คอร์ส Information security ที่ Royal Holloway


เรียน Information security ที่ดีที่สุดใน UK ที่ Royal Holloway, University of London
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้เราทุกคนต่างอยู่ในสังคมของโลกดิจิตอล เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ผ่านมือถือ Smart phone ที่เราพกติดตัวกันทุกวัน ยกตัวอย่าง เช่น Facebook หรือ Instagram ที่เราสไลด์กันทุกวัน หรือการโอนเงินผ่านทางมือถือก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนทำกันบ่อย ๆ เพราะความสะดวกสบาย ทำให้ข้อมูลของเราไปอยู่บนโลกออนไลน์ค่อนข้างมาก ขนาดตัวเราที่เป็นคนธรรมดายังพึงพาเทคโนโลยีขนาดนี้ เหล่าบริษัทที่ต้องทำงานร่วมกันหลาย ๆ คนย่อมต้องใช้ระบบอินเตอร์เนตและการเก็บข้อมูลออนไลน์เพื่อให้ทุกคนในทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกัน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน

เมื่อปี 2018 มีข่าวใหญ่ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องหันมามองการให้ข้อมูลส่วนตัวในอินเตอร์เนตใหม่ นั่นก็คือ ข่าวที่บริษัท Cambridge Analytica ได้นำข้อมูลของผู้ใช้ Facebook ในอเมริกามาใช้ในการหาเสียง เพื่อให้ Donald Trump ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ Mark Zuckerberg ต้องเข้าสภา Congress เพื่อไปตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดการด้าน Privacy ของ Facebook เลยทีเดียว ทำให้ตอนนี้คนทั้งโลกสนใจรักษาความปลอดภัยของข้อมูลทั้งส่วนตัวและของบริษัทตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะแค่มีอินเตอร์เนตก็สามารถเจาะเข้าข้อมูลเชิงลึกของทั้งบริษัทและคนทั่วไปได้แล้ว นี่เองที่ทำให้อาชีพ Information Security กำลังมาแรงมาก

ในขณะนี้ Royal Holloway, University of London เป็นที่แรกของโลกที่เปิดสอนหลักสูตร Information Security แต่ถึงจะเปิดมานาน แต่หลักสูตรนี้ก็ยังคงได้รับการจัดอันดับให้เป็นหลักสูตร Information Security ที่ดีที่สุดใน UK อยู่จนถึงทุกวันนี้ ดีขนาดที่แม้แต่รัฐบาลอังกฤษเองยังต้องมาขอคำปรึกษาจากที่นี่ และยังได้รับการการันตีจาก GCHQ หรือ UK Government Communications Headquarters ทำให้ Royal Holloway ได้ผลิตศิษย์เก่าเข้าไปทำงานในองค์กรต่าง ๆ มากมาย รวมถึงมีอาจารย์ผู้สอนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงจากทั่วโลก นอกจากนี้อาจารย์ผู้สอนยังมี Background ในด้าน computer science, engineering, mathematics, statistics และ social sciences ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียน Information Security อย่างมาก

หลักสูตร Information Security มีสอนวิชาที่น่าสนใจอย่าง เช่น

Cryptography (การเข้ารหัสข้อมูล)

Fraud detection (ตรวจจับการโกง)

System security (การรักษาความปลอดภัยระบบ)

Network security (การรักษาความปลอดภัยเครือข่าย)

Device security (การรักษาความปลอดภัยเครื่องมืออิเลคโทรนิค)

น้อง ๆ จะได้เรียนรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีและการปฏิบัติผ่านทางการทำวิทยานิพนธ์เพื่อ จบการศึกษาโดยการเป็นที่ปรึกษาด้าน Information Security ให้กับบริษัทจริงๆ และยังจะได้ฟังบรรยายพร้อมร่วมสัมมนากับ Guest speakers ที่อยู่ในแวดวงนี้มากถึง 50 คน

