9 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ใกล้ London


สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ไม่ชอบความวุ่นวายในลอนดอนในวันเรียน เพราะอยากโฟกัสกับการเรียนมากที่สุด แต่อยากไปเที่ยวพักผ่อนชมแสงสีในลอนดอนทุกวันหยุด หรือน้องคนไหนที่อาจจะกังวลเรื่องค่าใช่จ่าย ค่าหอพัก และค่าเดินทางที่แสนแพงในลอนดอน แต่ยังอยากไปลอนดอนบ่อย เดินทางง่าย ๆ กลับมานอนหอในเมืองตัวเองได้ ต้องมาที่นี่เลย 9 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ใกล้ลอนดอน


1. Royal Holloway, University of London
มหาวิทยาลัยสุดสวยที่อยู่เขตที่เป็นชาญเมืองของลอนดอน พร้อมสภาพแวดล้อมที่ดีงาม มีอากาศบริสุทธิ์ของธรรมชาติ แต่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองลอนดอนแค่ไม่ถึงชั่วโมง แถมยังอยู่ในเครือ University of London ทำให้น้องๆสามารถไปใช้ห้องสมุดและ Facilities ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยในเครือเดียวกันอย่าง UCL, LSE ได้อีกด้วย

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Egham ขึ้นสาย South Western Railway ถึงสถานี Waterloo ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

essex-uni_190311_0036

2. University of Essex
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ประกอบไปด้วย 2 แคมปัสคือ Colchester Campus อยู่ในเมือง Colchester ส่วนอีกที่คือ Southend Campus มีชื่อเสียงอย่างมากด้าน Human Right, Robotic, AI และ Entrepreneurship ซึ่งจะได้ไปเรียนที่ Southend Campus ที่อยู่เมือง Southend-On-Sea ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น SME City คือมีอัตราการเติบโตของธุรกิจ SME และ Startup สูงมาก ตัวเมืองทั้ง 2 เมืองก็สงบ น่าอยู่ประชากรส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ทำงานในลอนดอนมาซื้อบ้านอยู่ที่นี่ แล้วนั่งรถไฟไปทำงานและกลับบ้านในตอนเย็น แสดงให้เห็นถึงความสะดวกสบาย และใกล้ลอนดอนสุดๆ

การเดินทาง: Colchester Campus นั่งรถไฟจากสถานี Colchester Town ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใจกลางกรุงลอนดอนใช้เวลา 1 ชั่วโมง / Southend Campus นั่งรถไฟจากสถานี Southend Victoria ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใจกลางกรุงลอนดอนใช้เวลา 1 ชั่วโมง

business

3. University of Kent

ตั้งอยู่ในเมืองน่ารักอย่าง Canterbury ที่ได้ชื่อว่าเป็น Garden of England และประชากรในเมืองส่วนมากจะเป็นชาว British แท้ ๆ ที่มีฐานะดี ทำให้เมืองมีความปลอดภัยและสวยงามเป็นอย่างมาก University of Kent ยังมีอีกหนึ่งแคมปัสตั้งอยู่ในเมือง Medway เมืองที่เป็นการรวมตัวของ 3 มหาวิทยาลัยมารวมกันสร้างศูนย์การเรียนขนาดใหญ่ที่นี่ มีห้องสมุดที่ยาวที่สุดในอังกฤษด้วย ทั้ง Canterbury และ Medway จะเป็นเมืองของอังกฤษที่อยู่ใกล้ทวีปยุโรปมากที่สุดด้วย อยู่มหาวิทยาลัยนี้ เรียนได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็สะดวก ทั้งลอนดอน ทั้งยุโรป

การเดินทาง: Canterbury Campus นั่งรถไฟจากสถานี Canterbury West Station ขึ้นสายSoutheastern ไปลงสถานี St Pancras International ใช้เวลา 1ชั่วโมง / Medway Campus นั่งรถไฟจากสถานี Chatham ขึ้นสายSoutheastern ไปลงสถานี St Pancras International ใช้เวลาเพียง 40 นาที

exeter-summer7

4. University of Exeter
ตั้งอยู่ในเมือง Exeter ในแคว้น Devon ทางตอนใต้ไปทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ แวดล้อมด้วยภูมิทัศย์เมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยร้านอาหาร และคาเฟ่เกร๋ ๆ ฮิป ๆ กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ด้านการศึกษาก็โดดเด่นหลายคณะ โดยเฉพาะ Business School ด้าน Finance และ MBA ที่เก่งมากๆ จนติดอันดับท็อปของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศอังกฤษ

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Exeter St Davids ขึ้นสาย GWR ถึงสถานี Paddington ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิด ๆ

business-nott

5. University of Nottingham
โดดเด่นทางด้านวิศวะกรรมศาสตร์ การแพทย์ และ Business School ตั้งอยู่ในตัวเมืองที่ค่อนข้าง Compactคือมีทุกอย่าง ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร สถาปัตยกรรมที่สวยงามของตัวเมือง รวมทั้งระบบการขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยม คือ มีทั้งรถเมล์ รถไฟ รถราง(Tram) และจักรยานที่หาเช่าได้ทั่วเมือง

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Nottingham ขึ้นสาย East Midlands Trains ถึงสถานี St Pancras International ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

nottingham-trent
6. Nottingham Trent University

อีกหนึ่งมหาวิทยาในกลุ่ม Modern University ชั้นดีอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมือง Nottingham เมืองแห่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ หลักสูตรที่เด่นดังคือ Art, Design and Fashion รวมถึงหลักสูตรสุดฮิตอย่าง Fashion International Business ที่เป็นการศึกษาว่าจะทำยังไงให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ในโลกธุรกิจแห่งนี้

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Nottingham ขึ้นสาย East Midlands Trains ถึงสถานี St Pancras International ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที


7. Bournemouth University
มหาวิทยาลัยทางตอนใต้ที่อยู่ในเมืองตากอากาศติดทะเลชื่อดังของอังกฤษอย่างเมือง Bournemouth เมืองที่เซเลปบริตี้และคนที่มีฐานะดีนิยมมาซื้อบ้านพักตากอากาศไว้ที่เมืองนี้ บรรยากาศเมืองก็เป็นแบบง่าย ๆ สบาย ๆตามสไตล์เมืองริมทะเล อากาศดีและบริสุทธิ์ และตัวมหาวิทยาลัย Bournemouth เองได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว หรือ “Greenest University” ลำดับที่ 7 ในประเทศสหราชอาณาจักร และได้รับการยกย่องจากให้เป็นอันดับหนึ่งจาก People and Planet University League 2015 ถึงห้าปีซ้อน ในสาขาสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมของสถาบัน

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Bournemouth ขึ้นสาย South Western Railwayถึงสถานี Waterloo ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที

8. University of East Anglia
มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนธรรมชาติที่ชานเมืองของเมืองนอร์วิช (Norwich) มีพื้นที่ใหญ่ถึง 320 เอเคอร์ หรือกว่า 800 ไร่ มีชื่อเสียงอย่างมากทางด้านการวิจัยระดับโลก บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความร่มรื่นตามธรรมชาติและตึกเรียนที่ทันสมัยและมีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบครัน รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะสาธารณะ The Sainsbury Centre for Visual Arts มีการจัดแสดงผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Pablo Picasso เป็นต้น

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Norwich ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที

