดังคือ Art, Design and Fashion รวมถึงหลักสูตรสุดฮิตอย่าง Fashion International Business ที่เป็นการศึกษาว่าจะทำยังไงให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ในโลกธุรกิจแห่งนี้

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Nottingham ขึ้นสาย East Midlands Trains ถึงสถานี St Pancras International ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที


7. Bournemouth University
มหาวิทยาลัยทางตอนใต้ที่อยู่ในเมืองตากอากาศติดทะเลชื่อดังของอังกฤษอย่างเมือง Bournemouth เมืองที่เซเลปบริตี้และคนที่มีฐานะดีนิยมมาซื้อบ้านพักตากอากาศไว้ที่เมืองนี้ บรรยากาศเมืองก็เป็นแบบง่าย ๆ สบาย ๆตามสไตล์เมืองริมทะเล อากาศดีและบริสุทธิ์ และตัวมหาวิทยาลัย Bournemouth เองได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว หรือ “Greenest University” ลำดับที่ 7 ในประเทศสหราชอาณาจักร และได้รับการยกย่องจากให้เป็นอันดับหนึ่งจาก People and Planet University League 2015 ถึงห้าปีซ้อน ในสาขาสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมของสถาบัน

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Bournemouth ขึ้นสาย South Western Railwayถึงสถานี Waterloo ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที

8. University of East Anglia
มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนธรรมชาติที่ชานเมืองของเมืองนอร์วิช (Norwich) มีพื้นที่ใหญ่ถึง 320 เอเคอร์ หรือกว่า 800 ไร่ มีชื่อเสียงอย่างมากทางด้านการวิจัยระดับโลก บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความร่มรื่นตามธรรมชาติและตึกเรียนที่ทันสมัยและมีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบครัน รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะสาธารณะ The Sainsbury Centre for Visual Arts มีการจัดแสดงผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Pablo Picasso เป็นต้น

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Norwich ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที

9. University of York

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1963 อยู่ทาวตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง York เมืองที่ค่อนไปทางเหนือของประเทศอังกฤษ จากตอนแรกที่มีนักศึกษาเพียง 200 คนเท่านั้น ปัจจุบันมีนักศึกษามากถึง 11,000 คน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและมีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีชื่ออยู่ในลิส 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี York ขึ้นสาย Liner ถึงสถานี King’s Cross ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning

Pre-Master Course คืออะไร


Pre-Master Course คือ โปรแกรมเตรียมความพร้อมสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ หรือระดับอื่น ๆ ที่สูงกว่าโดยโปรแกรมนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสอนนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะเพื่อให้มีความสามารถเพียงพอที่จะเรียนรู้ในระดับปริญญาโทหรือสูงกว่านั้นได้อย่างดีเยี่ยม เข้าใจในเนื้อหาการสอนพร้อมรับความรู้จากอาจารย์ที่มีคุณภาพและหลักสูตรการเรียนการสอนที่เข้มข้นอย่างหลักสูตรปริญญาภายใน 1 ปีของประเทศอังกฤษ หรือสำหรับนักเรียนปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษก็จะสามารถทำงานวิจัยได้อย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ของความรู้ โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านภาษามาเป็นอุปสรรคต่อการเรียนของนักเรียนต่างชาติ จบหลักสูตรนี้มาก็จะได้รับดีกรี Graduate Diploma

Pre-Master สอนอะไร
– ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษทั่วไปให้น้องๆสามารถเข้าใจและสื่อสารทั้งในและนอกห้องเรียนได้
– ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษเชิงวิชาการเฉพาะด้านที่น้องๆต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาโท เช่น Pre-Master Business ก็จะเน้นสอนภาษาอังกฤษที่จะสามารถนำไปใช้ในการเรียนปริญญาโททางด้าน Business ได้เลย ทั้งในแง่การเขียน และการ Present งานหน้าห้องเรียน
– พื้นฐานความรู้ของคณะที่น้องต้องการจะเรียนต่อในระดับปริญญาโท ใครควรเรียน Pre-Master
– น้อง ๆ ที่ได้เกรดในระดับปริญญาตรีไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดของมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับท๊อปของประเทศอังกฤษ
– น้อง ๆ ที่อยากเปลี่ยนสายงานหรือเรียนป.ตรีมาไม่ตรงสายกับที่ต้องการเรียนต่อป.โท
– น้อง ๆ ที่ต้องการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ เช่น การเขียน Essay การเขียนงานวิจัย การทำ Dissertation และ Presentation รวมถึงภาษาอังกฤษทั่วไปที่ใช้ในการสื่อสารทั้งในและนอกห้องเรียน

