มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group


มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group

เราได้พูดกันไปแล้วว่ามหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group คืออะไร และมีมหาวิทยาลัยอะไรบ้างที่อยู่ใครเครือนี้ วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำ Business School อยู่ในกลุ่ม Russell Group ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาของประเทศอังกฤษ มาดูกันเลยว่า Top 5 Business Schools ของมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group มีอะไรกันบ้าง

มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group
1. Durham University
มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ติด 1 ใน 5 ของอังกฤษ และยังคงใช้ระบบ College แบบเดียวกับที่มีใน Oxford และ Cambridge เพื่อเป็น Student Union ให้นักศึกษาได้รู้จักแล้วมีกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้าง Connection ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นในโลกของการทำธุรกิจรวมถึงระบบการเรียนการสอนของที่ Durham ในฝั่งของ Business School ก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีคุณภาพสูง นอกจากจะอยู่ในกลุ่ม Russell Group แล้ว ยังได้ TEF ซึ่งเป็นการวัดระดับมาตรฐานการสอนจากกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษในระดับ Gold อีกด้วย ที่โดดเด่นเป็นอย่างมากก็เช่นหลักสูตร Finance ที่ได้รับการจัดอันดับใน league table ระดับโลกเช่น Financial times เป็นอย่างดีและต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ด้านหลักสูตร MBA และ Management เองก็โดดเด่นในด้านหลักสูตรการสอนที่เน้นฝึก Soft Skills ควบคู่ไปกับการเรียนและศึกษา Case Study กับบริษัทจริงเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ด้านธุรกิจให้กับนักศึกษาอย่างสูงสุด พร้อมทั้งมีการพาไปทัศนศึกษาในบริษัทที่ทำธุรกิจชั้นนำด้วย อีกทั้งอาจารย์ที่เป็นเลิศทางด้านการสอนและมีความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจที่ได้รับการคัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี ส่วนการคัดเลือกนักศึกษาก็คัดจากโพรไฟล์ที่หลากหลายเพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างสูงสุด เรียกได้ว่าการมาเรียน Business School ที่ Durham เป็นหนึ่งในความฝันของใครหลาย ๆ คนทั่วโลกเลย


มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group
2. University of Edinburgh
มหาวิทยาลัยเก่าแก่ เรียกได้ว่าถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง Oxford Cambridge และ St. Andrew เพราะว่าถ้าใครได้ทุนแบงค์ชาติจะต้องเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในลิสต์นี้เท่านั้น นี่เป็นเครื่องการันตรีได้ระดับหนึ่งว่า University of Edinburgh มีคุณภาพการเรียนการสอนระดับโลก คอร์สบางคอร์สอย่างเช่น Business Analytics มีการแข่งขันสูงมากในหมู่ผู้สมัครเรียนจากทั่วโลก เนื่องจากได้รับการจัดให้เป็น One of the best course in Europe เลยทีเดียว และก็ตามมาตรฐาน Business School ที่ดี ทางมหาวิทยาลัยได้ดีไซน์หลักสูตรที่เรียนจบแล้วนำไปใช้ได้จริง ได้เรียนกับอาจารย์เก่ง ๆ และมีโอกาสได้ดูงานดูเคสธุรกิจระดับโลก การเรียนการสอนจะเป็น lecture-based และงานกลุ่ม โดยเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในคลาส มีคำถาม มีประเด็นให้ Discuss ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องเตรียมตัวมาก่อนเข้าคลาส เรียนสนุกและได้สาระ แถมระหว่างปียังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเอง พาไปทัศนศึกษา พาไปดูงานที่บริษัทใหญ่ ๆ อีกด้วย


 

มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group
3. University of Exeter
มาถึงมหาวิทยาลัยทางตอนใต้ของอังกฤษที่อากาศดี เมืองดี มีทุกอย่างครบไม่แพ้ลอนดอน แต่ดีกว่าที่เดินทางสะดวกและค่าครองชีพประหยัดกว่าในเมืองหลวงอย่างลอนดอนมาก Business School ของ Exeter มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก มีตึกเรียนแยกต่างหากสำหรับนักเรียนสาย Finance ชื่อตึก Xfi โดยได้รับเงินบริจาคจากศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จในสายงาน Finance (และไม่ประสงค์ออกนาม) หลักสูตร Finance ของ Exeter มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ Accounting and Finance, Finance and Management, Finance and Investment, Finance and Marketing จนถึง Finance Analysis and Fund Management ซึ่งเป็นจุดขายของที่นี่เลยเพราะน้อง ๆ สายไฟแนนซ์ที่อยากได้ CFA จะได้รับการเทรนจาก professional CFA trainer และเมื่อจบหลักสูตรน้องๆจะได้สอบ CFA level 1 ไปพร้อมกันเลย ที่สำคัญ University of Exeter เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เป็น partner กับ CFA หรือที่เรียกว่า CFA Affiliate Program ด้วย อีกหลักสูตรที่น่าสนใจก็คือ Finance and Marketing ซึ่งเป็นส่วนผสมของ Finance และ Marketing ซึ่งที่ Exeter ได้เลือกหลักสูตรที่เป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัยสองวิชามารวมกัน เป็นคอร์สที่พิเศษและแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น และยังมีหลักสูตร MBA ที่โดดเด่น เพราะเน้นการนำไปใช้ได้จริงแถมยังมีความทันสมัยมาก มีวิชาน่าเรียนมากมายไม่ว่าจะเป็น Strategy, Leadership, Igniting Change in Business โดยเฉพาะวิชา Practical Insights into Data Analytics ซึ่งหาที่ MBA ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หลักสูตร MBA จะเปิดเทอมก่อนเพื่อปรับพื้นฐานทั้งด้าน academic และ soft skills และที่สำคัญคือมีกิจกรรมเยอะมาก ทั้ง Startup Week ร่วมกับ MBA ต่างมหาวิทยาลัย มีทั้งการพา MBA ทั้งคลาสมาที่ London เพื่อให้พบปะกับศิษย์เก่าและบริษัทในลอนดอนเพื่อเพิ่มโอกาสในการหางานหลังจากเรียนจบอีกด้วย


มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group
4. University of Nottingham
อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้าน Business School โดยเฉพาะด้าน Entrepreneurship และผู้สนใจทำธุรกิจ Startup ด้วยความโดดเด่นด้านวิศวกรรมอยู่แล้ว พอมารวมกับการเรียนการสอนและ Facility ระดับยอดเยี่ยมทางด้านธุรกิจด้วยแล้ว เลยทำให้ดึงดูดทั้งเหล่าคณาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยี รวมถึงนักเรียนเองก็มันจะมี Background เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่อยากมาต่อยอดการเรียนทางด้านธุรกิจที่ Nottingham นี้ ทำให้เพื่อนในห้องของน้อง ๆ มักจะมีประสบการณ์ที่ให้ได้มาแลกเปลี่ยนกันและอาจทำให้ได้ร่วมมือกันทางด้านธุรกิจในอนาคต เพราะที่ Nottingham จะมีศูนย์ Entrepreneurship Centre ที่สนับสนุน Startup ที่กำลังเริ่มต้นตั้งตัว เพราะมีทั้งพื้นที่ให้ได้ใช้เป็นออฟฟิศขนาดย่อม เพื่อให้ได้ทำเสนอไอเดีย รวมถึงมีวิชาที่จับคู่นักเรียนในหลักสูตรปริญญาโทกับบริษัท Startup จริง ๆ ให้ได้ทำงานร่วมกัน นำเสนอ Solution และไอเดียต่าง ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้นไป ที่พี่แมงโก้ได้บอกไปข้างต้นว่า Facility ของ Business School ที่ Nottingham เป็นที่ดึงดูดเหล่าอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจ เพราะว่าตึก Business School ของที่นี่จะแยกออกมาอยู่ในโซนของตัวเองที่เรียนว่า Jubilee Campus ซึ่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสิ่งทุกอย่างทางการเรียน Business อย่างครบครันให้อยู่ในที่นี่ที่เดียว


มหาวิทยาลัย Top 5 สาขา Business ใน Russell Group
5. Newcastle University
มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Newcastle อีกหนึ่งเมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอังกฤษที่มีความเจริญและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครับ แต่ค่าครองชีพไม่สูงมากเหมือนอย่างในเมืองหลวง สำหรับ Business School ของที่นี่เป็น 1 ใน 54 สถาบันจากทั่วโลกที่ได้รับการรับรองแบบ Triple-accreditation ซึ่งเป็นการรับรองคุณภาพการศึกษา หลักสูตร และหัวข้องานวิจัย จาก 3 สถาบันนานาชาติด้านธุรกิจ อย่าง AACSB, AMBA และ EQUIS ทำให้ Newcastle University Business School เป็นหนึ่งในคณะที่บริษัทชั้นนำ และผู้ประกอบการต่าง ๆ ให้ความสนใจกับนักเรียนที่จบจากที่นี่เป็นพิเศษ นอกจากนี้ทาง Newcastle University ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชอบแสงสีแบบเมืองหลวงอย่างลอนดอนโดยเปิด Newcastle University London Campus ที่มีสอนหลักสูตรของ Business School อย่าง MSc Banking and Finance, MSc International Business Management และ MSc International Marketing โดยอาคารเรียนตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอนใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Liverpool Street และอยู่ไม่ไกลจาก London Bridge โดยการสร้าง London Campus ก็เพื่อให้นักเรียน Business School ได้เรียนหลักสูตรธุรกิจในบรรยากาศของหนึ่งในเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกอย่างกรุงลอนดอน

Russell Group Universities


Russell Group Universities

Russell Group คือกลุ่มของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศอังกฤษ โดยส่วนใหญ่จะเน้นร่วมมือกันผลิตผลงานวิจัยเป็นหลัก และมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีชื่อเสียงและได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ทั้งในประเทศอังกฤษเอง และในอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก Russell Group Universities ประกอบไปด้วย 24 มหาวิทยาลัยดังนี้

ดูลิ้งค์ >> Russell Group 24 Universities

จุดประสงค์หลักของการรวมตัวกันของมหาวิทยาลัยกลุ่ม Russell Group คือ
1. การรวมตัวเพื่อเป็นแกนนำในการจัดทำงานวิจัยต่างๆ ใน UK
2. เพิ่มอำนาจต่อรองของงบประมาณจากรัฐบาลที่จะให้กับมหาวิทยาลัยที่สังกัดใน Russell Group
3. เพื่อดึงดูดบุคลากร อาจารย์และนักเรียนที่มีคุณภาพให้เข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยในกลุ่ม
4. กำหนดหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยเพื่อลดภาระให้กับรัฐบาล
5. กำหนดแนวทางพัฒนาระหว่าง Russell Group กับมหาวิทยาลัยในสังกัดเพื่อผลประโยชน์ร่วม

นอกจากนี้การเรียนในมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group อาจจะเป็นเครื่องการันตรีที่ทำให้น้อง ๆ หางานหรือไม่ก็มีรายได้ที่มากกว่านักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยอื่น เนื่องจาก Russell Group ดึงดูดทุกคนด้วยมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกอย่าง Oxford Cambridge หรือจะเป็น LSE, Imperial College London หรือจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงฝั่งเหนืออย่าง University of Edinburgh และ Durham University มหาวิทยาลัยที่ยกตัวอย่างมานี้ล้วนแต่เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม Russell Group เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินใจไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษหรือเลือกมหาวิทยาลัยเท่านั้น น้อง ๆ ยังควรพิจารณาเลือกมหาวิทยาลัยจากสาขา วิชา อาจารย์ รวมไปถึงเมืองที่น้อง ๆ จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่อีกด้วย

ขอวีซ่าแบบไหน ถ้าไปเรียนภาษาที่อังกฤษ


ขอวีซ่าแบบไหน ถ้าไปเรียนภาษาที่อังกฤษ

สำหรับน้อง ๆ ที่เตรียมตัวจะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ แต่ยังงงอยู่ว่า เอ..เราต้องขอวีซ่าประเภทไหนกันน้า แล้วทางสถานทูตเพิ่งจะเปลี่ยนระบบการกรอกวีซ่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 นี้เอง ใครงงว่าต้องขอวีซ่าประเภทอะไร มาทางนี้ได้เลยจ้า ก่อนที่จะไปขอวีซ่า น้อง ๆ จะต้องสมัครเรียนกับโรงเรียนนั้น ๆ ก่อน เพื่อให้โรงเรียนออกเอกสารยืนยันที่เรียน ระยะเวลาเรียน และที่อยู่ระหว่างเรียน เพื่อนำมาเป็นเอกสารประกอบการขอวีซ่า ซึ่งเอกสารตัวนี้ค่อนข้างจำเป็นมากเป็นเอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่านักเรียนทุกประเภท