ที่ Royal Holloway ยังมีศูนย์ Penetration Testing Laboratory และ Smart Card Centre เป็น Facilities ให้กับนักเรียน Information Security ด้วย ยังไม่นับห้องเรียน สถานที่เรียนที่สวยงาม รวมถึงเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์ที่คัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดีเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง นอกจากหลักสูตร 1 ปีแล้ว Royal Holloway ยังเปิดสอนหลักสูตร 2 ปี สำหรับนักเรียนปริญญาโท โดยเป็นการเรียน 1 ปี และฝึกงานในบริษัทชั้นนำอีก 1 ปี นักศึกษาที่จบจากที่นี่ไปแล้ว มีอัตราการได้รับการจ้างงานต่อในบริษัทชั้นนำในอัตราที่สูง เพราะนอกจากหลักสูตรนี้จะมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานแล้ว ยังมี Connection ที่ดีกับบริษัทชั้นนำมากมาย คนที่จบจากหลักสูตรนี้สามารถไปทำงานในอาชีพ นักวิชาการคอมพิวเตอร์, นักพัฒนาระบบความมั่นคง, ผู้ดูแลระบบความมั่นคงข้อมูล, ผู้ดูแลระบบความมั่นคงของซอฟต์แวร์, ผู้ดูแลระบบเครือข่ายและเครื่องแม่ข่าย, ผู้ดูแลระบบความมั่นคงเครือข่ายและเครื่องแม่ข่าย, นักวิจัยด้านความมั่นคงไซเบอร์และการประกันสารสนเทศในบริษัทและองค์กรชั้นนำของทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เลย ซึ่งตลาดแรงงานในอาชีพเหล่านี้ยังเป็นที่ต้องการอีกมาก น้องคนไหนที่กำลังเรียน Computer Science, วิศวะคอมพิวเตอร์, กำลังทำงานเขียนระบบ หรืออาจจะไม่ได้จบตรงสายมา แต่ทำงานสายนี้อยู่ก็สามารถสมัครเราเรียนหลักสูตร Information Security ที่ Royal Holloway ได้เลย พี่แมงโก้ได้ข้อมูลอินไซด์มาว่า น้องๆเด็กต่างชาติหลายคน พอจบจากที่นี่แล้วก็มักจะได้งานทำต่อที่ประเทศอังกฤษต่อเลยด้วย !


ส่วนใครมีคำถามสงสัยเพิ่มเติม ติดต่อเข้ามาคุยกับพี่แมงโก้ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในอังกฤษได้ที่
Line: @mangolearning หรือโทร. 02-129-3313
พี่แมงโก้พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ นะคะ

Actuarial Science อาชีพที่เงินเดือนสูง ไม่ต้องแย่งงานกับใคร


เรียนต่อโท Actuarial Science ที่อังกฤษ อาชีพที่เงินเดือนสูง ไม่ต้องแย่งงานกับใคร!!

นักคณิตศาสตร์ประกันภัย หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Actuary กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก เพราะว่ายังมีคนจบสาขานี้ในประเทศไทยน้อย สำหรับบริษัทที่ต้องมีนักคณิตศาสตร์ประกันภัยก็อย่างเช่น บริษัทประกันภัย, สถาบันการเงิน, ธนาคารพาณิชย์, กองทุนประกันสังคม รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาอิสระให้กับองค์กรธุรกิจต่าง ๆ 

นักคณิตศาสตร์ประกันภัยเองต้องมีการสอบใบประกอบวิชาชีพเหมือนกับผู้ตรวจสอบบัญชี หรือวิศวกร จึงจะสามารถเซนต์เอกสารได้ โดยการสอบเป็นแบบมาตราฐานสากล แบ่งเป็น 10 ขั้น ทุกครั้งที่สอบผ่านจะได้รับเงินเดือนเพิ่มตามวุฒิขั้นละ 5,000 บาท ทำให้คนที่สอบผ่านทั้ง 10 ขั้น จะมีรายได้เฉลี่ยปีละ 6 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่คณิตศาสตร์ประกันภัยเองเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ต้องใช้ความชำนาญหลายด้าน น้อง ๆ จะต้องเข้าใจเลขเป็นอย่างดีเพราะต้องนำมาคำนวณ และยังต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจเป็นอย่างดี สามารถสื่อสารได้ดี และที่สำคัญต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด เพราะนักคณิตศาสตร์ประกันภัยต้องประเมิน วิเคราะห์ และคาดการณ์ ความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน ที่จะส่งผลกระทบด้านการเงิน และตั้งราคาความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับมนุษย์หรือเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วสร้างโปรแกรมเพื่อลดความเสี่ยงนั้น ให้กับองค์กรหรือธุรกิจประกันชีวิต ประกันวินาศภัย ธุรกิจประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ การจัดการความเสี่ยงในด้านการเงิน การประกันต่อ และการจัดการกองทุนบำเน็จบำนาญ เป็นต้น

เพราะนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่สอบได้ขั้นสูงและมีความเชี่ยวชาญมากๆมีน้อง ทำให้บริษัทในไทยเองยังต้องจ้างงานนักคณิตศาสตร์ประกันภัยชั้นวิชาชีพต่างชาติอยู่ แต่ถ้าน้องๆคนไหนที่เรียนด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย หรือสถิติอยู่แล้ว แล้วอยากเดินต่อไปในสายอาชีพนี้ การไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก ๆ เพราะยังไงการสอบใบประกอบวิชาชีพก็เป็นสากลอยู่แล้ว และที่สำคัญ แรงงานนักคณิตศาสตร์ประกันภัยยังเป็นที่ต้องการของตลาดงานทั่วโลกเลยด้วย ทำให้เราสามารถทำงานต่างประเทศได้สบาย ๆ เลย

MSc Applied Actuarial Science ที่ University of Kent เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่มีความโดดเด่นทางด้านนี้ ได้รับการันตีจาก The Institute and Faculty of Actuaries (IFoA) ของอังกฤษ และยังได้รับการจัด Ranking ให้อยู่ในอันดับที่ 2 ของคณะที่สอน Actuarial Science ที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักรอีกด้วย หลักสูตรนี้ของ Kent ถ้าเรียนแบปกติ 1 ปีจบปริญญาโทก็ได้ หรือน้อง ๆ คนไหนสนใจทำงานหาประสบการณ์ที่ประเทศอังกฤษ ทาง Kent ก็มีหลักสูตรแบบเรียน 2 ปี โดยที่อีก 1 ปีที่เพิ่มขึ้นมาเป็น Work Placement คือทางมหาวิทยาลัยจะมีบริษัทในอังกฤษให้เราเลือกเข้าไปฝึกงานหาประสบการณ์ด้านนี้โดยตรง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ เลยนะคะ

ประโยชน์ที่จะได้จากการไปต่อโทด้าน Actuarial Science ที่อังกฤษยังมีอีกมาก อย่างเช่น น้อง ๆ จะได้ฝึกการเข้าสังคมกับคนนานาชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมต่างประเทศจากเพื่อนในคลาสที่ไม่ได้มีแต่คนอังกฤษ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า University of Kent เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทำให้เป็นจุดหมายทางด้านการศึกษาจากนักเรียนทั่วโลก เพราะฉะนั้นน้อง ๆ จะได้ฝึกฝนการสื่อสาร พร้อมกับเรียนคณิตศาสตร์ประกันภัยในสถาบันที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะในด้านนี้ด้วย


น้อง ๆ คนไหนสนใจเรียน Actuarial Science ที่อังกฤษ แล้วอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลย พี่แมงโก้เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษและสกอตแลนด์ แอดไลน์เข้ามาคุยกันได้นะคะที่ Line: @mangolearning หรือจะโทรเข้ามาให้พี่แมงโก้ก็ได้ที่เบอร์ 02-129-3313 พี่แมงโก้รอให้คำปรึกษาอยู่น้า

รีวิว MSc in Reproductive Sciences ที่ Edinburgh


สวัสดีครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องหลักสูตรที่ผมเรียนบ้าง ก็คือ MSc by Research in Reproductive Science ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักสูตร Biomedical Sciences ของ Queen’s Medical Research Institute (QMRI) ในมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ที่ประกอบไปด้วย MScR in Cardiovascular Sciences, Regenerative Medicine, Reproductive Sciences และ Biomedical Sciences (Life Science)

