9 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ใกล้ London


สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ไม่ชอบความวุ่นวายในลอนดอนในวันเรียน เพราะอยากโฟกัสกับการเรียนมากที่สุด แต่อยากไปเที่ยวพักผ่อนชมแสงสีในลอนดอนทุกวันหยุด หรือน้องคนไหนที่อาจจะกังวลเรื่องค่าใช่จ่าย ค่าหอพัก และค่าเดินทางที่แสนแพงในลอนดอน แต่ยังอยากไปลอนดอนบ่อย เดินทางง่าย ๆ กลับมานอนหอในเมืองตัวเองได้ ต้องมาที่นี่เลย 9 มหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ใกล้ลอนดอน


1. Royal Holloway, University of London
มหาวิทยาลัยสุดสวยที่อยู่เขตที่เป็นชาญเมืองของลอนดอน พร้อมสภาพแวดล้อมที่ดีงาม มีอากาศบริสุทธิ์ของธรรมชาติ แต่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองลอนดอนแค่ไม่ถึงชั่วโมง แถมยังอยู่ในเครือ University of London ทำให้น้องๆสามารถไปใช้ห้องสมุดและ Facilities ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยในเครือเดียวกันอย่าง UCL, LSE ได้อีกด้วย

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Egham ขึ้นสาย South Western Railway ถึงสถานี Waterloo ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

essex-uni_190311_0036

2. University of Essex
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ประกอบไปด้วย 2 แคมปัสคือ Colchester Campus อยู่ในเมือง Colchester ส่วนอีกที่คือ Southend Campus มีชื่อเสียงอย่างมากด้าน Human Right, Robotic, AI และ Entrepreneurship ซึ่งจะได้ไปเรียนที่ Southend Campus ที่อยู่เมือง Southend-On-Sea ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น SME City คือมีอัตราการเติบโตของธุรกิจ SME และ Startup สูงมาก ตัวเมืองทั้ง 2 เมืองก็สงบ น่าอยู่ประชากรส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ทำงานในลอนดอนมาซื้อบ้านอยู่ที่นี่ แล้วนั่งรถไฟไปทำงานและกลับบ้านในตอนเย็น แสดงให้เห็นถึงความสะดวกสบาย และใกล้ลอนดอนสุดๆ

การเดินทาง: Colchester Campus นั่งรถไฟจากสถานี Colchester Town ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใจกลางกรุงลอนดอนใช้เวลา 1 ชั่วโมง / Southend Campus นั่งรถไฟจากสถานี Southend Victoria ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใจกลางกรุงลอนดอนใช้เวลา 1 ชั่วโมง

business

3. University of Kent

ตั้งอยู่ในเมืองน่ารักอย่าง Canterbury ที่ได้ชื่อว่าเป็น Garden of England และประชากรในเมืองส่วนมากจะเป็นชาว British แท้ ๆ ที่มีฐานะดี ทำให้เมืองมีความปลอดภัยและสวยงามเป็นอย่างมาก University of Kent ยังมีอีกหนึ่งแคมปัสตั้งอยู่ในเมือง Medway เมืองที่เป็นการรวมตัวของ 3 มหาวิทยาลัยมารวมกันสร้างศูนย์การเรียนขนาดใหญ่ที่นี่ มีห้องสมุดที่ยาวที่สุดในอังกฤษด้วย ทั้ง Canterbury และ Medway จะเป็นเมืองของอังกฤษที่อยู่ใกล้ทวีปยุโรปมากที่สุดด้วย อยู่มหาวิทยาลัยนี้ เรียนได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็สะดวก ทั้งลอนดอน ทั้งยุโรป

การเดินทาง: Canterbury Campus นั่งรถไฟจากสถานี Canterbury West Station ขึ้นสายSoutheastern ไปลงสถานี St Pancras International ใช้เวลา 1ชั่วโมง / Medway Campus นั่งรถไฟจากสถานี Chatham ขึ้นสายSoutheastern ไปลงสถานี St Pancras International ใช้เวลาเพียง 40 นาที

exeter-summer7

4. University of Exeter
ตั้งอยู่ในเมือง Exeter ในแคว้น Devon ทางตอนใต้ไปทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ แวดล้อมด้วยภูมิทัศย์เมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยร้านอาหาร และคาเฟ่เกร๋ ๆ ฮิป ๆ กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ด้านการศึกษาก็โดดเด่นหลายคณะ โดยเฉพาะ Business School ด้าน Finance และ MBA ที่เก่งมากๆ จนติดอันดับท็อปของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศอังกฤษ

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Exeter St Davids ขึ้นสาย GWR ถึงสถานี Paddington ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิด ๆ

business-nott

5. University of Nottingham
โดดเด่นทางด้านวิศวะกรรมศาสตร์ การแพทย์ และ Business School ตั้งอยู่ในตัวเมืองที่ค่อนข้าง Compactคือมีทุกอย่าง ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร สถาปัตยกรรมที่สวยงามของตัวเมือง รวมทั้งระบบการขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยม คือ มีทั้งรถเมล์ รถไฟ รถราง(Tram) และจักรยานที่หาเช่าได้ทั่วเมือง

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Nottingham ขึ้นสาย East Midlands Trains ถึงสถานี St Pancras International ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

nottingham-trent
6. Nottingham Trent University

อีกหนึ่งมหาวิทยาในกลุ่ม Modern University ชั้นดีอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมือง Nottingham เมืองแห่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ หลักสูตรที่เด่นดังคือ Art, Design and Fashion รวมถึงหลักสูตรสุดฮิตอย่าง Fashion International Business ที่เป็นการศึกษาว่าจะทำยังไงให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ในโลกธุรกิจแห่งนี้

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Nottingham ขึ้นสาย East Midlands Trains ถึงสถานี St Pancras International ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที


7. Bournemouth University
มหาวิทยาลัยทางตอนใต้ที่อยู่ในเมืองตากอากาศติดทะเลชื่อดังของอังกฤษอย่างเมือง Bournemouth เมืองที่เซเลปบริตี้และคนที่มีฐานะดีนิยมมาซื้อบ้านพักตากอากาศไว้ที่เมืองนี้ บรรยากาศเมืองก็เป็นแบบง่าย ๆ สบาย ๆตามสไตล์เมืองริมทะเล อากาศดีและบริสุทธิ์ และตัวมหาวิทยาลัย Bournemouth เองได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว หรือ “Greenest University” ลำดับที่ 7 ในประเทศสหราชอาณาจักร และได้รับการยกย่องจากให้เป็นอันดับหนึ่งจาก People and Planet University League 2015 ถึงห้าปีซ้อน ในสาขาสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมของสถาบัน

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Bournemouth ขึ้นสาย South Western Railwayถึงสถานี Waterloo ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที

8. University of East Anglia
มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนธรรมชาติที่ชานเมืองของเมืองนอร์วิช (Norwich) มีพื้นที่ใหญ่ถึง 320 เอเคอร์ หรือกว่า 800 ไร่ มีชื่อเสียงอย่างมากทางด้านการวิจัยระดับโลก บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความร่มรื่นตามธรรมชาติและตึกเรียนที่ทันสมัยและมีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบครัน รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะสาธารณะ The Sainsbury Centre for Visual Arts มีการจัดแสดงผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Pablo Picasso เป็นต้น

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี Norwich ขึ้นสาย Greateranglia ถึงสถานี Liverpool Street ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที

9. University of York

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1963 อยู่ทาวตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง York เมืองที่ค่อนไปทางเหนือของประเทศอังกฤษ จากตอนแรกที่มีนักศึกษาเพียง 200 คนเท่านั้น ปัจจุบันมีนักศึกษามากถึง 11,000 คน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและมีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีชื่ออยู่ในลิส 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก

การเดินทาง: นั่งรถไฟจากสถานี York ขึ้นสาย Liner ถึงสถานี King’s Cross ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

3 ร้านชาที่ใครไปลอนดอนไม่ควรพลาด!!