วีซ่านักเรียนของประเทศอังกฤษมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. Short-term Student visa เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนภาษา โดยคอร์สเรียนต้องเป็นแบบระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกิน 11 เดือนสำหรับน้องเรียนภาษาที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป น้องที่ได้วีซ่าประเภทนี้จะไม่สามารถทำงาน Part time ได้ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ
2. Tier 4 (General) Student visa คือวีซ่าสำหรับน้อง ๆ ที่ไปเรียนระยะยาว เกิน 6 เดือนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนใหญ่มักเป็นนักเรียนปริญญาตรี-โท-เอก หรือน้อง ๆ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจจะไปเรียน Sixth form หรือ Foundation Pathway เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษต่อไป โดยวีซ่าประเภทนี้ น้อง ๆ จะต้องลงเรียนเต็มเวลา อย่างน้อย 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และสามารถทำงาน Part time ได้ แต่ต้องไม่เกินข้อกำหนดของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งในส่วนนี้ประเภทงานและชั่วโมงทำงานจะแตกต่างกันไปตามหลักสูตรที่น้องต้องไปศึกษาที่อังกฤษ
3. Tier 4 (Child) Student visa วีซ่าสำหรับน้องๆอายุ 4 – 17 ปี ที่ต้องการไปเรียนในโรงเรียนของประเทศอังกฤษ ซึ่งจะต้องเป็นโรงเรียนเอกชนเท่านั้น น้อง ๆ ที่อายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถทำงาน Part time ได้ ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เรามาเจาะลึกกันที่ Short-term Student Visa สำหรับน้อง ๆ ที่จะเตรียมตัวไปเรียนภาษาระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือนและ 11 เดือน กันดีกว่า เอกสารพื้นฐานอื่น ๆ ที่น้องต้องเตรียมคือ

  • – Passport ที่อายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน Passport เล่มเก่าที่หมดอายุไปแล้ว
  • – ใบแสดงผลการเรียนเป็นภาษาอังกฤษ (Transcript)
  • – หนังสือรับรองความเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ กำลังศึกษาอยู่
  • – สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของตัวน้องเอง คุณพ่อ และคุณแม่
  • – สำเนาทะเบียนสมรสของคุณพ่อคุณแม่
  • – สำเนาสูติบัตรของน้อง
  • – เอกสารของผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือที่เรียนว่า “Sponsor” ในการไปเรียนที่ประเทศอังกฤษครั้งนี้ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ก็ได้ น้อง ๆ สามารถเลือกยื่นเอกสารของใครคนใดคนหนึ่งได้ โดยเอกสารของ Sponsor จะมีหลักฐานการทำงาน ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวอาจจะเป็น ทะเบียนการค้า หรือถ้าเปิดบริษัทเองก็จะเป็นสำเนาหนังสือรับรองบริษัท หรือใบรับรองการทำงานจากที่ทำงานของ Sponsor ซึ่งถ้าเอกสารตัวไหนเป็นภาษาไทย น้อง ๆ จำเป็นจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย
  • –  Statement หรือหลักฐานการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานว่าน้องจะมีเงินครอบคลุมค่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดเวลาที่เรียนที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งต้องเป็นบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารไหนก็ได้ (พี่แมงโก้แนะนำให้ไปขอที่ธนาคารและเน้นย้ำว่าชื่อบัญชีต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น)

สำหรับน้องคนไหนที่ทำงานแล้วแต่ต้องการไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศอังกฤษก็สามารถขอวีซ่าประเภท Short-term Student visa ได้ แต่เพิ่มเอกสารทางด้านการทำงานของตัวน้องเอง ในกรณีที่น้องทำงานแล้ว และถ้าน้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาระยะสั้นครั้งนี้เอง น้องสามารถใช้ Statement ในชื่อของน้องเองได้เลย ส่วนสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของคุณพ่อคุณแม่นั้นก็ยังจำเป็นต้องยื่นไปด้วยอยู่ เพื่อเป็นหลักฐานประกอกว่าเรายังมีครอบครัวอยู่ที่นี่ และจะกลับมาหลังเรียนภาษาระยะสั้นจบแน่นอน ถึงแม้ว่าเอกสารจะเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับทุกคนเลยนะคะ


ถ้าใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรืออยากไปเรียนภาษาอังกฤษระยะสั้นหรือช่วงซัมเมอร์ หรือทำงานแล้วอยากไปเรียนภาษาเพิ่มเติม ก็สามารถปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลย พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทั้งโรงเรียน เมือง คอร์สเรียน ที่พัก และที่สำคัญเอกสารและขั้นตอนการขอวีซ่า ให้กับน้อง ๆ ทุกคน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่า

มีที่พักแบบไหนให้เลือกบ้าง เมื่อไปเรียนภาษาที่อังกฤษ


มีที่พักแบบไหนให้เลือกบ้าง เมื่อไปเรียนภาษาที่อังกฤษ

เวลาที่ต้องจากบ้านไปไกล เพื่อไปเรียนหรือไปทำอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนกังวลคงหนีไม่พ้นเรื่องที่พัก เพราะนี่คือหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ ยิ่งเป็นต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมที่แตกต่างอาจจะทำให้น้อง ๆ หลายคนสงสัยว่า เวลาเราไปเรียนภาษาที่อังกฤษ เราจะอยู่ยังไงกันนะ?

ส่วนใหญ่แล้วที่พักของนักเรียนภาษาจะถูกจัดให้โดยโรงเรียนสอนภาษาที่น้อง ๆ สมัครเข้าเรียนไป โดยมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้ชีวิตที่อังกฤษของน้อง ๆ เอง เราสามารถแบ่งประเภทของที่อยู่ได้ง่าย ๆ เป็น 3 แบบคือ Homestay, Hall of Residences และ Student house

มีที่พักแบบไหนให้เลือกบ้าง เมื่อไปเรียนภาษาที่อังกฤษ

Homestay เหมาะสำหรับทุกคนที่อยากเรียนรู้วัฒนธรรมแบบคนอังกฤษ ผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวชาวอังกฤษแท้ สำหรับน้อง ๆ ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จำเป็นจะต้องอยู่กับ Host Family เท่านั้น เนื่องจากเป็นกฎของประเทศ ที่เด็กอายุไม่ถึง 18 ปี จำเป็นจะต้องมีผู้ปกครองคอยดูแลตลอดเวลา ข้อดีของการอยู่แบบ Homestay ก็คือ การได้ฝึกภาษาอังกฤษกับครอบครัว Host Family ชาวอังกฤษที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดีจากโรงเรียนสอนภาษาที่น้องไปเรียน น้อง ๆ จะได้พัฒนาทักษะทางการสื่อสารมากยิ่งขึ้นเพราะต้องสื่อสารกับครอบครัวชาวอังกฤษที่น้องไปอาศัยอยู่ด้วยตลอดเวลา โดยการอยู่แบบ Homestay มี 2 ลักษณะคือ