9. University of York

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1963 อยู่ทาวตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง York เมืองที่ค่อนไปทางเหนือของประเทศอังกฤษ จากตอนแรกที่มีนักศึกษาเพียง 200 คนเท่านั้น ปัจจุบันมีนักศึกษามากถึง 11,000 คน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและมีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีชื่ออยู่ในลิส 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี York ขึ้นสาย Liner ถึงสถานี King’s Cross ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

Pre-Master Course คืออะไร


Pre-Master Course คือ โปรแกรมเตรียมความพร้อมสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ หรือระดับอื่น ๆ ที่สูงกว่าโดยโปรแกรมนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสอนนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะเพื่อให้มีความสามารถเพียงพอที่จะเรียนรู้ในระดับปริญญาโทหรือสูงกว่านั้นได้อย่างดีเยี่ยม เข้าใจในเนื้อหาการสอนพร้อมรับความรู้จากอาจารย์ที่มีคุณภาพและหลักสูตรการเรียนการสอนที่เข้มข้นอย่างหลักสูตรปริญญาภายใน 1 ปีของประเทศอังกฤษ หรือสำหรับนักเรียนปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษก็จะสามารถทำงานวิจัยได้อย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ของความรู้ โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านภาษามาเป็นอุปสรรคต่อการเรียนของนักเรียนต่างชาติ จบหลักสูตรนี้มาก็จะได้รับดีกรี Graduate Diploma

Pre-Master สอนอะไร
– ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษทั่วไปให้น้องๆสามารถเข้าใจและสื่อสารทั้งในและนอกห้องเรียนได้
– ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษเชิงวิชาการเฉพาะด้านที่น้องๆต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาโท เช่น Pre-Master Business ก็จะเน้นสอนภาษาอังกฤษที่จะสามารถนำไปใช้ในการเรียนปริญญาโททางด้าน Business ได้เลย ทั้งในแง่การเขียน และการ Present งานหน้าห้องเรียน
– พื้นฐานความรู้ของคณะที่น้องต้องการจะเรียนต่อในระดับปริญญาโท ใครควรเรียน Pre-Master
– น้อง ๆ ที่ได้เกรดในระดับปริญญาตรีไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดของมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับท๊อปของประเทศอังกฤษ
– น้อง ๆ ที่อยากเปลี่ยนสายงานหรือเรียนป.ตรีมาไม่ตรงสายกับที่ต้องการเรียนต่อป.โท
– น้อง ๆ ที่ต้องการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ เช่น การเขียน Essay การเขียนงานวิจัย การทำ Dissertation และ Presentation รวมถึงภาษาอังกฤษทั่วไปที่ใช้ในการสื่อสารทั้งในและนอกห้องเรียน

การันตี Pre-Master ดียังไง
– การันตีที่เรียนต่อระดับปริญญาโทในคณะและมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ ไปเรียน หลักสูตร Pre-Master (เมื่อน้อง ๆ สอบผ่าน ข้อสอบจบของ Pre-Master ซึ่งจะง่ายกว่าเกณฑ์การรับตรงของป.โทเอง)
– พัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อป.โทในสาขาวิชานั้น ๆ ของน้อง ๆ เหมือนได้ลองซ้อมเรียนป.โทไปก่อนเลย
–  พัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษพื้นฐานทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน ให้เข้าใจและสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว
– ให้น้อง ๆ ได้ชินกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษระยะเวลาเรียน Pre-Master 2 – 3 เทอม หรือ ประมาณ 6 – 9 เดือน

ค่าใช้จ่าย เกณฑ์การรับเข้าเรียน และหลักสูตร Pre-Master ขอมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

law-dur
1. Durham University (https://www.durhamisc.com/programmes/premasters)
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business, Economics, Accounting and Finance
– Science and Engineering
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– 3 terms – Academic IELTS for UKVI 5.5 (5.5 in all skills)
– 2 terms – Academic IELTS for UKVI 6.0 (5.5 in all skills)
ค่าใช้จ่าย
– 3 terms – £19,850
– 2 terms – £16,905

หลักสูตรที่เปิดสอน
– Finance
– Management
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– 3 terms – Academic IELTS for UKVI 5.5
ค่าใช้จ่าย
– 3 terms – From £19,895

newcastle
3. Newcastle University (https://www.intostudy.com/en/universities/newcastle-university/courses)
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Architecture
– Business and Humanities
– Music
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– Architecture – Academic IELTS for UKVI 5.0
– Business and Humanities – Academic IELTS for UKVI 5.0
– Music – Academic IELTS for UKVI 5.5
ค่าใช้จ่าย
– Architecture: From £19,995
– Business and Humanities: From £18,995
– Music: From £18,995

หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business, Law and Social Sciences
– Engineering, Computing, Mathematics and Science
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– 3 terms – Academic IELTS for UKVI 5.5
– 2 terms – Academic IELTS for UKVI 6.0
ค่าใช้จ่าย
– Business, Law and Social Sciences: 3 terms – £17,500 / 2 terms – £15,000
– Engineering, Computing, Mathematics and Science: 3 terms – £18,000 / 2 terms – £15,350
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– Academic IELTS for UKVI 5.5
ค่าใช้จ่าย
– From £10,430

6. University of York (https://www.kaplanpathways.com/colleges/university-of-york-international-pathway-college/courses/pre-masters/#/)
หลักสูตรที่เปิดสอน
– Business, Law, Social Sciences
– Science, Engineering
เกณฑ์การรับเข้าเรียน
– Business, Law, Social Sciences – Academic IELTS for UKVI 5.0
– Science, Engineering – Academic IELTS for UKVI 5.5
ค่าใช้จ่าย
– Business, Law, Social Sciences – £19,250
– Science, Engineering – £19,520


น้องๆคนไหนอยากเปลี่ยนสายงาน หรืออยากพร้อมสุดๆเพื่อเรียนป.โทที่อังกฤษ อยากไปเรียน Pre-Master ก่อน ก็ติดต่อพี่แมงโก้ตัวแทนมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ มาได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ยังมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคอร์ส Pre-Master นอกเหนือจากที่พี่แมงโก้พูดถึงอีกนะคะ

ถ้าทำบัตร BRP หาย!! จะทำยังไงดี


ถ้าเราทำหายในประเทศอังกฤษ เราจะต้องรีบแจ้งหายให้เร็วที่สุด!! เพราะถ้าเกิดเราโดยสุ่มตรวจ เราจะกลายเป็นคนอยู่ประเทศอังกฤษแบบผิดกฎหมายทันที และอาจจะถูกส่งกลับประเทศไทยเลยก็ได้ โดยน้อง ๆ สามารถแจ้งหายได้ทางเว็บไซต์ https://www.gov.uk/biometric-residence-permits/lost-stolen-damaged แล้วแจ้งข้อมูลบัตร BRP ตัวที่หายไป โดยไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ซึ่งน้อง ๆ จะต้องลงทะเบียนทำบัตร BRP ใบใหม่ ภายใน 3 เดือน โดยมีค่าใช้จ่าย 2 แบบให้เลือกคือ

1. ทำที่ไปรษณีย์: จะเสียค่าบริการ £56 โดยน้องๆจะต้องกรอกใบสมัคร BRP Card แล้วนำใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครไปยื่นที่ไปรษณีย์ที่ใกล้ที่พักของน้อง ๆ จากนั้นก็รอเรียกไปสแกนนิ้วที่ไปรษณีย์ที่เราไปยื่นเหมือนตอนที่เราไปทำวีซ่า ภายใน 2 สัปดาห์ ค่าสแกนนิ้วอยู่ที่ประมาณ £19 และจะได้บัตร BRP ใบใหม่หลักจากนี้ประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป

2. ทำที่ Premium Service Centre: เสียค่าบริการ £590 ค่าจองคิวอีก £100 โดยน้อง ๆ สามารถเช็ค Premium Service Centre ทั้ง 7 แห่งได้ที่เว็บไซต์ https://www.gov.uk/ukvi-premium-service-centres โดยใช้เวลาวันเดียวเท่านั้น ในการทำบัตร BRP คือ ยื่นเอกสารตอนเช้า รอฟังผลตอนบ่าย และหลังจากนั้นรอประมาณ 7-10 วัน ไปรษณีย์ก็จะส่งบัตร BRP ใบใหม่มาให้เราถึงหน้าประตูห้องเลย ..อย่างว่านะคะ จ่ายแพงกว่า(มาก)ก็ได้เร็วกว่าเป็นธรรมดา 🙂

กรณีที่ทำหายนอกประเทศอังกฤษ
1. ทำหายในประเทศไทย
ขั้นตอนแรก เราจะต้องอีเมลไปแจ้งที่ BRPLost@homeoffice.gsi.gov.uk เพื่อแจ้งว่า เราจะทำ Replacement Biometric Residence Permit ในไทย จากนั้นให้น้อง ๆ เตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอ Visa กลับเข้าอังกฤษใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็คือ Replacement Biometric Residence Permit จากนั้นก็กรอกใบสมัครใน https://www.visa4uk.fco.gov.uk เพื่อทำเรื่องขอคิวยื่นวีซ่ากับ VFS โดยค่าธรรมเนียมการยื่น Replacement Biometric Residence Permit จะอยู่ 169 GBP ค่ะ จากนั้นน้อง ๆ จะได้หน้าวีซ่า สำหรับเดินทางเข้าประเทศเพียงครั้งเดียวเท่านั้นค่ะ

2. ทำให้ที่ต่างประเทศที่ไม่ใช่อังกฤษ (อาจจะเป็นประเทศในแถบยุโรปที่เราเดินทางไปเที่ยว)
ถ้าประเทศที่น้องๆทำให้มีสถานที่ให้ทำวีซ่าอังกฤษ น้อง ๆ สามารถทำวีซ่าอังกฤษได้ที่ประเทศนั้น ๆ ได้เลย โดยขั้นตอนเหมือนกับการยื่นขอ Replacement Biometric Residence Permit ในไทยเลย เพียงแต่ต้องอีเมลไปแจ้งที่ BRPLost@homeoffice.gsi.gov.uk ว่าเราจะทำ Replacement Biometric Residence Permit ในประเทศที่เราอยู่ ณ ตอนนั้น เช่น น้อง ๆ กำลังเที่ยวอยู่ที่ อิตาลี แล้วเกิดทำ BRP หล่นหาย ก็แจ้งว่าเราจะขอทำวีซ่าประเภท Replacement Biometric Residence Permit ที่ประเทศอิตาลี จากนั้นก็ดำเนินการขอวีซ่าตามกฎระเบียบของการขอวีซ่าอังกฤษที่ประเทศนั้น ๆ ได้เลย

การป้องกันบัตรหาย
พอเห็นค่าทำบัตร BRP ใหม่แล้ว น้อง ๆ หลายคนอาจจะสยองกันนิดหน่อย พี่แมงโก้เลยมาเสนอทางเลือกวิธีเก็บบัตรไม่ให้หายกัน น้อง ๆ สามารถถ่ายเอกสารบัตร BRP แบบหน้าหลังแล้วตัดประกอบเหมือนเป็นการ์ดกระดาษ เอาไว้พกแทนตัวจริงได้โดยที่เราเก็บตัวจริงไว้ที่หอ เพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าไม่ไปเผลอทำหล่นหายที่ไหนแน่ ๆ วิธีนี้พี่แนะนำให้ทำกับหน้า Passport ด้วยก็ดีนะคะ จะได้ไม่ต้องพก Passport ไปไหนต่อไหนตลอดเวลา แต่ถ้าน้อง ๆ จะต้องออกนอกประเทศอังกฤษ ก็ต้องใช้ทั้ง BRP และ Passport ตัวจริงเท่านั้นนะค้า


มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนต่ออังกฤษ อย่าลืมปรึกษาพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องเที่ยว เรื่องเอกสาร เรื่องทำของหาย พี่แมงโก้พร้อมดูแลด้วยใจ ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆค่า ติดต่อพี่แมงโก้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 พี่แมงโก้รอน้อง ๆ อยู่น้า

BRP คืออะไร? ทำไม VISA มีอายุแค่ 1 เดือน?


ตอนที่เราสมัครวีซ่า Tier 4 เพื่อเข้าเรียนที่อังกฤษ ก่อนจะไปถึงหน้าจ่ายเงินค่าทำวีซ่า จะมีคำถามให้เรากรอกรับสิ่งที่เรียกว่า BRP น้อง ๆ สงสัยกันมั้ยคะว่า BRP คืออะไร มีความสำคัญยังไง เรามารู้คำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยค่า

BRP หรือ Biometric Residence Permit คือ บัตรที่เหมือนกับบัตรประชาชนของเราตอนเราอยู่ที่อังกฤษเป็นใบอนุญาตให้เราอยู่ที่ประเทศอังกฤษได้ โดยคนที่จะได้รับ BRP คือคนที่จะอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษเกิน 6 เดือน ทั้งคนที่ไปเรียนและคนที่ไปทำงาน ในกรณีนี้พี่แมงโก้จะพูดถึงคนที่ไปเรียนเป็นหลักนะคะ น้อง ๆ ทุกคนที่จะไปเรียนที่อังกฤษไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษา Pre-Master, Pre-Session หรือปริญญาต่าง ๆ ที่มีระยะเวลาเรียน 6 เดือนขึ้นไป จะต้องทำบัตร BRP กันทุกคน เพราะว่าวีซ่า Tier 4 ที่ขอไปจากประเทศไทย จะมีอายุเพียง 1 เดือนเพื่อใช้เข้าประเทศอังกฤษในครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนี้ตลอดเวลาที่เราอยู่ในประเทศอังกฤษ เราจะต้องยืนยันการอยู่ในประเทศอย่างถูกกฎหมายด้วย BRP เท่านั้น ฉะนั้นไม่ต้องตกใจไปนะคะ ตอนที่ได้รับวีซ่าแล้วเราได้วีซ่าแค่เดือนเดียว สิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตคือ วันที่อนุญาตให้เข้าประเทศอังกฤษได้ในวีซ่า จะต้องเป็นวันก่อนคอร์สเรียนเปิดเท่านั้น เพราะถ้าเราได้วันที่หลังจากคอร์สเรียนเปิด เราจะไปไม่ทันวันที่เรียนวันแรก และจะทำให้เราโดน Reject ออกจากคอร์สไปเลย ดังนั้นน้อง ๆ ต้องดูให้ดีตอนได้รับวีซ่า ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาด ให้แจ้งกับทาง VFS ได้เลย และใช้เอกสาร CAS เป็นตัวยืนยันวันที่ค่ะ

ทำบัตร BRP
การทำบัตร BRP จะทำตั้งแต่ตอนที่เราไปสมัครวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษที่ VFS ตอนที่ VFS เก็บลายนิ้วมือเราไปนั้นแหละค่ะ เค้าเอาไปบันทึกข้อมูลลงบัตร BRP เพราะฉะนั้นในบัตร BRP จะระบุข้อมูลของเรา ทั้งรูปถ่าย วันเดือนปีเกิด วันที่เราสามารถอยู่ในอังกฤษได้ เงื่อนไขการอยู่ในประเทศอังกฤษ รวมถึงลายเซ็นของเราด้วย