The English Tea Room, Brown’s Hotel


ตั้งอยู่ในย่าน Mayfair หนึ่งในย่านหรูของ London เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1837 จัดว่าเป็นหนึ่งในโรงแรม Traditional สุดหรูของกรุงลอนดอน ด้วยการตกแต่งแบบดั้งเดิมผสมกับ Contemporary style ด้วยโคมไฟที่ดีไซน์โดย Paul Smith และผลงานศิลปะที่ร่วมสมัย ทำให้ The English Tea Room ได้ต้อนรับแขกชื่อดังระดับโลกมากมาย มีเรื่องเล่าว่า Agatha Christies นักเขียนนิยายสืบสวนชื่อดังได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ At Bertram’s Hotel ของเธอจากที่นี่ ที่ The English Tea Room จะเสิร์ฟชาที่มีให้เลือกถึง 17 ชนิด แต่ถ้าไปถึงที่นี่แล้วอยากให้ลอง Brown’s own blend ซึ่งเป็น Signature Blend ของที่นี่ ทานพร้อมกับขนมและแซนด์วิชตามแต่เราจะสั่ง ที่สำคัญแซนด์วิชและชาสามารถเติมได้ไม่อั้น นั่งทานได้ 2 ชม. แอบกระซิบว่าใครอยากไปทาน Afternoon Tea ที่นี่ ต้องจองโต๊ะล่วงหน้า 2 วันนะคะ ราคาอยู่ที่ £55 ต่อคน ถ้าใครอยากทาน Champagne ด้วยที่นี่ก็มีเสิร์ฟนะคะ ราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามระเบียบ


Fortnum and Mason


ห้าง Grocery สุดหรูชื่อดังที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดี ก่อตั้งมาได้ 312 ปีแล้ว โดยเริ่มจาก William Fortnum ผู้เคยเป็นข้าราชบริพารในวัง มีหน้าที่คอยเปลี่ยนเทียนให้กับ Queen Anne ในทุก ๆ คืน จะมีเทียนเหลือตลอด ด้วยความหัวใสของ William Fortnum จึงได้นำเทียนที่เหลือมาขายเป็นรายได้เสริม ขายดีจนกระทั่งสามารถเปิดเป็นร้าน Grocery Store ที่ Piccadilly Circus ได้ โดยร่วมหุ้นกับ Hugh Mason ผู้เป็นเจ้าของที่ สร้างร้าน Fortnum and Mason ขึ้นมาขายอาหารและของใช้ในบ้านต่างๆ แต่สินค้าที่ดังมากๆของที่นี่ก็คือ ชา เพราะ The Diamond Jubilee Tea Salon เป็นร้านชาชื่อดังที่เป็นจุดเช็คอินหลักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่นี่มีชาให้เลือกมากกว่า 100 ชนิด มี Signature Blend อย่าง Royal Blend, Jubilee Blend, หรือจะเป็น Queen Anne Blend ให้ฟีลรอแยลผู้ดีอังกฤษสุด ๆ ไปนั่งจิบชาพร้อมขนมหรืออาหารคาวที่แน่นอนว่าเสิร์ฟเป็นทาวเวอร์ 3 ชั้นเรียงรายด้วยอาหารแบบคานาเป้คำเล็กๆให้ได้เลือกทานกันตามชอบ โดยร้านชาจะอยู่ที่ชั้น 4 ส่วนชั้น 2 จะเป็น Food Hall ให้ได้ไปเลือกซื้ออาหาร ขนมและของฝากกันได้


 

Muffin Man


ร้านเล็ก ๆ ย่าน Kensington ร้านที่อาจจะดูหรูน้อยที่สุดและเล็กที่สุดในบรรดา 3 ร้านชาที่พี่แมงโก้แนะนำในวันนี้ แต่ถ้าใครชอบร้านเรียบหรู สไตล์บ้าน ๆ อบอุ่น ดูเป็นแบบ Homemade ต้องมาที่นี่เลย ชาแม้จะมีให้เลือกไม่มาก แต่ก็เป็นสิ่งที่คัดมาแล้ว Signature Blend ของร้านก็ชื่อเหมือนกับร้านเลยนั่นก็คือ The Muffin Man Blend นอกจากชาที่อร่อยแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อมาร้านนี้คือ ต้องสั่งสโคน เพราะสโคนที่นี่ได้รับการรีวิวจากหลายคนมากว่าเป็น The Best Scone Ever! แนะนำให้สั่งคู่กับ Devon Cream ซึ่งเป็นครีมที่ไว้ทาสโคนมาจาก Devon แหล่งผลิตครีมชื่อดังของอังกฤษ พร้อมกับแยมแสนอร่อย ส่วนใครท้องว่างตอนเช้า ก็มาฝากท้องทานอาหารเช้ากันที่นี่ได้ มีให้เลือกหลากหลาย รวมถึงอาหารเช้า English Breakfast แบบ Traditional แท้ ๆ ด้วย แอบบอกนิดนึงว่าร้านนี้อยู่ใกล้กับ The Imperial College London เราเลยจะได้เห็นเด็กอิมพีเรียลแวะเวียน มาร้านนี้กันบ่อย ๆ เพราะราคาโอเค อาหารอร่อย ใครล่ะจะอยากพลาด