  1. Bed and Breakfast น้อง ๆ จะได้พักกับโฮสแฟมิลี่และทานอาหารมื้อเช้าที่จัดหาให้โดยโฮสแฟมิลี่
  2. Half Board โฮสแฟมิลี่จะจัดหาอาหารเช้าและเย็น และรับประทานร่วมกัน

มีที่พักแบบไหนให้เลือกบ้าง เมื่อไปเรียนภาษาที่อังกฤษ

Hall of Residences เป็นหอพักสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกจากทั้งทางโรงเรียนสอนภาษาและพี่แมงโก้ โดยมีหลักเกณฑ์ที่ต้องผ่านคือ ต้องสะอาด ดี และปลอดภัย เหมาะจะเป็นที่อยู่ของน้อง ๆ ที่จะมาเรียนภาษา โดยห้องนอนส่วนใหญ่จะเป็นห้องนอนเดี่ยวที่มี 2 แบบคือ มีห้องน้ำในตัวแต่แชร์ครัวกับเพื่อนอีก 6 – 8 คน เป็นลักษณะเหมือนคอนโดห้องใหญ่ที่เดินเข้าไปแล้วมีห้องแยกออกไปอีก 6 – 8 ห้อง อีกแบบคือ หอพักที่เป็นห้องนอนเดี่ยวแต่ใช้ห้องน้ำรวมกันคนอื่น น้อง ๆ ที่พักแบบ Hall of Residences จะต้องจัดการเรื่องอาหารเองทุกมื้อค่ะ โดยในหอจะมีตู้เย็นและสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำอาหารให้เพียงพอต่อนักเรียนทุกคนที่พักที่นี่ด้วย

มีที่พักแบบไหนให้เลือกบ้าง เมื่อไปเรียนภาษาที่อังกฤษ

Student House เป็นบ้านที่ทางโรงเรียนสอนภาษาไปซื้อไว้เพื่อใช้เป็นที่พักสำหรับนักเรียนที่มาเรียนภาษาในสถาบันนั้น ๆ ลักษณะก็จะเป็นบ้านเลย โดยบางห้องนอนก็มีห้องน้ำในตัว บางห้องนอนก็ต้องแชร์ห้องน้ำกับคนอื่น ส่วนห้องครัวก็แชร์กัน บ้าน 1 หลัง มักจะอยู่กัน 6 – 8 คน และมีตู้เย็น 2 ตู้ในห้องครัวเหมือนกับที่อยู่แบบ Hall of Residences เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะแช่อาหารไม่พอเลยจ้า

เป็นไงกันบ้างค่ะกับที่พักลักษณะต่าง ๆ เวลาไปเรียนภาษาที่อังกฤษ น้อง ๆ สามารถเลือกได้ตามความต้องการและงบประมาณ ของน้อง ๆ ได้เลยค่า

จะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ ต้องใช้เงินเท่าไหร่น้า..


จะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ ต้องใช้เงินเท่าไหร่น้า..

อยากไปเรียนภาษาที่ประเทศต้นตำรับเจ้าของภาษาอย่างประเทศอังกฤษจังเลย แต่อยากรู้ค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ก่อน จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมเงินถูก น้อง ๆ มาถูกที่แล้วค่ะ! เพราะพี่แมงโก้จะมาแจกแจงให้อ่านกันว่าต้องใช้เงินไปกันอะไรบ้าง อย่างแรกที่ต้องคิดก็คือค่าคอร์สเรียนภาษา โดยทั่วไปโรงเรียนภาษาที่อังกฤษจะคิดค่าเรียนต่อสัปดาห์ เพราะว่านักเรียนสามารถเข้าเรียนได้ทุกวันจันทร์ โดยค่าเรียนของแต่ละโรงเรียนนั้น ก็จะแตกต่างกันไปตามทำเลที่ตั้ง Facilities สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ก็อาจจะราคาสูงกว่าในเมืองเล็ก ค่าเรียนจะเริ่มต้นที่ £250-£390 ต่อสัปดาห์

ส่วน ค่าที่พัก โดยน้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะอยู่แบบ

  • – Host Family ซึ่งก็จะมีการแยกออกเป็น 2 แบบคือ แบบที่น้องทานอาหารเช้ากับครอบครัว Host เรียกว่า Bed and Breakfast หรือแบบที่ 2 คือ Half Board คือน้องจะทานข้าวเช้าและข้าวเย็นกับ Host Family ซึ่งแบบ Half Board จะมีราคาสูงกว่าแน่นอนอยู่แล้ว เพราะ Host Family ต้องจัดเตรียมอาหารให้น้อง ๆ 2 มื้อด้วยกัน ส่วนอาหารมื้อที่นอกเหนือจากนี้ น้อง ๆ จะต้องหารับประทานเอง โดยทางโรงเรียนก็มักจะมีโรงอาหารให้น้อง ๆ ได้ไปซื้ออาหารรับประทานกันอยู่แล้ว ราคาที่ต้องจ่ายเมื่อพักกับ Host Family อยู่ที่ £140 – £180 ต่อสัปดาห์
  • – ส่วนถ้าน้องคนไหนที่อายุเกิน 18 ปีแล้ว ก็จะมีอีก 2 ทางเลือกคือ อยู่หอพักหรือ Hall of Residence และ แบบ Student House ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้น้อง ๆ จะเป็นคนหาอาหารรับประทานเองทั้งหมดทุกมื้อ โดยราคาจะอยู่ที่ £150 – £275 ต่อสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับห้องที่น้องเลือกอยู่ ถ้าน้อง ๆ คนไหนเลือกอยู่แบบห้องเดี่ยวที่มีห้องน้ำและห้องครัวในตัวก็จะแพงหน่อย หรือจะเลือกอยู่แบบ En Suite คือมีห้องน้ำในตัว แต่แชร์ครัวกับคนอื่นก็จะถูกลงมาหน่อย ส่วนถ้าใครอยากได้ที่ไม่แพงก็แนะนำให้อยู่ห้องที่แชร์ห้องนอนกับเพื่อนได้เลยจ้า

