5 คาเฟ่และร้านอาหารในย่าน Sheffield ที่ไม่ไป ไม่ได้แล้ว!


5 คาเฟ่และร้านอาหารในย่าน Sheffield  ที่ไม่ไป ไม่ได้แล้ว!

ใครที่กำลังเตรียมเรียนมหาวิทยาลัยแถวเมือง Sheffield อาจจะยังไม่รู้ว่ามีคาเฟ่หรือร้านอาหารที่ไหนสามารถนั่งกินอาหารกับเพื่อนๆหรือชิลเอ้าท์ได้บ้าง  วันนี้พี่ๆแมงโก้จะมาแนะนำ5คาเฟ่และร้านอาหารในย่าน Sheffield ที่น้องๆ ต้องไปให้ได้นะ รับรองว่าได้ทั้งกินของอร่อยและเป็นแหล่งแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนแน่ๆเลย

 

1. Tamper

สำหรับร้านแรก ‘Tamper’ เป็นคาเฟ่ที่ยกกลิ่นอายความเป็น New Zealand ไว้ที่ Sheffield การตกแต่งร้านจากกำแพงอิฐสีน้ำตาล บวกกับโต๊ะและเก้าอี้ไม้ที่ตัดกับพื้นปูนสีเทาดำ ทำให้บรรยกาศร้านดูดาร์กๆปนอบอุ่นหน่อย ในส่วนของอาหาร มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่อาหารคาวยันขนมหวานและมีเครื่องดื่มอีกด้วย เมนูที่นี่ส่วนใหญ่ จะเน้นไปทางอาหาร Brunch (มื้อเช้ารวบกลางวัน) เหมาะกับการมานั่งกินอาหารเช้ามื้อสายของน้องๆได้เลยทีเดียว

https://tampercoffee.co.uk/

 

ในส่วนของอาหาร มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่อาหารคาวยันขนมหวานและมีเครื่องดื่มอีกด้วย เมนูที่นี่ส่วนใหญ่ จะเน้นไปทางอาหาร Brunch (มื้อเช้ารวบกลางวัน) เหมาะกับการมานั่งกินอาหารเช้ามื้อสายของน้องๆได้เลยทีเดียว

 

2. Steam Yard

ใครสายขนมหวาน เชิญร้านนี้เลยจ้า ร้าน ‘Steam Yard’ เป็นคาเฟ่ที่เสริฟขนมหวานและกาแฟ ร้านนี้มีขนมหวานน่าทานหลายชนิดให้เลือก ตั้งแต่โดนัทสอดไส้หลากรส หรือจะครัวซองร้อนๆไว้กินคู่กับเครื่องดื่มโปรด ในส่วนของบรรยกาศร้านนั้น ตกแต่งด้วยกำแพงสีขาวสะอาดตาพร้อมตัวอักษรสีดำที่เขียนชื่อร้าน ตัดกับเฟอร์นิเจอร์โทนสีน้ำตาล ทำให้มีความรู้สึกมินิมอลขึ้นมา ภายนอกร้านที่ตกแต่งด้วยอิฐบล็อคสีน้ำตาลแดง ให้ฟีลอบอุ่น หากวันไหนอยากของหวาน ร้านนี้แนะนำเลยจ้า

http://steamyard.co.uk/

 

 

ใครสายขนมหวาน เชิญร้านนี้เลยจ้า ร้าน ‘Steam Yard’ เป็นคาเฟ่ที่เสริฟขนมหวานและกาแฟ ร้านนี้มีขนมหวานน่าทานหลายชนิดให้เลือก ตั้งแต่โดนัทสอดไส้หลากรส หรือจะครัวซองร้อนๆ ไว้กินคู่กับเครื่องดื่มโปรด

 

 

3. The Milestone

คราวนี้มาแนวร้านอาหารบ้างกับ ‘The Milestone’ ด้วยการตกแต่งอาคารภายนอกสีขาว ตัดกับหัวมุมตึกสีเขียว บรรยกาศภายในร้าน ตกแต่งด้วยสีขาวสะอาดตัดกับพื้นไม้ ให้ฟีลมินิมอล  ด้วยการการันตีจาก Michelin  AA Restaurant Guide และรางวัลชนะ ‘Eat Sheffield’ จึงทำให้มั่นใจว่ารสชาติอาหารต้องอร่อยเริ่ดในย่านนี้แน่ๆ อาหารที่The Milestone  จัดเสริฟเป็นคอร์ส ตัวอาหารจึงเปลี่ยนตามฤดูการด้วย อีกทั้งยังทำเส้นพาสต้า ขนมปัง ไอศครีมด้วยตัวเอง ร้านนี้เหมาะกับการสังสรรค์หรือมาในโอกาสพิเศษ ควรหาโอกาสลองมาชิมอาหารร้าน The Milestone กันนะน้องๆ

https://the-milestone.co.uk/our-menu/

 

 

อาหารที่ The Milestone จัดเสริฟเป็นคอร์ส ตัวอาหารจึงเปลี่ยนตามฤดูกาลด้วย อีกทั้งยังทำเส้นพาสต้า ขนมปัง ไอศครีมด้วยตัวเอง ร้านนี้เหมาะกับการสังสรรค์หรือมาในโอกาสพิเศษ ควรหาโอกาสลองมาชิมอาหารร้าน The Milestone กันนะน้องๆ

 

 

4. Pom Kitchen

เอาใจน้องๆที่รักสุขภาพหรือสายมังสวีรัติ มารู้จักกับร้าน Pom Kitchen กันเถอะ  คาเฟ่นี้ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมคาเฟ่ออสเตรเลีย  มีอยู่มุมหนึ่งในคาเฟ่ที่เป็นจุดสะดุดตา นั้นก็คือป้ายไฟนีออนสีชมพูสุดฟรุ้งฟริ้งตรงกำแพง ทำบรรยกาศให้ดูน่ารักและสามารถเป็นมุมถ่ายรูปอัปลงโซเชี่ยลได้เลย ด้วยที่คาเฟ่นี้เน้นวัตถุดิบสดใหม่และรักสุขภาพนั้น อาหารส่วนใหญ่มีผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก เมนูคาเฟ่นี้มีเสริฟ์ตั้งแต่อาหารมื้อ Brunch อาหารทานเล่นเบาๆสบายท้อง และเครื่องดื่มอย่างสมูตตี้ผลไม้และชาต่างๆ ที่ดื่มไปแล้วไม่รู้สึกผิดต่อร่างกายอีกด้วย ขนาดสายรักสุขภาพต่างพากันยกคาเฟ่นี้เป็นคาเฟ่โปรดในย่าน Sheffield เลยล่ะ

https://pomkitchen.co.uk/food-drink

 

 

ด้วยที่คาเฟ่นี้เน้นวัตถุดิบสดใหม่และรักสุขภาพนั้น อาหารส่วนใหญ่มีผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก เมนูคาเฟ่นี้มีเสริฟ์ตั้งแต่อาหารมื้อ Brunch อาหารทานเล่นเบาๆ สบายท้อง และเครื่องดื่มอย่างสมูตตี้ผลไม้และชาต่างๆ ที่ดื่มไปแล้วไม่รู้สึกผิดต่อร่างกายอีกด้วย ขนาดสายรักสุขภาพต่างพากันยกคาเฟ่นี้เป็นคาเฟ่โปรดในย่าน Sheffield เลยล่ะ

 

 

5. Alyssum Café Bistro

คาเฟ่สุดท้ายมาธีมสีขาวฟ้า กับร้าน  Alyssum Café Bistro ที่ตกแต่งด้วยของสไตล์วินเทจอย่างกระจกหลากขนาดและรูปภาพติดตามผนังทั่วคาเฟ่ ผ้าม่านลูกไม้สีขาวริมกระจกที่ให้ฟีลเจ้าหญิงเบาๆ ถ้ายิ่งมีแสงแดดอ่อนๆส่องเข้ามา ได้มุมถ่ายรูปเอาไว้ลงโซเชี่ยลอย่างดีแน่นอน พูดถึงของกินและเครื่องคื่ม คาเฟ่นี้เน้นขนมหวานเป็นหลัก อย่างเค้กที่คาเฟ่นี้จะเปลี่ยนตามฤดูกาล มักจะมีหลายหน้าให้ลองชิม ดูจากรูปเค้กแล้วก็อลังการ ฟรุ้งฟริ้งไม่น้อยหน้าเลย ถ้าไม่อยากกินเค้ก มีอาหารให้กินด้วยนะ อย่างพวก  Brunch Bowl หรือPoached egg กับขนมปัง ซึ่งเป็นมื้อเช้ารวบกลางวัน  ร้านนี้ถือว่าน้องๆได้ทั้งของคาวและหวานคนบจบในร้านเดียวที่บรรยกาศสบายๆปนวินเทจไปด้วย

https://www.alyssumcafebistro.com/

 

 

คาเฟ่นี้เน้นขนมหวานเป็นหลัก อย่างเค้กที่คาเฟ่นี้จะเปลี่ยนตามฤดูกาล มักจะมีหลายหน้าให้ลองชิม ดูจากรูปเค้กแล้วก็อลังการ ฟรุ้งฟริ้งไม่น้อยหน้าเลย ถ้าไม่อยากกินเค้ก มีอาหารให้กินด้วยนะ อย่างพวก Brunch Bowl หรือ Poached egg กับขนมปัง ซึ่งเป็นมื้อเช้ารวบกลางวัน ร้านนี้ถือว่าน้องๆได้ทั้งของคาวและหวานคนบจบในร้านเดียวที่บรรยกาศสบายๆปนวินเทจไปด้วย

 

 