โครงสร้างของหลักสูตรกลุ่มนี้จะคล้าย ๆ กัน คือเรียนผ่านการทำงานวิจัยสองหัวข้อ หัวข้อละ 20 สัปดาห์โดยประมาณ ในช่วงสิ้นสุดแต่ละหัวข้อจะต้องเขียน dissertation รายงานผลของหัวข้อนั้นส่ง โดยคะแนนส่วนใหญ่ในหลักสูตรนี้จะมาจาก dissertations สองเล่มนี้ และคะแนนการนำเสนอผลงานในตอนท้าย ทั้งรูปแบบโปสเตอร์และการพูดนำเสนอ เรามาดูไทม์ไลน์การเรียนโดยละเอียดกันดีกว่า

ช่วงเริ่มต้นจะมีการสอนความรู้เบื้องต้นผ่าน seminars และการสอนเทคนิคทางแล็บวิทยาศาสตร์การแพทย์กว้าง ๆ ผ่านการทำแล็บจริง ระหว่างนั้นนักศึกษาจะได้รับรายชื่อหัวข้อวิจัยในสายของตัวเองชุดแรกพร้อมขอบข่ายงานวิจัยคร่าว ๆ (ถ้าเรียน Biomedical Sciences จะเลือกหัวข้อในสายไหนก็ได้) พอเลือกได้แล้วก็จะได้เริ่มทำโปรเจคแรกช่วงต้นเดือนตุลาคม และโปรเจคที่สองประมาณเดือนมีนาคม

Research projects –ปกติแล้วการทำวิจัยในระดับปริญญาโทในหลักสูตรนี้ เราจะมีที่ปรึกษาสองเลเวล เลเวลแรกคือ day-to-day supervisor หรือคนที่คอยดูแลเราโดยทั่วไปในแต่ละวัน ซึ่งมักจะเป็น PhD student, Post-doc หรือ research assistant แล้วแต่โปรเจคไป คนนี้จะเป็นคนที่ใกล้ชิดเราที่สุด คอยดูแล พูดคุย ตอบคำถาม และให้คำแนะนำทั่ว ๆ ไป ส่วนเลเวลสองคือ Principal Investigator (PI) หรืออาจารย์หัวหน้างานวิจัย ซึ่งจะคอยดูแลหัวข้อวิจัยแบบกว้าง ๆ และติดตามเราอยู่ห่าง ๆ แต่ถ้ามีคำถามหรือปัญหาอะไรลึก ๆ ถามเค้าได้ ไทม์ไลน์การทำงานในทั้งสองโปรเจคจะคล้าย ๆ กัน คือพอเราเลือกโปรเจคและอาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจคตกลงรับเราเข้าไปทำแล้ว ก็จะเริ่มทำงานได้เลย แต่ช่วงต้น ๆ มักจะเป็นการปรับตัวด้วยการอ่าน paper มากกว่า เพราะเราต้องเขียน project proposal ส่ง รวมถึงเดินเรื่องพวกงานเอกสารต่าง ๆ เช่น Health and safety เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะทำงานได้อย่างปลอดภัยตลอดโปรเจค บรรยากาศการทำงานเราว่ามันเหมือนเป็น mini PhD เลย เพราะต้องดูแลและกระตุ้นตัวเองในการทำวิจัย เก็บข้อมูล วิเคราะห์ผล ตีความผล นำเสนอผลกับในกลุ่มวิจัย การเขียนเล่ม dissertation ในระดับภาษาแบบ academic writing รวมถึงการเข้าร่วม meeting และ seminars ต่าง ๆ ภายในสถาบันวิจัยที่เราไปทำโปรเจคอยู่ ซึ่งทักษะทั้งหมดนั้นก็ได้เอามาใช้ในตอนเรียน PhD จริง ๆ

Final presentation – เมื่อจบแต่ละโปรเจค เราจะต้องเขียน dissertation ส่ง หลังจากนั้นก็ต้องพรีเซ้นต์ผลงานตัวเอง เมื่อจบโปรเจคแรกจะต้องพรีเซ้นต์แบบโปสเตอร์ ส่วนโปรเจคที่สองต้องพูดพรีเซ้นต์ แน่นอนว่านอกจากจะเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ยังต้องใช้ภาษาในระดับวิชาการด้วย ท้าทายและตื่นเต้นมาก ๆ พอส่งทุกอย่างครบ คะแนนจะออกตามมาภายในสามสัปดาห์ เป็นอันจบหลักสูตร