สำหรับค่าอาหาร น้อง ๆ จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวกลางวัน และขนม นม กาแฟ ตามความต้องการของน้อง ๆ อยู่แล้ว และมีค่าอาหารเพิ่มเติมอื่น ๆ ตาม Option ที่น้อง ๆ เลือกที่อยู่ ส่วนถ้าใครอยู่เองก็อย่างที่บอกไปว่าน้องจะต้องหาซื้ออาหารเองทุกมื้อ โดยถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ค่าครองชีพก็จะสูง ส่วนเมืองเล็กก็จะของถูกกว่า ร้านอาหารน้อยกว่า ถ้าเลือกทำอาหารกินเองก็จะประหยัดไปได้มาก แต่ถ้าชอบทานนอกบ้านก็ใช้เงินเยอะกว่าตามระเบียบจ้า

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือค่าเดินทาง ตรงนี้จะมีความแตกต่างชัดเจนระหว่างน้องที่เลือกเรียนในเมืองใหญ่กับน้องที่เลือกเรียนในเมืองเล็ก

  • – ถ้าอยู่เมืองเล็ก ชื่อก็บอกแล้วว่าเล็ก สถานที่สำคัญ ๆ มักกระจุกตัวอยู่ในแถบเดียวกัน โรงเรียนก็มักจะตั้งอยู่กลางเมือง ใกล้ที่ต่าง ๆ บางเมืองสามารถเดินถึงกันได้หมดทั้งที่พัก ที่เรียน ที่กิน หรือว่าจะเป็นที่เที่ยว ส่วนถ้าต้องนั่งรถบัสราคาก็จะอยู่ที่ประมาณเที่ยวละ £1 หรืออาจจะเป็น £1 ขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ในบางเมือง ตกแล้วค่าเดินทางจะอยู่ที่ประมาณ £30 ต่อเดือน
  • – ถ้าน้อง ๆ เลือกอยู่ในเมืองใหญ่อย่าง London แล้วละก็ ค่า Tube เริ่มต้นที่ £2.30 ไปจนถึง £9.20 ต่อเที่ยว ถ้าซื้อเป็นรายเดือนก็จะถูกลง แต่ถึงยังไงค่าเดินทางใน London มักจะตกอยู่ที่ประมาณ £140 – £170 ต่อเดือน ซึ่งจัดว่าแพงกว่าอยู่นอกเมืองหลายเท่าตัว

อีกอย่างที่เป็นค่าใช้จ่ายของนักเรียนภาษาคือ ค่ารถรับส่งจากสนามบิน ซึ่งโรงเรียนจะจัดรถไปรับตั้งแต่ตอนมาถึงอังกฤษไปส่งที่ที่พักที่น้อง ๆ เลือก รวมถึงรับจากที่พักไปส่งสนามบินเมื่อน้องจะเดินทางกลับประเทศไทย โดยค่ารถรับส่งสนามบินอยู่ที่ประมาณ £50 – £445 ต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างสนามบินแต่ละแห่งกับเมืองที่น้องอยู่ เช่น ถ้าน้องเลือกไปเรียนที่ Manchester ถ้าบินลงสนามบิน Manchester น้องก็จะเสียค่ารถไปรับที่สนามบิน £50 ต่อเที่ยวต่อคน แต่ถ้าน้องเลือกบินลงที่สนามบิน Heathrow London ซึ่งไกลจากเมือง Manchester มาก ค่ารถรับส่งก็อาจจะสูงถึง £445 ต่อเที่ยวต่อคนเลยทีเดียว แต่ค่ารถรับส่งสนามบินนั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่น้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการนี้หรือไม่

พี่แมงโก้แนะนำว่า: ถ้าน้อง ๆ คนไหนไม่เคยเดินทางไปประเทศอังกฤษมาก่อน สามารถเลือกให้รถมารับที่สนามบินอย่างเดียวได้ พอเราไปอยู่ที่โน่นสักระยะเมื่อถึงวันกลับเมืองไทย น้อง ๆ ก็จะคุ้นเคยกับการเดินทางที่อังกฤษพอสมควร จนสามารถหาทางเลือกอื่นที่ถูกกว่าบริการรถรับส่งของโรงเรียนได้ ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกค่า เรื่องนี้ปรึกษาพี่แมงโก้ได้ ส่วนอย่าง

สุดท้ายที่เป็นรายจ่ายที่ถ้าไม่จ่ายจะไม่ได้ไปก็คือค่าวีซ่า Short-term Student visa สำหรับน้อง ๆ ที่ไปเรียนภาษาระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือนที่ประเทศอังกฤษคือ £97 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,200 บาท สำหรับ ส่วนค่าวีซ่าไม่เกิน 11 เดือน จะอยู่ที่ £186 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8,000 บาท

และนี่ก็คือค่าใช้จ่ายจำเป็นทั้งหมดที่น้อง ๆ จะต้องเตรียมเมื่อไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ พี่แมงโก้ยังไม่ได้คิดรวมค่าเที่ยวค่าช๊อปปิ้งให้นะคะ เพราะการไปเรียนภาษามี Option มากมายให้เลือกให้เหมาะสมกับราคาที่น้องจะจ่ายได้ และไลฟ์สไตล์ที่น้อง ๆ ใช้ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาของน้อง ๆ ด้วยค่ะ


สามารถปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยเพื่อประสบการณ์การเรียนและการใช้ชีวิตที่ดีที่สุดที่อังกฤษของน้อง ๆ งานนี้พี่แมงโก้ให้คำปรึกษาด้วยใจ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยค่า ติดต่อกันมาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-139-3313

อยากไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ต้องเริ่มจากตรงไหน?


อยากไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ต้องเริ่มจากตรงไหน?