ใครอยากลองไปสัมผัสการดื่มชาแบบผู้ดีอังกฤษที่อังกฤษ พร้อมเรียนต่อไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษาหรือปริญญา ก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้ แอด Line:@mangolearning หรือจะโทร.มาคุยที่เบอร์ 02-129-3313 พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทั้งที่เรียนและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในอังกฤษทุกขั้นตอน งานนี้พี่แมงโก้แนะนำฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ นะค้า

พาเที่ยว Borough Market


ลอนดอนเป็นเมืองที่มีสถานที่ให้ไปมากมาย เรียกได้ว่าสามารถไปได้ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละอาทิตย์ เช่น museum ต่าง ๆ สวนสาธารณะ และตลาดในหลาย ๆ ย่าน บล็อกนี้เลยจะพาไปเที่ยวตลาดนึงในลอนดอน ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดชื่อดังแห่งนึงของลอนดอนที่ควรต้องไป ก็คือ Borough market เป็นตลาดที่มีของกินให้เลือกกินมากมายทั้งขนม อาหารคาว และอาหารที่เป็นร้านต่าง ๆ และยังมีผลไม้ ชีส และของกินอื่น ๆหลากหลายให้เลือกซื้ออีกด้วย

ตั้งแต่ตรงทางเข้าตลาดก็มีร้านอาหาร Italian อย่างร้าน Padella ที่ขายพวกเมนู pasta ต่าง ๆ เป็นร้านนึงเลยที่มีคนต่อแถวเข้าไปกินตั้งแต่ร้านเปิด ถ้าเป็นสาวก Italian pasta แล้ว ร้านนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน ส่วนของกินยอดนิยมในตลาดก็มีหลากหลายเลย

แต่ที่พลาดไม่ได้ก็คือ oyster สด ๆ ที่มีให้เลือกจากหลายแหล่งที่มา ราคาก็จะแตกต่างกันไป เลือกได้ตามความพึงพอใจเลย แล้วก็ยังมีเมนูจากหอยเชลล์ให้เลือกกินด้วยเช่นกัน แต่ถ้าอยากกินอาหารประจำชาติของชาวอังกฤษอย่าง fish and chips ที่ตลาดนี้ก็มีร้านดังประจำตลาดให้กินเช่นกัน แต่ถ้าไม่อยากกินอาหารทะเล ก็มีพวกแซนวิช เบอเกอร์ต่างๆให้เลือก และยังมีอาหารชาติอื่น ๆ อีกด้วย อาหารไทยก็มีที่ตลาดนี้เช่นกัน คือผัดไทย และยังมีขนมไทยอย่างขนมครกให้ซื้อกินด้วย

แต่ถ้าเป็นแซนวิชแล้ว ที่ขึ้นชื่อของตลาดนี้ก็คือ duck sandwich ที่เป็นแซนวิชไส้เนื้อเป็ดทอดฉีกเป็นเส้น ๆ และยังมีเมนูแซนวิชสำหรับ cheese lover อย่าง cheese toast ที่ไส้แซนวิชนั้นมาจากชีสหลากชนิดมีหอมแดงแซม แล้วเอาไปปิ้งให้ขนมปังด้านนอกกรอบ ๆ ไส้ชีสละลาย เป็นเมนูที่เข้มข้นถึงชีสมาก กินมาก ๆ ก็อาจจะเลี่ยนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีร้าน bread ahead ที่ขายขนมปังหลากหลาย และขายขนมอย่างบราวนี่ และโดนัทด้วย ที่อยากแนะนำให้ลองเลยก็คือโดนัท ที่จะมีหลายไส้ให้เลือก ขึ้นอยู่กับว่าที่ร้านจะทำรสอะไรมาบ้าง ที่เป็นรสประจำเลยก็คือวานิลลา จุดเด่นของโดนัทร้านนี้คือไส้ให้เยอะมาก เรียกได้ว่าใส่ไส้ให้เต็มตัวโดนัท กัดไปแต่ละคำจะเจอไส้ตลอดเลย ส่วนเมนูเครื่องดื่มนั้นที่นี่จะมีร้านน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ให้เลือก และยังมีร้านที่ขายพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไวน์ เบียร์ และค็อกเทลด้วย

