ขอวีซ่าแบบไหน ถ้าไปเรียนภาษาที่อังกฤษ


สำหรับน้อง ๆ ที่เตรียมตัวจะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ แต่ยังงงอยู่ว่า เอ..เราต้องขอวีซ่าประเภทไหนกันน้า แล้วทางสถานทูตเพิ่งจะเปลี่ยนระบบการกรอกวีซ่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 นี้เอง ใครงงว่าต้องขอวีซ่าประเภทอะไร มาทางนี้ได้เลยจ้า ก่อนที่จะไปขอวีซ่า น้อง ๆ จะต้องสมัครเรียนกับโรงเรียนนั้น ๆ ก่อน เพื่อให้โรงเรียนออกเอกสารยืนยันที่เรียน ระยะเวลาเรียน และที่อยู่ระหว่างเรียน เพื่อนำมาเป็นเอกสารประกอบการขอวีซ่า ซึ่งเอกสารตัวนี้ค่อนข้างจำเป็นมากเป็นเอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่านักเรียนทุกประเภท

วีซ่านักเรียนของประเทศอังกฤษมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. Short-term Student visa เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนภาษา โดยคอร์สเรียนต้องเป็นแบบระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกิน 11 เดือนสำหรับน้องเรียนภาษาที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป น้องที่ได้วีซ่าประเภทนี้จะไม่สามารถทำงาน Part time ได้ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ
2. Tier 4 (General) Student visa คือวีซ่าสำหรับน้อง ๆ ที่ไปเรียนระยะยาว เกิน 6 เดือนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนใหญ่มักเป็นนักเรียนปริญญาตรี-โท-เอก หรือน้อง ๆ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจจะไปเรียน Sixth form หรือ Foundation Pathway เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษต่อไป โดยวีซ่าประเภทนี้ น้อง ๆ จะต้องลงเรียนเต็มเวลา อย่างน้อย 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และสามารถทำงาน Part time ได้ แต่ต้องไม่เกินข้อกำหนดของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งในส่วนนี้ประเภทงานและชั่วโมงทำงานจะแตกต่างกันไปตามหลักสูตรที่น้องต้องไปศึกษาที่อังกฤษ
3. Tier 4 (Child) Student visa วีซ่าสำหรับน้องๆอายุ 4 – 17 ปี ที่ต้องการไปเรียนในโรงเรียนของประเทศอังกฤษ ซึ่งจะต้องเป็นโรงเรียนเอกชนเท่านั้น น้อง ๆ ที่อายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถทำงาน Part time ได้ ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เรามาเจาะลึกกันที่ Short-term Student Visa สำหรับน้อง ๆ ที่จะเตรียมตัวไปเรียนภาษาระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือนและ 11 เดือน กันดีกว่า เอกสารพื้นฐานอื่น ๆ ที่น้องต้องเตรียมคือ

  • – Passport ที่อายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน Passport เล่มเก่าที่หมดอายุไปแล้ว
  • – ใบแสดงผลการเรียนเป็นภาษาอังกฤษ (Transcript)
  • – หนังสือรับรองความเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่น้อง ๆ กำลังศึกษาอยู่
  • – สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของตัวน้องเอง คุณพ่อ และคุณแม่
  • – สำเนาทะเบียนสมรสของคุณพ่อคุณแม่
  • – สำเนาสูติบัตรของน้อง
  • – เอกสารของผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือที่เรียนว่า “Sponsor” ในการไปเรียนที่ประเทศอังกฤษครั้งนี้ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ก็ได้ น้อง ๆ สามารถเลือกยื่นเอกสารของใครคนใดคนหนึ่งได้ โดยเอกสารของ Sponsor จะมีหลักฐานการทำงาน ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวอาจจะเป็น ทะเบียนการค้า หรือถ้าเปิดบริษัทเองก็จะเป็นสำเนาหนังสือรับรองบริษัท หรือใบรับรองการทำงานจากที่ทำงานของ Sponsor ซึ่งถ้าเอกสารตัวไหนเป็นภาษาไทย น้อง ๆ จำเป็นจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย
  • –  Statement หรือหลักฐานการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานว่าน้องจะมีเงินครอบคลุมค่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดเวลาที่เรียนที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งต้องเป็นบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารไหนก็ได้ (พี่แมงโก้แนะนำให้ไปขอที่ธนาคารและเน้นย้ำว่าชื่อบัญชีต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น)