การันตี Pre-Master ดียังไง
– การันตีที่เรียนต่อระดับปริญญาโทในคณะและมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ ไปเรียน หลักสูตร Pre-Master (เมื่อน้อง ๆ สอบผ่าน ข้อสอบจบของ Pre-Master ซึ่งจะง่ายกว่าเกณฑ์การรับตรงของป.โทเอง)
– พัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อป.โทในสาขาวิชานั้น ๆ ของน้อง ๆ เหมือนได้ลองซ้อมเรียนป.โทไปก่อนเลย
–  พัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษพื้นฐานทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน ให้เข้าใจและสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว
– ให้น้อง ๆ ได้ชินกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษระยะเวลาเรียน Pre-Master 2 – 3 เทอม หรือ ประมาณ 6 – 9 เดือน

ค่าใช้จ่าย เกณฑ์การรับเข้าเรียน และหลักสูตร Pre-Master ขอมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

law-dur
1. Durham University
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business, Economics, Accounting and Finance
– Science and Engineering
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– 3 terms – Academic IELTS for UKVI 5.5 (5.5 in all skills)
– 2 terms – Academic IELTS for UKVI 6.0 (5.5 in all skills)

หลักสูตรที่เปิดสอน
– Finance
– Management
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– 3 terms – Academic IELTS for UKVI 5.5

newcastle
3. Newcastle University
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Architecture
– Business and Humanities
– Music
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– Architecture – Academic IELTS for UKVI 5.0
– Business and Humanities – Academic IELTS for UKVI 5.0
– Music – Academic IELTS for UKVI 5.5

หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business, Law and Social Sciences
– Engineering, Computing, Mathematics and Science
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– 3 terms – Academic IELTS for UKVI 5.5
– 2 terms – Academic IELTS for UKVI 6.0
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– Academic IELTS for UKVI 5.5

6. University of York 
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business, Law, Social Sciences
– Science, Engineering
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– Business, Law, Social Sciences – Academic IELTS for UKVI 5.0
– Science, Engineering – Academic IELTS for UKVI 5.5

nottingham-00_00_01_03-still001

7. University of Nottingham

หลักสูตรที่เปิดสอน

– Business and Management

– Law, Social Sciences

– Science, Engineering

เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– Academic IELTS for UKVI 5.5


น้องๆคนไหนอยากเปลี่ยนสายงาน หรืออยากพร้อมสุดๆเพื่อเรียนป.โทที่อังกฤษ อยากไปเรียน Pre-Master ก่อน ก็ติดต่อพี่แมงโก้ตัวแทนมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ มาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ยังมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคอร์ส Pre-Master นอกเหนือจากที่พี่แมงโก้พูดถึงอีกนะคะ

ถ้าทำบัตร BRP หาย!! จะทำยังไงดี


ถ้าเราทำหายในประเทศอังกฤษ เราจะต้องรีบแจ้งหายให้เร็วที่สุด!! เพราะถ้าเกิดเราโดยสุ่มตรวจ เราจะกลายเป็นคนอยู่ประเทศอังกฤษแบบผิดกฎหมายทันที และอาจจะถูกส่งกลับประเทศไทยเลยก็ได้ โดยน้อง ๆ สามารถแจ้งหายได้ทางเว็บไซต์ https://www.gov.uk/biometric-residence-permits/lost-stolen-damaged แล้วแจ้งข้อมูลบัตร BRP ตัวที่หายไป โดยไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ซึ่งน้อง ๆ จะต้องลงทะเบียนทำบัตร BRP ใบใหม่ ภายใน 3 เดือน โดยมีค่าใช้จ่าย 2 แบบให้เลือกคือ

1. ทำที่ไปรษณีย์: จะเสียค่าบริการ £56 โดยน้องๆจะต้องกรอกใบสมัคร BRP Card แล้วนำใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครไปยื่นที่ไปรษณีย์ที่ใกล้ที่พักของน้อง ๆ จากนั้นก็รอเรียกไปสแกนนิ้วที่ไปรษณีย์ที่เราไปยื่นเหมือนตอนที่เราไปทำวีซ่า ภายใน 2 สัปดาห์ ค่าสแกนนิ้วอยู่ที่ประมาณ £19 และจะได้บัตร BRP ใบใหม่หลักจากนี้ประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป

2. ทำที่ Premium Service Centre: เสียค่าบริการ £590 ค่าจองคิวอีก £100 โดยน้อง ๆ สามารถเช็ค Premium Service Centre ทั้ง 7 แห่งได้ที่เว็บไซต์ https://www.gov.uk/ukvi-premium-service-centres โดยใช้เวลาวันเดียวเท่านั้น ในการทำบัตร BRP คือ ยื่นเอกสารตอนเช้า รอฟังผลตอนบ่าย และหลังจากนั้นรอประมาณ 7-10 วัน ไปรษณีย์ก็จะส่งบัตร BRP ใบใหม่มาให้เราถึงหน้าประตูห้องเลย ..อย่างว่านะคะ จ่ายแพงกว่า(มาก)ก็ได้เร็วกว่าเป็นธรรมดา 🙂