รับบัตร BRP
ตอนที่เรากรอกวีซ่าออนไลน์ เค้าจะมีให้เราระบุที่อยู่ที่จะไปรับบัตร โดยมากแล้วจะไปรับกันที่ตึกของมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ ไปเรียน หรือให้ที่ไปรษณีย์ที่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยหรือหอที่น้อง ๆ ไปอยู่ และสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ น้อง ๆ จะต้องไปรับบัตร BRP ภายใน 10 วัน หลังจากที่เข้าประเทศอังกฤษแล้ว เอกสารที่ใช้รับบัตร BRP คือ Passport กับ Decision Letter หรือใบแนบที่เราได้มาพร้อมกับ Visa ของเรา (ปกติเขาจะเย็บไว้ใน Passport ข้าง ๆ Visa นั่นแหละค่ะ) นอกจากนี้เขาจะขอให้เราเขียนที่อยู่ในอังกฤษ (UK address) ของเราพร้อมเบอร์โทรติดต่อด้วย ซึ่งก็ใส่ที่พักของเรากับเบอร์มือถือเราลงไป

ความสำคัญของบัตร BRP
อย่างที่บอกไปแล้วว่าใช้เหมือนบัตรประชาชนเลย ใช้ระบุตัวตนของเรา เผื่อเราโดยตำรวจสุ่มเช็ค ว่าเราไม่ได้เข้าประเทศมาแบบผิดกฎหมายนะจ๊ะ และใช้ในการเข้าออกประเทศ อย่างเช่นน้องบางคนที่ไปเที่ยวยุโรป หรือบินกลับไทยมาช่วงปิดเทอม ก็ใช้บัตร BRP แทนวีซ่าได้เลย เพราะฉะนั้นห้ามทำหายเด็ดขาดนะคะ


มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนต่ออังกฤษ อย่าลืมปรึกษาพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องอยู่ เรื่องเที่ยว เรื่องเอกสาร พี่แมงโก้พร้อมดูแลด้วยใจ ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ค่า ติดต่อพี่แมงโก้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 พี่แมงโก้รอน้อง ๆ อยู่น้า

รีวิว 10 ร้านชานมไข่มุกในลอนดอน ที่คอชาไข่มุกไม่ควรพลาด


ชานมไข่มุกไม่ใช่เครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมอย่างสูงเพียงแค่ในประเทศไทย และแถบเอเชียเท่านั้น แต่ในฝั่งอังกฤษ ก็นิยมทานชาไข่มุกกันมากเหมือนกัน ดูได้จากร้านชานมไข่มุกที่ผุดขึ้นมาอย่างมากมายในตัวเมืองลอนดอน อาจจะเป็นเพราะมีชาวเอเชียไปอาศัยอยู่อังกฤษเป็นจำนวนมากก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ใครไปเรียนต่ออังกฤษไม่ต้องกลัวอดชาไข่มุกค่ะ วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำ 10 ร้านชาไข่มุกเจ้าเด็ดที่น่าไปลองกัน!

1. Coco Fresh Tea and Juice ร้านชานมไข่มุกเจ้าดังจากไต้หวันที่เปิดมาแล้วกว่า 22 ปี และมีสาขามากมายทั่วโลก รวมทั้งที่ไทยและอังกฤษด้วย โดยที่ลอนดอนมี 2 สาขาอยู่ที่ China town สาขาหลักที่ขึ้นชื่อเรื่องคนเยอะ คิวยาว บางทีอาจต้องรอคิวถึงเกือบชั่งโมงเลยทีเดียว ส่วนอีกสาขาที่เล็กลงมาหน่อยจะอยู่ที่หน้า British Museum ซึ่งถ้าใครไปตอนที่มิวเซียมปิดแล้วคนจะน้อยมาก ไม่ต้องต่อแถวเลย ส่วนเมนูก็เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ใครชอบทานที่ไทยแบบไหนก็ไปสั่งทานกันที่อังกฤษได้เลย

2. Yifang Fruit Tea เป็นอีกหนึ่งร้านชานมต้นตำหรับจากประเทศไต้หวันดินแดนแห่งชานม ที่ขยายสาขามาไกลถึงลอนดอน ตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามร้าน Coco ใน China Town เลย ถ้าใครรอต่อคิวยาวที่ร้าน Coco ไม่ไหวก็มาซื้อชานมไข่มุกที่ร้านนี้ก็ได้ เมนูชื่อดังของร้านนี้ก็คือ Tiger Milk ที่เป็นไข่มุกต้มในน้ำตาลทรายแดงจนเข้าเนื้อ เสิร์ฟคู่กับนมสดรสชาติกลมกล่อมไม่หวาน เพราะเราจะได้ความหวานจากไข่มุกน้ำตาลทรายแดงอยู่แล้ว ส่วนเมนูชาผลไม้อื่นๆเค้าก็มีขายนะคะ อยากชา Yifung Fruit Tea ที่เป็น Signature ของร้าน ใครสนใจมาลองกันได้

3. Woo Tea London ร้านชาน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี 2019 นี่เอง แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากดูได้จากคิวของคนที่มาต่อแถวรอซื้อที่ยาวเลยออกมานอกร้าน Woo Tea ยังคงตั้งอยู่ในเขต China Town ที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหารและของเอเชีย รวมทั้งชานมไข่มุกก็ด้วย เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือชานมสูตรของทางร้านที่เข้มข้นหวานมันไม่แพ้ใคร รวมถึงชาผลไม้ก็เด็ด เมนูที่แนะนำให้ลองสำหรับคนที่ชอบชาผลไม้ก็คือ Lychee Woo Tea ที่ทานแล้วให้ความสดชื่นได้ดีในหน้าร้อนที่อังกฤษ

4. T4 (Tea For You) ร้านชาชื่อแปลกที่มีคิวยาวไม่แพ้ร้านไหนๆ อาจเพราะตั้งอยู่ในโซนช๊อปปิ้งของลอนดอน ระหว่างห้างใหญ่ 2 ห้างคือ Westfield White City และ Stratford ซึ่งเป็นห้างที่คนโลคอลนิยมมาจับจ่ายซื้อของ ที่นี่มีชาให้เลือกหลายแบบ ทั้งชาอู่หลง ชาดำ ชามะลิ ทั้งหมดนี้จะใส่นมด้วย และเลือกใส่ท็อปปิ้งได้ ไม่ว่าจะเป็นไข่มุก เจลลี่กาแฟ หรือเฉาก๊วยก็มีให้เลือกใส่ตามความชอบเลย เมนูเด็ดที่อยากให้ลองกันก็คือ ชานมใส่เจลลี่กาแฟ เลือกเพิ่มหรือลดความหวานได้ตามใจชอบด้วยน้า

5. Gonuts boba tea ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟใต้ดิน Holloway Road และใกล้กับ London Metropolitan University ทำให้ร้าน Gonuts Boba Tea เป็นร้านประจำของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้ รวมถึงนักเรียนที่พักอาศัยอยู่ใกล้ๆด้วย การันตรีความชื่นชอบร้านนี้ของคนแถวนี้ด้วยคะแนนรีวิวสูงสุดในบรรดาร้านชานมไข่มุกในลอนดอนจาก Google Review ด้วยความที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย และกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักเรียนนักศึกษา ทำให้ราคาเครื่องดื่มไม่แรงมากใครอยากมาลองรสชาติที่เป็นที่ถูกใจของวัยนักศึกษาที่อังกฤษก็ปัดหมุดร้านนี้ได้เลยค่ะ