สำหรับน้องคนไหนที่ทำงานแล้วแต่ต้องการไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศอังกฤษก็สามารถขอวีซ่าประเภท Short-term Student visa ได้ แต่เพิ่มเอกสารทางด้านการทำงานของตัวน้องเอง ในกรณีที่น้องทำงานแล้ว และถ้าน้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาระยะสั้นครั้งนี้เอง น้องสามารถใช้ Statement ในชื่อของน้องเองได้เลย ส่วนสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของคุณพ่อคุณแม่นั้นก็ยังจำเป็นต้องยื่นไปด้วยอยู่ เพื่อเป็นหลักฐานประกอกว่าเรายังมีครอบครัวอยู่ที่นี่ และจะกลับมาหลังเรียนภาษาระยะสั้นจบแน่นอน ถึงแม้ว่าเอกสารจะเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับทุกคนเลยนะคะ


ถ้าใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรืออยากไปเรียนภาษาอังกฤษระยะสั้นหรือช่วงซัมเมอร์ หรือทำงานแล้วอยากไปเรียนภาษาเพิ่มเติม ก็สามารถปรึกษาพี่แมงโก้ได้เลย พี่แมงโก้พร้อมแนะนำทั้งโรงเรียน เมือง คอร์สเรียน ที่พัก และที่สำคัญเอกสารและขั้นตอนการขอวีซ่า ให้กับน้อง ๆ ทุกคน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่า

IELTS UKVI จำเป็นมากมั้ยกับ Visa Tier 4 เมื่อต้องไปเรียนต่อโทอังกฤษ


น้อง ๆ หลายคนที่อยากไปเรียนต่อป.โทที่อังกฤษ แต่ยังแอบสงสัยอยู่ในใจว่าไม่สอบ IELTS UKVI ได้มั้ย หรือไม่มีคะแนน IELTS เลยได้มั้ย จะมีปัญหากับการเข้าเรียน หรือสมัครวีซ่านักเรียนรึป่าว พี่แมงโก้มาตอบข้อสงสัยแล้วจร้า

1. จำเป็นต้องสอบ IELTS for UKVI มั้ย
ขึ้นอยู่กับว่าเกณฑ์การรับสมัครเข้าเรียนของแต่มหาวิทยาลัยระบุไว้ว่าต้องการคะแนน IELTS หรือไม่ บางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ระบุว่าต้องการคะแนน IELTS ตั้งแต่ตอนอยู่ไทย หรือบางมหาวิทยาลัยก็จะมีการยกเว้นคะแนน IELTS ให้กับน้อง ๆ ที่จบหลักสูตรอินเตอร์จากสถาบันที่พี่แมงโก้ลิสมาให้ข้างล่างนี้ค่ะ
– มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)
– มหาวิทยาลัยบูรพา International Programme
– มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ International Programme
– จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย International Programme
– Mahidol University International College (MUIC)
– มหาวิทยาลัยชินวัตร International Programme
– สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT)
– มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ International Programme
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาอังกฤษของน้องๆด้วยนะคะ ถ้ามั่นใจว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอาจจะเคยสอบ IELTS มาแล้วได้ 6.0 ขึ้นไป และคิดว่าไม่จำเป็นต้องเรียน Pre-Sessional English Course ก็ได้
ก็สามารถข้ามในส่วนของการสอบ IELTS ไปได้เลยค่ะ