กรณีที่ทำหายนอกประเทศอังกฤษ
1. ทำหายในประเทศไทย
ขั้นตอนแรก เราจะต้องอีเมลไปแจ้งที่ BRPLost@homeoffice.gsi.gov.uk เพื่อแจ้งว่า เราจะทำ Replacement Biometric Residence Permit ในไทย จากนั้นให้น้อง ๆ เตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอ Visa กลับเข้าอังกฤษใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็คือ Replacement Biometric Residence Permit จากนั้นก็กรอกใบสมัครใน https://www.visa4uk.fco.gov.uk เพื่อทำเรื่องขอคิวยื่นวีซ่ากับ VFS โดยค่าธรรมเนียมการยื่น Replacement Biometric Residence Permit จะอยู่ 169 GBP ค่ะ จากนั้นน้อง ๆ จะได้หน้าวีซ่า สำหรับเดินทางเข้าประเทศเพียงครั้งเดียวเท่านั้นค่ะ

2. ทำให้ที่ต่างประเทศที่ไม่ใช่อังกฤษ (อาจจะเป็นประเทศในแถบยุโรปที่เราเดินทางไปเที่ยว)
ถ้าประเทศที่น้องๆทำให้มีสถานที่ให้ทำวีซ่าอังกฤษ น้อง ๆ สามารถทำวีซ่าอังกฤษได้ที่ประเทศนั้น ๆ ได้เลย โดยขั้นตอนเหมือนกับการยื่นขอ Replacement Biometric Residence Permit ในไทยเลย เพียงแต่ต้องอีเมลไปแจ้งที่ BRPLost@homeoffice.gsi.gov.uk ว่าเราจะทำ Replacement Biometric Residence Permit ในประเทศที่เราอยู่ ณ ตอนนั้น เช่น น้อง ๆ กำลังเที่ยวอยู่ที่ อิตาลี แล้วเกิดทำ BRP หล่นหาย ก็แจ้งว่าเราจะขอทำวีซ่าประเภท Replacement Biometric Residence Permit ที่ประเทศอิตาลี จากนั้นก็ดำเนินการขอวีซ่าตามกฎระเบียบของการขอวีซ่าอังกฤษที่ประเทศนั้น ๆ ได้เลย

การป้องกันบัตรหาย
พอเห็นค่าทำบัตร BRP ใหม่แล้ว น้อง ๆ หลายคนอาจจะสยองกันนิดหน่อย พี่แมงโก้เลยมาเสนอทางเลือกวิธีเก็บบัตรไม่ให้หายกัน น้อง ๆ สามารถถ่ายเอกสารบัตร BRP แบบหน้าหลังแล้วตัดประกอบเหมือนเป็นการ์ดกระดาษ เอาไว้พกแทนตัวจริงได้โดยที่เราเก็บตัวจริงไว้ที่หอ เพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าไม่ไปเผลอทำหล่นหายที่ไหนแน่ ๆ วิธีนี้พี่แนะนำให้ทำกับหน้า Passport ด้วยก็ดีนะคะ จะได้ไม่ต้องพก Passport ไปไหนต่อไหนตลอดเวลา แต่ถ้าน้อง ๆ จะต้องออกนอกประเทศอังกฤษ ก็ต้องใช้ทั้ง BRP และ Passport ตัวจริงเท่านั้นนะค้า


มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนต่ออังกฤษ อย่าลืมปรึกษาพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องเที่ยว เรื่องเอกสาร เรื่องทำของหาย พี่แมงโก้พร้อมดูแลด้วยใจ ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆค่า ติดต่อพี่แมงโก้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 พี่แมงโก้รอน้อง ๆ อยู่น้า

BRP คืออะไร? ทำไม VISA มีอายุแค่ 1 เดือน?