และนี่คือ 5 คาเฟ่กับร้านอาหารในย่าน Sheffield ที่น้องๆไม่ควรพลาด ซึ่งพี่ๆแมงโก้ได้รวมร้านเด็ดให้น้องๆได้เลือกหากินในยามเบื่ออาหารจากที่กินอยู่ประจำ หวังว่าจะเป็นทางเลือกให้กับน้องๆที่อยากเปลี่ยนบรรยกาศหรือรสชาติอาหาร สามารถไปตามไกด์ที่พี่ๆแมงโก้แนะนำได้เลยนะ ใครที่สนใจอยากเรียนUniversity of Sheffieldหรือที่อื่นในอังกฤษ สามารถปรึกษากับพี่ๆแมงโก้ได้ที่ไลน์ @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ได้เลยจ้า

8 ที่เที่ยวชิคๆ สไตล์นักศึกษาที่เมือง Nottingham


เพราะว่าเมืองน็อตติ้งแฮมเป็นที่ตั้งของ 2 มหาวิทยาลัยใหญ่ของประเทศอังกฤษ จึงมีน้องๆหลายคนสนใจไปเรียนที่นี่ แต่ก็อาจจะยังมีความสงสัยอยู่ว่า พอเป็นเมืองมหาวิทยาลัย จะมีที่เที่ยวมั้ยนะ? ต้องบอกว่าหลังจากที่พี่แมงโก้ได้เดินทางไปเมืองน็อตติ้งแฮมหลายครั้ง คุยกับศิษย์เก่า และนักเรียนของน็อตติ้งแฮมหลายคน และ research เองมาแล้วอย่างดี ขอบอกเลยว่า Nottingham เป็นเมืองที่ไม่ธรรมดาเลย เราไปดูกันเลยดีกว่าว่าที่นี่มีที่เที่ยวอะไรบ้าง

 1. City of Caves      ใครจะรู้ว่าในพื้นใต้ดินของเมือง Nottingham ที่มีตึกสถาปัตยกรรมสวยงามจะมีเมืองใต้ดินซ้อนอยู่ ทัวร์นี้จะพาไปเที่ยวถ้ำที่อยู่ใต้พื้นของเมืองน็อตติ้งแฮมเลย ซึ่งถ้ำเหล่านี้ถูกสร้างโดยมนุษย์ตั้งแต่ 900 กว่าปีที่แล้ว โดยเคยเป็นที่อยู่ก็เหล่าคนจนในเมืองมาก่อน จนมาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกใช้เป็นหลุมหลบภัยให้กับชาวเมืองน็อตติ้งแฮมด้วย ใครอยากลองไปเที่ยวที่แปลกๆแต่อยู่ในเมืองก็ไปเที่ยวที่นี่ได้เลย โดยทางเข้าอยู่ที่ Broadmarsh shopping centre ศูนย์การค้าใจกลางเมืองจ้า

2. Nottingham Castle ปราสาทเก่าแก่แห่งนี้ สร้างขึ้นในยุคกลาง ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 1,000 ปีแล้ว บนเนินเขาที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม มีสนามเด็กเล่นและสวนที่สงบร่มรื่น เหมาะแก่การนั่งพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด ด้านหน้าปราสาทมีรูปปั้น Robin Hood ตำนานประจำเมือง Nottingham ภายในปราสาทเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องจัดแสดงศิลปะ และแกลลอรี่ต่างๆ ที่ตกแต่งให้อย่างคลาสสิค จำลองบรรยากาศสมัยยุคกลาง รอให้เราไปสัมผัสและเก็บภาพความประทับใจกันอย่างเต็มอิ่ม เป็น One Day Trip ที่เก็บสต๊อครูปไว้ลงใน Instagram ได้อีกนานเลยค่ะ เพราะที่นี่สวยทุกมุม เหมาะแก่การมาถ่ายรูปเก๋ๆ มากๆ

3. Nottingham Contemporary สถานที่รวบรวมงานศิลป์ประจำเมืองแถวๆ Lace Market ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2009 แค่สถาปัตยกรรมของอาคารภายนอกที่ออกแบบมาได้อย่างโมเดิร์นมีสไตล์ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตึกคลาสสิคแถวนั้น ภายในประกอบไปด้วยพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ที่จะผลัดเปลี่ยนผลงานขอศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกตลอดทั้งปี แถมยังมีโรงหนังที่ฉายหนังอาร์ต ร้านคาเฟ่เก๋ๆ ให้เราได้ไปนั่งชิวๆ กันอีกด้วย

4. Broadway cinema โรงหนังที่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวเมืองน็อตติ้งแฮม และนักศึกษาของทั้ง University of Nottingham และ Nottingham Trent University เพราะนอกจากจะมีหนังนอกกระแสดีๆฉายให้ดูตลอดปีแล้ว ยังมี Club หรือ สมาคมที่ส่งเสริมการทำหนังให้กับนักเรียนนักศึกษาที่อยากทดลองทำหนังด้วย ซึ่งจะมีอุปกรณ์ที่ให้นักเรียนที่สนใจได้ทดลองทำหนังจริง รวมถึง Workshop เกี่ยวกับการทำหนังที่นี่ด้วย

5. Attenborough Nature Reserve ใครเป็นสายรักธรรมชาติชอบเดินป่า Trekking ดูนก ชมไม้ ต้องมาที่นี่เลย อุทยานป่าไม้ Attenborough เพราะภูมิประเทศของอุทยานนี้เป็นแบบทุ่งหญ้า มีเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่อาศัยของสัตว์ปีกอย่างเป็ด ห่าน และหงส์ รวมถึงขึ้นชื่อเรื่องการดูนก เพราะระบบนิเวศที่ดีทำให้มีนกมากมายอาศัยอยู่ที่นี่ บ้างก็อพยพมาเมื่อเวลาเปลี่ยนฤดูกาล ที่นี่จึงเหมาะกับคนท่องเที่ยวธรรมชาติแบบไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงมาก แต่เป็นการ Trek แบบเบาๆ แต่ได้ Recharge พลังกับธรรมชาติที่สวยงามและออกซิเจนเต็มปอดเลย

6. Kitty Café ทาสแมวทั้งหลายไม่ต้องเสียใจอีกต่อไป ถ้าต้องมาเรียนต่อที่อังกฤษ แต่หอพักไม่ให้เลี้ยงแมว เพราะที่เมือง Nottingham มีคาเฟ่แมวที่จะให้คุณได้มาเล่นกับน้องๆให้หายคิดถึงน้องแมวที่บ้านได้บ้าง ร้าน Kitty Café ตั้งอยู่บนถนน Friar Lane เป็นคาเฟ่เสิร์ฟกาแฟรสชาติดี พร้อมกับขนมเค้ก และเบเกอรี่ให้ได้เลือกทาน ในบรรยากาศสไตล์ Homie ใสๆ พิเศษไปกว่านั้นก็คือ เมนูคอกเทลธีมแมวน้อยน่ารักให้ได้เลือกสั่ง และถ่ายรูปไว้ลง Social Media ให้เพื่อนทาสแมวทั้งหลายอิจฉาในความน่ายรักของน้องเหมียวและเมนูอาหารแบบเหมียวๆ ด้วยนะ

7. The Racing Room at The Dragon ถ้าใครคิดว่าคาเฟ่แมวอาจจะหวานไป และเราก็ไม่ใช่ทาสแมว แต่เป็นแนวชอบกิจกรรมแมนๆสนุกๆ มุ่งหน้ามาที่นี่เลย The Dragon ผับชิคใจกลางเมือง Nottingham ที่ด้านหลังร้านมี The Racing Room ซ่อนตัวอยู่ ในห้องนี้ เราได้เล่นแข่งรถคนเล็กบนลู่วิ่ง Scalextric ที่ตกแต่งมาอย่างดี พร้อมจิบค็อกเทลระหว่างแข่งรถกับเพื่อนๆ หรือถ้าหิวก็ออร์เดอร์อาหารมาแก้หิวได้เลย

8. Ludorati คอบอร์ดเกมส์ต้องไม่พลาดร้านนี้ Ludorati Café Bar ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใกล้กับ Nottingham Castle มีเกมส์ยอดฮิตอย่าง Catan, Monopoly, หรือจะเป็น Ticket to Ride ให้ได้ไปคลายเครียดแบบฝึกสมองกันเพื่อนๆ หรือใครจะไปคนเดียวก็ได้ เพราะที่นี่เป็นแห่งรวมของคนที่ชอบเล่นบอร์ดเกมส์ประจำเมืองน็อตติ้งแฮมเชียวนะ ไม่ต้องกลัวเหงา ไปคนเดียวก็ไปจอยกรุ๊ปกับคนอื่นในร้านได้เลย แต่ถ้าไปกันหลายคนพี่แมงโก้แนะนำให้จองไปก่อนนะคะ จะได้ไปไม่เสียเที่ยว

เป็นไงกันบ้างกับ 8 ที่เที่ยวหลากสไตล์ในเมือง Nottingham ใครถนัดสไตล์ไหน ชอบแนวอะไรก็ไปตามกันได้เลยนะจ๊ะ แต่ถ้าอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น University of Nottinghamหรือจะเป็นมหาวิทยาลัยอื่นในประเทศอังกฤษก็ติดต่อตัวแทนอย่างเป็นทางการ อย่างพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 มาได้เลยค่า พี่ๆคอนเซ้าท์รอคุยกับน้องๆอยู่น้า

                                 

6 ร้านอาหารรสชาติเยี่ยมที่ Southend-on-sea


รู้มั้ยคะว่า University of Essex นอกจากจะมีแคมปัสหลักอยู่ที่ Colchester แล้ว มหาวิทยาลัยนี้ ยังมีแคมปัสอยู่อีกที่ซึ่งไม่ใกล้กันเลย มีชื่อว่า Southend Campus ตั้งอยู่ที่เมือง Southend-on-sea เมืองชายฝั่งติดทะเลที่อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนเพียง 45 นาทีเท่านั้น!! หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ แต่พี่แมงโก้จะบอกให้ว่า ที่นี่ได้รับขนานนามว่าเป็น “SME City” ของอังกฤษเลยเชียวนะ เพราะฉะนั้นใครอยากเรียน Entrepreneurship ที่นี่เหมาะมากๆเลยจ้า ด้วยความที่ไม่ได้เป็นเมืองฮอตฮิตที่อยู่อันดับต้นๆในไกด์บุ๊ค รีวิวเลยจะน้อยๆหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวแล้ว เพราะ #MangoKnowItAll พี่แมงโก้จัดรีวิวร้านอาหาร 6 ร้านเต็มๆที่เมือง Southend-on-sea ไปเลยจ้า