เล่ากันซะยาวเลย เอาเป็นว่าหลักสูตรกลุ่ม Biomedical Sciences นี่เป็นหลักสูตรที่ดีมากสำหรับคนที่ตั้งใจจะมาสายวิจัยหรือตั้งใจจะเรียนต่อในระดับ PhD สายชีวการแพทย์ เพราะทุกอย่างมันปูพื้นฐานให้กับการเรียน PhD มาก ๆ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำวิจัยพร้อม แล็บและเครื่องมือทันสมัย มีโอกาสได้ทำงานกับนักวิจัยระดับนานาชาติ เพื่อนในหลักสูตรมีไม่มาก แต่ก็มีจากหลากหลายประเทศ และรู้จักกันทั่วทั้งหลักสูตร มีกิจกรรมออกนอกสถานที่ที่จัดโดยหลักสูตรอีกต่างหาก ถ้าใครกำลังมองหลักสูตร Master by Research สายนี้อยู่ ก็อยากให้ลองรับเป็นตัวเลือกหนึ่งครับ

ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ ตอนต่อ ๆ ไปจะเล่าเรื่องสนุก ๆ เบาสมองบ้างแล้วครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh


เรียน Data Science with Business ที่ มหาวิทยาลัย Exeter เป็นยังไงบ้าง?


หนึ่งในสาขาที่กำลังมาแรงแห่งปี และกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดงานยุคนี้นั่นก็คือ Data Science นั่นเอง ที่สำคัญ มหาวิทยาลัยExeter เป็นที่เดียวที่เปิดสอนหลักสูตร Data Science with Business ซึ่งมีความโดดเด่นเป็นอย่างมากเพราะ Data Scientist ที่ดีจะต้องหา insight ที่ตอบโจทย์ของธุรกิจ ดังนั้นความเข้าใจธุรกิจจริงเป็นสิ่งสำคัญและทำให้หลักสูตรนี้แตกต่างจากทุกๆที่

วันนี้พี่ ๆ แมงโก้พามาคุยกับน้องมิว class of 2018/2019 กันว่าเค้าสอนอะไรกันบ้างและหลักสูตรที่ Exeter นั้นเป็นอย่างไร

หลักสูตร Data Science with Business ที่ มหาวิทยาลัย Exeter เป็นยังไงบ้าง?

มิว: Program ที่มิวเรียนก็คือ Data Science with Business เนอะ ก็คือ ตัววิชาบังคับเราก็จะเรียนเป็นวิชา เกี่ยวกับพวก Data Science นั่นแหละ แต่ทีนี้ วิชาเลือกเราจะสามารถ ลงวิชาของ Business School บางตัวได้ อย่างที่มิวลงก็จะมี Marketing Strategy กับ Digital Business Model เป็นวิชาฝั่ง Business ซึ่งทำให้เรามีพื้นฐานด้าน Business ด้วย เพราะจุดสำคัญอีกจุดนึงก็คือความเข้าใจธุรกิจ เพราะหน้าที่ของ Data Scientist ที่ดีจะต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและหา insight ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจได้ ซึ่งเป็นข้อดีมาก ๆ ของหลักสูตร Data Science ที่ University of Exeter

ทีนี้ฝั่ง Data Science จะเรียนลึกไปทาง Programming กับ Statistic 2 อย่างนี้ จำเป็นมากๆ อย่างน้อยควรจะมีพื้นฐาน 2 อย่างนี้ระดับนึงก่อน เพราะอาจารย์จะค่อนข้างไปเร็ว บางที่อย่างมิว เคยเรียน Statistic มาบ้างเมื่อนานมาแล้วยังต้องกลับมาทวนเพิ่มเลย ฮ่าๆ แต่ข้อดีคือ อาจารย์ส่วนใหญ่เค้าจะอัด Lecture เอาไว้ให้ดูย้อนหลังได้ ถ้าเราตามไม่ทันตรงไหนก็สามารถ กลับไปทวนได้จากเว็บของมหาลัย