6. Xingfutang Bubble milk tea ร้านชานมไข่มุกเจ้าใหม่ล่าสุดของลอนดอน ที่กวนไข่มุกให้ดูกันสดๆหน้าร้านเลย แถมคิวก็ยาวใช้ได้ เพราะชานมรสเข้มข้น หรือจะทานเป็นนมสด ใส่ไข่มุกน้ำตาลทรายแดงกวนสดๆนุ่มมากๆ พร้อมกับท็อปด้วยครีมชีสที่มีการเบิร์นให้ได้กินหอมๆของน้ำตาลไหม้เหมือนฟีลขนม Crème brûlée ใครอยากไปลองพิกัดอยู่ที่ Soho แอบกระซิบมาว่า น้องๆจากแมงโก้ที่เป็นเข้าของเพจอาหารชื่อดังใน Instagram อยาก @Dessert.time การันตรีความอร่อยของร้านนี้มาแล้ว

7. Happy Lemon ร้านชาเจ้าดังจากไต้หวันที่มีโลโก้แสนน่ารักเป็นเด็กหัวเลม่อน และมีสีหลักในการตกแต่ร้านเป็นสีเหลืองที่สื่อถึงความ Happy ได้เป็นอย่างดี และร้านนี้ก็ยังคงเป็นอีกร้านที่ตั้งอยู่ให้เขต China Town เมนูที่แนะนำก็คือ Rock Salt Cheese ที่เป็นชาเขียวไม่ใส่นมและไม่หวาน ท็อปด้วยครีมชีสสุดเข้มข้นพร้อมโรยเกลือทะเลมาเล็กน้อยเพื่อให้สัมผัสรสชาติที่หลากหลาย หรือจะเป็นชาผลไม้ที่นี่ก็มีให้เลือกหลายเมนู รวมถึงชานมไข่มุกก็ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นและไข่มุกรสอร่อยไม่แพ้ร้านไหนเลย

8. Biju Bubble Tea ร้านชานมที่คงคอนเซ็ปดื่มชานมอย่าง Healthy เพราะร้านนี้เลือกคัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี ทั้งนมก็เลือกใช้นมออร์แกนิค ใช้ผลไม้จริงในชาผลไม้ต่างๆเพื่อให้ได้รสชาติและความหวานจากผลไม่แท้ๆ จริงจังเรื่องชาขนาดที่ว่าไม่มีการชงชาค้างคืน แต่จะชงสดๆใหม่ๆ และมีชาดีๆให้เลือกทั้งอู่หลง ชาเขียว หรือชารอยบอสที่เป็นชาแดงจากแอฟริกาอันอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างการมากมาย พร้อมมีท็อปปิ้งซุปเปอร์ฟู้ดอย่าง Chia Seed ให้เลือกใส่ด้วย มีเมนูเพื่อคนรักสุขภาพอย่างน้ำมะพร้าวผสมน้ำสับปะรด ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชาวต่างชาติ แถมยังมีสาขาทั่วอังกฤษอยู่ถึง 3 สาขา ทั้งที่ Soho ในห้าง Westfield และ South Kensington ซึ่งแต่ละสาขาตกแต่งอย่างสวยงาม น่าเข้าไปนั่งจิบชาเกร๋ๆเป็นอย่างมาก

9. Chatime ร้านชาไข่มุกชื่อดังประจำกรุงลอนดอนที่เปิดมาอย่างยาวนาน ก่อนกระแสความฮิตของชานมไข่มุกในทุกวันนี้ซะอีก ต้นกำเนิดอยู่ที่ไต้หวันแต่สามารถขยายสาขาไปได้ทั่วโลก โดยมีสาขามากถึง 22 สาขาในประเทศอังกฤษ ทั้งในลอนดอนที่มีอยู่ถึง 8 สาขา ในทำเลหลักอย่าง Soho, China Town, Shoreditch และอื่นๆ รวมถึงต่างเมืองอย่างที่ Newcastle, Nottingham, Manchester หรือ Coventry ก็มีให้ได้ทานกัน ด้วยความที่เปิดมานาน เมนูก็จะหลากหลายและได้มาตรฐานเหมือนกันทุกสาขา ที่สำคัญใครอยู่เมืองอื่นก็หาทานกันได้ ไม่ต้องนั่งรถไฟถามถึงลอนดอนเท่านั้นถึงจะได้กินชานมไข่มุกนะคะ

Photos by: IG @tomjoyphoto

10. Bubbleology พูดถึงร้านชานมที่อังกฤษจะไม่พูดถึง Bubbleology คงไม่ได้ นี่เป็นร้านเดียวที่มีต้นกำเนิดจากชาวอังกฤษแท้ๆที่ชื่นชอบรสชาติชานมไข่มุกของทางเอเชีย จำได้นำวัฒนธรรมชานมไข่มุกมาสู่อังกฤษดินแดนแห่ง High tea อีกที ทำให้รสชาติเครื่องดื่มของ Bubbleology ทั้งหมดจะถูกปรับให้ถูกใจคนฝั่งยุโรป ตัวร้านเองก็เปิดมาอย่างยาวนาน จนมีสาขากระจายอยู่ทั่วเกาะอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นร้านชานมไข่มุกที่หากินได้ง่ายทีสุดในอังกฤษเลย ใครอยากลองชานมไข่มุกเวอร์ชั่นฝรั่งก็มุ่งไปที่ร้านนี้ได้เลยค่า

เป็นไงกันบ้างคะ กับ 10 ร้านชานมไข่มุกในลอนดอนที่พี่แมงโก้เอามาฝากกัน แถมยังมีร้านที่คนที่ไปเรียน Manchester Nottingham Newcastle หาทานได้ในเมืองอีกด้วย หรือน้องคนไหนไปเรียน University of Durham แล้วคิดถึงชานมไข่มุก ก็นั่งรถไฟเพียง 15 นาทีมาทาน Chatime ในเมือง Newcastle ได้เลย


ส่วนใครสนใจอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาวระดับปริญญาตรี โท เอก หรือ Summer School ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line:@mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ช่องทางไหนก็ได้ค่า
พี่แมงโก้ยินดีให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆน้า

English Breakfast อาหารเช้าแบบ British Style


วัฒนธรรมการกินของคนแต่ละชาติมีความแตกต่างกันมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นอาหารเช้า คนแถบเอเชียอย่างเราๆนิยมทานข้าวเป็นอาหารเช้า หรือไม่ก็โจ๊กซึ่งก็ทำมาจากข้าวอยู่ดี แต่ชาวตะวันตกมักจะทานขนมปังเป็นหลัก นี่เป็นการแบ่งแบบคร่าวๆ แต่ถ้าจะมองให้ลึกลงไปกว่านั้นคนแต่ละประเทศจะทานอาหารเช้าที่แตกต่างกันไปอีก อย่างเช่นชาวฝรั่งเศสนิยมทานขนมปังทาแยม หรือครัวซองคู่กับกาแฟเป็นอาหารเช้าที่ไม่มีของคาวเลย เพราะชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับมื้อเช้าน้อยที่สุด เหมือนกันกับชาวอิตาเลี่ยนที่นิยมทานครัวซองกับเนยหรือแยม ไม่ก็เป็นคุกกี้ Bitcotti คู่กับกาแฟนมอย่างลาเต้หรือคาปูชิโน่ แต่ชาวอังกฤษของเรานั้นอัพเวลขึ้นไปอีกค่ะ เพราะ Full English Breakfast จะไม่ใช้เป็นแค่มื้ออาหารที่มีแต่ของหวาน หากแต่เต็มไปด้วยของคาวชนิดจัดเต็มที่บางคนทานแล้วอาจจะอิ่มไปถึงเย็นเลย จริง ๆ แล้วถ้าเป็นอาหารเช้าง่าย ๆ สไตล์ชาวตะวันตกคงหนีไม่พ้นซีเรียลกับนมหรือขนมปัง แต่ถ้าอยากทาน Full English Breakfast ล่ะก็จะมีของคาวหลาย ๆ อย่างในจานเลย