  1. Osborne Bros Seafood Merchants มาอยู่ Southend-on-sea ทั้งทีจะพลาดกินอาหารทะเลก็คงจะแปลก และที่นี่คือร้านอาหารทะเลเล็กๆแต่คุณภาพเน้น ด้วยซีฟู้ดสดใหม่ทุกวัน pots of prawns, eels, oysters หรือจะเป็นปลาทะเลต่างๆก็เลือกได้เลยตามใจชอบ และเสิร์ฟ oyster หรือหอยนางรมสดใหม่ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในแคว้น essex เลย แถมวิวก็ดี ที่นั่งแบบเอ้าท์ดอร์ที่มองเห็นวิวทะเลแสนสวยตามแบบฉบับเมือง Southend-on-sea
  2. Olivers on the Beach ร้านอาหารริมหาดสุดชิคที่ตอนแรกเปิดเป็น Kiosk ริมทะเล แต่ขายดีจนเปลี่ยนมาเป็นร้านคาเฟ่คอยต้อนรับนักกินจากทั่วทุกที่ เสิร์ฟอาหารอาหารเช้าไปจนถึง Brunch มีเมนูเด็ดคือ ปลาซาดีนปรุงรสมาอย่างดี เสิร์ฟในกระป๋องปลาซาดีน คู่กับซาวโดห์ และซอส Aioli หรือมายอสเนสรสกระเทียมสไตล์โพรวองส์ ที่ทานคู่กันแล้วรสชาติดีอย่างลงตัว
  3. The Pipe of Port ร้านอาหารสไตล์อังกฤษแท้ๆที่อยู่ใกล้กับสถานี Southend Central เพียงนิดเดียว แม้ภายนอกจะดูธรรมดาแต่ตกแต่งภายในร้านอย่างคลาสสิค และยังเสิร์ฟเมนูอังกฤษแท้ๆอย่าง พายเนื้อรมควันสไตล์อังกฤษ และยังเป็น wine bar มีไวน์มากมายหลายชนิดให้สายแข็งได้ไปลิ้มลองกันอีกด้วย
  4. Pasta Pia อาหารอิตาเลี่ยนสไตล์สตรีทฟู้ด มีของเด็ดอยู่ที่ Flatbread แสนอร่อยที่นำมาทำเป็นแซนวิชสไตล์อิตาเลี่ยนจากแคว้น Emilia-Romagna แคว้นทางตอนเหนือของอิตาลี สอดไส้ด้วยครีมชีส salty cured meats และผักสลัด อย่าลืมเก็บท้องไว้ทานของหวานแสนอร่อยอย่าง sweet cannoli pastry ด้วยล่ะ
  5. Legend Deli ร้านอาหารแนว Fusion comfort food อยู่ใจกลางเมือง Southend เสิร์ฟอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ sausage-topped buttermilk chicken burger, flatiron steak และ kimchi ‘big bowl’ ramen แถมด้วยเมนูทานเล่นอย่าง deep-fried lasagna bites ที่ไม่ควรพลาดเลย
  6. SoPa Thai ใครคิดถึงอาหารไทยมาที่นี่ได้เลยค่า ที่นี่มีขายทั้งอาหารและยังเป็นซุปเปอร์มาร์เกตที่ขายของต่างๆจากเมืองไทยด้วย ตกแต่งด้วยบรรยากาศเรียบง่ายสไตล์ไทยๆ ที่ใครคิดถึงบ้านต้องแวะมา เสิร์ฟอาหารไทยสดใหม่ ยังไม่ของสดอย่างพวกผักต่างๆจากเมืองไทยที่จะนำเข้ามาทุกอาทิตย์ขายด้วยนะ

เป็นไงกันบ้างคะ ใครไปเรียน Southend อย่าลืมไปลองทานกันนะคะ ส่วนใครอยากไปเรียนต่อ University of Essex หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆในอังกฤษติดต่อพี่แมงโก้ ตัวแทนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ไลน์มาที่ @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ได้เลยค่า

Uni Kit out กล่องรวมของจำเป็นสำหรับเด็กหออังกฤษ


จะไปเรียนต่ออังกฤษ ต้องเอาผ้าปูที่นอนไปมั้ย? จาน ชามเราจะซื้อที่ไหน? ไหนจะหม้อ จะมีด เครื่องครัวอะไรอีก มีแต่ของหนัก ๆ ทั้งนั้นเลย เราจะต้องถือของไกลมั้ยจากร้านมาถึงหอ??

เป็นคำถามคลาสสิคที่คงจะอยู่ในใจน้องๆหลายๆคนที่กำลังจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เพราะเหมือนย้ายออกไปอยู่เองโดยแท้เลย ยิ่งคนอยู่ที่บ้านมาตลอดอาจจะหนักใจไม่น้อย ส่วนน้องคนไหนที่เคยอยู่หอตอนช่วงเรียนหรือทำงานแล้วก็คงพอมีประสบการณ์มาบ้าง แต่ถ้าเพิ่งเคยไปอังกฤษครั้งแรก ถนนหนทางก็ยังไม่ชิน น้อง ๆ หลายคนก็คงกังวลกันอยู่ไม่น้อย แล้วก็อาจจะอยากถามว่า พี่คะ Lazada เค้าส่งถึงอังกฤษมั้ยคะ?? ปัญหานั้นจะหมดไปค่า

พี่แมงโก้มีเว็บไซท์ที่ขายของเพื่อเด็กหอต่างชาติที่ไปเรียนอังกฤษโดยเฉพาะ ชื่อว่า Uni Kit Out (www.unikitout.com) น้อง ๆ สามารถสั่งของใช้เข้าบ้านต่าง ๆ ทางออนไลน์ แล้วก็ของก็จะมาส่งถึงหอที่น้อง ๆ อยู่เลย ไม่ต้องออกไปซื้อไปเลือกให้วุ่นวาย Uni Kit Out มีเซทของใช้ในบ้านให้เราเลือกหลายอย่างมาก เช่น Duvet & Pillow Kit:เซตหมอนไส้ผ้าห่ม, Linen Kit: เซตปลอกหมอนและผ้าปูที่นอน, Towel Kit:เซตผ้าขนหนู ไปจนถึง Cooking Kit: ชุดเครื่องครัว ที่สำคัญยังมี “THE INTERNATIONAL FULL KIT OUT” ที่มีอุปกรณ์พิเศษสำหรับเด็กเอเชียอย่างเรา เช่น หม้อหุงข้าว มีดสับเนื้อ ที่นึ่งอาหารแบบติ่มซำ

แถมยังสามารถ Add-on ของเจ๋ง ๆ เข้าไปได้อีก อย่างเช่น Fridge & Freezer Locker กล่องที่ใส่รหัสล็อคได้สำหรับเก็บอาหารในตู้เย็น ซึ่งเป็นของที่คิดมาแล้วสำหรับเด็กหอที่ต้องแชร์ตู้เย็นรวมกับคนอื่นแล้วมีปัญหาตื่นมาอาหารหายจ้า หรือจะเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหลาย ที่เว็บไซท์นี้ก็มีให้เลือก หรือแม้แต่ของตกแต่งห้องเพื่อความสวยงามและความสุขส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีนะจ๊ะ คุณภาพของก็ดีใช้ได้เลย มีให้เลือกสี เลือกแบบ หรือเลือกคุณภาพและยี่ห้อได้ตามที่เรางบประมาณและความต้องการของเราด้วย มีครบจบทุกอย่างในเว็บเดียวแบบนี้ไปจัดกันได้เลย แถมบางมหาวิทยาลัยยังมีโค้ดส่วนลดให้ใส่ไว้ประหยัดเงินในกระเป๋าเราไปด้วยนะ

 

ส่วนถ้าน้องๆคนไหนอยากมาเรียนต่อที่อังกฤษไม่ว่าจะเรียนภาษาระยะสั้นหรือยาว ป.ตรี ป.โท ป.เอก หรือจะเป็น Foundation ก็มาติดต่อพี่แมงโก้ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร 02-129-3313ปรึกษาฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ นะค้า

รีวิว 10 ร้านชานมไข่มุกในลอนดอน ที่คอชาไข่มุกไม่ควรพลาด


ชานมไข่มุกไม่ใช่เครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมอย่างสูงเพียงแค่ในประเทศไทย และแถบเอเชียเท่านั้น แต่ในฝั่งอังกฤษ ก็นิยมทานชาไข่มุกกันมากเหมือนกัน ดูได้จากร้านชานมไข่มุกที่ผุดขึ้นมาอย่างมากมายในตัวเมืองลอนดอน อาจจะเป็นเพราะมีชาวเอเชียไปอาศัยอยู่อังกฤษเป็นจำนวนมากก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ใครไปเรียนต่ออังกฤษไม่ต้องกลัวอดชาไข่มุกค่ะ วันนี้พี่แมงโก้จะมาแนะนำ 10 ร้านชาไข่มุกเจ้าเด็ดที่น่าไปลองกัน!