ส่วนภาษา Programming language ที่ใช่ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็น Python แต่ก็จะมีใช้ R กับ Matlab บ้างขึ้นอยู่กับวิชาที่เลือก ถ้าใครไม่คุ้นเคยกับ Python ก็ไม่ต้องกังวล เพราะช่วงแรกเค้าจะมีสอนพื้นฐานให้ แค่อย่างน้อยควรพีพื้นฐาน Programming ระดับนึง อีกอย่างที่จำเป็นคือ ความรู้เรื่อง Linear Algebra พวกสมการ Matrix อะไรพวกนี้ใช้เยอะ เหมือนกัน

(เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น สามสิ่งนี้คือองค์ประกอบที่สำคัญของ Data Scientist ที่ดี)

 

ส่วนเรื่องการให้คะแนนและการสอบวัดผล หลักสูตรที่มิวเรียน วิชาเกือบทั้งหมดอย่างน้อยจะต้องมีการทำ Coursework 40 – 50 % บางวิชาก็ไม่มีสอบเลย จะไม่มีวิชาที่สอบ 100 % เลย ซึ่งมิวคิดว่ามิวชอบแบบนี้มากกว่าสอบรวดเดียว

เรื่องสภาพแวดล้อม คนที่เรียน Data Science จริงๆ จะมีประมาณ 20 คนซึ่งทุกคนก็จะรู้จักกันและสนิทกันหมด ฉะนั้นบาง Class ที่เป็น Class ของ Data Science เท่านั้นก็จะดูอบอุ่นมาก รู้จักกันหมด ข้อดีคือ 20 คนนี้มาจากทุกประเทศเลยทั้งคนอังกฤษ อินเดีย อิตาลี ซาอุดิอาระเบีย บราซิล จีน ดังนั้นห้องเรียนก็จะเป็นห้องเล็กหน่อยเวลาที่เรียนเฉพาะหลักสูตรเรา แต่บาง Class ก็จะเป็น Class ที่หลาย Program เข้ามาเรียนด้วยได้ ก็จะมีคนเยอะหน่อย อาจารย์ที่นี่มาจากหลายประเทศมาก โดยทุกๆสัปดาห์จะมี Guest Speaker จากหลากหลายสาขามาพูดให้เราฟัง มีทั้งพูดเนื้อหาต่อยอดจากวิชาเรียน หรือ พูดเกี่ยวกับว่า เราสามารถนำ Data science ไป Apply ยังไงได้บ้างก็มีครับเรียกได้ว่าเป็นหลักสูตรทีทำให้เราเห็นภาพการนำเอา Data Science ไปใช้ได้จริงๆ

คำแนะนำสำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเรียนด้าน Data Science

มิว: “สำหรับคนที่สนใจ มิวว่าต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบ Programming มั้ย เพราะใช้ทุกงานใช้ทุกวิชาจริงๆ ถ้าชอบ Programming มิวว่าก็ไม่น่ามีปัญหา มิวคิดว่าตัว Course จริงๆ เป็น Course ที่สนุกนะ สำหรับมิวมันเหมือนเราได้เอาความรู้ด้าน Stat ด้าน linear algebra จากปริญญาตรี ที่เราไม่เคยรู้ว่าเราจะเอาไปทำอะไร มา Apply ใช้จริงกับข้อมูลแล้วเห็นผลลัพธ์ก็ตื่นเต้นดีนะ”


จะเห็นได้ว่าหลักสูตร Data Science with Business ที่มหาวิทยาลัย Exeter เป็นหลักสูตรเดียวที่เปิดสอน Data Science แบบเข้มข้น พร้อมกับสอนวิชาจาก Business School อีกด้วย ทำให้น้องๆที่จบจากหลักสูตรนี้มีความโดดเด่นกว่าทีอื่นๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Exeter ได้ที่ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการได้ที่ 02-129-3313, 085-144-8808 หรือไลน์ @mangolearning