2. น้องเรียนปริญญาตรีที่อเมริกา นิวซีแลนด์ หรือว่าออสเตรเลียมา
อยากเรียนต่อป.โทที่อังกฤษ จะต้องสอบ IELTS มั้ย? สำหรับน้องที่เรียนปริญญาตรีในประเทศอเมริกา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือประเทศอื่นๆที่สอนด้วยภาษาอังกฤษทั้งหลักสูตร (International Programme)
น้อง ๆ สามารถยื่นวุฒิปริญญาตรีจากประเทศต่างๆเหล่านี้แทนคะแนน IELTS ได้เลย แต่เพื่อความชัวร์แบบล้านเปอร์เซ็นต์ น้อง ๆ สามารถส่งเอกสารมาสอบถามกับพี่แมงโก้ก่อนได้เลย เพราะพี่แมงโก้จะมีอัพเดทข้อกำหนดจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และพร้อมตรวจสอบและให้คำปรึกษากับน้อง ๆ ทุกเมื่อเลยจ้า

3. การที่เราไม่มีคะแนน IELTS for UKVI จะมีผลต่อการสมัครวีซ่านักเรียน หรือ Tier 4 Student Visa หรือไม่
ถ้าน้อง ๆ ได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และมหาวิทยาลัยออกเอกสารสมัครวีซ่านักเรียน หรือ CAS มาแล้ว การที่น้อง ๆ ไม่มีคะแนน IELTS for UKVI ก็จะไม่เป็นปัญหาต่อการสมัคร Tier 4 Student Visa ตามข้อกำหนดของสถานทูตในเวลานี้ แต่ถ้าน้องคนไหนยังไม่แน่ใจอะไร ก็สามารถมาปรึกษาพี่แมงโก้ได้ เพราะเราเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษเพื่อการ
ศึกษาต่อทั้งป.ตรี ป.โท ดังนั้นพี่แมงโก้จะมีข้อมูลที่อัพเดทข้อกำหนดต่างๆจากมหาวิทยาลัยและสถานทูตสำหรับข้อมูลสมัครวีซ่าอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ต้องกลัวจ้า พี่แมงโก้มีคำตอบให้ โดยที่น้องๆไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย

เตรียมเอกสารทำ Visa + เตรียมของจัดกระเป๋าไปเรียนต่ออังกฤษ


เตรียมเอกสารทำ Visa + เตรียมของจัดกระเป๋าไปเรียนต่อกันเด้ออออออ

สวัสดีค่า โอปอล นะคะ กำลังจะไปเรียนที่ Lancaster University ในอีกไม่กี่อาทิตย์ เลยเริ่มตื่นเต้นเริ่มเตรียมตัวแล้ว แต่ก็หลายเดือนมากกว่าจะตื่นเต้นแบบนี้  ตอนแรกที่ตัดสินใจจะเรียนต่อที่อังกฤษ ตอนนั้นทั้งทำงานไปด้วย เตรียมตัวไปด้วย ทั้งสอบ Ielts ส่งเอกสารมากมาย แต่ผ่านมาได้แบบชิว ๆ เพราะพี่ Mango ช่วยดูแลให้ กราบบบมาก ๆ 555555 พอได้ offer สิ่งที่ยากอีกอย่างนึงคือการยื่น Visa นั่นเองค่ะ

อย่างแรกเลยคือไปตรวจปอด เช็คว่าเราไม่ได้เป็นวัณโรค กรอกข้อมูลในเว็บ และนัดวันยื่นเอกสารสำหรับทำ Visa พอทุกอย่างเรียบร้อยก็ไปยื่นเอกสารตามวันที่นัดไว้ พร้อมกับเริ่มเตรียมข้าวของเครื่องใช้ไปใช้ชีวิตประมาณ 1 ปีที่อังกฤษกันได้แล้ว จะต้องเตรียมอะไรบ้าง โอปอล list มาไว้ให้หมดแล้วด้านล่างนี้เลยนะคะ 😀