1. Coco Fresh Tea and Juice ร้านชานมไข่มุกเจ้าดังจากไต้หวันที่เปิดมาแล้วกว่า 22 ปี และมีสาขามากมายทั่วโลก รวมทั้งที่ไทยและอังกฤษด้วย โดยที่ลอนดอนมี 2 สาขาอยู่ที่ China town สาขาหลักที่ขึ้นชื่อเรื่องคนเยอะ คิวยาว บางทีอาจต้องรอคิวถึงเกือบชั่งโมงเลยทีเดียว ส่วนอีกสาขาที่เล็กลงมาหน่อยจะอยู่ที่หน้า British Museum ซึ่งถ้าใครไปตอนที่มิวเซียมปิดแล้วคนจะน้อยมาก ไม่ต้องต่อแถวเลย ส่วนเมนูก็เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ใครชอบทานที่ไทยแบบไหนก็ไปสั่งทานกันที่อังกฤษได้เลย

2. Yifang Fruit Tea เป็นอีกหนึ่งร้านชานมต้นตำหรับจากประเทศไต้หวันดินแดนแห่งชานม ที่ขยายสาขามาไกลถึงลอนดอน ตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามร้าน Coco ใน China Town เลย ถ้าใครรอต่อคิวยาวที่ร้าน Coco ไม่ไหวก็มาซื้อชานมไข่มุกที่ร้านนี้ก็ได้ เมนูชื่อดังของร้านนี้ก็คือ Tiger Milk ที่เป็นไข่มุกต้มในน้ำตาลทรายแดงจนเข้าเนื้อ เสิร์ฟคู่กับนมสดรสชาติกลมกล่อมไม่หวาน เพราะเราจะได้ความหวานจากไข่มุกน้ำตาลทรายแดงอยู่แล้ว ส่วนเมนูชาผลไม้อื่นๆเค้าก็มีขายนะคะ อยากชา Yifung Fruit Tea ที่เป็น Signature ของร้าน ใครสนใจมาลองกันได้

3. Woo Tea London ร้านชาน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี 2019 นี่เอง แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากดูได้จากคิวของคนที่มาต่อแถวรอซื้อที่ยาวเลยออกมานอกร้าน Woo Tea ยังคงตั้งอยู่ในเขต China Town ที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหารและของเอเชีย รวมทั้งชานมไข่มุกก็ด้วย เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือชานมสูตรของทางร้านที่เข้มข้นหวานมันไม่แพ้ใคร รวมถึงชาผลไม้ก็เด็ด เมนูที่แนะนำให้ลองสำหรับคนที่ชอบชาผลไม้ก็คือ Lychee Woo Tea ที่ทานแล้วให้ความสดชื่นได้ดีในหน้าร้อนที่อังกฤษ

4. T4 (Tea For You) ร้านชาชื่อแปลกที่มีคิวยาวไม่แพ้ร้านไหนๆ อาจเพราะตั้งอยู่ในโซนช๊อปปิ้งของลอนดอน ระหว่างห้างใหญ่ 2 ห้างคือ Westfield White City และ Stratford ซึ่งเป็นห้างที่คนโลคอลนิยมมาจับจ่ายซื้อของ ที่นี่มีชาให้เลือกหลายแบบ ทั้งชาอู่หลง ชาดำ ชามะลิ ทั้งหมดนี้จะใส่นมด้วย และเลือกใส่ท็อปปิ้งได้ ไม่ว่าจะเป็นไข่มุก เจลลี่กาแฟ หรือเฉาก๊วยก็มีให้เลือกใส่ตามความชอบเลย เมนูเด็ดที่อยากให้ลองกันก็คือ ชานมใส่เจลลี่กาแฟ เลือกเพิ่มหรือลดความหวานได้ตามใจชอบด้วยน้า

5. Gonuts boba tea ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟใต้ดิน Holloway Road และใกล้กับ London Metropolitan University ทำให้ร้าน Gonuts Boba Tea เป็นร้านประจำของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้ รวมถึงนักเรียนที่พักอาศัยอยู่ใกล้ๆด้วย การันตรีความชื่นชอบร้านนี้ของคนแถวนี้ด้วยคะแนนรีวิวสูงสุดในบรรดาร้านชานมไข่มุกในลอนดอนจาก Google Review ด้วยความที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย และกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักเรียนนักศึกษา ทำให้ราคาเครื่องดื่มไม่แรงมากใครอยากมาลองรสชาติที่เป็นที่ถูกใจของวัยนักศึกษาที่อังกฤษก็ปัดหมุดร้านนี้ได้เลยค่ะ

6. Xingfutang Bubble milk tea ร้านชานมไข่มุกเจ้าใหม่ล่าสุดของลอนดอน ที่กวนไข่มุกให้ดูกันสดๆหน้าร้านเลย แถมคิวก็ยาวใช้ได้ เพราะชานมรสเข้มข้น หรือจะทานเป็นนมสด ใส่ไข่มุกน้ำตาลทรายแดงกวนสดๆนุ่มมากๆ พร้อมกับท็อปด้วยครีมชีสที่มีการเบิร์นให้ได้กินหอมๆของน้ำตาลไหม้เหมือนฟีลขนม Crème brûlée ใครอยากไปลองพิกัดอยู่ที่ Soho แอบกระซิบมาว่า น้องๆจากแมงโก้ที่เป็นเข้าของเพจอาหารชื่อดังใน Instagram อยาก @Dessert.time การันตรีความอร่อยของร้านนี้มาแล้ว

7. Happy Lemon ร้านชาเจ้าดังจากไต้หวันที่มีโลโก้แสนน่ารักเป็นเด็กหัวเลม่อน และมีสีหลักในการตกแต่ร้านเป็นสีเหลืองที่สื่อถึงความ Happy ได้เป็นอย่างดี และร้านนี้ก็ยังคงเป็นอีกร้านที่ตั้งอยู่ให้เขต China Town เมนูที่แนะนำก็คือ Rock Salt Cheese ที่เป็นชาเขียวไม่ใส่นมและไม่หวาน ท็อปด้วยครีมชีสสุดเข้มข้นพร้อมโรยเกลือทะเลมาเล็กน้อยเพื่อให้สัมผัสรสชาติที่หลากหลาย หรือจะเป็นชาผลไม้ที่นี่ก็มีให้เลือกหลายเมนู รวมถึงชานมไข่มุกก็ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นและไข่มุกรสอร่อยไม่แพ้ร้านไหนเลย

8. Biju Bubble Tea ร้านชานมที่คงคอนเซ็ปดื่มชานมอย่าง Healthy เพราะร้านนี้เลือกคัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี ทั้งนมก็เลือกใช้นมออร์แกนิค ใช้ผลไม้จริงในชาผลไม้ต่างๆเพื่อให้ได้รสชาติและความหวานจากผลไม่แท้ๆ จริงจังเรื่องชาขนาดที่ว่าไม่มีการชงชาค้างคืน แต่จะชงสดๆใหม่ๆ และมีชาดีๆให้เลือกทั้งอู่หลง ชาเขียว หรือชารอยบอสที่เป็นชาแดงจากแอฟริกาอันอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างการมากมาย พร้อมมีท็อปปิ้งซุปเปอร์ฟู้ดอย่าง Chia Seed ให้เลือกใส่ด้วย มีเมนูเพื่อคนรักสุขภาพอย่างน้ำมะพร้าวผสมน้ำสับปะรด ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชาวต่างชาติ แถมยังมีสาขาทั่วอังกฤษอยู่ถึง 3 สาขา ทั้งที่ Soho ในห้าง Westfield และ South Kensington ซึ่งแต่ละสาขาตกแต่งอย่างสวยงาม น่าเข้าไปนั่งจิบชาเกร๋ๆเป็นอย่างมาก

9. Chatime ร้านชาไข่มุกชื่อดังประจำกรุงลอนดอนที่เปิดมาอย่างยาวนาน ก่อนกระแสความฮิตของชานมไข่มุกในทุกวันนี้ซะอีก ต้นกำเนิดอยู่ที่ไต้หวันแต่สามารถขยายสาขาไปได้ทั่วโลก โดยมีสาขามากถึง 22 สาขาในประเทศอังกฤษ ทั้งในลอนดอนที่มีอยู่ถึง 8 สาขา ในทำเลหลักอย่าง Soho, China Town, Shoreditch และอื่นๆ รวมถึงต่างเมืองอย่างที่ Newcastle, Nottingham, Manchester หรือ Coventry ก็มีให้ได้ทานกัน ด้วยความที่เปิดมานาน เมนูก็จะหลากหลายและได้มาตรฐานเหมือนกันทุกสาขา ที่สำคัญใครอยู่เมืองอื่นก็หาทานกันได้ ไม่ต้องนั่งรถไฟถามถึงลอนดอนเท่านั้นถึงจะได้กินชานมไข่มุกนะคะ

Photos by: IG @tomjoyphoto

10. Bubbleology พูดถึงร้านชานมที่อังกฤษจะไม่พูดถึง Bubbleology คงไม่ได้ นี่เป็นร้านเดียวที่มีต้นกำเนิดจากชาวอังกฤษแท้ๆที่ชื่นชอบรสชาติชานมไข่มุกของทางเอเชีย จำได้นำวัฒนธรรมชานมไข่มุกมาสู่อังกฤษดินแดนแห่ง High tea อีกที ทำให้รสชาติเครื่องดื่มของ Bubbleology ทั้งหมดจะถูกปรับให้ถูกใจคนฝั่งยุโรป ตัวร้านเองก็เปิดมาอย่างยาวนาน จนมีสาขากระจายอยู่ทั่วเกาะอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นร้านชานมไข่มุกที่หากินได้ง่ายทีสุดในอังกฤษเลย ใครอยากลองชานมไข่มุกเวอร์ชั่นฝรั่งก็มุ่งไปที่ร้านนี้ได้เลยค่า

เป็นไงกันบ้างคะ กับ 10 ร้านชานมไข่มุกในลอนดอนที่พี่แมงโก้เอามาฝากกัน แถมยังมีร้านที่คนที่ไปเรียน Manchester Nottingham Newcastle หาทานได้ในเมืองอีกด้วย หรือน้องคนไหนไปเรียน University of Durham แล้วคิดถึงชานมไข่มุก ก็นั่งรถไฟเพียง 15 นาทีมาทาน Chatime ในเมือง Newcastle ได้เลย


ส่วนใครสนใจอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาวระดับปริญญาตรี โท เอก หรือ Summer School ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยที่ Line:@mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ช่องทางไหนก็ได้ค่า
พี่แมงโก้ยินดีให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆน้า