หลักสูตรยอดฮิตที่มหาวิทยาลัย Edinburgh


สวัสดีครับ วันนี้มาคุยกันเรื่องหลักสูตรยอดฮิตของนักเรียนไทยที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระกันบ้าง ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยเอดินบะระมีหลักสูตรมากมายที่ตอบสนองความต้องการผู้เรียนอยู่แล้ว แต่มาลองดูว่าคน เค้ามาเรียนอะไรกันและทำไมถึงเลือกมาเรียนก็ดีไม่ใช่น้อยเนอะ มีบางหลักสูตรที่เพิ่งเป็นที่นิยมด้วย จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

Business School

แน่นอน school นี้เป็น school ยอดฮิตสำหรับนักเรียนไทย (รวมถึงนักเรียนเอเชียชาติอื่น ๆ) เพราะเป็นหลักสูตรที่เรียนจบแล้วนำไปใช้ได้จริง ได้เรียนกับอาจารย์เก่ง ๆ และมีโอกาสได้ดูงานดูเคสธุรกิจระดับโลก การเรียนการสอนจะเป็น lecture-based และงานกลุ่ม โดยอาจารย์จะเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในคลาส มีคำถาม มีประเด็นให้ดิสคัส เรียนสนุกและได้สาระ แถมระหว่างปียังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดโดย school เอง เช่น พาไปทัศนศึกษา พาไปดูงานที่บริษัทใหญ่ ๆ สำหรับ school นี้ก็มีหลักสูตรหลากหลาย เช่น Marketing, Finance, Management, HR management, Banking, Entrepreneurship and Innovation, etc.


Law School

หลักสูตรยอดนิยมไม่แพ้สาย business ก็ต้องยกให้ law ปี ๆ หนึ่งมีนักเรียนไทยมาเรียนประมาณ 20 คนขึ้นไปได้ ไม่เหงาแน่นอน สำหรับผู้ที่วางแผนมาเรียนเพื่อกลับไปสอบสนามจิ๋ว หลักสูตร LL.M. ที่กต.ได้รับรองให้เป็น specialise ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระมีสองหลักสูตรคือ Intellectual property กับ Global Environment and Climate ข้อดีของการมาเรียน LL.M. ที่เอดินบะระคือเป็นมหาวิทยาลัยที่แรงค์สูง การเรียนการสอนเข้มข้น รูปแบบการเรียนจะเป็น seminar-based คือมีการให้หัวข้อและ reading list มาก่อนจะเข้าเรียน คลาสเรียนจะเน้นการนำเสนอและดิสคัสถกเถียงกันระหว่างนักเรียนในคลาสโดยมีอาจารย์เป็นผู้ ดำเนินรายการและนำประเด็นการถกเถียง นอกจากได้ความรู้แล้วยังเป็นการเปิดมุมมองและรับฟังความเห็นที่หลากหลายด้วย


School of Health and Social Science

หลักสูตรใน school นี้เพิ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะปีล่าสุด คือหลักสูตร Psychology of Mental Health กับ Mental Health in Children and Young People มีการเรียนทั้งเลคเชอร์และงานอาสาสมัครทำงานด้านจิตวิทยา ถ้าใครอยากทำงานต่อทางด้านจิตวิทยาหลักสูตรนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีหลักสูตร conversion หรือการเรียนเพื่อย้ายสายอาชีพสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจิตวิทยามาก่อนด้วย เป็นสาขาที่เป็นที่ต้องการในยุคปัจจุบันมากพอสมควรเลย นอกจากหลักสูตรเหล่านี้แล้ว มหาวิทยาลัยเอดินบะระยังมีหลักสูตรอีกมากมายที่น่าสนใจ ถ้าอยากหาข้อมูลเพิ่ม สามารถสอบถามได้ที่ตัวแทนของมหาวิทยาลัย Edinburgh อย่าง Mango Learning Express  ได้ที่ LINE@mangolearning หรือโทร 02-129-3313, 085-144-8808

Special thanks to นุช LL.M. น้องเอิน Finance และน้องน้ำทิพย์ Mental Health สำหรับข้อมูลครับ


ABOUT THE AUTHOR

Apiwat Moolnangdeaw
PhD student in Genetic & Molecular Medicine
The University of Edinburgh