โดยปกติ Full English Breakfast จะประกอบไปด้วยอาหารประมาณ 8-9 อย่าง นี่ไม่รวมเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟ หรือนมนะคะ เป็นเพียงอาหารที่ประกอบร่างอยู่ในจานใบโตเท่านั้น มาดูกันดีกว่าว่าใน 9 อย่างนี้มีอะไรกันบ้าง
 Grilled Bacons – เบคอนทอดกรอบ
 Grilled Sausages – ไส้กรอกทอด
 Sunny Side up Fried Eggs – ไข่ดาวแบบไม่สุก 2 ฟอง
 Hash browns – มันฝรั่งบดผสมกับแป้ง แล้วนำไปทอดให้เป็นแผ่นๆ
 Sauté Mushrooms – เห็ดผัด อาจจะผัดกับเนยหรือน้ำมันก็ได้
 Grilled Tomato – มะเขือเทศลูกโตสีแดงผ่าครึ่ง แล้วนำไปนาบกับกระทะ
 Buttered Toast – ขนมปังทาเนย บางที่เสิร์ฟแบบ Grilled บางที่ก็เสิร์ฟแบบธรรมดา
 Baked Beans – ถั่วอบในซอสมะเขือเทศ
 Black Puddings – ไส้กรอกที่ทำจากเลือดหมู เนื้อ และข้าวโอ๊ต นิยมนำมาฝานเป็นแผ่นแล้วไปทอดนิดหน่อย

เห็นมั้ยคะว่าอาหารเช้าจัดเต็มมากๆ บางอย่างเช่นขนมปังทาเนย ไข่ เราก็อาจจะเห็นได้ในอาหารเช้าแบบชาวตะวันตกทั่วไป แต่สิ่งที่พิเศษที่เมื่ออยู่บนจานแล้วจะรู้เลยว่านี่เป็นอาหารเช้าแบบชาวอังกฤษก็คือ Baked Beans และ Black Puddings ที่ถือว่าเป็น Traditional Food ของชาวอังกฤษที่มีไม่เหมือนประเทศอื่น ใครไปทานร้านอาหารแล้วสั่ง English Breakfast ยังไงก็ต้องมี 2 สิ่งนี้

น้อง ๆ ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษยังไง ๆ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะทานอาหารเช้าไม่ อิ่มเหมือนอยู่ที่เมืองไทยเลย แต่อาจจะต้องฝึกทาน Baked Beans ไปซักนิด ถึงก็มีเสิร์ฟในร้านอาหารทั่ว ๆ ไปที่ขายอาหารเช้าแบบชาวอังกฤษแล้ว Black Puddings อาจจะหาทานได้ยากหน่อยในเมืองไทย แต่ไปอังกฤษยังไงได้ทานแน่ ๆ ด้านรสชาติคงไม่ได้จัดจ้านแบบอาหารไทย แต่เป็นแนวจืด ๆ ตามสไตล์อาหารฝรั่ง และแม้ชื่อจะฟังดูไม่น่ากินซักนิด แต่มีผลวิจัยมาแล้วว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ทั้งธาตุเหล็กจากเลือดหมู โปรตีนจากเนื้อ และคาร์โบไฮเดรตชั้นดีจากข้าวโอ๊ต เรียกได้ว่า Full English Breakfast เป็นอาหารเช้าที่รวมสารอาหารไว้อย่างครบถ้วนและเป็นอาหารจากร้อนที่เราคุ้นเคย สามารถทำให้เราอิ่มไปได้นานด้วย


ใครไปเรียนต่ออังกฤษก็อย่าลืมไปลองทาน English Breakfast ขนาดแท้ที่ประเทศเจ้าถิ่นกันนะคะ เพราะเมนูนี้ก็ดังไม่แพ้ Fish and Chips เลยล่ะ เรื่องอาหารพี่แมงโก้แนะนำได้ ส่วนเรื่องเรียนต่อพี่แมงโก้ยิ่งถนัดเลย มาปรึกษากันได้ที่ Line:@mangolearning หรือโทร 02-129-3313 มาก็ได้ จะโทรมาปรึกษาเรื่องเรียน เรื่องกินอยู่ พี่แมงโก้พร้อมมีคำตอบให้เสมอพร้อมให้คำปรึกษาฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ด้วยน้า

ทำไมคนอังกฤษชอบดื่มชา?


ถ้าพูดถึงประเทศอังกฤษจะคิดถึงอะไรเป็นอย่างแรก บางคนอาจจะตอบว่า London, Queen Elisabeth, Prince William หรืออาจจะเป็น Big Ben แต่ถ้าถามให้แคบลงว่า คำว่า “ผู้ดีอังกฤษ” คิดถึงอะไร? คำตอบของคนส่วนใหญ่น่าจะเป็นการจิบชาแบบผู้ดีอังกฤษ มากกว่าการใส่หมวกแบบผู้ดีอังกฤษเป็นแน่ งั้นวันนี้เรามาคุยกันเรื่องชาในวัฒนธรรมอังกฤษกันดีกว่าเพราะมีผลสำรวจมาแล้วว่าชาวอังกฤษดื่มชามากถึงคนละ 2.1 กิโลกรัมต่อปี และมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

จริง ๆ แล้ววัฒนธรรมการดื่มชาเป็นของชาวตะวันออกอย่างชาวจีน ชาวญี่ปุ่น หรือชาวอินเดีย แต่ตั้งแต่มีการค้าขายและล่าอาณานิคม ทำให้วัฒนธรรมการดื่มชาแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ วัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศอังกฤษเริ่มต้นครั้งแรกในประมาฯปีค.ศ. 1660 – 1670 แคทเธอรีนแห่งบราแกนซา เจ้าหญิงจากโปรตุเกส ที่มาแต่งงานกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งตอนที่เธอย้ายมาอังกฤษได้นำชาเครื่องดื่นโปรดของเธอมาด้วย ในช่วงแรกการดื่มชาถูกจำกัดให้อยู่ในสังคมชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะชาเป็นสินค้านำเข้าและมีราคาแพง และเป็นของฟุ่มเฟือย แต่ต่อมาเมื่อราคาเริ่มถูกลงจนทำให้การดื่มชาแพร่หลายไปในทุกชนชั้นทั่วสหราชอาณาจักร สาว ๆ ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยก็อยากจะเป็นแบบผู้ดีไฮโซกันทั้งนั้น เลยทำให้มีการเลียนแบบทางพฤติกรรมการดื่มชากันขึ้น

The Teacher’s Guests. From a private collection. (Photo by Fine Art Images/Heritage Images/Getty Images)