Road trip to Cornwall


ไปเรียนอังกฤษทั้งที จะที่ยุโรปก็ใกล้ หรือจะเลือกเที่ยวในอังกฤษก็ง่าย เพราะที่อังกฤษมีอีกหลายเมืองให้เที่ยวมาก ๆ แถมแต่ละภาคของอังกฤษก็มีทัศนียภาพรวมถึงความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน รอให้น้องไปไปสัมผัสกันช่วงปิดเทอม หรือวันหยุดด้วยนะ

วันนี้พี่แมงโก้ได้ทริปน้อง ๆ จาก Kent (แคว้นที่ได้ชื่อว่าเป็น Garden of England)  อย่างน้องโอ๊ต นักเรียนป.โท Business Analytics ที่ University of Kent และเพื่อนอีก 3 คน มีวันหยุด 3-4 วัน เลยวางแผนไปเที่ยวทะเลทางใต้แถบ Bournemouth ยาวไปถึง Cornwall ดินแดนสุดขอบทะเลของประเทศอังกฤษ

Durdle Door

น้องโอ๊ตและเพื่อนเลือกการเช่ารถแล้วขับเที่ยวไปเรื่อย ๆ แทนที่นั่งรถไฟเพราะมีกันหลายคน จาก Canterbury ใช้เวลาประมาณ 3.30 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองตากอากาศยอดฮิตของอังกฤษอย่าง Bournemouth พร้อมสัมผัสวิวทะเลแบบหน้าผาที่สวยแปลกตา แล้วขับต่อไป Jurassic Coast ที่เที่ยวสำคัญใกล้เมือง Bournemouth แวะถ่ายรูปกับ Durdle Door หน้าผาหินที่ถูกน้ำทะเลเซาะจนมีรูปร่างเหมือนซุ้มประตูที่หาดูกันไม่ได้ง่ายๆ

Penzance

ขับรถลงใต้กันมาอีกประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ก็เข้าเขต Cornwall ที่เป็นแคว้นทางใต้สุดของอังกฤษที่ขึ้นชื่อว่ามีวิวแบบหน้าผาติดทะเลที่สวยงามมาก ๆ ถึงเมือง Penzance จุดหมายหลักในทริป Cornwall นี้ เมือง Penzance เป็นเมืองท่าของแคว้น Cornwall มีที่เที่ยวสวย ๆ อย่าง Minack Theater ที่เป็นโรงละครกลางแจ้ง ซึ่งเริ่มก่อสร้างโดยคุณป้า Rowena Cade กับคนสวนของเธอ เพียง 2 คนเท่านั้น เป็นอะไรที่ Amazing มาก ๆ ที่เที่ยวธรรมชาติอื่น ๆ ของเมือง Penzance ที่น้องโอ๊ตกับเพื่อน ๆ ไป ก็จะมี Hiking จนไปถึง Land&End แผ่นดินสุดท้ายติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกของ Cornwall ที่เราจะพบแผ่นดินต่อไปก็คือแผ่นดินของทางทวีปอเมริกาเลย เพราะฉะนั้นวิวทะเลจะสวยมากเป็นพิเศษ มองออกไปได้สุดลูกหูลูกตาจากจุดที่เรายื่นอยู่ ซึ่งเป็นหน้าผาหินที่ธรรมชาติสรรค์สร้างมาได้อย่างสวยงามมาก ๆ

Boscastle Habour

จากเมือง Penzance ก็ขับรถขึ้นเหนือเพื่อกลับเมือง Canterbury น้องโอ๊ตและเพื่อนแวะที่เมือง Boscastle Habour เมืองท่าเรือเล็ก ๆ ที่มีบรรยากาศชิว ๆ ให้ฟีลลิ่งเมืองชาวเลฉบับคนอังกฤษ บ้านเรือน ร้านร่วงเล็ก ๆ น่ารักที่มีวิวแบบเขาล้อมอ่าวเล็ก ๆ ที่คล้ายกับเป็นแม่น้ำแทรกเข้ามากลางเมือง เป็นจุด Check Point ถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด สไตล์การเที่ยวเมือง Boscastle จะเป็นแนว เดินชิวเที่ยวรอบเมือง และของขึ้นชื่อของเมืองแถบนี้ก็คือ ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารซีฟู้ดสด ๆ ที่ควรปักหมุดไว้แวะทานระหว่างทางขับรถกลับ Canterbury มีหลายร้านหลายราคาให้เลือกทาน น้องโอ๊ตกระซิบว่าใครจะแวะเมืองนี้ก็เตรียมตัวจองร้านอาหารกันก่อนได้เลย เพราะมีร้านที่แนะนำโดย UK Michelin Guide 2019 ด้วย

Roman Bath

ระหว่างทางกลับไป Canterbury น้องโอ๊ตก็ได้พาเราแวะเที่ยวเมือง Bath แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่ไม่ว่าใครมาอังกฤษก็ต้องมาแวะถ่ายรูปกับโรงอาบน้ำโบราณ หรือ Roman Bath เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่ง

Stonehenge

ที่เที่ยวสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์ก็คงหนีไม่พ้น Stonehenge กลุ่มหินโบราณที่ตั้งเรียงกันเป็นรูปวงกลม ที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่า ใครเป็นคนสร้าง Stonehenge และสร้างมาทำไม แต่ที่แน่ๆ Stonehenge ก็ได้กลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจจรย์ของโลกที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเยี่ยมชม รวมถึงตัวน้องโอ๊ตก็ไม่พลาด Landmark ของประเทศอังกฤษแห่งนี้ เป็นการปิดท้ายทริปจาก Kent สู่ Cornwall ได้จบสมบูรณ์อย่างสวยงาม เป็นการปิดท้ายทริปจาก Kent สู่ Cornwall ได้จบสมบูรณ์อย่างสวยงาม

Tips: ถ้าใครคนน้อย หารค่าเช่ารถกันมาไม่คุ้ม หรือไม่ได้ทำใบขับขี่สากลมา แนะนำให้นั่งรถไฟเที่ยวตามทริปนี้ก็ได้ เริ่มจากขึ้นรถไฟสาย Southeastern จากสถานี Canterbury West มาลอนดอน ลงสถานี Waterloo แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย South Western Railway ไปลงที่สถานี Bournemouth เพื่อนั่งรถต่อไปที่ Doodle Door ได้เลย จากนั้นจะวางแผนนั่งรถไฟต่อไปยัง Cornwall แวะลงตามสถานีต่าง ๆ ที่ใกล้กับที่เที่ยวด้านบนได้เลย Search หาเส้นทางจาก Google Map และจองรถไฟล่วงหน้าจาก www.nationalrail.co.uk เพื่อตั๋วที่ถูกลงไปอีกได้เลย

*แถมอีกนิดว่าใครนั่งรถไฟมาอาจจะได้แวะเที่ยว London ด้วยก็ได้ เพราะยังไงก็เป็นทางผ่านที่ต้องมาลงรถไฟใจกลางกรุงลอนดอนอยู่แล้ว เรียกได้ว่า ทริปเดียวเที่ยวหลายเมือง กันไปเลยชิค ๆ ค่ะ


ใครอยากมาเรียนอังกฤษ ไม่ว่าจะเรียนภาษา Summer School หรือป.ตรี ป.โท ก็ติดต่อพี่แมงโก้ ได้เลยที่ Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313 ได้เลย พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทุกเรื่องฟรี ไม่คิดตังค์นะจ๊ะ

English Breakfast อาหารเช้าแบบ British Style


วัฒนธรรมการกินของคนแต่ละชาติมีความแตกต่างกันมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นอาหารเช้า คนแถบเอเชียอย่างเราๆนิยมทานข้าวเป็นอาหารเช้า หรือไม่ก็โจ๊กซึ่งก็ทำมาจากข้าวอยู่ดี แต่ชาวตะวันตกมักจะทานขนมปังเป็นหลัก นี่เป็นการแบ่งแบบคร่าวๆ แต่ถ้าจะมองให้ลึกลงไปกว่านั้นคนแต่ละประเทศจะทานอาหารเช้าที่แตกต่างกันไปอีก อย่างเช่นชาวฝรั่งเศสนิยมทานขนมปังทาแยม หรือครัวซองคู่กับกาแฟเป็นอาหารเช้าที่ไม่มีของคาวเลย เพราะชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับมื้อเช้าน้อยที่สุด เหมือนกันกับชาวอิตาเลี่ยนที่นิยมทานครัวซองกับเนยหรือแยม ไม่ก็เป็นคุกกี้ Bitcotti คู่กับกาแฟนมอย่างลาเต้หรือคาปูชิโน่ แต่ชาวอังกฤษของเรานั้นอัพเวลขึ้นไปอีกค่ะ เพราะ Full English Breakfast จะไม่ใช้เป็นแค่มื้ออาหารที่มีแต่ของหวาน หากแต่เต็มไปด้วยของคาวชนิดจัดเต็มที่บางคนทานแล้วอาจจะอิ่มไปถึงเย็นเลย จริง ๆ แล้วถ้าเป็นอาหารเช้าง่าย ๆ สไตล์ชาวตะวันตกคงหนีไม่พ้นซีเรียลกับนมหรือขนมปัง แต่ถ้าอยากทาน Full English Breakfast ล่ะก็จะมีของคาวหลาย ๆ อย่างในจานเลย