น้อง ๆ หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงปิดเทอม แล้วกำลังอยากไปเรียน Summer ในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ประเทศเจ้าของภาษาอย่างประเทศอังกฤษ แต่ไม่รู้อะไรเลย แล้วเราความเริ่มจากตรงไหนก่อนดี วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำให้ว่าต้องเริ่มคิดเริ่มเลือกจากตรงไหน ถึงจะได้เรียนซัมเมอร์ให้ได้ความรู้กลับมามากที่สุดและยังได้ประสบการณ์ชีวิตขั้นสุดที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกคุ้มค่าเงินที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์เลยทีเดียว
ก่อนอื่นให้น้อง ๆ ดูก่อนว่า น้อง ๆ มีเวลาช่วงปิดเทอมนานขนาดไหนและต้องการไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษเป็นเวลาเท่าไหร่ เพราะโดยปกติแล้วโรงเรียนสอนภาษาแทบทุกแห่งในประเทศอังกฤษจะเปิดให้นักเรียนต่างชาติได้เข้าเรียนในทุกวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่แล้วน้อง ๆ จะได้เข้าที่พักในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก่อนเริ่มเรียน เพื่อให้ได้มีเวลาพักผ่อนก่อนเรียนเล็กน้อย

สิ่งต่อมาที่น้อง ๆ ต้องคิดคือ น้อง ๆ อยากไปเรียนคอร์สอะไร โรงเรียนสอนภาษาที่ประเทศอังกฤษนั้น มีหลักสูตรมากมายหลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของนักเรียนแต่ละคนบางคนอยากมาฝึกภาษาอังกฤษเฉย ๆ ก็เลือกลงเรียน General English ก็ได้ หรือใครที่อยากไปฝึกภาษาเพื่อสอบ IELTS ก็ลงคอร์สที่เป็นการติวสอบ IELTS เลย แม้แต่คนทำงานแล้วอยากไปฝึกภาษาอังกฤษเพื่ออัพสกิลการทำงานก็อาจจะไปลง คอร์ส English for Business ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนได้เลย

การเลือกที่พักอาศัยก็สำคัญ น้อง ๆ สามารถเลือกได้ว่า อยากไปอยู่กับ Host Family เพื่อฝึกภาษาและวัฒนธรรม หรืออยากจะอยู่หอเพื่อฝึกใช้ชีวิตด้วยตัวเองก็สามารถเลือกได้

ต่อมาเป็นเรื่องของงบประมาณค่าใช้จ่ายที่น้อง ๆ จะต้องจ่ายเพื่อการมาเรียนซัมเมอร์ประเทศอังกฤษก็เหมือนกันประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่ค่าครองชีพในเมืองหลวงกับต่างจังหวัดต่างกันมาก ถ้าน้อง ๆ อยู่ใน London
สิ่งที่จะแพงกว่าการอยู่นอกเมืองแน่ ๆ ก็คือค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้ชีวิต แต่ถ้าอยู่นอกเมืองก็จะประหยัดในเรื่องของค่าที่พักได้ การเดินทางก็จะถูกกว่าเพราะน้อง ๆ สามารถเดินไปที่ต่าง ๆ ได้ด้วยการเดินและค่ารถเมล์เองก็ราคาถูกกว่าใน London มาก สิ่งล่อตาล่อใจให้ช๊อปปิ้งก็น้อยกว่ามาก นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของน้อง ๆ เองด้วยว่า ชอบอยู่ในเมืองหลวงที่มีสีสันอย่าง London หรืออยากมีชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติก็เลือกไปอยู่นอกเมืองได้ คำว่านอกเมืองก็มีหลายแบบ อยากอยู่เมืองติดชายทะเลไม่วุ่นวายแต่ก็ไม่เงียบเหงาพี่แมงโก้ก็แนะนำให้ไป Bournemouth หรือ Brighton หรือจากจะไปอยู่เมืองมหาวิทยาลัยหน่อยก็มุ่งหน้าไปที่ Oxford, Cambridge ได้เลยจ้า ส่วนใครชอบความอังกฤษแท้ ๆ เมืองเล็ก ๆ น่ารักจะไปอยู่ York หรือ Canterbury ก็จะถูกใจเป็นอย่างมาก อย่างที่บอกไปแล้วว่าให้คิดถึงไลฟ์สไตล์และความชอบส่วนตัวของตัวเองเป็นหลัก ไหน ๆ ไปทั้งทีก็ไปอยู่ให้สนุกและแต่ความรู้บวกประสบการณ์ชีวิตกลับมาจะได้คุ้ม ๆ

สุดท้ายไม่ว่าจะเลือกเรียนอะไร เลือกยังไงก็ขอให้น้อง ๆ ให้ความสำคัญกับทุก ๆ องค์ประกอบในการตัดสินใจเท่า ๆ กัน ทั้งไลฟ์สไตล์ก็ต้องสอดคล้องกับงบประมาณที่มี รวมถึงระยะเวลาที่อยากไปเรียนและโรงเรียนที่เราสนใจ ถ้ายังไงอยากรู้ข้อมูล Insight เพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลยนะจ๊ะ พี่ยินดีให้คำปรึกษาและดูแลตั้งแต่การเลือกโรงเรียน เลือกเมือง สมัครวีซ่า รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษจนกลับมาบ้านที่ไทย
น้อง ๆ จะมีพี่แมงโก้เคียงข้างอยู่เสมอ 🙂

อยากเก่งอังกฤษ ไปเรียนภาษาที่อังกฤษกี่เดือนดี?


อยากเก่งอังกฤษ ไปเรียนภาษาที่อังกฤษกี่เดือนดี?

ใคร ๆ ก็รู้ว่าถ้าเราอยากเชี่ยวชาญเรื่องอะไร ให้เอาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่แวดล้อมด้วยเรื่องนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาษา นี่เป็นเหตุผลที่ว่าตอนนี้ประเทศไทยมีโรงเรียนอินเตอร์ และโรงเรียนสอนภาษาผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด เพราะการเอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษซะส่วนใหญ่ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการอยู่บ้านที่เมืองไทย แต่ได้ใช้ภาษาอังกฤษควบคู่กันไปด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรามโนขึ้นมาเอง จากการศึกษาของ The National Training Laboratories ของประเทศอเมริกา ได้ชี้ให้เห็นว่า การเรียนแบบใช้จริง หรือ “Active Learning” ได้ผลมากกว่าการเรียนแบบรับรู้อย่างเดียว (Passive Learning) อย่างมาก

อยากเก่งอังกฤษ ไปเรียนภาษาที่อังกฤษกี่เดือนดี?