ตอนที่เราสมัครวีซ่า Tier 4 เพื่อเข้าเรียนที่อังกฤษ ก่อนจะไปถึงหน้าจ่ายเงินค่าทำวีซ่า จะมีคำถามให้เรากรอกรับสิ่งที่เรียกว่า BRP น้อง ๆ สงสัยกันมั้ยคะว่า BRP คืออะไร มีความสำคัญยังไง เรามารู้คำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยค่า

BRP หรือ Biometric Residence Permit คือ บัตรที่เหมือนกับบัตรประชาชนของเราตอนเราอยู่ที่อังกฤษเป็นใบอนุญาตให้เราอยู่ที่ประเทศอังกฤษได้ โดยคนที่จะได้รับ BRP คือคนที่จะอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษเกิน 6 เดือน ทั้งคนที่ไปเรียนและคนที่ไปทำงาน ในกรณีนี้พี่แมงโก้จะพูดถึงคนที่ไปเรียนเป็นหลักนะคะ น้อง ๆ ทุกคนที่จะไปเรียนที่อังกฤษไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษา Pre-Master, Pre-Session หรือปริญญาต่าง ๆ ที่มีระยะเวลาเรียน 6 เดือนขึ้นไป จะต้องทำบัตร BRP กันทุกคน เพราะว่าวีซ่า Tier 4 ที่ขอไปจากประเทศไทย จะมีอายุเพียง 1 เดือนเพื่อใช้เข้าประเทศอังกฤษในครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนี้ตลอดเวลาที่เราอยู่ในประเทศอังกฤษ เราจะต้องยืนยันการอยู่ในประเทศอย่างถูกกฎหมายด้วย BRP เท่านั้น ฉะนั้นไม่ต้องตกใจไปนะคะ ตอนที่ได้รับวีซ่าแล้วเราได้วีซ่าแค่เดือนเดียว สิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตคือ วันที่อนุญาตให้เข้าประเทศอังกฤษได้ในวีซ่า จะต้องเป็นวันก่อนคอร์สเรียนเปิดเท่านั้น เพราะถ้าเราได้วันที่หลังจากคอร์สเรียนเปิด เราจะไปไม่ทันวันที่เรียนวันแรก และจะทำให้เราโดน Reject ออกจากคอร์สไปเลย ดังนั้นน้อง ๆ ต้องดูให้ดีตอนได้รับวีซ่า ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาด ให้แจ้งกับทาง VFS ได้เลย และใช้เอกสาร CAS เป็นตัวยืนยันวันที่ค่ะ

ทำบัตร BRP
การทำบัตร BRP จะทำตั้งแต่ตอนที่เราไปสมัครวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษที่ VFS ตอนที่ VFS เก็บลายนิ้วมือเราไปนั้นแหละค่ะ เค้าเอาไปบันทึกข้อมูลลงบัตร BRP เพราะฉะนั้นในบัตร BRP จะระบุข้อมูลของเรา ทั้งรูปถ่าย วันเดือนปีเกิด วันที่เราสามารถอยู่ในอังกฤษได้ เงื่อนไขการอยู่ในประเทศอังกฤษ รวมถึงลายเซ็นของเราด้วย

รับบัตร BRP
ตอนที่เรากรอกวีซ่าออนไลน์ เค้าจะมีให้เราระบุที่อยู่ที่จะไปรับบัตร โดยมากแล้วจะไปรับกันที่ตึกของมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ ไปเรียน หรือให้ที่ไปรษณีย์ที่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยหรือหอที่น้อง ๆ ไปอยู่ และสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ น้อง ๆ จะต้องไปรับบัตร BRP ภายใน 10 วัน หลังจากที่เข้าประเทศอังกฤษแล้ว เอกสารที่ใช้รับบัตร BRP คือ Passport กับ Decision Letter หรือใบแนบที่เราได้มาพร้อมกับ Visa ของเรา (ปกติเขาจะเย็บไว้ใน Passport ข้าง ๆ Visa นั่นแหละค่ะ) นอกจากนี้เขาจะขอให้เราเขียนที่อยู่ในอังกฤษ (UK address) ของเราพร้อมเบอร์โทรติดต่อด้วย ซึ่งก็ใส่ที่พักของเรากับเบอร์มือถือเราลงไป

ความสำคัญของบัตร BRP
อย่างที่บอกไปแล้วว่าใช้เหมือนบัตรประชาชนเลย ใช้ระบุตัวตนของเรา เผื่อเราโดยตำรวจสุ่มเช็ค ว่าเราไม่ได้เข้าประเทศมาแบบผิดกฎหมายนะจ๊ะ และใช้ในการเข้าออกประเทศ อย่างเช่นน้องบางคนที่ไปเที่ยวยุโรป หรือบินกลับไทยมาช่วงปิดเทอม ก็ใช้บัตร BRP แทนวีซ่าได้เลย เพราะฉะนั้นห้ามทำหายเด็ดขาดนะคะ


มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนต่ออังกฤษ อย่าลืมปรึกษาพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องอยู่ เรื่องเที่ยว เรื่องเอกสาร พี่แมงโก้พร้อมดูแลด้วยใจ ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ค่า ติดต่อพี่แมงโก้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 พี่แมงโก้รอน้อง ๆ อยู่น้า