โดยปกติ Full English Breakfast จะประกอบไปด้วยอาหารประมาณ 8-9 อย่าง นี่ไม่รวมเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟ หรือนมนะคะ เป็นเพียงอาหารที่ประกอบร่างอยู่ในจานใบโตเท่านั้น มาดูกันดีกว่าว่าใน 9 อย่างนี้มีอะไรกันบ้าง
 Grilled Bacons – เบคอนทอดกรอบ
 Grilled Sausages – ไส้กรอกทอด
 Sunny Side up Fried Eggs – ไข่ดาวแบบไม่สุก 2 ฟอง
 Hash browns – มันฝรั่งบดผสมกับแป้ง แล้วนำไปทอดให้เป็นแผ่นๆ
 Sauté Mushrooms – เห็ดผัด อาจจะผัดกับเนยหรือน้ำมันก็ได้
 Grilled Tomato – มะเขือเทศลูกโตสีแดงผ่าครึ่ง แล้วนำไปนาบกับกระทะ
 Buttered Toast – ขนมปังทาเนย บางที่เสิร์ฟแบบ Grilled บางที่ก็เสิร์ฟแบบธรรมดา
 Baked Beans – ถั่วอบในซอสมะเขือเทศ
 Black Puddings – ไส้กรอกที่ทำจากเลือดหมู เนื้อ และข้าวโอ๊ต นิยมนำมาฝานเป็นแผ่นแล้วไปทอดนิดหน่อย

เห็นมั้ยคะว่าอาหารเช้าจัดเต็มมากๆ บางอย่างเช่นขนมปังทาเนย ไข่ เราก็อาจจะเห็นได้ในอาหารเช้าแบบชาวตะวันตกทั่วไป แต่สิ่งที่พิเศษที่เมื่ออยู่บนจานแล้วจะรู้เลยว่านี่เป็นอาหารเช้าแบบชาวอังกฤษก็คือ Baked Beans และ Black Puddings ที่ถือว่าเป็น Traditional Food ของชาวอังกฤษที่มีไม่เหมือนประเทศอื่น ใครไปทานร้านอาหารแล้วสั่ง English Breakfast ยังไงก็ต้องมี 2 สิ่งนี้

น้อง ๆ ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษยังไง ๆ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะทานอาหารเช้าไม่ อิ่มเหมือนอยู่ที่เมืองไทยเลย แต่อาจจะต้องฝึกทาน Baked Beans ไปซักนิด ถึงก็มีเสิร์ฟในร้านอาหารทั่ว ๆ ไปที่ขายอาหารเช้าแบบชาวอังกฤษแล้ว Black Puddings อาจจะหาทานได้ยากหน่อยในเมืองไทย แต่ไปอังกฤษยังไงได้ทานแน่ ๆ ด้านรสชาติคงไม่ได้จัดจ้านแบบอาหารไทย แต่เป็นแนวจืด ๆ ตามสไตล์อาหารฝรั่ง และแม้ชื่อจะฟังดูไม่น่ากินซักนิด แต่มีผลวิจัยมาแล้วว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ทั้งธาตุเหล็กจากเลือดหมู โปรตีนจากเนื้อ และคาร์โบไฮเดรตชั้นดีจากข้าวโอ๊ต เรียกได้ว่า Full English Breakfast เป็นอาหารเช้าที่รวมสารอาหารไว้อย่างครบถ้วนและเป็นอาหารจากร้อนที่เราคุ้นเคย สามารถทำให้เราอิ่มไปได้นานด้วย


ใครไปเรียนต่ออังกฤษก็อย่าลืมไปลองทาน English Breakfast ขนาดแท้ที่ประเทศเจ้าถิ่นกันนะคะ เพราะเมนูนี้ก็ดังไม่แพ้ Fish and Chips เลยล่ะ เรื่องอาหารพี่แมงโก้แนะนำได้ ส่วนเรื่องเรียนต่อพี่แมงโก้ยิ่งถนัดเลย มาปรึกษากันได้ที่ Line:@mangolearning หรือโทร 02-129-3313 มาก็ได้ จะโทรมาปรึกษาเรื่องเรียน เรื่องกินอยู่ พี่แมงโก้พร้อมมีคำตอบให้เสมอพร้อมให้คำปรึกษาฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ด้วยน้า

3 ร้านชาที่ใครไปลอนดอนไม่ควรพลาด!!


The English Tea Room, Brown’s Hotel


ตั้งอยู่ในย่าน Mayfair หนึ่งในย่านหรูของ London เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1837 จัดว่าเป็นหนึ่งในโรงแรม Traditional สุดหรูของกรุงลอนดอน ด้วยการตกแต่งแบบดั้งเดิมผสมกับ Contemporary style ด้วยโคมไฟที่ดีไซน์โดย Paul Smith และผลงานศิลปะที่ร่วมสมัย ทำให้ The English Tea Room ได้ต้อนรับแขกชื่อดังระดับโลกมากมาย มีเรื่องเล่าว่า Agatha Christies นักเขียนนิยายสืบสวนชื่อดังได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ At Bertram’s Hotel ของเธอจากที่นี่ ที่ The English Tea Room จะเสิร์ฟชาที่มีให้เลือกถึง 17 ชนิด แต่ถ้าไปถึงที่นี่แล้วอยากให้ลอง Brown’s own blend ซึ่งเป็น Signature Blend ของที่นี่ ทานพร้อมกับขนมและแซนด์วิชตามแต่เราจะสั่ง ที่สำคัญแซนด์วิชและชาสามารถเติมได้ไม่อั้น นั่งทานได้ 2 ชม. แอบกระซิบว่าใครอยากไปทาน Afternoon Tea ที่นี่ ต้องจองโต๊ะล่วงหน้า 2 วันนะคะ ราคาอยู่ที่ £55 ต่อคน ถ้าใครอยากทาน Champagne ด้วยที่นี่ก็มีเสิร์ฟนะคะ ราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามระเบียบ


Fortnum and Mason


ห้าง Grocery สุดหรูชื่อดังที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดี ก่อตั้งมาได้ 312 ปีแล้ว โดยเริ่มจาก William Fortnum ผู้เคยเป็นข้าราชบริพารในวัง มีหน้าที่คอยเปลี่ยนเทียนให้กับ Queen Anne ในทุก ๆ คืน จะมีเทียนเหลือตลอด ด้วยความหัวใสของ William Fortnum จึงได้นำเทียนที่เหลือมาขายเป็นรายได้เสริม ขายดีจนกระทั่งสามารถเปิดเป็นร้าน Grocery Store ที่ Piccadilly Circus ได้ โดยร่วมหุ้นกับ Hugh Mason ผู้เป็นเจ้าของที่ สร้างร้าน Fortnum and Mason ขึ้นมาขายอาหารและของใช้ในบ้านต่างๆ แต่สินค้าที่ดังมากๆของที่นี่ก็คือ ชา เพราะ The Diamond Jubilee Tea Salon เป็นร้านชาชื่อดังที่เป็นจุดเช็คอินหลักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่นี่มีชาให้เลือกมากกว่า 100 ชนิด มี Signature Blend อย่าง Royal Blend, Jubilee Blend, หรือจะเป็น Queen Anne Blend ให้ฟีลรอแยลผู้ดีอังกฤษสุด ๆ ไปนั่งจิบชาพร้อมขนมหรืออาหารคาวที่แน่นอนว่าเสิร์ฟเป็นทาวเวอร์ 3 ชั้นเรียงรายด้วยอาหารแบบคานาเป้คำเล็กๆให้ได้เลือกทานกันตามชอบ โดยร้านชาจะอยู่ที่ชั้น 4 ส่วนชั้น 2 จะเป็น Food Hall ให้ได้ไปเลือกซื้ออาหาร ขนมและของฝากกันได้


 

Muffin Man


ร้านเล็ก ๆ ย่าน Kensington ร้านที่อาจจะดูหรูน้อยที่สุดและเล็กที่สุดในบรรดา 3 ร้านชาที่พี่แมงโก้แนะนำในวันนี้ แต่ถ้าใครชอบร้านเรียบหรู สไตล์บ้าน ๆ อบอุ่น ดูเป็นแบบ Homemade ต้องมาที่นี่เลย ชาแม้จะมีให้เลือกไม่มาก แต่ก็เป็นสิ่งที่คัดมาแล้ว Signature Blend ของร้านก็ชื่อเหมือนกับร้านเลยนั่นก็คือ The Muffin Man Blend นอกจากชาที่อร่อยแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อมาร้านนี้คือ ต้องสั่งสโคน เพราะสโคนที่นี่ได้รับการรีวิวจากหลายคนมากว่าเป็น The Best Scone Ever! แนะนำให้สั่งคู่กับ Devon Cream ซึ่งเป็นครีมที่ไว้ทาสโคนมาจาก Devon แหล่งผลิตครีมชื่อดังของอังกฤษ พร้อมกับแยมแสนอร่อย ส่วนใครท้องว่างตอนเช้า ก็มาฝากท้องทานอาหารเช้ากันที่นี่ได้ มีให้เลือกหลากหลาย รวมถึงอาหารเช้า English Breakfast แบบ Traditional แท้ ๆ ด้วย แอบบอกนิดนึงว่าร้านนี้อยู่ใกล้กับ The Imperial College London เราเลยจะได้เห็นเด็กอิมพีเรียลแวะเวียน มาร้านนี้กันบ่อย ๆ เพราะราคาโอเค อาหารอร่อย ใครล่ะจะอยากพลาด


ใครอยากลองไปสัมผัสการดื่มชาแบบผู้ดีอังกฤษที่อังกฤษ พร้อมเรียนต่อไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษาหรือปริญญา ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้ แอด Line:@mangolearning หรือจะโทร.มาคุยที่เบอร์ 02-129-3313 พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทั้งที่เรียนและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในอังกฤษทุกขั้นตอน งานนี้พี่แมงโก้แนะนำฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ นะค้า

ทำไมคนอังกฤษชอบดื่มชา?