ต่อมาวัฒนธรรมการดื่มชาได้ถูกพัฒนาไปจากเดิมมาก จนกลายมาเป็นมื้ออาหารของว่างยามบ่ายที่ขาดไม่ได้ของชาวอังกฤษ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Afternoon Tea เรื่องนี้ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน เริ่มมาจาก แอนนา ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด หลังจากมื้อเที่ยง ที่บ้านของแอนนาจะเสิร์ฟมื้อเย็นตอน 2 ทุ่มทำให้ช่วงบ่ายแอนนาหิว จึงเรียกให้สาวใช้ในบ้านนำชามาเสิร์ฟพร้อมขนมช่วง 4 โมงเย็นเพื่อแก้หิว ต่อมาแอนนาได้ชวนเพื่อน ๆ สาวสังคมของเธอมาทานชาช่วงบ่ายด้วยกันและนี่คือจุดเริ่มต้นของ Afternoon Tea ในวันนี้ เมื่อวัฒนธรรมการดื่มชาแพร่หลายลงมาสู่คนทุกระดับชั้น ทำให้ Afternoon Tea ถูกจัดเป็นมื้ออาหารหนึ่งของชาวอังกฤษ ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม บางโรงงานจะมีช่วงพักดื่มชาให้พนักงานในตอนสายหรือบ่ายด้วย

ที่มาของคำว่า High Tea

อีกหนึ่งคำที่คุ้นหูก็คือ High Tea คนไทยส่วนให้มักคิดว่านี้เป็นชื่อเรียกกิจกรรมของชนชั้นสูง แต่ที่มาจริง ๆ แล้ว High Tea เป็นคำเรียกการดื่มชาของชนชั้นแรงงาน ที่บ้านมีพื้นที่ไม่มาก ทำให้ต้องดื่มชาบนโต๊ะทานข้าว ซึ่งแตกต่างจากชนชั้นสูงที่มักจะมีห้องดื่มชา หรือดื่มชาในห้องวาดรูป ซึ่งจะมีโต๊ะเตี้ย ๆ กับโซฟาไว้นั่งดื่มชา แต่ด้วยความที่โต๊ะทานข้าวมีลักษณะสูงกว่าจึงถูกเรียกว่า High Tea แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำว่า High Tea ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลาย รวมถึงใช้เรียกการดื่มชาในโรงแรมหรือร้านหรู ๆ อีกด้วย เมื่อชาจัดเป็นมื้ออาหาร ชาวอังกฤษจึงนิยมดื่มชาคู่กับขนม หรือแซนด์วิช ซึ่งขนมยอดนิยมแบบฉบับคนอังกฤษที่ทานคู่กับชาก็คือ Scone หรือ สโคน ที่เป็นขนมของชาวอังกฤษขนานแท้ โดยวิธีทานก็คือ ทาด้วยเนยและแยมข้างบนสโคน พร้อมกับจิบชาไปด้วย อย่างใน Afternoon Tea Set ของร้านชาหรือโรงแรมหลายๆแห่งก็มันจะเสิร์ฟเซทชา ที่มีชั้นขนม 3 ชั้น ซึ่งในชั้นนั้นก็จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานแบบที่เป็นคาเนเป้ เสิร์ฟเป็นคำเล็ก ๆ เพื่อเสริมบรรยากาศการจิบชายามบ่ายแบบฉบับผู้ดีอังกฤษของลูกค้า

ใครอยากลองไปสัมผัสการดื่มชาแบบผู้ดีอังกฤษที่อังกฤษ พร้อมเรียนต่อไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษาหรือปริญญา ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้ add Line:@mangolearning หรือจะโทร.มาคุยที่เบอร์ 02-129-3313 พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทั้งที่เรียนและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในอังกฤษทุกขั้นตอน งานนี้พี่แมงโก้แนะนำฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ นะค้า

Supermarket ที่ขายของแพงที่สุดในอังกฤษ!!


Waitrose

Supermarket ที่ขายของแพงที่สุดในอังกฤษ!!

จากรูปภาพด้านบน เมื่อซื้อของประเภทเดียวกันในแต่ละร้านค้า ราคาสินค้าจากร้านที่ถูกที่สุดกับร้านที่แพงที่สุดมีราคาต่างกันถึงสิบกว่าปอนด์เลยทีเดียว! จริง ๆ แล้ว Waitrose ร้านที่ขึ้นชื่อว่าขายของแพงที่สุดนั้น เมื่อทางทีมงานแมงโก้เดินทางไปสำรวจที่ร้านกลับพบว่ามีคนอังกฤษจำนวนมากมาซื้อของที่นี่ ทำไมล่ะ??

“เพราะของที่นี่เป็นของดีและมีคุณภาพ”

โดยเฉพาะอาหารต่าง ๆ ที่มีให้เลือกมากมายละลานตาเลยทีเดียว เรามาดูกันซิว่าของแต่ละชนิดมีราคาเท่าไหร่กันบ้าง น้อง ๆ ที่จะมาเรียนต่อที่อังกฤษจะได้พอนึกภาพออกว่า ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ต้องเตรียมเงินสำหรับค่ากินอยู่เท่าไหร่ บอกเลยว่าถ้าทำอาหารกินเองจะประหยัดไปได้มากค่ะ เพราะค่าอาหารต่อจานในการกินอาหารนอกบ้านจะตกอยู่ที่ประมาณ 10 ปอนด์ (ประมาณสี่ร้อยกว่าบาท) ขึ้นไปต่อมื้อเลยทีเดียว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อ broccoli มา 1 หัว ราคา 1.5 ปอนด์ หรือประมาณ 60บาท สามารถทำผัดผักทานได้หลายมื้อเลยทีเดียว เพราะ broccoli ที่นี่หัวใหญ่มากกก

ไก่

£6.7 / k.g.

เครื่องแกงสำเร็จรูป

£2.55 / ซอง

องุ่น

£2 / แพ็ค

มะละกอ

£1.50 / ลูก

มะนาว

34p / ลูก

ซีซ่าสลัด

£3.5o / แพ็ค

ขนมปัง

£1.60 / แพ็ค

โยเกิร์ต

1 / แก้ว

ไข่

2.70 / ซอง

ข้าวหอมมะลิ

2.60 / k.g.

 

ทางทีมงานแมงโก้ได้มีการพูดคุยกับน้อง ๆ ที่เรียนอยู่ที่อังกฤษตอนนี้ สำหรับคนที่ทำอาหารกินเองทุกมื้อ อาทิตย์นึงจะหมดค่าอาหารไปเพียง 40-50 ปอนด์เท่านั้น ถือได้ว่าเป็นค่าครองชีพที่ถูกมากเลยทีเดียวค่ะ

สามัคคีเกมส์ Samaggi Games 2019 งานแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเรียนไทยในอังกฤษ


สวัสดีค่ะ
วันนี้เราจะมาเล่าถึงงานแข่งขันกีฬาประจำปีของนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษกัน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 118 แล้ว ที่ University of East London เมื่อวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2562 การเดินทางไปยัง University of East London

ให้นั่งรถไฟ (Tube) มาลงที่สถานี Tower Hill เมื่อถึงแล้วให้ออกจากสถานี และเดินอีกประมาณ 5นาที เพื่อไปนั่งรถไฟ DLR ที่สถานี Tower Gateway สิ่งที่แปลกของรถไฟ DLR ของสถานีนี้คือจะไม่มีที่ให้สอดบัตร แต่เมื่อขึ้นรถไฟมาแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ถืออุปกรณ์ขึ้นมาตัดเงินจากบัตร Oyster Card ของเรา (Oyster Card สามารถใช้นั่งทั้งรถเมล์ รถไฟ Tube และรถไฟ DLR ดังนั้นเมื่อมาลอนดอนจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี Oyster Card เพราะคุณจะได้นั่งรถทั้ง 3 ชนิดในราคาที่ถูกกว่าซื้อเป็นครั้ง ๆ ไป)

