เขียนยังไงให้ภาษาอังกฤษเป็น academic writing


การเขียน Academic writing ใช้ในงานหลายประเภทมาก ทั้ง assignment ที่ได้เป็นประจำ ไปจนถึง thesis และ dissertation กันเลย นอกจากจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่กำลังจะเขียน ยังจะต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล และยังต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับการ proofreading เพื่อให้งานออกมาดี ภาษาสละสลวย และไม่มีข้อผิดพลาด

และเพื่อให้เขียนงานออกมาได้ตอบโจทย์ ตรงตามเป้าหมายของ assignment ก็มีหลักสำหรับการเขียน Academic writing ที่น้องๆควรคำนึงถึงดังนี้

  1. Narration คือ Mood and Tone ของงานที่เรากำลังจะเขียน ส่วนใหญ่จะถูกกำหนดจากผู้อ่านเป็นหลัก ซึ่งในงานเขียนที่เรากำลังพูดถึงอยู่ คือ งานที่ส่งให้อาจารย์เป็นผู้ตรวจให้คะแนน ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าคนอ่านของเราต้องเป็นอาจารย์ เพราะฉะนั้น Tone ของการเขียนต้องค่อนกระชับและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ต้องพรรณนามากเกินไป แต่ให้เน้นไปที่การสื่อถึงประเด็นที่เราจะเขียนอย่างตรงไปตรงมา มีไอเดียสนับสนุนความเห็นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงข้อมูลที่เป็น Fact หรือ Research ที่มีที่มาที่ไปชัดเจน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประเด็นที่เราต้องการจะสื่อมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ
  1. Vocabulary การใช้ศัพท์ที่เป็นทางการมีความสำคัญมากๆ กับงานเขียน Academic writing นอกจากจะเป็นการแสดงถึงความตั้งใจและค้นคว้ามาแล้วเพื่อเขียนงานเป็นอย่างดีแล้ว ยังแสดงถึงความสามารถเชิงวิชาการที่เรามีด้วย เรียกได้ว่าคำศัพท์เป็นตัวแปลสำคัญอันดับต้นๆที่แยกความแตกต่างระหว่าง informal กับ formal language เลย และยังเป็นการวัดความสามารถในการเขียน academic writing ของเราได้เป็นอย่างดี ลองดูตัวอย่างด้านล่างนี้นะคะ

Incorrect

That conference worked out amazingly.

Correct

The conference was successful.

จะสังเกตเห็นความจริงจังทางด้านภาษา และเห็นความแตกต่างของภาษาทางการและไม่ทางการได้เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้เองที่ใช้เป็นตัวตัดสินที่สำคัญว่า เรากำลังเขียนงานแบบ academic writing อยู่รึป่าว

  1. Grammar and Structure ใน Academic writing แม้ว่าเราควรจะต้องใช้ complex sentence ในการเขียน แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เราจะต้องไม่เขียนอธิบายยาวๆโดยไม่จบประโยคซักที หรือว่าจบประโยคแบบสั้นเกินไป รวมถึงการใช้แกรมม่าผิด ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่อนุโลมได้ในภาษาพูด แต่ในภาษาเขียน ยิ่งเป็นการเขียน academic writing ด้วยแล้วยิ่งไม่ควรทำ เพราะงานของเราอาจจะไปเป็น reference ให้งานของคนอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องตรวจสอบให้ดีก่อนส่งงาน และใน academic writing มักจะใช้ passive voice มากกว่าภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการ เป็นโครงสร้างประโยคที่สำคัญที่เราจะต้องใส่ใจ สังเกตจากตัวอย่างนี้นะคะ

Incorrect

The writing of F. Scott Fitzgerald shows off his keen observational skills like when he describes Gatsby’s parties or Daisy’s behavior toward her daughter. These scenes are full of life and sadness.

Correct

In the F. Scott Fitzgerald work, you can analyze the author’s observational skills. For example, the descriptions of Gatsby’s parties and Daisy’s behavior toward her daughter are full of life and sadness.

  1. Personality ในภาษาเขียนที่เป็น Academic writing มักจะไม่ค่อยเอ่ยถึงตัวคนเขียนโดยตรง เช่น การใช้ I, We หรือ us และ you เพราะในงานเขียนจำเป็นจะต้องมีการรับรองต่อสิ่งที่เราเขียนอย่างชัดเจน และนี่ทำให้ใน academic writing เราจะใช้ passive voice มากกว่า active voice

Incorrect

We conducted research and got extensive information on our topic.

Correct

Through the research, extensive information on the subject matter was provided.