ถ้าพูดถึงประเทศอังกฤษจะคิดถึงอะไรเป็นอย่างแรก บางคนอาจจะตอบว่า London, Queen Elisabeth, Prince William หรืออาจจะเป็น Big Ben แต่ถ้าถามให้แคบลงว่า คำว่า “ผู้ดีอังกฤษ” คิดถึงอะไร? คำตอบของคนส่วนใหญ่น่าจะเป็นการจิบชาแบบผู้ดีอังกฤษ มากกว่าการใส่หมวกแบบผู้ดีอังกฤษเป็นแน่ งั้นวันนี้เรามาคุยกันเรื่องชาในวัฒนธรรมอังกฤษกันดีกว่าเพราะมีผลสำรวจมาแล้วว่าชาวอังกฤษดื่มชามากถึงคนละ 2.1 กิโลกรัมต่อปี และมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

จริง ๆ แล้ววัฒนธรรมการดื่มชาเป็นของชาวตะวันออกอย่างชาวจีน ชาวญี่ปุ่น หรือชาวอินเดีย แต่ตั้งแต่มีการค้าขายและล่าอาณานิคม ทำให้วัฒนธรรมการดื่มชาแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ วัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศอังกฤษเริ่มต้นครั้งแรกในประมาฯปีค.ศ. 1660 – 1670 แคทเธอรีนแห่งบราแกนซา เจ้าหญิงจากโปรตุเกส ที่มาแต่งงานกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งตอนที่เธอย้ายมาอังกฤษได้นำชาเครื่องดื่นโปรดของเธอมาด้วย ในช่วงแรกการดื่มชาถูกจำกัดให้อยู่ในสังคมชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะชาเป็นสินค้านำเข้าและมีราคาแพง และเป็นของฟุ่มเฟือย แต่ต่อมาเมื่อราคาเริ่มถูกลงจนทำให้การดื่มชาแพร่หลายไปในทุกชนชั้นทั่วสหราชอาณาจักร สาว ๆ ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยก็อยากจะเป็นแบบผู้ดีไฮโซกันทั้งนั้น เลยทำให้มีการเลียนแบบทางพฤติกรรมการดื่มชากันขึ้น

The Teacher’s Guests. From a private collection. (Photo by Fine Art Images/Heritage Images/Getty Images)

ต่อมาวัฒนธรรมการดื่มชาได้ถูกพัฒนาไปจากเดิมมาก จนกลายมาเป็นมื้ออาหารของว่างยามบ่ายที่ขาดไม่ได้ของชาวอังกฤษ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Afternoon Tea เรื่องนี้ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน เริ่มมาจาก แอนนา ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด หลังจากมื้อเที่ยง ที่บ้านของแอนนาจะเสิร์ฟมื้อเย็นตอน 2 ทุ่มทำให้ช่วงบ่ายแอนนาหิว จึงเรียกให้สาวใช้ในบ้านนำชามาเสิร์ฟพร้อมขนมช่วง 4 โมงเย็นเพื่อแก้หิว ต่อมาแอนนาได้ชวนเพื่อน ๆ สาวสังคมของเธอมาทานชาช่วงบ่ายด้วยกันและนี่คือจุดเริ่มต้นของ Afternoon Tea ในวันนี้ เมื่อวัฒนธรรมการดื่มชาแพร่หลายลงมาสู่คนทุกระดับชั้น ทำให้ Afternoon Tea ถูกจัดเป็นมื้ออาหารหนึ่งของชาวอังกฤษ ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม บางโรงงานจะมีช่วงพักดื่มชาให้พนักงานในตอนสายหรือบ่ายด้วย

ที่มาของคำว่า High Tea

อีกหนึ่งคำที่คุ้นหูก็คือ High Tea คนไทยส่วนให้มักคิดว่านี้เป็นชื่อเรียกกิจกรรมของชนชั้นสูง แต่ที่มาจริง ๆ แล้ว High Tea เป็นคำเรียกการดื่มชาของชนชั้นแรงงาน ที่บ้านมีพื้นที่ไม่มาก ทำให้ต้องดื่มชาบนโต๊ะทานข้าว ซึ่งแตกต่างจากชนชั้นสูงที่มักจะมีห้องดื่มชา หรือดื่มชาในห้องวาดรูป ซึ่งจะมีโต๊ะเตี้ย ๆ กับโซฟาไว้นั่งดื่มชา แต่ด้วยความที่โต๊ะทานข้าวมีลักษณะสูงกว่าจึงถูกเรียกว่า High Tea แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำว่า High Tea ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลาย รวมถึงใช้เรียกการดื่มชาในโรงแรมหรือร้านหรู ๆ อีกด้วย เมื่อชาจัดเป็นมื้ออาหาร ชาวอังกฤษจึงนิยมดื่มชาคู่กับขนม หรือแซนด์วิช ซึ่งขนมยอดนิยมแบบฉบับคนอังกฤษที่ทานคู่กับชาก็คือ Scone หรือ สโคน ที่เป็นขนมของชาวอังกฤษขนานแท้ โดยวิธีทานก็คือ ทาด้วยเนยและแยมข้างบนสโคน พร้อมกับจิบชาไปด้วย อย่างใน Afternoon Tea Set ของร้านชาหรือโรงแรมหลายๆแห่งก็มันจะเสิร์ฟเซทชา ที่มีชั้นขนม 3 ชั้น ซึ่งในชั้นนั้นก็จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานแบบที่เป็นคาเนเป้ เสิร์ฟเป็นคำเล็ก ๆ เพื่อเสริมบรรยากาศการจิบชายามบ่ายแบบฉบับผู้ดีอังกฤษของลูกค้า

ใครอยากลองไปสัมผัสการดื่มชาแบบผู้ดีอังกฤษที่อังกฤษ พร้อมเรียนต่อไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษาหรือปริญญา ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้ add Line:@mangolearning หรือจะโทร.มาคุยที่เบอร์ 02-129-3313 พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทั้งที่เรียนและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในอังกฤษทุกขั้นตอน งานนี้พี่แมงโก้แนะนำฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ นะค้า

13 ร้านเด็ดประจำ Exeter


เมือง Exeter เมืองสุดฮิปที่เต็มไปด้วยร้านอาหารเด็ด ๆ หลากหลายเชื้อชาติมากมายเรียกได้ว่ามีร้านอาหารดี ๆ เยอะไม่แพ้ลอนดอนเลย แถมแต่ละที่ก็อยู่ไม่ไกลกันมาก เดินทางสะดวกไม่แพง เหมาะกับ Café Hopper ทั้งหลายให้ได้ฮอปไปฮอปมากันอย่างสบายใจสบายกระเป๋า ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

1. Pret a Manger

ร้านอาหารกึ่งฟาสฟู้ดที่มีสาขาอยู่ทั่วอังกฤษในโลเคชั่นที่เป็นสถานที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารกันตายสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะถึงจะเป็นฟาสฟู้ดแต่ก็เสิร์ฟอาหารที่มีประโยชน์อย่าง สลัด ซุป หรือจะเป็น Wrap อาหารที่ห่อด้วยแป้งต่าง ๆ ที่สามารถเลือกไส้ได้ เดินถือไปทานได้อย่างเร็วๆระหว่างพักเบรกจากห้องเรียน หรือประชุมก็ได้ ด้วยโลเคชั่นที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเลย พร้อมทั้งมีอาหารที่มีทั้งผัก ผลไม้ กาแฟให้ได้เลือกทาน บวกกับราคาที่ไม่แพง ร้านนี้จะเป็นหนึ่งในร้านในดวงใจของน้อง ๆ หลายคน เพราะว่าทั้งเร็วและไม่ทำลายสุขภาพ เรียกได้ว่า Grab and Go แล้วไปเลยค่ะ!!

2. Soomboon Thai Food

ร้านอาหารไทยที่เด็กไทยทุกคนที่มาเรียน Exeter ไม่พลาดเลยซักคน เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ไว้มาทานอาหารไทยของเด็กไทยในเมืองนี้เลยก็ว่าได้ เมนูเด็ดที่จะทำให้หายคิดถึงบ้านก็ได้แก่ ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ชาไทยเย็น แถมราคายังเป็นกันเอง นอกจากมาทานอาหารไทยที่นี่แล้ว ก็ยังสามารถมาช็อปปิ้งเครื่องปรุง ซอส มาม่า หรือของไทยต่างๆเอากลับไปทำอาหารไทยกินเองได้ที่บ้านอีกด้วย

3. Kaspa’s

ด้วยสโลแกน “King of Dessert” ที่นี่จึงเป็นสวรรค์ของคนรักของหวานอย่างยิ่ง มีทั้งของหวานที่เป็นแบบร้อนและแบบเย็น มาเต็มทั้ง Ice Cream Gelatos Milkshake Smoothies Sundae หรือจะเป็นของหวานจานร้อนไว้ทานคู่กับของเย็น ๆ อย่างเช่น Waffle หรือจะเป็น Crapes ก็มีให้เลือกมากมายหลากหลาย มาที่ Kaspa’s จะเปลี่ยนนิยามขนมหวานของคุณไปเลย ด้วยเมนูครีเอทต่าง ๆ ของที่นี่ ยังไงถ้าได้แวะมา อย่าลืมลองมาชิมกันนะคะ

4. Absurd Bird

อาหาร Comfort Food จากรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาอย่างไก่ทอด วาฟเฟิลที่มีทั้งเป็นเวอร์ชั่นของคาวและของหวานพร้อมด้วยสลัดตัดเลี่ยนต่าง ๆ มากมาย ในบรรยากาศที่เป็นร้านอาหารสบาย ๆ ไม่เป็นทางการ เมนูไก่ทอดที่มีให้เลือกมากมายหลายรส พร้อม Chips ที่มีแบบพิเศษทำมาจากมันหวานให้น้อง ๆ ได้ไปลองชิมกันอีกด้วย ร้านเหมาะกับการมาทานกับเพื่อน ๆ ให้วันเครียด ๆ แล้วอยากได้อะไรอร่อย ๆ ลงกระเพาะซักหน่อย แถมบางทียังร่วมโปรโมชั่นกับ Application อย่าง Tatum เพื่อใช้ลดราคาค่าอาหารลงได้อีกเกือบ 50% เลยทีเดียว