ตอนนี้เอกสารที่จะต้องยื่นสำหรับขอ Visa คือน้อยลงมาก จากที่ก่อนหน้านี้ต้องยื่นเป็นสิบ ๆ อย่าง Bank Statement คะแนน ielts ต่าง ๆ นานา ไม่ต้องยื่นแล้ว คือชิวจริง ทางสถานทูตเพิ่งเปลี่ยนไม่กี่วันก่อนที่เราจะยื่นเลย (ตอนต้นเดือนสิงหาคม) ที่เรายื่นใช้แค่

1. สำเนาบัตรประชาชน

2. CAS

3. IOM (ตรวจปอด)

4. รายละเอียดหอ

5. ใบเปลี่ยนชื่อ (เราเคยเปลี่ยนชื่อ เลยต้องเอาเอกสารมาโชว์ด้วย)

ตอนจองคิวยื่นในเว็บก็เลือกเช้า ๆ ไว้ะคะ ตอนบ่ายคนจะเยอะมาก เพราะมีคนมารับ visa ด้วย อึดอัดมาก แต่ช่วงระหว่างรอก็ไม่มีอะไร ยื่นเอกสาร แล้วนั่งรอเรียกให้ไปแปะลายนิ้วมือกับถ่ายรูป ถ้าโชคดีก็จะได้ interview ต่อ แต่โอปอลโชคร้ายไม่ต้อง interview 555555 เค้าบอกให้กลับบ้านได้เลย ทีนี้ก็นั่งรออีกประมาณ 15 วันให้ Visa ที่บ้านได้เลยค่า

***ของโอปอลมีเงื่อนไขพิเศษนิดหน่อย คือโอปอลทำ Passport back ด้วย

พอดีตอนไปยื่นเอกสารเพิ่งนึกได้ว่าอีกไม่กี่วัน จะต้องเดินทางไปฮ่องกง อ่าว… แล้วจะเข้าฮ่องกงได้ยังไง ถ้าไม่มี Passport เพราะตอนยื่นเอกสารต้องเอา passport ให้สถานทูตไปด้วย ตกใจมากเลยรีบโทรถามทาง Mango ว่าทำยังไงดี สรุปคือตอนยื่นเอกสารให้แจ้งพนักงานว่าขอทำ Passport Back

Passport Back คือการที่เรายื่นเอกสารเรียบร้อย แต่ขอยืม passport มาก่อนเพื่อใช้เดินทางไปต่างประเทศในช่วงที่รอ visa แล้วพอกลับมาเราค่อยเอาเล่มไปคืน เอา passport กลับเข้าไปอยู่ในprocess เหมือนเดิม โดยเสียค่าบริการเพิ่มเป็นเงิน 2,650 บาท เวลาจ่ายให้เตรียมเงินสดไปแบบเป๊ะ ๆ และใช้เวลาอีกประมาณ 3 อาทิตย์หลังจากเอา Passport ไปคืนค่ะ

List ของที่จะต้องเตรียมตัวไป

จากที่ถามพี่ ๆ เพื่อน ๆ เราก็ได้ลิสต์มาประมาณนี้ เราแนะนำให้ลองลิสต์ของตัวเองดูเอาโดยเอาลิสของเราตั้งต้น แล้วลองไปคิดต่อว่าปกติตัวเองจะใช้อะไรบ้างในชีวิตประจำวันที่ขาดไม่ได้ โดยแบ่งเป็นประเภท ๆ ส่วนตัวโอปอลใช้ app ‘Microsoft To-Do’ ลิสจะได้ดูง่ายๆในมือถือ ใช้เสร็จก็ติ๊กออก ติ๊กออก

ขอบอกไว้ก่อน คือเราจะไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ทำอาหารไทยใด ๆ ไปเลย เพราะเราไม่ได้ติดกินอาหารไทยอยู่แล้ว ชอบกิน junk food แต่สำหรับใครที่ขาดอาหารไทยไม่ได้ ที่จริงไปซื้อเครื่องปรุงจากที่นู่นได้นะ เพื่อน ๆ ที่ไปมาก่อนบอกว่าหาซื้อไม่ยาก มีร้าน asian ขายอยู่แล้ว หรือพวกหม้อหุงข้าว อุปกรณ์อย่างอื่นอาจจะลองถามเพื่อนที่กำลังจะกลับซื้อต่อก็ได้นะ อย่างที่โอปอลไป Lancaster จะมีกรุ๊ปที่รุ่นพี่สร้างไว้ส่งต่อของก่อนเค้ากลับไทย ยังไงลองเช็คดูก่อน จะได้ไม่ต้องแบกไป