ตามตารางข้างบนจะเห็นได้ว่า เมื่อได้รับการเรียนรู้แล้ว การฝึกฝนจริงและการเรียนแบบ “Group Discussion” หรือการจับกลุ่มพูดคุยแสดงความคิดเห็นกัน สามารถทำให้น้อง ๆ สามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้รวดเร็วกว่าการเรียนแบบนั่งฟังอาจารย์บรรยายเฉย ๆ ถึง 70% เลยทีเดียว และจากการสำรวจของ The US Foreign Service Institute ที่ทำการวิจัยและสำรวจนักศึกษาจากต่างประเทศโดยการแบ่งกลุ่มตามความแตกต่างของภาษาประจำชาติกับภาษาอังกฤษ โดยประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่ม 3 จาก 4 กลุ่ม ซึ่งจากการวิจัยของ The US Foreign Service Institute ชี้ให้เห็นว่า คนไทยจะใช้เวลาประมาณ 720 ชั่วโมงในการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว

น้อง ๆ ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าไปเรียนภาษาอังกฤษในคอร์ส General English ที่ประเทศอังกฤษ โดยลงเรียนวันละ 5 ชั่วโมง น้อง ๆ จะใช้เวลาประมาณ 144 วัน หรือประมาณ 4-5 เดือน น้อง ๆ ก็จะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว นี่เป็นการนับแค่เวลาเรียนในห้องเรียนนะคะ ถ้านับเวลาอื่นที่นอกเหนือจากเวลาในห้องเรียนในประเทศอังกฤษ ซึ่งน้อง ๆ จะต้องพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลาแล้ว เวลาที่ใช้ในการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้อย่างคล่องแคล่วอาจจะเหลือเพียงแค่ 1-3 เดือน แล้วแต่ทักษะพื้นฐานของแต่ละคนด้วย ฉะนั้นพี่แมงโก้สามารถสรุปได้ว่า การเรียนภาษาที่อังกฤษเป็นเวลาประมาณ 1-3 เดือน ก็จะสามารถทำให้น้อง ๆ พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว


ถ้าใครสนใจไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษสามารถติดต่อพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line:@mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313
พี่แมงโก้พร้อมแนะนำเมืองและโรงเรียนตามความต้องการของน้อง ๆ ไม่ว่าจะอยากอยู่ในที่ที่คนไทยน้องหรือเมืองหลวงทีมีสีสันและคนไทยเพิ่มขึ้นมาหน่อยอย่าง London
พี่แมงโก้ก็สามารถจัดหาโรงเรียนที่มีคุณภาพเพื่อให้น้อง ๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเงินที่จ่ายไปค่า

เรียนโรงเรียนไทย ก็ไปต่อป.ตรีที่อังกฤษได้


เรียนโรงเรียนไทย ก็ไปต่อป.ตรีที่อังกฤษได้

น้อง ๆ หลายคนคงเคยมีความฝันว่าอยากไปเรียนต่อใช้ชีวิตในเมืองนอก หรืออยากเรียนในสาขาที่เมืองไทยไม่มีสอน และคงคิดว่าคงจะไปต่อได้แค่ตอนปริญญาโทปีหรือสองปีเท่านั้น เพราะตอนนี้เรียนอยู่โรงเรียนไทย โอกาสไปต่อปริญญาตรีที่เมืองนอกเลยคงยาก และเสียเวลาเรียนภาษา เรียนปรับพื้นฐานอะไรอีก บางทีอาจจะเรียนจบช้ากว่าเพื่อนร่วมห้องอีกหลายปี พี่แมงโก้อยากให้น้อง ๆ เด็กโรงเรียนไทยทั้งหลาย สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วฟังพี่แมงโก้ให้ดี เพราะเรามีวิธีที่จะให้น้องไปเรียนอังกฤษได้ โดยไม่ต้องซ้ำชั้น เผลอ ๆ จะจบเร็วกว่าเพื่อนที่เมืองไทยด้วยซ้ำ!
ที่อังกฤษจะมีโปรแกรมที่ชื่อ Pathways เป็นหลักสูตรปรับพื้นฐานสำหรับนักเรียนต่างชาติเพื่อให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ระดับชั้นปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษได้อย่างราบรื่น เช่นหลักสูตร International
Foundation Year เปิดโอกาสให้นักเรียนชาวต่างชาติที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียนอินเตอร์หลักสูตรของอังกฤษ ก็สามารถใช้ผลการเรียนในโรงเรียนไทยยื่นสมัครได้

สำหรับเกณฑ์การรับเข้านั้น น้อง ๆ สามารถยื่นผลการเรียนของชั้นม.5 เกรด 2.50 ขึ้นไป หรือ ม.6 เกรด 2.00 ขึ้นไป ร่วมกับคะแนนสอบ IELTS ประมาณ 5.0 ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขาที่น้องต้องการจะเรียนต่อปริญญาตรีเป็นคนกำหนด) แต่ถ้าใครเข้าเรียนชั้นปี 1 ของมหาวิทยาลัยในไทยไปแล้ว ชอบดูซีรี่ย์สืบสวนสอบสวน ใฝ่ฝันอยากเป็น Sherlock Holmes วันดีคืนดีไปเซิร์จเจอคณะที่อยากเรียนแบบเฉพาะทางมาก ๆ และมีสอนที่ประเทศอังกฤษ อย่างคณะ Chemistry with Forensic Investigation หรือคณะที่เรียนเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางเคมี เหมือนเห็นโอกาสที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง เรียนจบกลับมาสามารถมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ได้เลย เพราะเมืองไทยไม่มีสอน และมีคนเชี่ยวชาญด้านนี้น้อยมาก น้องก็สามารถเข้าเรียน Pathways ในหลักสูตร International Foundation Year 1 ปี แล้วเข้าเรียนต่ออีก 3 ปีเท่านั้นก็จะจบปริญญาตรีสาขานี้แล้ว เหมือนน้องซิ่ว แต่เป็นการซิ่วไปเรียนในคณะในฝันที่ไม่มีสอนในเมืองไทย แล้วมีโอกาสทางการทำงานมากมายในระดับโลกรออยู่มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีกนะคะ

เรียนโรงเรียนไทย ก็ไปต่อป.ตรีที่อังกฤษได้

นอกจากนี้ยังมีอีก 1 หลักสูตรของ Pathways ที่เรียกว่า International Year One ซึ่งส่วนมากจะเปิดสอนในสาย Business และ Engineering สำหรับน้อง ๆ ที่เรียนจบม.6 หรือจบปี 1 ที่มหาวิทยาลัยในไทย แต่อยากไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษและไม่อยากเสียเวลาแล้ว ก็สามารถสมัครเข้าเรียน International Year One ได้เลย เพราะนี่เป็นการเรียนเหมือนปี 1 ในหลักสูตรปริญญาตรีของอังกฤษ แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนักเรียนชาวต่างชาติโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถปรับตัวใช้ชินกับระบบการสอนและเข้าเรียนปี 2 ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไม่มีปัญหา และจบปริญญาตรีภายในเวลา 3 ปี เมื่อนับรวมเวลาที่เรียนปรับพื้นฐานในหลักสูตร International Year One แล้ว นี่เท่ากับว่าน้องที่เรียนปี 1 ไปแล้วจะจบปริญญาตรีพร้อมเพื่อน ไม่เสียเวลาเลยส่วนน้องที่จบม.6 แล้วไปต่อ International Year One ก็จะจบเร็วกว่าเพื่อน 1 ปี เพราะหลักสูตรของอังกฤษใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีเท่านั้นเอง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ที่พี่แมงโก้ยกมาแนะนำ เพื่อให้น้องๆได้เห็นภาพว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนโรงเรียนอินเตอร์ก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษได้เหมือนกัน ถ้าน้องๆคนไหนสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่านี้ก็สามารถติดต่อมาถามพี่แมงโก้ได้เลยนะจ๊ะ