5. Zizzi

ร้านอาหารอิตาเลี่ยนบนถนน Gandy Street ใจกลางเมือง Exeter ใกล้กับสถานีรถไฟ Exeter Central Train Station เป็นจุดแวะทานอาหารที่นักท่องเที่ยวและขาช็อปต่าง ๆ ได้ปักหมุดไว้ว่าต้องมาแวะทานกันให้ได้ ตัวร้านอยู่ในตึกเก่าสไตล์คลาสสิคมีทั้งโซน Indoor และ Outdoor ให้ได้ไปนั่งทานพิซซ่าแบบชิล ๆ ในวันที่อากาศดี พร้อมเสิร์ฟอาหารอิตาเลี่ยนต้นตำหรับมากมายหลายเมนู ทั้ง Pizza Pasta Risotto ให้ใครที่คิดถึงอาหารอิตาเลี่ยนได้ทานกันให้หายอยากเลยทีเดียว

6. Chococo

ร้านช็อคโกแลคที่ตกแต่งด้วยสีสันสดใสน่ารักเหมาะกับวันสบาย ๆ ที่จะมานั่งเม้าท์มอยกับแก็งค์เพื่อนสาว ภายในเสิร์ฟช็อคโกแลคคุณภาพพรีเมี่ยม ไม่ว่าจะเป็นช็อคโกแลคร้อนที่คัดเลือกเมล็ดโกโก้มาเป็นอย่างดี หรือใครอยากทานอะไรที่เบาลงมาหน่อยก็มีชาหรือกาแฟให้เลือกทานคู่กับเค้กและเบเกอรี่ทำเองของที่ร้าน นอกจากนี้ยังมีของหวานอย่างไอศกรีมและมิ้ลค์เชคให้สายหวานได้ออเดอร์กันอีกด้วย ช็อคโกแลตของที่นี่เป็นแบบ Homemade และโดยนักทำช็อคโกแลคที่มีฝีมือจนได้รับรางวัลกว่า 80 รางวัลทั้งในและนอกประเทศอังกฤษ ใครอยากซื้อช็อคโกแลคเป็นของขวัญให้เพื่อนหรือคนรู้ใจก็แวะมาเลือกกันได้ที่ร้านนี้เลย

7. Hub box (Chain)

เสิร์ฟ Homemade Burger, Hot dogs และ Craft Beer เป็นหลัก เนื่องจากได้แรงบันดาลใจมาจากร้านแนวสตรีทฟู้ดของอเมริกา แต่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีในอังกฤษและผ่านกรรมาวิธีปรุงอย่างพิถีพิถัน ทำให้ Burger ของร้านอาหารที่มีสาขาอยู่หลายเมืองในประเทศอังกฤษนี้ได้รับรางวัลเลยทีเดียว บรรยากาศร้านเป็นแบบ Urban and Informal ตกแต่แนวดิบ ๆ ให้ความรู้สึกทันสมัยและสบาย ๆ ยิ่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นเมืองฮิปๆอย่าง Exeter ได้เป็นอย่างดี ใครกำลังมองหาที่ชิล ๆ ฮิป ๆ ไว้แฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนหลังเลือกเรียนหรือวันหยุดก็อย่าลืมแวะมาร้านนี้กันนะคะ เปิดตั้งแต่ 11.00 – 21.00 น. ทุกวันเลย

8. EXE Coffee Roaster

ร้านกาแฟที่มีโลโก้เป็นนก ตกแต่งด้วยสีหลักอย่างสีส้มดูทันสมัยและโฮมมี่ที่คอกาแฟไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะเจ้าของร้านคัดเลือกเมล็ดกาแฟมาจากทั่วโลกด้วยความพิถีพิถัน บางครั้งถึงขั้นบินไปดูที่สวนที่ปลูกด้วยตัวเองเลยทีเดียว จากนั้นก็นำกลับมาคั่วอย่างตั้งใจที่เมือง Exeter แห่งนี้ จนออกมาเป็นเมล็ดกาแฟคั่วเสร็จในรสชาติต่าง ๆ เช่น กาแฟที่มีกลิ่นของช็อคโกแลคอ่อน ๆ หรือจะเป็นเมล็ดกาแฟที่ให้รสแนว Fruity ผลไม้ บอกแล้วว่าคอกาแฟไม่ควรพลาด ส่วนใครที่ไม่ใช้คอกาแฟ ที่นี่เค้าก็มีเสิร์ฟเครื่องดื่มช็อคโกแลคและเค้กอร่อย ๆ ไว้มานคู่กับเครื่องดื่มต่าง ๆ ด้วยนะคะ

9. Hidden Treasure Tea Room

ร้านชาสไตล์อังกฤษขนานแท้ที่ตกแต่งสไตล์วินเทจมีความน่ารักจุ๊กจิ๊กของทั้งบรรยากาศร้านไปจนถึงถ้วยชามที่ใช้เสิร์ฟทั้งชาและอาหารว่างสไตล์อังกฤษมาก ๆ ด้วยร้านมีที่นั่งเพียง 26 ที่เท่านั้นทำให้ใครจะมาทาน Afternoon Tea กับเพื่อน ๆ ต้องจองล่วงหน้ากันหน่อย เพราะในเซท Afternoon Tea ราคา £15 จะประกอบด้วยชาเสิร์ฟคู่กับเค้กและขนมหวานชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้พอได้ชิมอย่างมากมาย ส่วนใครติดใจชิ้นไหนก็จะซื้อชิ้นใหญ่กลับบ้านไปทานก็ไม่ว่ากัน เมนูแนะนำที่พลาดไม่ได้คือ Devon Cream Tea ชาแสนอร่อยที่อยากให้ทุกคนได้มาลอง

10. Harry’s

กิจการครอบครัวของ The Pounds Family เปิดมาตั้งแต่ปี 1993 ในตึกที่ได้รับการออกแบบโดย Harry Hems’ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อันเป็นที่มาของชื่อ Harry’s ร้านอาหารนี้เสิร์ฟอาหารแนว Casual Dining ที่มีอาหารทุกมื้อตั้งแต่ Breakfast ไปจนถึง Diner แต่ใครจะมาทางพี่แมงโก้แอบกระซิบนิดนึงว่าร้านนี้จัดว่าป๊อปมาก แนะนำให้จองโต๊ะมาก่อน เพราะแค่จองโต๊ะก็คิวยาวแล้ว จะมาหวังน้ำบ่อหน้าแบบที่มาที่ร้านเลยคงจะไม่ได้ทานกัน และนี่คงเป็นการการันตรีได้เป็นอย่างดีว่ารสชาติอาหารอร่อยขนาดไหนนะคะ

11. Tea on the Green

ร้านอาหารสไตล์คาเฟ่นั่งสบาย อยู่ตรงข้ามกับโบสถ์ประจำเมือง Exeter ซึ่งร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2009 ให้บริการอาหารรสชาติดีฝีมือเชฟชั้นเลิศโดยเน้นใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเมือง Exeter เน้นเสิร์ฟอาหารจัดหมวดหมู่ตามมื้ออาหาร เช่น Breakfast Lunch และ Afternoon Tea ที่มาเป็นเซทประกอบด้วยชาที่น้องๆสามารถเลือกทานคู่กับสโคน แซนวิช หรือเค้กก็ได้ตามแต่ความชอบของแต่ละคน สนนราคาก็อยู่ที่เซทละ £8 จนไปถึง £16 ขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณอาหารในแต่ละเซท ร้านนี้เหมาะกับการมานั่งชิวๆวันว่างๆ หรือจะมาทาน Afternoon Tea พร้อมอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน แล้วพักสายตาด้วยการมองวิวสนามหญ้าสีเขียวของสวนหน้าโบสถ์ให้สบาย ตาก็เป็นอื่นหนึ่งทางเลือกที่ดีในการผ่อนคลายเลยนะคะ

12. Brody’s Breakfast Bistro

ร้านอาหารที่เน้นการบริการตัวเอง มีเครื่องปิ้งขนมปังตั้งอยู่บนโต๊ะทุกตัวทำให้น้อง ๆ สามารถเลือกได้เลยว่าอยากได้ขนมปังกรอบขนาดไหน และอาหารเช้าที่นี่ยังเสิร์ฟเป็นบุฟเฟ่เริ่มต้นที่ราคา £7.95 เท่านั้น เหมาะกันสายทานข้าวแบบ หนักเช้า เบาเที่ยง เลี่ยงเย็น เป็นอย่างมาก แต่ถ้าใครมาช่วงบ่ายหรือค่ำ ก็สามารถสั่ง Burger สุดอร่อย ทานพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสอร่อย ไว้เป็นตัวเลือกแหล่งแฮงค์เอ้าท์กันเพื่อนได้เป็นอย่างดี

13. The Imperial

หนึ่งในร้านอาหาร Chain ชื่อดังอย่าง Wetherspoons ที่มารีโนเวทอาคารเก่า และตั้งชื่อสาขานี้ว่า The Imperial เป็นทั้งร้านอาหารและโรงแรมเก่าแก่ประจำเมือง เจ้าของที่เข้ามา Renovate ห้อง Ballroom ตั้งใจจะจำลองห้องนี้เหมือนกับ Buckingham Palace มีห้องกระจกสไตล์ Glass House ที่เหมาะแก่การเป็นจุด Check-in ถ่ายรูปลงโซเชี่ยวอย่าง The Orangery และยังมีโซน Outdoor ให้ออกไปนั่งรับลมสูดอากาศบริสุทธิ์ใยช่วงซัมเมอร์อีกด้วย เมนูอาหารก็เป็นเมนูแบบอังกฤษ ราคาโอเคเลย จานละประมาณ £3 – £7 เหมาะกับกระเป๋าตังค์นักเรียนอย่างเรามาก แถมในเมนูยังมีบอกแคลอรี่ของอาหารแต่ละจานให้ด้วย ใครที่กำลังลดน้ำหนักสามารถคำนวนแคลที่กินไปได้อย่างถูกต้องเป๊ะๆเลยจ้า

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313, 085-144-8808 หรือ LINE@Mangolearning