  1. Conjunctions and Contractions การใช้คำเชื่อมที่ถูกต้องและเหมาะสมจำเป็นมากๆใน academic writing เพราะจะทำให้งานเขียนของเราดูเป็นทางการขึ้นมาทันที มีคำเชื่อมหลายๆความหมายที่จะถูกใช้แตกต่างการในภาษาทางการและไม่ทางการ เช่น to sum up / in conclusion, so / thus, anyway / notwithstanding เป็นต้น รวมถึงการย่อคำ การรวบคำต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรใช้ในการเขียน academic writing แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือ การย่อรูปประโยคให้กระชับ แต่ยังคงความหมายไว้ครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะแสดงถึงสกิลของภาษาอังกฤษของเราได้เป็นอย่างดี

Incorrect

John always thinks about Mary and the future with her. But she doesn’t love him back in the same way.

Correct

John adores Mary and wants to spend his life with her, but she doesn’t love him back in the same way.

Incorrect

The results provided can’t be used for studies we’re going to conduct.

Correct

The results cannot be used for future studies.

  1. Punctuation การใช้เครื่องหมายต่างๆในการเขียน academic writing ก็เป็นข้อควรระวังอีกข้อที่เราต้องให้ความสำคัญมาก เวลาที่เราอ่านบทความวิชาการใน textbook จะสังเกตได้ว่าจะไม่มีการใช้เครื่องหมาย เช่น เครื่องหมายตกใจ (!) เครื่องหมายแอนด์ (&) โดยไม่จำเป็น เพราะในการเขียนเชิงวิชาการเราจะไม่แสดงอารมณ์ในงานนั้นๆ การแสดงอารมณ์จะทำให้งานเขียนดูไม่จริงจัง เหมือนเป็นการแชทคุยกันเพื่อนมากกว่า นอกจากนี้การใช้เครื่องหมายคอมม่า (,) หรือ โคลอน (:) หรือ เซมิโคลอน (;) ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่มักถูกใช้บ่อย ก็ต้องใช้ให้ถูกตามหลากแกรมม่าด้วย จะใช้ด้วยความเคยชินไม่ได้

สิ่งเหล่านี้เป็นหลักเบสิคของการ academic writing หรือ การเขียนเชิงวิชาการในภาษาอังกฤษ ที่น้องๆควรนำไปปรับใช้ และเป็นข้อควรระวังไม่ให้เกิดการผิดพลาดขึ้น ถ้าใครทำได้ทุกข้อรับรองว่างานเขียนที่จะส่งอาจารย์จะออกมาดีแน่นอน แต่ถ้าเกิดต้องเขียนเยอะๆ เช่น ต้องทำ thesis หรือ dissertation แล้วไม่มั่นใจว่า เราจะระวังได้ครบทุกจุดรึป่าว ก็สามารถใช้บริการ Proofreading กับทางแมงโก้ได้เลย เพราะทีม editor ของเราเป็นอาจารย์ชาวอังกฤษที่จบด้านภาษาศาสตร์มาโดยตรง และมีประสบการณ์ในการเขียน academic writing มากกว่า 10 ปี มั่นใจได้เลยว่า งานของน้องๆจะผ่านการตรวจที่มีมาตรฐานสูงแน่นอน ติดต่อส่งงานให้ประเมิณเบื้องต้นได้ที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-129-3313 ได้เลยค่ะ

ความแตกต่างระหว่าง Informal VS. Formal Language


Informal Language คือ ภาษาที่เรามักใช้ในการพูด หรือสื่อสารกันในที่ที่ไม่เป็นทางการ อย่างการคุยกันในกลุ่ม การโต้ตอบกันใน Social Network ต่างๆ ซึ่งคำนึงถึงการสื่อสารเป็นหลัก อาจจะสามารถใช้แกรมม่าผิด หรือคำศัพท์ได้บ้าง มีความลื่นไหลของภาษามากกว่า

Formal Language คือ ภาษาที่เรามักใช้ในงานเขียน หรืองานพูดที่เป็นทางการมากๆ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระ และประเด็นที่ต้องการจะเขียนเป็นหลัก โดยจะต้องมีความถูกต้องของทั้งคำศัพท์และแกรมม่า และยังต้องมีความสละสลวยของการใช้ภาษา มีโครงสร้างประโยคที่ถูกต้องชัดเจน รวมไปถึงโครงสร้างของชิ้นงานที่ต้องมีการเกริ่นนำ เสนอประเด็นสำคัญ เขียนสนับสนุนประเด็นนั้นๆ ไปจนถึงการสรุปสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอย่างชัดเจน

สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษแบบเราๆ อาจจะคิดว่าภาษาพูดกับภาษาเขียนในภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่คล้ายๆกัน แค่จำศัพท์ได้ ใช้ศัพท์ให้หลากหลาย ใช้แกรมม่าให้ถูกก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว Written and Spoken English มีความแตกต่างกันพอสมควร เหมือนกับเวลาที่เราพูดภาษาไทย กับการเขียนเรียงความภาษาไทยก็มีข้อแตกต่างกันอย่างมาก เช่น เวลาใช้ภาษาพูด ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรามักจะใช้คำที่ไม่เป็นทางการในการสื่อสารได้ เราสามารถอธิบายศัพท์ที่เราคิดไม่ออก โดยใช้การอธิบายยกตัวอย่างไปเรื่อยๆ รวมถึงการสร้างประโยค และการใช้แกรมม่าที่อาจจะมีจุดผิดได้ ซึ่งเหล่านี้พอเป็นงานเขียนแล้ว จะไม่สามารถทำได้ เพราะว่าในงานเขียน เราจะต้องใช้คำศัพท์ แกรมม่า รวมถึงรูปประโยคที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่สามารถอธิบายคำที่ไม่รู้ไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้งานเขียนของเราเยิ่นเย้อ ดูไม่มีน้ำหนัก และที่สำคัญ หาประเด็นสำคัญไม่ได้ ในการพูด เราคำนึงถึงการสื่อสารได้เป็นหลัก แต่ในการเขียนนั้น เราคำนึงถึงความถูกต้อง ประเด็นและใจความสำคัญเป็นหลัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเขียนเชิงวิชาการ หรือ Academic Writing ที่น้องๆจะต้องใช้ใน assignment thesis dissertation ยิ่งเป็นงานเขียนที่เราต้องเขียนให้ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็น ที่สำคัญต้องมีความสละสลวยในการใช้ภาษา จะให้มาเขียนเหมือนที่เขียนตอบเพื่อนใน Facebook ก็คงจะไม่ได้คะแนนที่ดี และถ้าเราเกิดสะกดคำผิด หรือใช้แกรมม่าผิดด้วยแล้ว อาจจะโดนตัดคะแนนได้ง่ายๆ เพราะคนที่ตรวจงานเขียนของเรา จะถือว่าในงานเขียนเราสามารถกลับมาย้อนอ่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้องการส่งงานกี่ครั้งก็ได้ ดังนั้นการเขียนผิดจึงอาจจะสื่อถึงความตั้งใจในการทำงานนั้นของเราได้เลย นี่เป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนของ Informal language กับ Formal Language

แม้ว่าเราจะไม่ใช่เจ้าของภาษา หรือไม่คุ้นเคยกับการเขียนแนว Academic writing แต่ก็สามารถทำงานเขียนออกมาได้ดีได้ ถ้าเราใช้บริการ Proofreading จากทีมงาน editor ของ Mango ที่นำทีมโดยอาจารย์ชาวอังกฤษ ผู้มีประสบการณ์ด้านการสอนภาษาอังกฤษระดับสูงมากกว่า 10 ปี รับรองว่า assignment thesis หรือ dissertation จะออกมาดี ถูกต้อง ใช้ภาษาสละสลวย ถูกใจอาจารย์ที่รอตรวจงานอยู่แน่นอน ติดต่อเลยที่ Line: @mangolearning หรือ โทร. 02-1293313 เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยค่า

ทำไมต้องใช้ Proofreading


why-proofreading

ในหลายๆมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ หรือการเรียนในระดับปริญญาที่ต่างประเทศ มักจะให้นักเรียนนักศึกษาส่งงาน Assignment เป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบ assessment ของหลายๆที่คือการทำ Thesis หรือ Dissertation ซึ่งทั้งหมดที่พูดมาเป็นงานเขียนเชิงวิชาการทั้งสิ้น แน่นอนอยู่แล้วว่าสำหรับนักเรียนไทยหลายๆคนสิ่งนี่อาจจะเป็นปัญหาไม่น้อย การทำงานหาข้อมูลอย่างยาวนาน เอามานั่งเรียบเรียงเขียนและแสดงความคิดเห็นโดยใช้ความรู้ที่เรียนมา ทั้งหมดใช้เวลาและความพยายามมากมาย แล้วยังต้องเขียนออกมาเป็นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการอีก ย่อมเป็นเรื่องไม่ง่ายของนักเรียนทุกคนและทำให้ระหว่างทางอาจเกิดข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาได้ง่ายมากๆ นอกจากนี้งานที่ได้รับมักจะได้ระยะเวลาในการทำค่อนข้างนาน ทำให้อาจารย์ที่รอตรวจงานอยู่ คาดหวังว่างานเขียนเขียนเราจะต้องออกมาดีและถูกต้อง ทั้งทางข้อมูลและแกรมม่า มีความสละสลวยทางด้านภาษา เนื้อหาข้อมูลครบถ้วน ถูกเขียนมากอย่างดี ซึ่งการเขียนคนเดียว อ่านคนเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามข้อผิดพลาดนั้น นี่จึงทำให้หลายๆคนใช้บริการ Proofreading เพื่อหาอีกคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการใช้ภาษาโดยเฉพาะ มาช่วยดูและตรวจสอบงานเขียนของเราอีกครั้ง