Bellerbys College โรงเรียนนานาชาติชั้นนำในอังกฤษ สำหรับนักเรียนต่างชาติ


Bellerbys College โรงเรียนนานาชาติชั้นนำในอังกฤษ สำหรับนักเรียนต่างชาติ

Bellerbys College คือโรงเรียนนานาชาติเพื่อสอนนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ เพราะที่ Bellerbys จะปิดสอนเฉพาะหลักสูตรเพื่อสอบ GCSE, As-Level, A-Level หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Sixth Form สำหรับนักเรียนชาวต่างชาติที่ต้องการมาศึกษาต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษ อย่าง Oxbridge และมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group เช่น Durham University, University of Exeter และ Imperial College London

Bellerbys College โรงเรียนนานาชาติชั้นนำในอังกฤษ สำหรับนักเรียนต่างชาติ

การเรียนการสอนที่ Bellerbys College จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาทักษะและความรู้อย่างครบวงจรให้กันตัวนักเรียนต่างชาติ ที่อาจจะยังไม่คุ้ยเคยกับการเรียนแบบอังกฤษ ช่วยในการปรับตัวและช่วยให้นักเรียนมีคุณสมบัติและความรู้เพียงพอที่จะสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษได้ นักเรียนต่างชาติที่จบจาก Bellerbys College สามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่กล่าวมาแล้วด้วยคะแนน A-Level ในระดับ A* – B ถึง 62% และเด็กจาก Bellerbys College ได้คะแนน GCSE เกรด A*-A 29%, A*-B 49% และ A*-C ถึง 69% ในปี 2018 ที่ผ่านมา

หลักสูตรที่ Bellerbys College เปิดรับตั้งแต่เด็กอายุ 14 – 16 ปีเพื่อเข้าเรียน Year 10 สำหรับสอบ GCSE และรับนักเรียนอายุ 15.5 ปีขึ้น เข้าเรียนเพื่อสอบ A-Level และนำคะแนนไปยื่นในระบบ UCAS เพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษต่อไป

นอกจากนี้ยังมีเปิดสอนหลักสูตร Foundation Year และ International Year One สำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่ออีกเพียง 1 ปี เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเลยน้อง ๆ สามารถเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมกับความฝันในอนาคตของน้อง ๆ เองได้ที่ Bellerbys College พร้อมกับได้ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอังกฤษไปพร้อม ๆ กับเพื่อนต่างชาติ ในบรรยากาศโรงเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมดี มีคุณภาพและมีการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานระดับสูง สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bellerbys College สามารถติดต่อสอบถามกับเรา Mango Learning Express เพราะเราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการและพร้อมดูแลช่วยเหลือน้อง ๆ ในทุกเรื่องตั้งแต่ให้ข้อมูลในขั้นต้นไปจนถึงส่งน้อง ๆ ไปเรียนที่อังกฤษแล้วมีปัญหาอะไร ก็สามารถติดต่อเราได้เสมอนะคะ

พลาดจาก UCAS ไม่ใช่ปัญหา โอกาสเรียนต่อมหาลัยในฝันที่ประเทศอังกฤษยังรออยู่ที่นี่!


พลาดจาก UCAS ไม่ใช่ปัญหา โอกาสเรียนต่อมหาลัยในฝันที่ประเทศอังกฤษยังรออยู่ที่นี่!

สำหรับใครที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ในประเทศไทยหลายคนที่กลัวว่ายื่นคะแนน UCAS แล้วจะไม่ผ่านเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ อยากเข้าเรียน วันนี้พี่ ๆ Mango มีอีกเส้นทางการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษอีกหนึ่งเส้นทางให้น้อง ๆ เพื่อสานฝันสู่การเข้าเรียนในคณะและมหาลัยที่น้องอยากเรียน

สำหรับน้อง ๆ ที่มีคะแนน A-Level อยู่แล้ว สามารถนำคะแนนมายื่นเพื่อเรียนหลักสูตร International Year One หลักสูตรที่เตรียมพร้อมน้อง ๆ เข้าสู่การเรียนในมหาลัยจริงๆสำหรับนักเรียนต่างชาติที่สนใจจะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษโดยมุ่งเน้นการเรียนเข้าหลักสูตรที่น้อง ๆ อยากเรียนในระดับป.ตรีเลยตั้งแต่แรก เมื่อจบ Internation Year One แล้ว น้อง ๆ สามารถเข้าเรียน Year 2 และจบปริญญาตรีที่อังกฤษใน Year 3 ได้เลย สรุปแล้วคือได้เรียนจบป.ตรี พร้อมเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีหลักสูตรอังกฤษเลย

หรือน้อง ๆ คนไหนมีคะแนน IGCSE หรือ AS Level ก็สามารถมาเรียน Pathway เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัยในอังกฤษได้เลย โดยหลักสูตรนี้จะเรียนว่า Foundation น้อง ๆ จะต้องเรียนหลักสูตร Foundationในสาขาที่น้องอยากจะเรียนต่อป.ตรีในมหาวิทยาลัยนั้น ๆ วิธีนี้เหมาะมาก ๆ กับน้อง ๆ ที่จบ Year 11 และไม่ต้องการต่อ Year 12-13 แล้วมาต่อหลักสูตร Foundation ประมาณ 1 ปี เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่น้องต้องการ โดยสามารถประหยัดเวลาในการเรียนไปได้อีก 2 ปีเลยทีเดียว


ใครที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร Pathway ทั้ง Foundation และ International Year One สามารถสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ Mango Learning Express พี่ ๆ พร้อมรอตอบทุกข้อสงสัยของน้อง ๆ
และเพื่อแนะนำเต็มที่เพื่อให้น้อง ๆ ได้เรียนในมหาวิทยาลัยในฝันของน้อง ๆ นะจ๊ะ