งานสามัคคีเกมส์ครั้งนี้ Mango ได้ร่วมสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์ของงาน ถือเป็นความภาคภูมิใจของเราที่ได้สนับสนุนกิจกรรมของนักเรียนไทยในอังกฤษ แค่ชื่องานก็บอกถึงวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้นักเรียนทุกคนที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษในแต่ละปีได้มีกิจกรรมร่วมกัน โดยกีฬาแต่ละชนิดจะแบ่งเป็นทีมตามมหาวิทยาลัย ประเภทของกีฬามีดังนี้ Basketball, Badminton, Chairball, Table Tennis, Chess, E-sport, Hey-Ha games, Dodgeball และ Football แข่งกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น นอกจากนี้ยังมีบูทร้านอาหารไทยให้เลือกทานกันมากมายไม่ว่าจะเป็นข้าวขาหมู หมูปิ้ง ข้าวมันไก่ และอีกหลายอย่างนับได้ว่าเป็นอีกปีแห่งความประทับใจ


นอกจากความสนุกสนานจากการแข่งกีฬาร่วมกันแล้ว ปีนี้น้อง ๆ แวะเข้ามาทักทายพี่ ๆ ที่บูทแมงโก้อยากคับคั่ง ถือเป็นการ Reunion เด็กแมงโก้เลยก็ว่าได้ ได้ถามสารทุกข์สุกดิบ แมงโก้ไม่ได้ช่วยแค่การสมัครเรียนแต่เรายังช่วยดูแลตลอดการใช้ชีวิตที่อังกฤษอีกด้วย เอาเป็นว่าถ้ามีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้อีกทางแมงโก้จะไม่พลาดเก็บภาพบรรยากาศและความประทับใจมาให้ ทุกคนติดตามกันอย่างแน่นอนค่ะ

คำถามที่พบบ่อยสำหรับเตรียมตัวเรียนต่อที่อังกฤษ


ช่วงนี้พี่ ๆ แมงโก้ได้รับข้อความสอบถามถึงเรื่องการเรียนต่อเข้ามาเยอะมาก เลยรวบรวมคำถามที่เป็นประโยชน์แก่น้องๆมาฝากกันค่ะ สอบถามข้อมูลโดยตรงกับ Mango ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ พี่ ๆ ที่แมงโก้พร้อมให้ข้อมูลและช่วยรีวิว SOP โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 0851448808 หรือ Line @ Mangolearning

ตอบ : ประเทศอังกฤษจะเปิดภาคเรียนประมาณต้นเดือนตุลาคมของทุกปี เช่น หากน้อง ๆ ต้องการจะไปเรียนปีการศึกษา 2020 น้อง ๆ เริ่มสมัครเรียนได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2019 ถึงประมาณเดือนมีนาคม 2020 (บางมหาวิทยาลัยจะมี deadline ในช่วงมีนาคม หรือ บางคอสจะเริ่มเต็มแล้วในช่วงนี้ค่ะ) และน้องๆต้องเผื่อเวลาสำหรับการเรียน pre-sessional English ในกรณีที่ได้ conditional offer ยกตัวอย่างเช่น หากน้อง ๆ ต้องเรียน pre-sessional English 12 อาทิตย์ ซึ่งจะเปิดประมาณเดือน June ถ้าสมัครเรียนช้าก็อาจจะทำให้เราสอบไอเอลได้ไม่ทัน หรือสมัครเรียน pre-sessional ไม่ทัน เป็นต้นค่ะ


 

ตอบ : Personal statement หรือ statement of purpose ควรมีความยาวประมาณ 1 หน้าครึ่ง – สองหน้า ควรเขียน ให้รวมถึง

1. ทำไมถึงมีความสนใจอยากเรียนด้านนี้ โดยเล่าถึง background ตั้งแต่เรียนปริญญาตรีและจนถึงจะไปต่อปริญญาโท

2. กิจกรรมที่ทำระหว่างเรียน และได้อะไรจากการทำแต่ละกิจกรรมซึ่งอาจจะมีทั้งที่เป็น academic หรือ personal skill

3. ประสบการณ์ทำงานรวมถึงฝึกงา

4. เหตุผลที่เลือกเรียนต่อคอร์สนี้ที่ประเทศอังกฤษและมหาวิทยาลัยนี้

5. เป้าหมายในอนาคต โดยน้องๆสามารถปรึกษาวิธีการเขียนได้จากพี่ๆ consult ของทาง Mango ได้ค่ะ


 

ตอบ: ไม่ได้ค่ะ Reference Letter ต้องเป็นจดหมายที่เขียนโดยอาจารย์หรือหัวหน้างานเท่านั้นค่ะ


 

ตอบ : ได้ค่ะ โดย reference letter จำเป็นจะต้องพิมพ์ลงบนกระดาษที่มีหัวจดหมายของบริษัท และมีการระบุชื่อ ตำแหน่ง และ official email ของ referee อย่างชัดเจน


 

ตอบ : ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยว่ากำหนดเกณฑ์ในเรื่องนี้ไว้อย่างไร แต่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษจะขอให้ส่ง reference ในรูปแบบเอกสารและ upload ไฟล์ส่งไปค่ะ


 

ตอบ : สำหรับมหาวิทยาลัยในอังกฤษส่วนใหญ่ น้อง ๆ สามารถยื่นคะแนน IELTS ภายหลังได้รับ offer แล้วได้ (ยกเว้นบางมหาวิทยาลัยอย่างเช่น U of Manchester ซึ่งต้องยื่นคะแนนไอเอลตั้งแต่ขั้นตอนการสมัคร) แต่ทั้งนี้ น้อง ๆ ควรวางแผนการสอบให้ดี เผื่อเวลาให้มหาวิทยาลัยออก CAS และยื่นขอวีซ่าด้วย มิฉะนั้นหากคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ direct entry และน้องต้องไปเรียนภาษา (pre-sessional course) อาจจะไม่ทันได้ พี่ ๆ แมงโก้ขอแนะนำให้สอบก่อนเดือนเมษายน


 

ตอบ : จริง ๆ แล้วไม่มีเกณฑ์ที่ตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับระดับความสามารถทางภาษาแต่ละคน และ requirement ของแต่ละมหาลัย พี่แมงโก้แนะนำว่าเราควรมีจุด checkpoint แรกคือขอให้มีคะแนนไอเอลภายในเดือนเมษายนของปีการศึกษานั้น ๆ เพื่อที่ว่าเราจะได้พิจารณาต่อไปว่า จะสมัครเรียน pre-sessional หรือไม่ อย่างไร

สาเหตุที่พี่แมงโก้กำหนดจุด checkpoint คร่าวๆ ก็เพราะว่าเมื่อเราได้คะแนนไอเอลมาแล้ว จะต้องไปยื่นให้ทางมหาวิทยาลัยอัพเดตตัว offer และออกเอกสาร cas เพื่อยื่นขอวีซ่าต่อไป ซึ่งจุดนี้ต้องใช้เวลาดำเนินการเป็นระยะเวลานึง (ยังไม่รวมระยะเวลาที่ใช้ในการยื่นขอวีซ่าอีกด้วย)

อย่าลืม! เช็ค deadline ในการสมัคร pre-sessional ด้วยนะคะ โดยทั่วไป deadline การสมัครเรียน pre-sessional จะอยู่ประมาณ 1 เดือนล่วงหน้าก่อนวันเริ่มเรียนวันแรกค่ะ