Proofreading คืออะไร

Proofreading คือ การอ่านและแก้งานเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา ไม่ใช่เพียงแต่แก้การสะกดคำผิด ใส่สัญลักษณ์ หรือ แกรมม่าผิดเท่านั้น แต่ Proofreading จะช่วยตรวจสอบข้อมูลที่เรานำมากล่าวอ้างในงานเขียนว่าถูกต้องหรือไม่ ปรับรูปประโยคให้มีภาษาที่สละสลวย และเป็นภาษาที่ใช้ในงานเขียนเชิงวิชาการ รวมถึงโครงสร้างประโยค และโครงสร้างของงานเขียน ว่ามีการ support ไอเดียที่เรานำเสนอเพียงพอแล้วหรือยัง ความคิดเห็นที่เราเขียนมามีการให้ตัวอย่างเพียงพอต่อการสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้อ่านหรือไม่ รวมถึงการเขียนสรุป ได้สรุปอย่างครบถ้วนทุกประเด็นแล้วหรือเปล่า เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ Proofreading จะทำให้งานเขียนของเราสมบูรณ์แบบ พร้อมส่งและได้คะแนนตามที่ตั้งใจไว้

ใครใช้ Proofreading บ้าง

ไม่เพียงแต่งานเขียนเชิงวิชาการอย่าง assignment, thesis, dissertation แต่ยังรวมไปถึงงานเขียนทั่วไป ตั้งแต่ resume, CV หรืองานเขียนที่เราเห็นในสื่อต่างๆ ก็ต้องผ่านการ proofreading ทั้งหมด และไม่ใช่แต่เพียงการ proofreading งานที่เขียนโดยคนไทยแต่เป็นภาษาอังกฤษ ชาวต่างชาติ หรือเจ้าของภาษาเอง การยังใช้บริการ proofreading เหมือนกัน เพราะการมีอีกคนมาอ่านงานของเราอีกรอบ ย่อมเป็นการตรวจสอบที่ดีกว่า เพราะมีอีกหนึ่ง Fresh eye มาช่วยดูและอ่านอย่างไม่มีอคติ จะสามารถมองเห็นจุดที่ต้องแก้ไข และด้วยความเป็นมืออาชีพนี้ก็จะทำให้สามารถแก้ไขงานเขียนของเรา ให้ออกมาดีกว่าเดิม โดยที่เนื้อหาใจความสำคัญที่เราตั้งใจเขียนยังอยู่ครบถ้วนไม่เปลี่ยนแปลง

ดังนั้นการใช้บริการ Proofreading จะทำให้เราได้ตรวจสอบข้อผิดพลาดของงานเขียนตัวเอง โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา ที่จะช่วยตรวจทั้งการสะกดคำ ใช้สัญลักษณ์ หรือใช้แกรมม่าผิด ปรับรูปประโยคให้มีความสละสลวย ปรับโครงสร้างงานเขียนโดยรวมให้มีการสื่อถึงประเด็นที่ชัดเจน ความคิดเห็นมีน้ำหนักเพียงพอ อ่านง่าย ได้ใจความครบถ้วน ซึ่งจะนำมาสู่งานเขียนที่สมบูรณ์แบบจากเราเอง ส่งถึงมืออาจารย์ของเรา และได้รับคะแนนยอดเยี่ยมกลับมา

ถ้าไม่รู้จะไปให้ใคร proofreading ให้ ติดต่อพี่แมงโก้ได้เลย เราไม่บริการ proofreading จากทีม editor ที่มีอาจารย์ชาวอังกฤษผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาเป็นอย่างดี และมีประสบการณ์มากว่า 10 ปี  อยู่ในทีม คอยตรวจงาน dissertation ให้น้องๆอยู่ สนใจส่งงานมาให้พี่แมงโก้ดูก่อนได้เลยที่ Line: @mangolearning นะคะ