และถ้าเป็นคนชอบดื่มกาแฟที่ตลาดแห่งนี้มีร้านกาแฟชื่อดังของลอนดอนที่ต้องต่อแถวเพื่อซื้อชิมด้วยคือร้าน Monmouth coffee จะนั่งดื่มในร้านหรือจะ take away ก็ได้ ซึ่งกาแฟที่นี่เท่าที่ชิมจะขมกำลังดีและไม่เปรี้ยว และยังมีเมล็ดกาแฟคั่วแล้วให้เลือกซื้อกลับบ้านด้วยเช่นกัน

การเดินทางมา Borough market นี้ก็ไม่ยาก สามารถมาได้ทั้งทาง overground, tube และ bus โดยลงที่สถานี London Bridge โดยตลาดจะเปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. แต่วันเสาร์จะเปิดตั้งแต่ 8.00 น. และปิดวันอาทิตย์ แต่วันจันทร์และวันอังคารนั้นตลาดจะเปิดเพียงบางส่วน ด้วยเหตุนี้ถ้าอยากเดินได้ครบๆก็ควรไปวันพุธถึงวันเสาร์ และเมื่ออิ่มกับบรรดาของกินหลากหลายในตลาดแล้วก็สามารถเดินเล่นเพลิน ๆ ริมน้ำ แถว ๆ London Bridge ได้ด้วย

เดินเล่นที่ Kew Gardens


ในวันที่เบื่อชีวิตวุ่นวายในเมือง หรือวันที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ การไปเดินเล่นในสวนเพื่อชมดอกไม้ ต้นไม้ต่าง ๆ ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย บล็อกนี้เลยจะพาไปเดินเล่นที่ Kew Gardens ซึ่งเป็น botanic garden ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ออกไปทางนอกเมืองของลอนดอน ภายใน Kew Gardens นี้ก็จะมีหลายที่ให้เดินชม เรียกได้ว่าสามารถเดินได้ทั้งวัน เพราะมีขนาดใหญ่มาก และมีสิ่งน่าสนใจให้ดูมากมาย อย่างเช่นดอกไม้ ต้นไม้หลากหลายพันธุ์จากทั่วโลกก็ถูกนำมาปลูกที่สวนแห่งนี้ แต่ถ้าไม่มีเวลามากพอที่จะเดินทั้งวัน ก็สามารถเลือกไปตรงจุดแนะนำที่เป็น attraction ได้ เพราะเพียงแค่นี้ก็ใช้เวลาได้หลายชั่วโมงแล้ว สำหรับ attraction ที่แรกที่อยากให้ไปคือ Treetop Walkway ซึ่งจะเป็นทางเดินอยู่สูงระดับ treetop ให้เราเดินชมต้นไม้ ธรรมชาติ กับพวกนกและแมลงต่าง ๆ ด้านบน โดยเราเลือกได้ว่าจะขึ้นไปเดินข้างบนด้วยบันได หรือจะขึ้นลิฟท์ก็ได้ และจุดนี้ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ไปถ่ายรูปสวย ๆ ชิค ๆ ได้ attraction

ที่ต่อไปที่ไม่ควรพลาดก็คือ The Hive ที่นี่จะเป็นโครงสร้างอลูมิเนียมรูปรวงผึ้งขนาดใหญ่ เดินเข้าไปดูโครงสร้างที่มีเอกลักษณ์นี้ได้ และ The Hive นี้ยังถูกออกแบบมาให้คนที่เข้าไปเยี่ยมชมได้ยินเสียงการใช้ชีวิตของผึ้งบริเวณสวนนี้แบบ real time activity นอกจากนี้ใน The Hive ก็จะมีคนคอยให้ความรู้เกี่ยวกับวงจรชีวิตของผึ้งด้วย