กระเป๋าใหญ่

Universal Adapter / ปลั๊กพ่วง

แว่นตาสำรอง : เผื่อแว่นปกติพัง ตัดแว่นที่นู่นน่าจะแพงมากกกก

Contact Lens : ฉันซื้อไปครบปีเลยจ้าา 555555

ขนตาปลอม กาวติดขนตา : ปกติติดใช้ Bok toh กับกาว D.U.P เลยเอาไปด้วย

ครีมกันแดด : นี่ติดใช้ Anessa มากเลยเอาไป แต่ที่จริงไปซื้อที่นู่นได้แหละ

ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหัว

ชุดตัดเล็บ

เข็มกลัด

สมุดจด เครื่องเขียนนิดหน่อย : นี่กะใช้ ipad มากกว่าเลยไม่ได้เตรียมอะไรไปมาก

กล้องฟิล์ม

เสื้อผ้า : เอาไปไม่เยอะ กะไปซื้อใหม่ที่นู่นเลย เอาไปแค่ชุดที่ชอบ กับชุดที่คิดว่าไม่อยากซื้อใหม่, ชุดนอน ขาสั้น – ขายาว, ชุดกลางคืน, ชุดสุภาพ เดรสดำ สูทอะไรงี้, Heat tech / ลองจอน 2 เซ็ท ตอนนั้นลดราคาพอดีเลยซื้อมา แต่หลายคนบอกให้ไปซื้อที่นู่นเลยไม่ต้องแบกไป

รองเท้าแตะ รองเท้าสุภาพ

ยา : ฉันสามารถเป็นโรคอะไรได้บ้าง ฉันเอายาไปเผื่อให้หมดเลยจ้า หลายอย่างไม่เคยเป็นมาหลายปี แต่ก็เอาไปเผื่อละกันไม่น่าหนักมาก 555555 พารา (พวกแก้ไข้), Dramamine (กันเมาเรือ เมารถ), แก้แพ้ คัดจมูก แก้ปวด อักเสบ แก้ไอ, Air X (แน่นท้อง), ผงเกลือแร่, คาร์บอน (ท้องเสีย ท้องอืด), เบตาดีน พลาสเตอร์, Clinda M (ยาสิวตามที่ตัวเองชอบเลย), แผ่นแปะสิว, ยาทาแก้ร้อนใน, ยาอึ๊จากญี่ปุ่น, ผงแก้เจ็บคอจากญี่ปุ่น, ยาหยอดตาญี่ปุ่น

Carry On

หมอนรองคอ ผ้าปิดตา

Kit แปรงสีฟัน ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า ลิปบาล์ม

ยาดม ลูกอม

แว่นกันแดด หมวก เผื่อใช้เลยตอนลงเครื่อง

เอกสารต่างๆ : สำเนาบัตรปชช, CAS, Transcript, ielts, IOM, Dorm information

Tier 4 Pilot Scheme คืออะไร


น้องๆ หลายคนก็คงกำลังสงสัยว่าแล้ว เจ้าสิ่งนี้มีความหมายกับเรายังไงบ้าง มารวมตัวกันตรงนี้เลยจ้า พี่แมงโก้สรุปข้อมูลมาให้แล้วค่ะ

หรือถ้าใครมีเพื่อนที่จะไปเรียนปีนี้ แชร์ให้เพื่อนมาอ่านกันเลยน้าเพราะถ้ายื่นเอกสารผิดพลาดไป อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่วีซ่าจะถูกพิจารณานานกว่าปกติ หรืออาจจะโดน reject ได้จ้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับน้องๆที่กำลังจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยที่อยู่ในรายชื่อ Tier 4 Pilot Scheme เช่น Durham University, University of Exeter, University of Nottingham, Newcastle University, University of East Anglia, University of Essex, University of Bristol, University of Reading, University of Warwick, University of Southampton, University of Edinburgh, University of Bath หรือแม้แต่ University of Oxford, University of Cambridge, Imperial College London (ดูเพิ่มเติมที่นี่นะคะ https://goo.gl/NeU2uo)