และ attraction อีกที่ที่อยากให้ไปคือ Pagoda ซึ่งเป็นหอคอยสไตล์เอเชีย ไว้ให้มองลอนดอนจากมุมสูง อย่างไรก็ดีขณะนี้ Pagoda ได้ปิดปรับปรุงและจะกลับมาเปิดให้บริการอีกในช่วงปี 2018 แต่ถึงแม้จะไม่ได้ขึ้นไป ก็ไปถ่ายรูปกับ Pagoda และสวนบริเวณรอบ ๆ ได้ เพราะบริเวณนี้ก็ร่มรื่นและน่ารัก เหมาะแก่การถ่ายรูปเช่นกัน อย่างไรก็ตามแม้ Kew garden จะเปิดให้บริการทั้งปี แต่ก็ควรเช็คให้ดีว่าไปฤดูไหน เพราะบางที่ของสวนก็ปิดให้บริการในฤดูหนาว และเวลาเปิดปิดของสวนก็แตกต่างกันด้วย แต่การเช็คนี้ไม่ยากเลย เพราะมี website ของ Kew Gardens คือ http://www.kew.org คอยอัพเดตอยู่ตลอด และก็มี event พิเศษต่าง ๆ บอกใน website นี้เช่นกัน และการซื้อ ticket เพื่อเข้าสวนนั้นสามารถไปซื้อหน้าประตูก็ได้ หรือจะซื้อออนไลน์ก็ได้เช่นกัน สำหรับการเดินทางนั้นสามารถนั่ง overground, tube หรือ bus ไปลงสถานี Kew gardens ได้เลย หรือถ้าสายที่ไปปิดบริการ ก็จะมีรถบัสคอยให้บริการรับส่งระหว่างสวนและสถานี Richmond แทน

การเดินทางในลอนดอน


การเดินทางในลอนดอนตั้งแต่โซน 1-6 นับได้ว่ามีความสะดวกสบายมาก โดยสิ่งที่จำเป็นต้องมีเลยคือบัตร Oyster เพราะเป็นบัตรที่ใช้กับการเดินทางในลอนดอนได้ทุกอย่างทั้ง Tube, DLR, Bus, และ Overground การซื้อบัตรก็หาซื้อได้ตามตู้ที่มีอยู่ตามสถานีรถไฟ การเติมเงินในบัตรก็ทำที่ตู้นี้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเรทราคาของการเดินทางก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละโซนด้วย เช่นการเดินทางในลอนดอนโซน 1-2 ถ้าเราใช้ถึงวันละ 6.5 ปอนด์ เราก็จะเสียแค่ 6.5 ปอนด์ ไม่ว่าเราจะเดินทางอีกเท่าไรในวันนั้นก็ตาม

อย่างไรก็ดีถ้าเป็นนักเรียนในลอนดอนสามารถสมัครบัตร Oyster ประเภทนักเรียนเพื่อใช้ลดราคาค่าเดินทางได้ ซึ่งการใช้บัตร Oyster นี้เราจะใช้เป็นการเติมเงินไปเรื่อยๆ หรือว่าจะสมัครเป็นรายเดือน หรือรายปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเดินทางของเรา นอกจากนี้การสมัครบัตร 16-25 Railcard เพื่อใช้สำหรับลดราคาค่าเดินทางโดยรถไฟไปต่างเมืองก็สามารถนำมาผูกกับบัตร Oyster เพื่อลดราคาค่าเดินทางในลอนดอนได้เช่นกัน ซึ่งการนั่ง tube นี้อาจจะสะดวกตรงที่การจราจรไม่ติดขัดแบบ bus แต่ในช่วง peak hour และเป็นสายสีที่คนใช้บริการเยอะ ๆ ก็ต้องเผื่อเวลาการเดินทางไว้ด้วยเพราะคนจะเยอะมาก ๆ ส่วนการนั่ง bus ก็จะได้บรรยากาศอีกแบบ เพราะสามารถชมวิวไปได้ด้วย แต่ก็อาจจะช้ากว่า โดยเฉพาะถนนบริเวณที่การจราจรติดขัด

แอปที่แนะนำสำหรับการเดินทางในลอนก็คือ city mapper, tube map, และ google map เพราะแอปเหล่านี้จะช่วยแนะนำเส้นทางการเดินทางให้เรา และคอยบอกสถานการณ์ของการเดินทางในขณะนั้นให้ เช่น tube บางสถานี บางสาย ปิดทำการชั่วคราว หรือขณะนั้นการจราจรติดขัดมาก bus อาจจะเลทได้ การใช้แอปนี้ก็จะช่วยทำให้เรารู้ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางคร่าว ๆ ได้ และบางแอปอย่าง city mapper นี้ก็จะคำนวณค่าเดินทางให้เราด้วย

นอกจากการเดินทางแบบที่ได้กล่าวมาแล้ว การปั่นจักรยานก็เป็นที่นิยมเช่นกัน โดยในลอนดอนจะมีจุดให้เช่าจักรยานอย่างของ Santander ราคาก็คือ 2 ปอนด์ ครั้งละ 30 นาที การเช่าก็เพียงแค่ไปกดเช่าที่ตู้ เมื่อเอาไปคืนก็สามารถไปคืนได้ตรงจุดที่มีให้เช่าจักรยานของ Santander หรือจะสมัครเช่าเป็นรายปีก็ได้ ในวันที่อากาศดี การปั่นจักรยานก็ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินได้เหมือนกันและยังช่วยลดมลพิษด้วย ก็จะได้บรรยากาศการเดินทางอีกแบบที่แตกต่างไปจากการเดินทางแบบอื่น แต่ก็ต้องระมัดระวังขณะปั่นเช่นกัน เพราะลอนดอนรถเยอะพอสมควร หรือจะเช่าเพื่อเอาไปปั่นเล่น ปั่นออกกำลังกายในสวนต่าง ๆ ก็ได้ เช่นที่ Hyde Park นอกจากนี้ การเดินก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ยิ่งถ้าเราอยู่ไม่ไกลจากที่ๆจะไปมาก บางทีการเดินก็อาจจะไวกว่าการนั่ง tube หรือ bus ยิ่งในวันที่อากาศดี ๆ การเดินไปยังจุดหมายปลายทางก็ทำให้เราสามารถชมวิวระหว่างทางเพื่อ ซึมซับบรรยากาศของลอนดอนไปได้ด้วยเช่นกัน

 

การเลือกที่พักในลอนดอน


การเลือกที่พักในลอนดอน

การเริ่มต้นชีวิตนักเรียนในลอนดอน สิ่งแรกที่ต้องเลือกก็คือที่อยู่อาศัย ซึ่งในลอนดอนก็จะมีให้เลือกหลายแบบ ค่าเช่าก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะที่อยู่ว่าแบบไหน อยู่โซนไหน ย่านไหน ที่อยู่ก็จะมีให้เลือกทั้งเป็นหอพักนักเรียนของมหาวิทยาลัย เป็นหอพักนักเรียนเอกชน หรือจะเป็นแบบบ้านแล้วแชร์กับเพื่อน หรือแฟลตเมทต่างชาติก็ได้

1. หอพักนักเรียน จะมีลักษณะห้องให้เลือกเป็นห้องนอนแล้วแชร์ห้องน้ำกับแฟลตเมทคนอื่นที่เรียกว่า non ensuite แบบนี้จะมีค่าเช่าถูกที่สุด หรือ แบบเป็นห้องนอนและมีห้องน้ำส่วนตัวที่เรียกว่า ensuite ซึ่งค่าเช่าก็จะแพงขึ้นกว่าแบบแชร์ห้องน้ำ ซึ่งทั้งสองแบบนี้ก็จะแชร์ห้องครัวร่วมกับคนอื่น โดยส่วนใหญ่ก็จะแชร์ตั้งแต่ 5-10 คน แต่ถ้าอยากอยู่เป็นส่วนตัวก็จะมีห้องแบบ studio ที่มีห้องน้ำและห้องครัวในตัวให้เลือก ซึ่งแบบนี้ค่าเช่าก็จะสูงกว่าทั้งสองแบบที่กล่าวมา โดยหอพักนักเรียนนี้ก็จะมีทั้งของมหาวิทยาลัยและของเอกชน ถ้าเลือกของมหาวิทยาลัยก็สามารถสมัครผ่านมหาวิทยาลัยได้เลย แล้วเลือกแบบห้องที่ต้องการกับหอที่เราอยากอยู่ แต่จะได้ตามที่เราเลือกมั้ยก็ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยด้วย อย่างที่ King’s College จะให้เราเลือกหอกับห้องที่เราอยากอยู่ แต่ทางมหาวิทยาลัยจะสุ่มให้ ซึ่งทำให้เราอาจจะไม่ได้ตามที่เราเลือกไปก็ได้ แต่ถ้าเป็นหอพักเอกชนเราสามารถหาเองและสมัครเองได้ และก็จะได้ห้องตามที่เราต้องการด้วย ซึ่งบริษัทที่ให้บริการหอพักนักเรียนก็มีหลายที่ ที่ที่คุ้นเคยกันดีและมีหลายที่ให้เลือกตามเมืองต่าง ๆ ทั่วอังกฤษ เช่น Unite Student Accommodation