สิ่งที่แตกต่างสำหรับมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน Pilot Scheme นั้นมีอยู่หลัก ๆ สองเรื่องค่ะ นั่นคือ

1) ขอวีซ่าง่ายขึ้น:
ใช้เอกสารน้อยลงในการยื่นขอวีซ่านักเรียนและมีการพิจารณาที่ง่ายขึ้น โดยเอกสารที่ต้องใช้ยื่นเพื่อขอวีซ่า Tier 4 จากลิสยืดยาวจะเหลือเพียงแค่ดังต่อไปนี้ค่ะ
• Passport
• Photographs
• ATAS certificate (ถ้ามี)
• TB Certificate

*สำหรับเอกสารทางการเงิน น้องๆยังคงต้องนำเงินเข้าบัญชีให้ครบ 28 วัน และพกหลักฐานติดตัวไว้ในกรณีที่ศูนย์ยื่นคำร้องขอสุ่มตรวจเอกสาร โดยที่ถ้าไม่ได้ถูกร้องขอ ห้ามยื่นเอกสารเกินกว่าเค้าที่กำหนดเด็ดขาด เพราะจะทำให้วีซ่าของน้องๆถูกพิจารณาตามรูปแบบปกติและอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะถูก reject เนื่องจากเอกสารไม่ครบได้นะคะ ที่สำคัญคือตอนนี้วีซ่า tier 4 นั้นพิจารณาจาก sheffield ที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เมื่อเรายื่นเอกสารที่ศูนย์รับคำร้องไปแล้ว ไม่สามารถจะไปยื่นเอกสารเพิ่มหรือแก้ไขเอกสารได้อีก (ถ้าไม่ได้รับการร้องขอจาก Home Office)
>>สรุปง่ายๆก็คือ เตรียมเอกสารติดตัวไปด้วยแต่ห้ามยื่นเอกสารไปถ้าศูนย์รับคำร้องไม่ได้ขอเอกสารเพิ่มเติมค่ะ<<

2) วีซ่าอยู่ได้นานขึ้น:
หลังจากจบการศึกษาแล้วสามารถอยู่ต่อเพื่อหางานได้อีก 6 เดือน และยื่นขอเปลี่ยนวีซ่าเป็น work visa ( เพราะฉะนั้นในตอนที่เรายื่นคำร้องวีซ่าเราจะต้องทำประกันสุขภาพ IHS เพิ่มเติมให้ครอบคลุมสำหรับช่วงเวลาที่อยู่ต่ออีก 6 เดือนด้วยนะคะ)

หมายเหตุ : Pilot Scheme นี้ เป็นข้อบังคับและไม่สามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมได้ ถ้าหากว่าน้องๆกำลังจะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในโครงการนี้นะค้า โดยเราสามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก Pilot Scheme ได้ก็ต่อเมื่อ
1) เรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการคัดเลือก และหลักสูตรมีระยะเวลาไม่เกิน 13 เดือน
2) ในกรณีที่ต้องเรียน Pre-Sessional English จะต้องได้รับเอกสาร Combined CAS เท่านั้นถึงจะยื่นเอกสารตาม Pilot Scheme ถ้าหากว่าน้องๆได้ CAS เฉพาะช่วงที่เรียนพรีเท่านั้นให้ยื่นขอวีซ่าตามปกติ แล้วไปใช้สิทธิประโยชน์นี้ในช่วงการต่อวีซ่าที่ประเทศอังกฤษค่ะ
.

เรียนต่อประเทศอังกฤษกับตัวแทนมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ ตอบทุกคำถามและดำเนินการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โทร 02-129-3313 หรือ LINE@mangolearning