ข้อดีของการอยู่หอก็คือค่าเช่ารวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตแล้ว และก็ไม่ต้องกังวลเรื่องไปรษณีย์ จะมีเจ้าหน้าที่หอคอยรับให้ตลอด แต่ข้อเสียของหอก็คือค่าเช่าดูแพงเมื่อเทียบกับสภาพห้องแคบ ๆ ที่ได้ และบางทีก็อาจจะเจอแฟลตเมทไม่ดี ทำให้ปวดหัวในการอยู่ได้เหมือนกัน

2. บ้านเช่า
ซึ่งบ้านเช่าในลอนดอนมีให้เลือกหลายแบบ บางทีก็อาจเรียกว่าแฟลต แต่ก็คือบ้านเช่าเหมือนกัน ในลอนดอนก็มีนายหน้าหาบ้านเช่าที่เป็นคนไทยอยู่หลายแห่ง ราคาก็ขึ้นอยู่กับขนาดบ้านเช่าและโซนที่อยู่อาศัยและสภาพบ้าน เมื่อเทียบกับหอพักแล้วค่าเช่าบ้านอาจถูกกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ใช้สอยที่ได้รับ ถ้าจะให้ดีก็ต้องหาแล้วไปเดินดูสภาพบ้านและบริเวณที่อยู่รอบ ๆ การเช่าบ้านนี้เราอาจจะอยู่กับเพื่อนของเราเอง หรืออาจจะหาแฟลตเมทจาก website ที่นิยมใช้กันก็ได้เช่น spareroom หรือ rightmove

ข้อดีของบ้านเช่าก็คือได้พื้นที่ใช้สอยเยอะ ค่าเช่าไม่แพงเมื่อเทียบกับหอพัก และอาจได้ฝึกภาษาถ้ามีแฟลตเมทเป็นต่างชาติ ข้อเสียก็คืออาจต้องจัดการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตเอง หรือถ้ามีของเสียหายในบ้านก็ต้องติดต่อบอก landlord ให้มาซ่อม ซึ่งอาจใช้เวลานาน และบางทีก็ไม่มีคนรับไปรษณีย์ให้ หรืออาจจะมีปัญหากับแฟลตเมทได้ถ้าเจอแฟลตเมทที่ไม่ดี

ถึงลอนดอนแล้วทุกคนต้องมาที่นี่ Big Ben


เมื่อพูดถึงประเทศอังกฤษ ทุกคนต้องนึกถึง Big Ben หอนาฬิกาขนาดใหญ่ในกรุงลอนดอน Big Ben เป็นจุด Landmark ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไม่ว่าใครก็ใฝ่ฝันที่จะมาเห็นหอนาฬิกาแห่งนี้สักครั้งในชีวิต

การเดินทางไปก็ไม่ยากเลย นั่ง Tube (ชื่อเรียกรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอน) สายสีเหลือง, สีเขียว หรือสีเทา (ความจริงรถไฟแต่ละสายในลอนดอนจะมีชื่อเรียกต่างกันออกไป แต่ถ้าเอาง่ายจำแค่สีพอ 55 เอาเป็นว่าจะอธิบายถึงการนั่ง Tube ในครั้งต่อไป) ลงสถานี Westminster เดินขึ้นมาก็จะเจอเจ้าหอนาฬิกาบิ๊กเบนอยู่ตรงหน้า รับรองไม่หลงชัวร์ ตึกใหญ่ ๆ ที่ติดกันคือ House of Parliament หันหลังไปอีกทางก็จะเจอ London Eye ชิงช้ายักษ์ จุด Landmark ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน สรุปว่าลงสถานี Wesminster สถานีเดียวก็ถ่ายรูปจุดสำคัญได้เกือบหมด

 

ความจริงแล้วที่เที่ยวสำคัญในลอนดอน จะอยู่ไม่ห่างกันมาก ถ้าเป็นพวกฝรั่งจะเดินกัน แต่ถ้าเป็นคนไทยคงหอบแฮ่ก ผู้เขียนเคยลองเดินดูแล้วแต่ยังไม่สามารถเดินได้ครบภายในวันเดียว ใครสนใจเดินสามารถดูแผนที่ได้ หรือถ้าใครอยากมีเพื่อนเดินและมีไกด์บรรยายแบบฟรีๆ ลองดูที่นี่ ผู้เขียนยังไม่เคยใช้บริการ แต่ว่ามีเพื่อนฝรั่งแนะนำมา ใครลองแล้วดีอย่าลืมมาบอกกันบ้างนะคะ